30 ก.ค. เวลา 11:17 • หนังสือ

บทที่ 386

เพียะ!
แส้หางจามรี ฟาดลงบนศีรษะของนางเบา ๆ ทีหนึ่ง
“บอกแล้วว่าให้รอจนถึงวันสู่ขอค่อยเปิดดู” อู๋เหวยจื่อแย่งถุงผ้ากลับมาจากมือของนาง แล้วยื่นให้เซี่ยอิ่งเฉิน “เจ้าถือไว้ อย่าให้นาง”
พูดจบยังขู่เขาอีกว่า “การเปิดเผยความลับแห่งสวรรค์จะส่งผลต่อวาสนาหลังแต่งงาน”
“ขอรับ” เซี่ยอิ่งเฉินรีบเก็บถุงผ้าไว้ทันที “ข้าไม่มีทางให้นางเด็ดขาด”
กู้จือจั๋ว “...”
“พวกเจ้ากลับเมืองหลวงกันได้แล้ว”
เซี่ยอิ่งเฉินพาชิงผิงกลับเข้าเมืองหลวงด้วยกัน วันเดียวกันนั้นก็มีพระราชโองการแต่งตั้ง นักพรตชิงผิง ขึ้นเป็น กั๋วซือแห่งต้าฉี่ พร้อมมีรับสั่งให้กรมโยธาซ่อมแซมจวนกั๋วซือในเมืองหลวง
หลังจาก นักพรตอวิ๋นเฉิง มรณภาพ ต้าฉี่ก็กลับมามีกั๋วซืออีกครั้ง หลังผ่านไปถึงแปดปี
และเขาก็เป็นกั๋วซือคนที่สามของต้าฉี่
ชิงผิงอารมณ์ดีเสียจนเชิดหน้าชูตาอยู่ตลอดทั้งวัน คำประจบสารพัดฟังแล้วชื่นใจ ของกำนัลก็รับเสียจนมืออ่อน หลังจากหยิบจับเล่นอยู่ทั้งคืน วันรุ่งขึ้นก็ยกทั้งหมดให้ศาลเจ้า ปี้เซี่ยหยวนจวิน เพื่อนำไปใช้เลี้ยงดูเด็กหญิงที่ถูกทอดทิ้ง
ในฐานะกั๋วซือ ชิงผิงต้องเป็นผู้ประกอบพิธีอธิษฐานในวันที่สิบห้าค่ำเดือนสิบ
เขาจึงตั้งใจไปที่ศาลบรรพชน คอยชี้แนะกรมพิธีการเรื่องการจัดเตรียมพิธี แล้วก็ทำนายดวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อคำนวณเสร็จจึงหันไปหากู้จือจั๋ว
“ศิษย์น้องเอ๋ย” ชิงผิงกระซิบ “ศิษย์พี่ว่าดวงนี้มันไม่ค่อยถูกนัก”
ไม่ว่าเขาจะทำนายอย่างไร ผลของป่วยกว้าก็มีเพียงอย่างเดียว—
บุปผาในกระจก จันทราในสายน้ำ
เขาส่ายหน้าถอนใจ “ลางนี้ไม่เป็นมงคล”
ตอนแรกชิงผิงยังคิดว่าจะเปลี่ยนวันดีหรือไม่ แต่ต่อจากนี้ก็ไม่มีฤกษ์งามที่เหมาะสมแล้ว
“ศิษย์น้องเอ๋ย ไม่อย่างนั้นเจ้าลองเกลี้ยกล่อมอาเฉินดูเถอะ เลิกจัดพิธีอธิษฐานไปเสียเลย”
ชิงผิงสะบัด แส้หางจามรี แล้วพาดไว้บนท่อนแขน ก่อนกล่าวว่า
“พิธีอธิษฐานนั้นทำไปเพื่อขอพร หากขอพรไม่ได้ เช่นนั้นก็อย่าขอเลยจะดีกว่า เกรงว่าจะกลายเป็นทั้งบุญทั้งเคราะห์คาดเดาไม่ได้”
“ศิษย์พี่” กู้จือจั๋วรินชาให้เขาหนึ่งถ้วย “ท่านใช้ป่วยกว้าอะไรทำนายหรือ”
“ป้ายทำนายฮ่องเต้แห่งยุคไฟหลีทั้งเก้าม่วง”
ก๊อก ก๊อก
ประตูห้องรับรองที่ปิดสนิทถูกเคาะสองครั้ง
กู้จือจั๋วส่งสายตาให้ฉิงเหมยไปเปิดประตู จากนั้นก็มีเสียงสตรีสำเนียงต่างแดนดังขึ้น
“คุณหนูกู้หรือ”
ผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูคือ องค์หญิงเจียเยี่ยแห่งซีเหลียง และเซี่ยจิ่งที่สีหน้าดูเก้อเขินอยู่เล็กน้อย
“เป็นเจ้าจริง ๆ”
เจียเยี่ยถือแส้ม้าอยู่ในมือ เดินเข้ามาอย่างไม่ถือเนื้อถือตัว ดวงตาสีน้ำตาลเข้มหยุดมองชิงผิงนานกว่าปกติเล็กน้อย
“ท่านผู้นี้...คือท่านกั๋วซือกระมัง”
“อาตมาชิงผิง”
ชิงผิงประสานมือคำนับ แล้วนั่งลงตามเดิม
เซี่ยจิ่งกวาดตามองไปมาระหว่างกู้จือจั๋วกับชิงผิง แต่ก่อนชิงผิงยังคอยช่วยเหลือเขามาโดยตลอด ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด ความสนิทสนมของชิงผิงกลับเอนเอียงไปทางกู้จือจั๋วและพวกนางเสียแล้ว
เจียเยี่ยยิ้มพลางกล่าว
“พวกเราเพิ่งกลับจากขี่ม้าเข้ามาในเมือง นัดเสด็จพี่ไว้ที่นี่เพื่อรับประทานอาหาร ข้าเห็นเจ้าจากด้านล่างก็จำได้ทันที”
กู้จือจั๋วนั่งอยู่ในห้องรับรองที่หันหน้าออกสู่ถนน หน้าต่างเปิดแง้มไว้ครึ่งหนึ่ง
“คุณหนูกู้ ครั้งก่อนข้าบอกว่าจะคารวะเจ้าสามจอก แต่ได้ดื่มเพียงจอกเดียว วันนี้ถือโอกาสชดเชยเสียเลย”
ภาษากลางของเจียเยี่ยยังไม่คล่องเท่าโตวหลิง ในหนึ่งประโยคยังมีคำของชาวเหลียงปะปนอยู่บ้าง
กู้จือจั๋วไม่ได้สั่งสุรา นางนั่งดื่มชากับชิงผิง ส่วนเจียเยี่ยเรียกเสี่ยวเอ้อร์ให้นำสุรามาหนึ่งกา แล้วดื่มคารวะติดต่อกันสองจอก กู้จือจั๋วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกดื่มเป็นเพื่อนนางสองจอกเช่นกัน
เจียเยี่ยยิ้มกล่าว
“สุราของแผ่นดินจงหยวนยังนุ่มเกินไปหน่อย คราวนี้ข้านำ สุรานมม้า จากทุ่งหญ้ามาด้วย รสหวานทีเดียว อีกเดี๋ยวจะให้คนยกไปให้คุณหนูกู้สักหลายไห เจ้าลองชิมสุราของพวกเราชาวทุ่งหญ้าดู”
กู้จือจั๋วรับคำ “ได้” แล้วปรบมือชม
“ได้ยินมานานว่าสตรีแห่งทุ่งหญ้าใจกว้างตรงไปตรงมา วันนี้ได้พบองค์หญิง จึงรู้ว่าเป็นจริงดังคำร่ำลือ”
นิ้วที่กำด้ามแส้ม้าของเจียเยี่ยกระชับขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“คุณหนูกู้พูดภาษาชาวเหลียงได้ดีถึงเพียงนี้ หรือว่าเคยไปแคว้นเหลียงมาก่อน”
“ชาติที่แล้วเคยไป”
“หืม?”
เจียเยี่ยชะงักไป แน่นอนว่านางไม่เชื่อ จึงหัวเราะพลางกล่าวส่ง ๆ
“เจ้าพูดเช่นนี้ ข้าจะเชื่อจริงหรือ”
กู้จือจั๋วตอบด้วยรอยยิ้มกึ่งจริงกึ่งล้อเล่น
“ไม่เพียงแต่ชาติที่แล้วข้าเคยไปแคว้นเหลียง ชาติที่แล้วยังเคยดื่มสุราร่วมกับหัวหน้าเผ่า น่ากูหย่าเอ่อร์ ด้วย เป็นสุรานมม้าเหมือนกัน ได้ยินว่าตอนยังสาว นางถูกบิดาและพี่ชายยกให้เผ่าอวี๋เพื่อแลกกับแกะเพียงสิบตัว แต่ยังไม่ถึงสิบปี นางก็กลายเป็นหัวหน้าเผ่าอวี๋เสียแล้ว น่านับถือยิ่งนัก”
ในฐานะองค์หญิงแห่งแคว้นเหลียง เจียเยี่ยย่อมไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับชื่อของน่ากูหย่าเอ่อร์
การแต่งงานของนางเป็นเพียงการซื้อขายเท่านั้น เผ่าอวี๋มีธรรมเนียมป่าเถื่อนฆ่าเด็กหญิงในเผ่า เดิมทีก็มีผู้หญิงน้อยกว่าผู้ชาย และพี่น้องชายยังใช้ภรรยาร่วมกันอีก
น่ากูหย่าเอ่อร์เองก็ไม่ได้มีสายเลือดชนชั้นสูง เป็นเพียงหญิงเลี้ยงแกะคนหนึ่งแห่งทุ่งหญ้า
แต่หญิงเลี้ยงแกะผู้นี้ หลังถูก “ยกให้แต่งงาน” กับเผ่าอวี๋ ก็สามารถขึ้นเป็นหัวหน้าเผ่าเมื่ออายุยี่สิบห้าปี ทำให้บุรุษป่าเถื่อนเหล่านั้นยอมศิโรราบแทบเท้าของนาง
เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับ เพียงแต่...คุณหนูกู้กล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร
หรือว่านางมองออกแล้วว่าจุดประสงค์ที่ตนเข้ามาใกล้คืออะไร
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิด กู้จือจั๋วก็ยื่นสุราอีกหนึ่งจอกมาตรงหน้านาง ของเหลวสีอำพันสะท้อนดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเจียเยี่ย
“เชิญ” กู้จือจั๋วยกมือเชื้อเชิญ “จอกนี้ข้าขอดื่มคารวะองค์หญิง ขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับงานอภิเษกขององค์หญิง”
เจียเยี่ยยิ้มอย่างเปิดเผย
“ องค์ชายสามบอกว่า รัชทายาทเป็นพี่ชายลูกพี่ลูกน้องฝ่ายบิดาของเขา"ตามธรรมเนียมของต้าฉี่ ภายหน้าข้ากับคุณหนูกู้ก็นับว่าเป็นสะใภ้ร่วมตระกูลเดียวกันแล้ว”
พูดจบ นางก็ยกดื่มอีกหนึ่งจอก
ขณะยกแขนเสื้อขึ้น เปียผมก็สะบัดพลิ้ว ก่อนจะทิ้งตัวลงบนหัวไหล่อีกครั้ง
เซี่ยจิ่งไม่อยากฟังคำพูดที่บอกว่านางกำลังจะแต่งงานกับเซี่ยอิ่งเฉิน ครั้นดื่มจอกนั้นหมด เขาจึงเอ่ยขึ้นเองว่า
“เจียเยี่ย เสด็จพี่ของเจ้าคงรอนานแล้ว”
เจียเยี่ยไม่ทำให้เขาเสียหน้า นางกล่าวล่ำลากู้จือจั๋ว
เซี่ยจิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปถามว่า
“ท่านนักพรตชิงผิง ก่อนหน้านี้ท่านเคยกล่าวว่า หนานเค่อเป็นสตรีผู้มีวาสนาแห่งสวรรค์ บัดนี้...”
ชิงผิงยกแส้หางจามรีขึ้น ขัดจังหวะคำพูดของเขา
ชิงผิงไม่เคยโกหก จึงตอบตามความจริงว่า
“ชะตาฟ้าได้สิ้นสุดลงแล้ว”
จี้หนานเค่อที่ยืนรอเขาอยู่ด้านนอก เมื่อได้ยินประโยคนี้ สีหน้าก็หม่นคล้ำลงทันที
นางเองก็สัมผัสได้ว่า โชคของตนไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น กลับยิ่งเลวร้ายลงด้วย
เมื่อครู่ตอนตามเซี่ยจิ่งไปแข่งม้า นางยังตกจากหลังม้า ขาไปกระแทกกับก้อนหิน จนแทบเดินต่อไม่ไหว
ตอนนั้นเอง จู่ ๆ นางก็นึกถึงเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อน ตอนที่ออกล่าสัตว์กับบรรดาคุณหนูตระกูลต่าง ๆ ม้าของนางแตกตื่นจนตกจากหลังม้า แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ม้าของคุณหนูตระกูลฟางกลับพุ่งมาตัดหน้าม้าของนาง
ม้าทั้งสองชนกัน นางจึงล้มทับร่างของคุณหนูฟาง ทำให้อีกฝ่ายกระดูกหัก และเป็นตำแหน่งเดียวกันพอดี
ยังมีอีก...
“เค่อเอ๋อร์ ไปกันเถอะ”
เซี่ยจิ่งขัดจังหวะความคิดของนาง จี้หนานเค่อจึงรีบก้าวตามเขาไปติด ๆ
ทั้งสองเดินไปไม่ไกล ก่อนจะเข้าไปยังห้องรับรองอีกห้องหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากห้องนี้ไปสามห้อง
ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป สายตาเฉียบคมของโตวหลิงก็พุ่งตรงมา
“เสด็จพี่”
เจียเยี่ยกล่าวอย่างร่าเริง
“ตอนขึ้นมาพวกเราพบท่านหญิงกู้พอดี เลยแวะไปทักทายนางสักหน่อย”
นางนั่งลงบนเก้าอี้วงกลม วางแส้ไว้บนโต๊ะแปดเซียน
“อีกไม่นานก็จะถึงวันอภิเษกแล้ว องค์ชายสาม ท่านตัดสินใจได้หรือยัง?”
องค์ชายสามผู้นี้ช่างไร้ความเด็ดขาด ทั้งยังโลเลอ่อนแอ โตวหลิงไม่อยากให้ความพยายามของตนสูญเปล่า
เวลานี้ฮ่องเต้แห่งต้าฉี่ถูกกักอยู่ในวัง นอกจากวันงานเลี้ยงในวังแล้ว แม้แต่ตัวคนก็ยังพบไม่ได้ จะร่วมมือกันอย่างไร ก็ต้องพึ่งองค์ชายผู้โง่เขลาผู้นี้เพียงคนเดียว
“ข้า...”
เซี่ยจิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
เขากำลังจะบอกว่าไม่เอา แต่เฉิงเอืนกั๋วกง
กลับชิงพูดกับโตวหลิงก่อน
“ท่านวางใจได้”
“เรื่องนี้ไม่มีทางผิดพลาดแน่นอน”
เฉิงเอินกั๋วกงยิ้มประจบ
“องค์ชายเป็นพระสวามีของพระขนิษฐาท่าน พวกเราก็เป็นคนกันเอง”
โตวหลิงเพียงยิ้มอย่างไม่แสดงความเห็น
เขาหยิบไหสุราขึ้นมา รินลงในชามสุราตรงหน้าจนเต็ม
จากนั้นชักมีดสั้นออก กรีดข้อมือตนเอง เลือดสดหยดลงในสุราใส ก่อเป็นระลอกคลื่นสีแดงแผ่ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ
“ถือเสียว่าเป็นการดื่มเลือดสาบานเป็นพันธมิตร”
เขาผลักชามสุราไปตรงหน้าเซี่ยจิ่ง
แล้วโยนมีดสั้นไปตรงหน้าเขาด้วยเสียงดังปึก
เฉิงเอินกั๋วกงเร่งเร้า
“องค์ชาย รีบสิ!”
เซี่ยจิ่งกำหมัดแน่น
ร่วมมือกับชนเผ่าป่าเถื่อน ก็ไม่ต่างอะไรกับการขอหนังจากเสือ
เขานึกถึงสายตาของกู้จือจั๋วที่มองเขา ซึ่งเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและดูแคลนอยู่เสมอ
ทันใดนั้น เขาก็ลุกพรวดขึ้น สีหน้าดำทะมึน ก่อนสะบัดแขรเสื้อเปิดประตูแล้วเดินจากไป
“หึ!”
โตวหลิงหัวเราะเย็นชา ก่อนตบโต๊ะอย่างเดือดดาล
“ต้าฉี่คิดจะหลอกให้เหล่านักรบแห่งต้าเหลียงของข้าไปตายหรือ?”
“หรือกำลังล้อเล่นกับต้าเหลียงของข้าอยู่กันแน่!”
“ย่อมไม่ใช่อย่างนั้น”
เฉิงเอินกั๋วกงรีบโบกมือ
“องค์ชายสาม... บางที... บางทีอาจจะไปเปลี่ยนอาภรณ์ก็เป็นได้”
เขาพูดข้ออ้างที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่เชื่อ แลกกับเสียงหัวเราะเยาะของโตวหลิง
จี้หนานเค่อซึ่งนั่งเงียบอยู่ตรงมุมห้อง พลันเอ่ยขึ้นว่า
“ข้าไปดูเอง”
นางออกจากห้องรับรอง กวาดตามองไปรอบหนึ่ง เห็นเขาเดินลงบันได จึงรีบตามลงไป จนทันเขาที่โถงใหญ่
จี้หนานเค่อดึงแขนเขาเบา ๆ แล้วพาเดินไปยังลานด้านหลังหอเทียนซี
เรือนเล็กยังซ่อมไม่เสร็จ ลานด้านหลังจึงแทบไม่มีแขก
จี้หนานเค่อเดินเคียงข้างเขาอย่างเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามด้วยความระมัดระวัง
“องค์ชาย... ท่านไม่เต็มใจหรือ?”
เซี่ยจิ่งยืนอยู่ในศาลาริมสระ มองปลาหลีฮื้อในสระที่กำลังแหวกว่ายพลางทอดถอนใจ
“เค่อเอ๋อร์ แคว้นเหลียงเป็นชนเผ่าป่าเถื่อน อีกทั้งยังเป็นศัตรูคู่แค้นกับต้าฉี่มาแต่เดิม ผู้ที่ไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวกัน จะมีน้ำใจช่วยเสด็จพ่อได้อย่างไร โตวหลิงต้องมีจุดประสงค์อื่นเป็นแน่”
มาถึงตอนนี้แล้ว เขายังมัวแต่กังวลว่าแคว้นซีเหลียงเป็นชนเผ่าป่าเถื่อนอีกหรือ?
“องค์ชาย หากท่านกังวลว่าซีเหลียงมีเจตนาแอบแฝง เกรงว่าจะคิดมากเกินไปเสียแล้ว ขบวนส่งตัวเจ้าสาวมีคนทั้งหมดกี่คนกันเชียว? โตวหลิงอยู่ในต้าฉี่ ต่อให้คิดจะระดมทัพจากซีเหลียง ก็ยังมีกองทัพแม่ทัพใหญ่ชายแดนตะวันตกคอยขวางอยู่”
นางกล่าวต่ออย่างแช่มช้า
“หากจะพูดถึงจุดประสงค์... องค์หญิงเจียเยี่ยเคยบอกหม่อมฉันไว้”
เซี่ยจิ่งหันมองนาง
เค่อเอ๋อร์เป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี ตั้งแต่ก่อนก็เป็นเช่นนี้ เข้ากับผู้ใดก็ได้ดี มีเพียงกู้จือจั๋วที่เพราะเรื่องของเขา จึงไม่ชอบนาง
“องค์ชายใหญ่โตวหลิง มิใช่พระโอรสแท้ ๆ ของกษัตริย์เหลียง หากนับตามสายโลหิต ก็เป็นเพียงพระอนุชาของกษัตริย์เหลียงเท่านั้น กษัตริย์เหลียงจึงระแวงเขาอย่างมาก องค์หญิงเจียเยี่ยยังบอกอีกว่า การที่โตวหลิงช่วยท่านกับฮ่องเต้ ก็เพื่อช่วยตัวเขาเองเช่นกัน เมื่อท่านขึ้นครองบัลลังก์แล้ว เขาก็หวังจะอาศัยอำนาจของต้าฉี่ ชิงบัลลังก์จากกษัตริย์เหลียง”
“ต่างฝ่ายต่างมีผลประโยชน์ร่วมกัน แล้วจะกล่าวได้อย่างไรว่า เขาจงใจหลอกใช้ท่าน หรือคิดร้ายต่อท่าน”
🖤 Love Love Story 🖤
🩸⬅️ บทก่อนหน้า
🥀➡️ บทถัดไป
────────────────
🩶 Love Love 🩶
🌙 ความรักผลิบานท่ามกลางความมืด
🩸 ทุกหัวใจล้วนมีบาดแผล
────────────────
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงานของเรา อย่าลืมกดติดตาม กดไลก์ แสดงความคิดเห็น และแชร์ เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต
🌙 ขอบคุณทุกการติดตามและทุกกำลังใจที่มอบให้เสมอ 🖤
โฆษณา