30 ก.ค. เวลา 11:02 • หนังสือ

บทที่ 378

นอกจากองครักษ์ผู้ถวายงานเบื้องพระพักตร์แล้ว ผู้ใดเข้าวังก็ห้ามพกอาวุธทั้งสิ้น
“ไม่เป็นไรหรอก ฮ่องเต้ตาบอด มองไม่เห็น”
ตั้งแต่กู้จือจั๋วเกิดใหม่ การพกมีดสั้นติดตัวก็กลายเป็นความเคยชิน หากไม่ได้พกไว้ นางจะรู้สึกไม่สบายใจ
“นี่มันใช่เรื่องที่ฮ่องเต้มองเห็นหรือมองไม่เห็นเสียที่ไหน!”
สองพี่น้องเถียงหยอกกันไปพลาง เดินมุ่งหน้าไปยังประตูวัง ขันทีที่รอรับอยู่ตรงหน้าประตูรีบเข้ามาต้อนรับอย่างนอบน้อม สายตากวาดผ่านมีดสั้นที่เอวของกู้จือจั๋วราวกับมองไม่เห็นเสียอย่างนั้น แถมยังขยับตัวมายืนบังสายตาทหารจินอู๋เว่ยให้นางอีกด้วย
พอเห็นเจ้าเสิ่นเหมียว ก็รีบควักปลาตากแห้งออกมาถวายอย่างเอาใจ
กู้อี่ช่าน “?”
เดี๋ยวนี้ขันทีในวัง ถึงกับต้องพกปลาตากแห้งติดตัวไว้ด้วยหรือ?
เขาลูบคาง สีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย มีดของเขายังอยู่บนรถม้า ไม่รู้ว่าตอนนี้จะย้อนกลับไปหยิบยังทันหรือไม่
ประตูวังปิดลงด้านหลัง
เอาเถอะ... ดูท่าคงไม่ทันแล้ว
“คุณหนูกู้ ท่านเหนื่อยหรือไม่? เตรียมเกี้ยวหามไว้แล้ว จะขึ้นนั่งหรือไม่ขอรับ?”
“ไม่ล่ะ พวกเราไม่ไปตำหนักหานจาง ไปที่งานเลี้ยงเลยก็พอ”
“ขอรับ เชิญท่าน”
ขันทีน้อยมีท่าทางสุภาพนอบน้อมเป็นอย่างยิ่ง
เจ้าเสิ่นเหมียวเข้าวังราวกับกลับบ้านของตัวเอง มันนอนหมอบอยู่บนไหล่ของกู้จือจั๋ว แกว่งหางไปมาอย่างสบายอารมณ์
กู้จือจั๋วไม่ได้แวะไปคารวะฮองเฮาที่ฝ่ายในเช่นทุกครั้ง แต่เดินตามกู้อี่ช่านไปยังตำหนักหานจางเพื่อเข้างานเลี้ยงโดยตรง
สองพี่น้องมาถึงไม่เร็วไม่ช้า
ฐานะของจวนอ๋องเจิ้นเป่ยสูงศักดิ์พอสมควร ที่นั่งของพวกเขาจึงอยู่ด้านหน้า ทันทีที่นั่งลง ก็มีขันทีนำเครื่องดื่มผลไม้มาถวายให้นางได้ให้ชุ่มคอ
ผ่านไปครู่หนึ่ง แขกคนอื่นก็ทยอยมาถึงและเข้าประจำที่
ผู้ที่คุ้นเคยกันก็เข้ามาพูดคุยทักทาย
วันนี้ไม่ได้แยกที่นั่งชายหญิง แต่ในบรรดาสตรีทั้งหมด นอกจากกู้จือจั๋วซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากราชสำนักอย่างเป็นทางการ ครอบครองอำนาจบัญชาการกองทัพเชียนจี มีสิทธิ์ยืนในท้องพระโรงแล้ว ก็มีเพียงองค์หญิงที่ยังมิได้อภิเษกและท่านหญิงจากจวนอ๋องไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับเชิญมา
เซี่ยตันหลิงพอเห็นสองพี่น้องก็รีบวิ่งเข้ามาด้วยความดีใจ
“ข้าจะนั่งตรงนี้”
นางให้ขันทีขยับที่นั่งให้ ขันทีมองกู้จือจั๋วแวบหนึ่ง ก่อนยิ้มรับและจัดการให้ทันที
“เจ้าเหมียว เจ้าก็มาด้วยหรือ”
ทันทีที่นั่งลง นางก็อุ้มแมวขึ้นมาหอมหนึ่งที แล้วพูดว่า
“ฮองเฮาเหนียงเหนียงรับสั่งว่า วันนี้เป็นงานเลี้ยงต้อนรับองค์หญิงซีเหลียง ให้พวกเรามาช่วยดูแลแขก”
คำว่า “พวกเรา” ที่นางพูด หมายถึงเหล่าองค์หญิงทั้งหลาย
สองสาวนั่งชิดกัน กู้จือจั๋วอวดของขวัญพิธีปักปิ่นที่เพิ่งได้รับ
เซี่ยตันหลิงจึงแบมือไปทางกู้อี่ช่าน
ยังไม่ทันที่นางจะเอ่ยปาก กู้อี่ช่านก็แบมือกลับใส่นาง
“ท่านพี่ ของขวัญวันเกิดของข้าล่ะ?”
กู้จือจั๋วทำตามเขา
“ของขวัญวันเกิดของข้าด้วย”
เซี่ยตันหลิง “?”
“ข้าแก่กว่าพวกเจ้าแค่สามวันเองนะ!”
“แก่กว่าสามวันก็ยังเป็นพี่อยู่ดี”
“ใช่แล้ว ไม่อย่างนั้นท่านมาเรียกข้าว่าพี่สาวสิ?”
“คิดจะเล่นแง่หรือ!”
เซี่ยตันหลิงพุ่งเข้าใส่ ทั้งสามหัวเราะหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน
เมื่อเซี่ยอิ่งเฉินเดินเข้ามา สายตาของเขาก็ติดอยู่บนร่างของกู้จือจั๋วอยู่นาน ก่อนจะเดินไปยังที่นั่งของตน ซึ่งอยู่ต่ำกว่าบัลลังก์ฮ่องเต้เพียงขั้นเดียว
เสียงดนตรีและการร่ายรำดังกังวานไปทั่วท้องพระโรง
“ฮ่องเต้เสด็จ!”
ฮ่องเต้และฮองเฮาเสด็จเข้ามา โดยมีขันทีและนางกำนัลห้อมล้อม
ฮ่องเต้ซูบผอมลงมาก แม้อายุเพิ่งเข้าสี่สิบต้น ๆ แต่ผมสองข้างขมับกลับขาวโพลน ใบหน้าที่ตอบลึกยิ่งทำให้ดูแก่ชรากว่าวัย
พระองค์ไม่ได้ปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนมานานแล้ว เมื่อทุกคนได้เห็น ต่างก็สูดลมหายใจด้วยความตกตะลึงพร้อมกัน
กู้จือจั๋วจำได้ว่าเซี่ยอิ่งเฉินเคยบอก นัยน์ตาของฮ่องเต้ใช้การไม่ค่อยได้แล้ว
ดูเหมือนฮ่องเต้ไม่ต้องการแสดงความอ่อนแอต่อหน้าผู้คน แม้มองไม่เห็นก็ยังปิดเป็นความลับ นอกจากคนสนิทที่คอยรับใช้แล้ว ก็ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้
พระองค์เดินอย่างมั่นคง สังเกตได้เพียงว่า หูจะเอียงไปตามทิศที่มีเสียงโดยอัตโนมัติ และหลี่เต๋อซุ่นที่ประคองอยู่ข้างกายจะคอยก้มลงกระซิบเป็นระยะ
“ขั้นบันได... ยกพระบาท... วางลง...”
กู้อี่ช่านอ่านปากออก จึงกระซิบบอกน้องสาวเบา ๆ ก่อนจะเลิกคิ้ว
“นั่นคือเซี่ยเยี่ยน”
กู้จือจั๋วจึงเพิ่งสังเกตเห็น เงาร่างเล็ก ๆ ร่างหนึ่งเดินตามอยู่ท่ามกลางเหล่าองค์ชาย
ฮ่องเต้ไม่เคยตรัสถึง ส่วนท่านอ๋องหลี่ก็ทำเหมือนลืมเรื่องนี้ไป ทำให้จนถึงบัดนี้เซี่ยเยี่ยนยังไม่มีฐานันดรศักดิ์อย่างเป็นทางการ และยังไม่ได้บันทึกพระนามลงในราชสกุล
แม้ฮ่องเต้จะพาเขาออกมาด้วย แต่เขาก็ไม่ได้สวมฉลองพระองค์ลายมังกรขององค์ชาย ได้แต่ก้มหน้าเดินอยู่ท่ามกลางผู้คน ดูแปลกแยกจากทุกคนรอบตัว
ฮ่องเต้ประทับนั่ง สีพระพักตร์ไม่เผยอารมณ์ ก่อนยกพระหัตถ์ขึ้น
“ไม่ต้องมากพิธี”
ชาวเหลียงเข้ามาพร้อมกับฮ่องเต้เช่นกัน หลังจากนั่งประจำที่ หลายคนก็ลอบพิจารณาเชื้อพระวงศ์แห่งแคว้นเหลียงทั้งสองพระองค์อย่างเงียบ ๆ
“วันนี้ เราจัดงานเลี้ยงต้อนรับองค์ชายใหญ่และองค์หญิงแห่งแคว้นเหลียง ขอให้สองแคว้นผูกไมตรีอันยั่งยืนชั่วนิรันดร์...”
ฮ่องเต้ตรัสถ้อยคำตามธรรมเนียมอยู่พักใหญ่ กว่าจะผ่านไปเกือบครึ่งเค่อ
พระองค์กระแอมเบา ๆ เห็นได้ชัดว่าพระวรกายอ่อนล้า จึงรีบเข้าสู่เรื่องสำคัญ
“สำนักโหรหลวงได้กำหนดวันที่สิบสี่ เดือนสิบ เป็นฤกษ์มงคล เพื่อให้องค์ชายสามของเราอภิเษกกับองค์หญิงเจียเยี่ย”
“ถ่ายทอดราชโองการของเรา”
ฮ่องเต้ซึ่งมองเห็นได้เพียงแสงเลือนราง หันพระพักตร์ไปยังทิศที่เซี่ยอิ่งเฉินนั่งอยู่
“สถาปนาองค์ชายสามขึ้นเป็น ชินอ๋องรุ่ย”
เสนาบดีกระทรวงพิธีการหันไปมองเซี่ยอิ่งเฉิน เมื่อเห็นเขาพยักหน้า จึงโค้งรับพระบัญชา
เสียงดนตรีบรรเลงขึ้นอีกครั้ง ผู้คนยกจอกชนกัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความรื่นเริง
ฮ่องเต้สนทนากับโตวหลิงอย่างออกรสออกชาติ โตวหลิงประจำอยู่ชายแดนมานาน จึงเล่าถึงผู้คนและวิถีชีวิตบริเวณพรมแดนระหว่างต้าฉี่กับแคว้นเหลียงได้อย่างคล่องแคล่ว ฮ่องเต้ก็ทรงรับฟังด้วยความสนพระทัย ตรัสชื่นชมอยู่หลายครั้ง
ราวกับว่าทั้งสองแคว้นไม่เคยทำสงครามนองเลือดกันมาก่อน
ขุนนางที่นั่งอยู่ด้านล่างต่างก็ร่วมสนทนาเป็นระยะ เสียงพูดคุยประสานกับเสียงดนตรี ทำให้งานเลี้ยงคึกคักครึกครื้นยิ่งขึ้น
กู้จือจั๋วคีบเนื้อกุ้งให้เจ้าเหมียวหนึ่งตัว นี่เป็นอาหารที่ขันทีสั่งให้ห้องเครื่องทำเป็นพิเศษสำหรับมัน ต้มด้วยน้ำเปล่า ลอกเปลือกเรียบร้อยก่อนนำมาถวาย
เซี่ยตันหลิงยกเหยือกเงินใบเล็ก รินสุราลงในจอกตรงหน้ากู้จือจั๋ว
กู้จือจั๋วได้กลิ่นสุราจาง ๆ
“เอามาจากไหน?”
เซี่ยตันหลิงยิ้มให้
“เป็นสุราผลไม้ที่เพิ่งถวายเข้าวังใหม่ หวานมาก อร่อยที่สุดเลย”
กู้จือจั๋วจิบคำหนึ่ง
หวานจริงด้วย!
“อร่อย”
เจ้าเหมียวโน้มศีรษะเล็ก ๆ เข้ามาดม แล้วตบเหยือกสุราอย่างไม่พอใจ
กู้จือจั๋วจึงให้คนนำชามนมแพะอุ่น ๆ มาให้มันแทน
การแสดงรำจบลง
นักดนตรีหญิงหลายคนอุ้มผีผาขึ้นเวที เสียงผีผาดังกังวานประหนึ่งไข่มุกกลิ้งบนถาดหยก
กู้จือจั๋วฟังจนเคลิบเคลิ้ม
เซี่ยตันหลิงเอ่ยเสียงหวาน
“ท่านแม่กับท่านหญิงฝูอันช่วยกันเรียบเรียงทำนองที่ขาดหายจนสมบูรณ์แล้ว เพลงนั้นเหมือนจะชื่อว่า ‘หลานถิงซือ’ แต่งขึ้นเมื่อร้อยปีก่อน หลังท่านฟางผู้ยิ่งใหญ่หย่ากับสามี ข้าเคยฟังท่านแม่บรรเลง ฟังแล้วแทบร้องไห้”
ใบหน้าเล็ก ๆ ของนางแดงระเรื่อเล็กน้อย
เมื่อเห็นน้องสาวลูกพี่ลูกน้องมองมา มุมปากก็ยกขึ้นเผยรอยยิ้มหวาน
เมาแล้วหรือ?
กู้จือจั๋วยื่นมือไปบีบแก้มของนาง
ร้อนจริงด้วย
กู้จือจั๋วจึงยกเจ้าเหมียวที่กินนมแพะกับเนื้อกุ้งจนอิ่ม กำลังเลียอุ้งเท้าอย่างสบายใจ ไปวางไว้ในอ้อมแขนของเซี่ยตันหลิง แล้วสลับสุราผลไม้ตรงหน้านางเป็นน้ำผลไม้แทน
เจ้าเหมียวเบิกตากลมโต จ้องแขนเสื้อยาวที่พลิ้วไหวอยู่กลางงานเลี้ยง อุ้งเท้ากางออกแล้วหุบเข้า อยากจะกระโจนเข้าไปเล่นเต็มที
“...ฝ่าบาทแห่งต้าฉี่ เชิญ!”
โตวหลิงกล่าวเป็นภาษาทางการของต้าฉี่ได้อย่างชัดเจน
หลังจากดื่มกันไปหลายรอบ เขาก็ลุกขึ้นยกจอกคารวะ ดื่มรวดเดียวสามจอก
หลี่เต๋อซุ่นก้มลงกราบทูล ฮ่องเต้ทรงชื่นชมไม่ขาดปาก แล้วทรงยกจอกดื่มตามหนึ่งจอก
หลังคารวะฮ่องเต้และฮองเฮาแล้ว โตวหลิงก็หันไปทางเซี่ยอิ่งเฉิน
“รัชทายาท ช่างไม่ได้พบกันเสียนาน ท่านยังคงสง่างามดังเดิม”
“มา ดื่มกับข้าสามจอก!”
กู้จือจั๋วเลิกคิ้วขึ้น
โตวหลิงถือจอกสุราเดินออกจากที่นั่ง มุ่งหน้าไปหาเซี่ยอิ่งเฉิน เขายิ้มอย่างเปิดเผย เปียเล็ก ๆ ที่ถักไว้ห้อยลงบนบ่า ก่อนยกจอกขึ้นเชิญ
เซี่ยอิ่งเฉินยกจอกตอบ ก่อนดื่มรวดเดียว
แต่ในจอกของเขาเป็นเพียงน้ำอุ่น
เยาเยาไม่ยอมให้เขาดื่มสุรา นอกจากครั้งนั้นที่ดื่มกับเสิ่นซวี่แล้ว เขาไม่แตะสุราอีกเลย
โตวหลิงเอ่ยเป็นภาษาเหลียง
“ตอนนี้รัชทายาทดูแข็งแรงขึ้นมาก ไม่เหมือนตอนอยู่เมืองหลวงของเหลียงเมื่อก่อน ตอนนั้นขึ้นม้าก็ไม่ได้ ยกดาบก็ไม่ไหว ง้างธนูก็ไม่เป็น... เป็นแค่คนไร้ประโยชน์คนหนึ่งเท่านั้น”
เขาพูดเป็นภาษาเหลียง อาศัยว่าคนอื่นฟังไม่ออก
อย่างไรเสีย ตอนนี้เขาก็เป็น “แขก” ของต้าฉี่ จะให้หยามรัชทายาทของต้าฉี่ต่อหน้าสาธารณะ เรื่องโง่ ๆ แบบนั้นเขาไม่ทำแน่นอน
ระยะนี้ต้าฉี่เปิดศึกโจมตีต่อเนื่อง ทำลายแผนการที่เขาวางไว้ตามชายแดน
ฮ่องเต้ต้าฉี่อ่อนแอไร้ความสามารถ เรื่องทั้งหมดต้องเป็นความคิดของเซี่ยอิ่งเฉินแน่
คนผู้นี้แม้จะอ่อนแอราวกับลมพัดก็ปลิว ไปอยู่แคว้นเหลียงหกปี ป่วยหกปี แต่กลับเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม เพียงไม่กี่คำก็ยุยงจนแคว้นเหลียงเปลี่ยนกษัตริย์ถึงสองพระองค์ภายในหกปี
โตวหลิงยกจอกสุรา สีหน้ายังคงยิ้มกว้างราวกับกำลังกล่าวเพียงคำเชิญดื่ม
“คนไร้ประโยชน์ก็ควรอยู่ในที่ของคนไร้ประโยชน์”
“อย่ามาเกะกะสายตาผู้อื่น”
“ท่านว่าอย่างไร?”
พูดจบ เขาก็เปลี่ยนกลับมาใช้ภาษาทางการของต้าฉี่ พร้อมยกจอกเชิญ
“เชิญ”
เพียะ
กู้จือจั๋ววางจอกสุราลง
นางฟังภาษาเหลียงออก
ชาติที่แล้ว ตอนที่คุณชายวางแผนยุแยงตัวหลิงกับกษัตริย์เหลียงจนแตกคอกัน นางก็ตามอยู่ข้างกายเขาตลอด และเป็นคุณชายที่สอนภาษาเหลียงให้นางด้วยตนเอง
“ต่อให้ยกดาบไม่ได้ ง้างธนูไม่เป็น ก็ยังระเบิดหัวเจ้าได้เหมือนกัน”
ทันทีที่กู้จือจั๋วเอ่ยภาษาเหลียงสำเนียงมาตรฐานออกมา โตวหลิงก็หันขวับมามอง
นางยิ้มงดงามราวบุปผา
“หัวแตกเป็นดอกไม้เลยนะ”
---
เซี่ยอิ่งเฉินหัวเราะเบา ๆ
เขาไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเลย
เพราะความคิดของนางสอดคล้องกับเขามาโดยตลอด
ดวงตาของเซี่ยอิ่งเฉินคล้ายมีแสงอ่อนโยนทอดประกาย จับจ้องอยู่บนร่างของกู้จือจั๋ว
รูม่านตาของโตวหลิงหดวูบ เขาหรี่ตามองกู้จือจั๋วอย่างไม่กะพริบ
เขาไม่ทันสังเกตว่า ในมือของเซี่ยอิ่งเฉินถือปืนสั้นสีดำสนิทอยู่ตลอดเวลา
จนเมื่อกู้จือจั๋วเอ่ยปาก เซี่ยอิ่งเฉินจึงวางปืนสั้นลงบนโต๊ะเตี้ยตรงหน้า
แคว้นเหลียงมีสายลับแฝงตัวอยู่ในเมืองหลวงไม่น้อย
โตวหลิงจึงรู้อยู่ก่อนแล้วว่า คู่หมั้นของเซี่ยอิ่งเฉินคือบุตรสาวของกู้เทาเทา
รูปลักษณ์ของนางคล้ายกู้อี่ช่านอย่างมาก
ตั้งแต่แรกที่เขาเข้ามาถึงเมืองหลวง ก็จำตัวนางได้แล้ว
ยิ่งกว่านั้น เขายังเคยได้ยินว่า คุณหนูกู้ผู้นี้เป็นคนโดดเด่นและทำอะไรไม่เกรงใจผู้ใดในเมืองหลวง
“คุณหนูกู้”
เขาเรียกนาง เป็นการบอกกลาย ๆ ว่า เขารู้ฐานะของนางแล้ว
“ท่านเองก็อยากดื่มกับข้าสักจอกหรือ?”
คิ้วดาบของเขาเลิกขึ้น เปียเล็ก ๆ ทิ้งตัวลงมาด้านหน้าอก ดูทั้งอิสระและเจ้าชู้อย่างยิ่ง
ในแคว้นซีเหลียงมีธรรมเนียมบางช่วงเวลา หากสตรีเป็นฝ่ายเชิญบุรุษร่วมดื่มสุรา หลังดื่มจอกนั้นแล้ว ทั้งสองก็จะเข้าเต็นท์ร่วมหลับนอนด้วยกัน
แววตาของเซี่ยอิ่งเฉินพลันเย็นเยียบ
ปลายนิ้วลูบคลำลำกล้องปืนสั้นเบา ๆ
กู้จือจั๋วแค่นเสียงหึ ก่อนตอบกลับเป็นภาษาเหลียงเช่นกัน
“ข้าหมายถึง... จะระเบิดหัวเจ้า”
ริมฝีปากของนางยังคงแต้มรอยยิ้ม
แต่ทุกถ้อยคำที่เอ่ยออกมา ล้วนแหล้มคมดุจคมมีด
“ส่วนสุราน่ะ...”
“เอาไว้เจ้าค่อยดื่มช้า ๆ ระหว่างเดินทางสู่ปรโลกก็แล้วกัน”
🖤 Love Love Story 🖤
🩸⬅️ บทก่อนหน้า
🥀➡️ บทถัดไป
────────────────
🩶 Love Love 🩶
🌙 ความรักผลิบานท่ามกลางความมืด
🩸 ทุกหัวใจล้วนมีบาดแผล
────────────────
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงานของเรา อย่าลืมกดติดตาม กดไลก์ แสดงความคิดเห็น และแชร์ เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต
🌙 ขอบคุณทุกการติดตามและทุกกำลังใจที่มอบให้เสมอ 🖤
โฆษณา