28 ก.ค. เวลา 14:43 • ปรัชญา

ภาพลวงตาของสมอง: วิทยาศาสตร์ กับการตื่นรู้เพื่อเสี้ยวนาทีสำคัญ

ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ในค่ำคืนหนึ่งที่ผมกำลังหลับสนิท จู่ๆ ผมก็ฝันว่าตัวเองกระหายน้ำอย่างรุนแรง
ในความฝัน ผมเดินโซซัดโซเซหาน้ำในสถานที่แห่งหนึ่งที่ไม่คุ้นตา ไม่ว่าจะเจอภาชนะใส่น้ำกี่ใบ ไม่ว่าจะยกขึ้นดื่มมากแค่ไหน ความกระหายนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาลงเลย ความแห้งผากเกาะกินลำคอจนอึดอัดใจ... กระทั่งผมสะดุ้งตื่น
เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา ผมเหลือบมองนาฬิกาและพบว่า เวลาเพิ่งผ่านไปเพียงไม่นานหลังจากที่ผมล้มตัวลงนอน แต่ในความฝันนั้น... ความรู้สึกมันกลับช่างยาวนานเหลือเกิน
พอลุกขึ้นมานั่งผมก็พบสาเหตุของความกระหายน้ำในความฝันว่า ตอนที่หลับอยู่ ผมคงอ้าปากหายใจจนคอแห้ง อาการทางกายภาพในโลกความเป็นจริงมันส่งสัญญาณเตือนอย่างหนัก จนสมองของผมต้องสร้าง "โลกความฝัน" ขึ้นมาเป็นฉากหลังเพื่อพยายามตอบสนองความรู้สึกนั้น
ตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไรมาก แค่ลุกไปดื่มน้ำให้ชุ่มคอ แล้วก็ล้มตัวลงนอนต่อ
จนกระทั่งวันหนึ่ง ระหว่างที่กำลังขับรถ จู่ๆ ความทรงจำถึงความฝันในคืนนั้นก็ผุดขึ้นมา พร้อมกับคำถามที่ทำให้ผมต้องนิ่งงัน...
"ณ วินาทีแห่งการเปลี่ยนผ่านของชีวิต... หากร่างกายอยู่ในสภาพที่กำลังจะจากไปตลอดกาล แต่สมองยังคงทำงานอยู่ล่ะ?"
ถ้าในเสี้ยววินาทีนั้น ผมเกิดความรู้สึกกระหาย หรือมีความกังวล จิตของผมก็คงจะเป็นเหมือนในความฝันคืนนั้นใช่ไหม? มันคงจะดิ้นรนตามหาน้ำดื่ม พยายามหนีความกังวล โดยที่ไม่อาจรู้ตัวเลยว่า โลกที่ผมกำลังวิ่งวุ่นอยู่นั้น ไม่ใช่ความจริงอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเพียงโลกที่สมองสร้างภาพฉายขึ้นมา
แล้วผมก็พลันนึกถึงบทความวิทยาศาสตร์ชิ้นหนึ่งที่เคยอ่านพบ...
มีการศึกษาที่สังเกตการณ์คลื่นสมองของมนุษย์ในช่วงเวลาสำคัญของชีวิต สิ่งที่น่าทึ่งคือ ในช่วงเวลาที่เรากำลังจะจากไป คลื่นสมองกลับมีการทำงานอย่างหนักหน่วง คล้ายกับการกดปุ่ม "รีเพลย์" (Replay) ฉายภาพความทรงจำทั้งหมดของชีวิตตั้งแต่ต้นจนจบให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง
หากในวินาทีนั้น... เรา "ไม่รู้ตัว"
หากเราไม่สามารถบอกตัวเองได้ว่า ภาพที่กำลังฉายชัดอยู่ตรงหน้า ไม่ใช่โลกแห่งความเป็นจริงใบเดิมอีกต่อไป แต่มันเป็นเพียงภาพประมวลผลเฮือกสุดท้ายของสมอง...
ภาพเหล่านั้นจะดึงความรู้สึกของเราให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง ทั้งความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง และความผูกพันอาลัยอาวรณ์ ความรู้สึกเหล่านี้แหละครับที่จะก่อให้เกิด "ความว้าวุ่น" อย่างหนัก ทำให้เราดิ้นรน ยึดติดกับสิ่งที่เราชอบ และผลักไสสิ่งที่เราไม่ต้องการ
หรืออาจเป็นไปได้ว่าสิ่งที่สมองจะสร้างขึ้นมาในวาระสุดท้าย อาจไม่ใช่แค่การเปิดภาพอดีตที่เราเคยพบเจอตรงๆ แต่มันคือการนำเอาเศษเสี้ยวความทรงจำ ความคิด และความรู้สึกตลอดชีวิต มาประมวลผลแล้ว "ปรุงแต่งเป็นภาพฉายชุดใหม่" ขึ้นมาในจิตใจของเราเอง
  • หากมันสร้างภาพที่น่ากลัว หรือภาพสิ่งที่เราปรารถนาแต่ไม่เคยได้ทำ... จิตของเราก็จะดิ้นรนไขว่คว้า พยายามจะวิ่งหนีหรือครอบครอง แต่ไม่ว่าเราจะยื่นมือออกไปแค่ไหน เราก็ไม่มีวันไขว่คว้าสิ่งเหล่านั้นไว้ได้เลย เพราะเราไม่ได้อยู่ในโลกแห่งความจริงใบเดิมที่เราคุ้นเคยอีกต่อไปแล้ว
  • หรือหากมันสร้างภาพที่แสนมีความสุข... ได้อยู่กับสิ่งที่เราชอบ ได้อยู่ในสถานที่ที่อบอุ่น ได้ตระกองกอดคนที่เรารัก... แม้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องดี แต่ในมุมหนึ่ง นั่นคือ "ความหลง" อย่างลึกซึ้ง เพราะมันคือการยึดติดอยู่กับภาพที่สมองสร้างขึ้นมา ในขณะที่เวลาของขิงโลกแห่งความจริงใบเดิม กำลังจะหมดลง
และที่น่าตั้งสังเกตคือ แม้การศึกษาจะพบว่า คลื่นสมองที่ทำงานอย่างหนักนั้นเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ในโลกความจริง... แต่ด้วยความถี่และการประมวลผลอันหนาแน่นในเวลานั้น ช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาทีอาจถูกยืดขยายออกไปในความรู้สึกของเรา จนเนิ่นนานราวกับเป็นทั้งชีวิต หรืออาจยาวนานเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์เลยก็เป็นได้
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ ผมเกิดความคิดว่า... หรือแท้จริงแล้ว "การฝึกสติและเจริญภาวนา" ในทางศาสนาพุทธ ส่วนหนึ่งก็เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับ "เสี้ยววินาทีนี้" โดยเฉพาะ
  • มันคือการฝึกซ้อมเพื่อให้เรา รู้เท่าทัน ว่าภาพที่เห็นเป็นเพียงกลไกการประมวลผลของสมอง ไม่ใช่ความจริงที่เราต้องเข้าไปตื่นตระหนกหรือหลงเคลิบเคลิ้ม
  • หรือในขั้นที่ลึกกว่านั้น... มันคือการฝึกเพื่อ ความไม่ยึดติด เพราะเมื่อถึงเวลาที่ภาพเหล่านั้นฉายขึ้นมา แม้จิตเราอาจจะไม่รู้ว่ามันจริงหรือไม่จริง แต่ถ้าเราฝึกฝนการปล่อยวางมามากพอ เราก็จะไม่เข้าไปยึดติดกับมัน ไม่หลงเหลือความรัก โลภ โกรธ หลง หรือความผูกพันใดๆ ให้ก่อตัวขึ้นมาได้อีก
และเมื่อไม่มีความยึดติด... ไม่ว่าจะอยู่ในภาพลวงตาแบบไหน ความทุกข์ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย
โฆษณา