30 ก.ค. เวลา 10:48 • หนังสือ

บทที่ 369

จี่หนานเคอตั้งใจจะตะโกนให้หยุดรถ แต่พอเหลือบมองออกไปด้านนอก ก็เห็นว่าเซี่ยจิ่งควบม้าไล่ตามมาแล้ว จึงได้แต่กล้ำกลืนคำพูดกลับลงคอ
รถม้าวิ่งเร็วอย่างยิ่ง โดยไม่รู้ตัวก็เบี่ยงออกจากถนนหลวง
ทางสายเล็กขรุขระและเป็นหลุมเป็นบ่อ รถม้าคันนี้ไม่ได้สร้างมาเพื่อการเดินทางไกล อีกทั้งไม่มีระบบลดแรงกระแทก จี้หนานเคอจึงถูกโยนไปโยนมา กระแทกอยู่หลายครั้ง นางกำขอบหน้าต่างไว้แน่น หน้าอกปั่นป่วนคลื่นแล้วคลื่นเล่า คลื่นไส้จนเหงื่อเย็นผุดเต็มแผ่นหลัง
“หยุด... รีบหยุดเดี๋ยวนี้...” นางแทบทนไม่ไหวแล้ว!
แต่เสียงของนางถูกกลบด้วยเสียงล้อรถม้าที่หมุนครืดคราด จนไม่มีใครได้ยินแม้แต่น้อย
“โอ๊ะ จะตามไม่ทันแล้วหรือ?”
เซี่ยงหยางที่กำลังบังคับรถเหลือบมองไปด้านหลัง ดึงบังเหียนเบา ๆ ให้ม้าวิ่งช้าลงเล็กน้อย เพื่อไม่ให้คนที่ไล่ตามมาหลงทาง
แต่หากเซี่ยจิ่งไล่เข้ามาใกล้เกินไป เขาก็จะเร่งม้าให้วิ่งเร็วขึ้นอีก
รักษาระยะห่างไว้พอดี ไม่ใกล้ไม่ไกล
“ฮึบ!”
เซี่ยงหยางสะบัดแส้เป็นวงอย่างสง่างาม ม้าก็ทะยานสี่เท้าวิ่งเต็มกำลัง
เซี่ยจิ่งไล่ตามจนเหงื่อท่วมศีรษะ ทุกครั้งที่คิดว่ากำลังจะตามทัน ระยะห่างก็กลับถูกดึงออกอีก เขามองรถม้าที่โคลงเคลงไปมาด้านหน้า ราวกับจะพลิกคว่ำได้ทุกเมื่อ ใจของเขาก็เต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เซี่ยจิ่งตะโกนเสียงดัง
เขาเองก็ไม่รู้ว่าตามมานานเพียงใด กว่าจะรู้ตัว พวกเขาก็ห่างจากถนนหลวงออกมาไกลขึ้นเรื่อย ๆ จนเข้าสู่พื้นที่กันดาร กระทั่งเบื้องหน้าปรากฏหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง รถม้าราวกับเสียการควบคุม พุ่งตรงไปยังหมู่บ้านนั้น
ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้หัวหน้าคนดูแลหมู่บ้านได้รับข่าวและรีบรุดออกมา ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะมีประกายเย็นวาบผ่านแววตา
ใครกัน?
แค่ผ่านทางมา... หรือมีแผนการกันแน่...
หัวหน้าคนดูแลยกมือส่งสัญญาณ บรรดาบ่าวใบ้ต่างกระจายตัวออกไปตั้งรับทันที
ม้าศึกที่ลากรถส่งเสียงร้องยาวก้อง
กึก!
โครงรถม้าหักสะบั้นลงกะทันหัน ตัวรถทั้งคันเสียการทรงตัว เอียงคว่ำลงด้านข้าง กระแทกพื้นอย่างแรง ฝุ่นดินฟุ้งกระจายไปทั่ว
“เค่อเอ๋อร์!”
ในที่สุดเซี่ยจิ่งก็ตามมาทัน เขากระโดดลงจากหลังม้า รีบวิ่งโซเซเข้าไป
“เค่อเอ๋อร์! เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
จี้หนานเคอปีนออกมาจากตัวรถอย่างยากลำบาก เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยฝุ่น เซี่ยจิ่งยังไม่ทันหายตกใจ ก็รีบดึงนางเข้ามากอดไว้แน่น
“ปล่อยข้า!”
จี้หนานเคอผลักเขาออก
“เสแสร้ง!”
นางถูกเขย่าจนเหงื่อเย็นไหลทั่วตัว น้ำย่อยตีขึ้นมาถึงลำคอ ศีรษะปวดร้าวราวกับจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ
ทันใดนั้น นางก็อาเจียนออกมาเต็มแรง
อาเจียนเลอะไปทั้งตัวของเซี่ยจิ่ง
หัวหน้าคนดูแลรีบพุ่งเข้ามาอีกหลายก้าว มองสำรวจพวกเขาด้วยสายตาระแวดระวัง
เซี่ยงหยางที่แต่งตัวเป็นสารถีหมอบลงกับพื้น แอบหยิบนกหวีดที่ซ่อนไว้ในฝ่ามือขึ้นจ่อริมฝีปาก ก่อนเป่าเป็นจังหวะ
เสียงนกร้องดังเจื้อยแจ้ว
ซงจิ่วที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดได้ยินสัญญาณ ก็จับจ้องไปยังเรือนหลังนั้น พร้อมรอจังหวะลงมือ
---
เพิ่งผ่านยามเว่ยมาไม่นาน แสงอาทิตย์ยังส่องสว่างเจิดจ้า
เซี่ยงหยางก้มตัวต่ำ พลางร้องโอดโอยว่า
“โอ๊ย... โอ๊ย...”
แต่หางตากลับคอยสังเกตไปยังทางหมู่บ้าน
หัวหน้าคนดูแลผู้มีวรยุทธ์ที่เขาเคยพบมาก่อน กำลังจ้องมาทางนี้ไม่กะพริบตา แผ่นหลังเกร็งตึง ร่างเอนมาด้านหน้า เป็นท่าทีทั้งตรวจสอบและระแวดระวัง
บรรดาบ่าวใบ้ต่างแยกย้ายกันออกไปเป็นกลุ่มละสองสามคน แม้ภายนอกจะดูเหมือนกระจัดกระจาย แต่แท้จริงแล้วต่างคอยคุมเชิงและเฝ้าระวังกันอยู่
“โอ๊ย...” เซี่ยงหยางลุกขึ้น พลางร้องเสียงดัง
“องค์ชายสาม... องค์ชายสาม โปรดระงับพระพิโรธด้วยพ่ะย่ะค่ะ... เป็นเพราะบ่าวควบรถไม่มั่นคง ทำให้ม้าตกใจขอรับ”
องค์ชายสาม?
หัวหน้าคนดูแลหรี่ตาลง
ในฐานะคนสนิทของนายตน เขาย่อมรู้ว่าอ๋องจิ้นเข้าร่วมฝ่ายขององค์ชายสามแล้ว
แต่เหตุใดองค์ชายสามจึงมาปรากฏตัวที่นี่?
“หลีกไป”
เซี่ยจิ่งไม่แม้แต่จะชายตามองเขา
เขาฝืนความรังเกียจในใจ ค่อย ๆ ลูบหลังจี้หนานเคอเบา ๆ แล้วถามว่า
“เจ้ายังไหวหรือไม่?”
ในปากของจี้หนานเคอยังเต็มไปด้วยรสเปรี้ยวจากน้ำย่อย นางกล่าวอย่างทรมานว่า
“ไม่ต้องให้ท่านมาสนใจข้า... อีกไม่นานท่านก็จะอภิเษกกับองค์หญิงแล้ว... ต่อให้ข้าตกต่ำเพียงใด ก็ไม่มีวันยอมใช้สามีร่วมกับผู้อื่น เราเลิกกันเสียเถิด จากนี้ต่างคนต่างไป”
จี้หนานเคอสะบัดเขาออก ก่อนจะโซซัดโซเซลุกขึ้นยืน
นางถูกเขย่าจนแทบทั้งร่างแตกเป็นเสี่ยง ๆ เจ็บปวดไปทุกส่วน
“เค่อเอ๋อร์!”
เซี่ยจิ่งเองก็เริ่มเดือดดาล
เขาไม่คิดเลยว่าการที่ตนยอมทิ้งภารกิจ เร่งเดินทางกลับเมืองหลวงแทบเอาชีวิตไม่รอด จะได้ผลตอบแทนเช่นนี้
เขากล่าวอย่างอัดอั้น
“เจ้าจะมีเหตุผลบ้างได้หรือไม่?”
“เจ้าเป็นหญิงกำพร้าที่ถูกตระกูลจี้ขับออกจากสกุล ไม่มีญาติพี่น้องเหลืออยู่ แล้วจะให้ข้าแต่งตั้งเจ้าเป็นพระชายาเอกได้อย่างไร?”
“หรือจะให้ข้าทอดทิ้งทุกสิ่ง แล้วพาเจ้าหนีตามกันไป?”
เซี่ยจิ่งเต็มไปด้วยความอิดโรย
ตลอดทางเขาไม่ได้นอนแม้แต่น้อย ยังเฝ้ารออยู่ที่ร้านน้ำชาตลอดทั้งคืน ก่อนจะไล่ตามมาเกือบหนึ่งชั่วยาม
เวลานี้ เขาเหนื่อยล้าเหลือเกิน
เขาถอนหายใจแล้วกล่าวว่า
“หากเจ้าไม่ต้องการให้ข้าแต่งกับผู้อื่นจริง ๆ... ข้าก็รับปากเจ้า”
“ข้าจะไม่เป็นองค์ชายอีก ไม่แย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทแล้ว เราหนีไปด้วยกัน”
เซี่ยจิ่งเงยหน้ามองนาง ดวงตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยอ่อนอย่างลึกซึ้ง
“เจ้าว่าอย่างไร?”
แน่นอนว่าไม่ได้!
จี่หนานเคอเม้มริมฝีปาก สีหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย ก่อนกล่าวว่า
“ท่านไม่จำเป็นต้องเสียสละเพื่อข้าถึงเพียงนี้”
พูดจบ นางก็หันหลังเตรียมจะเดินจากไป
“เค่อเอ๋อร์ หากเจ้าก้าวจากไปวันนี้ ข้าจะไม่ไปตามหาเจ้าอีกแล้ว”
เซี่ยจิ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เจ้าคิดให้ดี”
เขาไม่แม้แต่จะเงยหน้า ใช้สติทั้งหมดที่มี กดข่มเสียงหนึ่งในใจอย่างสุดกำลัง เสียงนั้นกำลังตะโกนบอกเขาว่า “กอดนางไว้แน่น รับปากนางว่าจะมีเพียงนางคนเดียวชั่วชีวิต”
เขาเน้นทีละคำอย่างชัดเจน
“เจ้าคิด... ให้ดี”
จี้หนานเคอกัดริมฝีปากล่างแน่น ยืนหันหลังให้เขาอยู่กับที่ ตั้งใจรอให้เซี่ยจิ่งเข้ามารั้งนางเอาไว้
แต่ด้านหลังกลับเงียบสนิท ไม่มีความเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย
ทั้งสองไม่มีใครเอ่ยอะไรอีก ต่างยืนแข็งค้างอยู่เช่นนั้น
หัวหน้าคนดูแลหมู่บ้านมองจนตะลึง
มือที่วางอยู่ตรงด้ามอาวุธข้างเอวค่อย ๆ ลดลง ความระแวดระวังในใจก็เบาบางลงหลายส่วน
เขาไม่ใช่คนไม่รู้เรื่องราชสำนัก ย่อมทราบว่าองค์ชายสามเซี่ยจิ่งมีหญิงคนรักอยู่ผู้หนึ่ง
เช่นนั้น... ที่แท้ก็เป็นการงอนง้อหยอกเย้าระหว่างคนรักที่บังเอิญผ่านมาแถวนี้หรือ?
ความสนใจของหัวหน้าคนดูแลกว่าครึ่งตกอยู่กับคนทั้งสอง จึงไม่ทันสังเกตว่า ด้านหลังหมู่บ้าน มีคนกำลังค่อย ๆ ลอบเข้ามา
ซงจิ่วมาซ่อนตัวอยู่ละแวกนี้ตั้งแต่เมื่อคืน อาศัยความมืดเป็นที่กำบัง
แต่การรักษาการณ์ของหมู่บ้านแห่งนี้เข้มงวดยิ่งนัก หลังจากลองเข้าใกล้ครั้งหนึ่งแล้วพบว่าไม่มีทางสำเร็จ เขาจึงซ่อนตัวเงียบ ๆ อยู่ในดงกกริมสระน้ำด้านหลัง
คนยิ่งมากก็ยิ่งเสี่ยงต่อการเปิดเผยตัว ดังนั้นปฏิบัติการครั้งนี้จึงมีเพียงเขากับเซี่ยงหยางสองคน คนหนึ่งอยู่ในที่แจ้ง อีกคนอยู่ในที่ลับ
ซงจิ่วเป็นอดีตองครักษ์เงา ฝีเท้าเบาราวกับภูตผี
เพียงชั่วขณะที่ความสนใจของหัวหน้าคนดูแลถูกเซี่ยจิ่งกับจี้หนานเคอดึงไป เขาก็ลอบเข้าไปในหมู่บ้านได้อย่างไร้สุ้มเสียง
เขาหมอบอยู่ใต้เงากำแพง สายตากวาดมองน้ำมันเพลิงและเรือนที่ปิดประตูหน้าต่างแน่นหนา ก่อนรอจังหวะอย่างเงียบงัน
ซงงจิ่วยกนกหวีดขึ้นแตะริมฝีปาก เป่าเป็นจังหวะยาวสลับสั้น เสียงใสกังวานกลมกลืนไปกับเสียงนกร้องในป่า
เงาไม้ไหวพลิ้ว
เซี่ยงหยางขยับหูเล็กน้อย ก่อนมองไปยังคนทั้งสองที่ยังคงยืนเผชิญหน้ากัน
พลิกข้อมือครั้งหนึ่ง ก้อนกรวดเล็ก ๆ สองก้อนก็ปรากฏอยู่ในฝ่ามือ
ตัวรถม้าที่พลิกคว่ำบังการเคลื่อนไหวของเขาไว้ ก้อนกรวดก้อนหนึ่งพุ่งไปกระทบจุดลมปราณที่น่องของจี๋หนานเคอ นางรู้สึกขาอ่อนยวบในทันที จนล้มลงกับพื้น
และในจังหวะเดียวกัน ก้อนหินแหลมบนพื้นก็ราวกับ “บังเอิญเหลือเกิน” ทิ่มเข้าไปที่ข้อเท้าของนาง
จี๋หนานเคอร้องด้วยความเจ็บปวด
“แย่แล้ว!”
เซี่ยงหยางกดเสียงให้แหบพร่า พลางร้องอย่างร้อนรน
“คุณหนูจี้ เท้าของท่านเหมือนจะบาดเจ็บแล้ว! ทำอย่างไรดีขอรับ!”
เขาสวมชุดบ่าวของจวนเฉิงเอืนกั๋วกง ใบหน้าทาด้วยสีเหลืองคล้ำ ดูไม่ต่างจากสารถีธรรมดาที่สุดคนหนึ่ง
เขาแสร้งเดินวนไปมาอย่างลนลาน ทำตัวไม่ถูก
“บาดเจ็บ?”
เซี่ยจิ่งที่หันหลังให้นางอยู่ชะงัก ก่อนลังเลแล้วหันกลับมา
ข้อเท้าของจี้หนานเคอมีเลือดซึมออกมาไม่หยุด เลือดแดงสดเปื้อนชายกระโปรง ราวกับแทงเข้าที่ดวงตาของเซี่ยจิ่ง
จี้หนานเคอยกมือขึ้นปิดแผล น้ำตาคลออยู่ตรงหางตา ก่อนมองเขาอย่างน้อยใจ
ในที่สุด เสียงในใจที่พร่ำบอกว่า “นางคือคนสำคัญที่สุดของตน” ก็เอาชนะทุกสิ่งได้
เซี่ยจิ่งดึงนางเข้ามากอดไว้แน่น
“เค่อเอ๋อร์...”
เขารู้แล้วว่า ชาตินี้ของตน... จบสิ้นแล้ว
“ข้าไม่อยากให้ท่านลำบาก... ไม่อยากให้ท่านต้องคอยดูสีหน้าผู้อื่นไปทั้งชีวิตเพราะข้า ข้าช่วยอะไรท่านไม่ได้ เพราะฉะนั้น...”
จี้หนานเคอสะอื้นไห้ พลางโผเข้าสู่อ้อมกอดของเขา
ทั้งสองกอดกันแน่น
“โอ๊ย!”
เซี่ยงหยางร้องขึ้นอย่างเว่อร์วัง
“เลือด... เลือดไหลไม่หยุดแล้วขอรับ!”
แขนของเซี่ยจิ่งแข็งค้างไปชั่วขณะ เขารีบก้มลงตรวจข้อเท้าของนางอย่างร้อนใจ อยากดูว่ากระดูกหักหรือไม่
เพียงปลายนิ้วแตะแผล จี้หนานเคอก็ครางด้วยความเจ็บปวด
เซี่ยงหยางรีบเสริมอย่างพอเหมาะพอดี
“หรือว่ากระดูกจะหักแล้วขอรับ!”
เขากดเสียงให้แหบเหมือนชายวัยสี่สิบห้าสิบปี พล่ามไปเรื่อยด้วยท่าทางกระวนกระวาย
เซี่ยจิ่งถูกเขาเดินวนจนเวียนหัว ไม่มีเวลาคิดให้มาก รีบช้อนร่างจี้หนานเคอขึ้นอุ้ม แล้วก้าวยาว ๆ มุ่งตรงไปยังหมู่บ้าน
มองไปรอบ ๆ นอกจากหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว ไม่ต้องพูดถึงบ้านคน แม้แต่เงาคนก็ยังไม่มี
ไม่ไปที่นี่ แล้วจะไปที่ไหนได้อีก!
หัวหน้าคนดูแลหมู่บ้าน “...”
เขาเพิ่งดูละครฉากนี้จบ เห็นทั้งสองกลับมาคืนดีกัน ก็คิดว่าในที่สุดคงจะจากไปเสียที
ใครจะคาดคิดว่า ทั้งคู่กลับพุ่งตรงมาที่นี่เสียอย่างนั้น
เซี่ยจิ่งร้องเรียกอย่างร้อนใจ
“ท่านลุง คู่หมั้นของข้าได้รับบาดเจ็บ ขอพักที่หมู่บ้านของท่านสักครู่ได้หรือไม่ รบกวนท่านช่วยหาหมอให้ด้วย”
เซี่ยงหยางโก่งหลัง เดินกะเผลกตามอยู่ด้านหลัง
หากไม่รู้มาก่อนว่านี่คือองค์ชายสาม หัวหน้าคนดูแลหมู่บ้านคงคิดไปแล้วว่าคนพวกนี้มีเจตนาแอบแฝง
เมื่อครู่เขาสังเกตแล้ว คณะของอีกฝ่ายมีเพียงสามคนเท่านั้น
เขายิ้มอย่างไม่ผิดสังเกต ก่อนตอบว่า
“หมู่บ้านของพวกเราอยู่ห่างไกล ไม่มีหมอหรอกขอรับ คุณชายลองเดินทางลงใต้ต่ออีกราวครึ่งชั่วยาม จะมีเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ที่นั่นมีหมอ หากคนในหมู่บ้านเจ็บป่วย ก็ไปหาหมอที่นั่นกันทั้งนั้น”
เซี่ยจิ่งหันไปมองรถม้าที่คว่ำอยู่บนพื้น
“เจ้าไปดูซิ ยังใช้การได้หรือไม่”
“ขอรับ ๆ”
เซี่ยงหยางรีบขานรับ เดินกะเผลกกลับไปดู ก่อนตะโกนมาจากไกล ๆ
“นายท่าน! โครงรถหักแล้ว ใช้การไม่ได้ขอรับ!”
🖤 Love Love Story 🖤
🩸⬅️ บทก่อนหน้า
🥀➡️ บทถัดไป
────────────────
🩶 Love Love 🩶
🌙 ความรักผลิบานท่ามกลางความมืด
🩸 ทุกหัวใจล้วนมีบาดแผล
────────────────
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงานของเรา อย่าลืมกดติดตาม กดไลก์ แสดงความคิดเห็น และแชร์ เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต
🌙 ขอบคุณทุกการติดตามและทุกกำลังใจที่มอบให้เสมอ 🖤
โฆษณา