29 ก.ค. เวลา 07:32 • การศึกษา

คืนที่ผมเข้าใจควอนตัม: กลไกของสมองและ AI กับรอยรั่วของการศึกษาไทยในยุคของผม

เมื่อคืนนี้ ขณะที่ผมกำลังนอนอ่านหนังสือ A Brief History of Time ของ Stephen Hawking ผมสะดุดเข้ากับคำว่า "หนึ่งควอนตัม" อ่านทวนอยู่หลายรอบก็ยังไม่สามารถทำความเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมันได้
ด้วยความหงุดหงิดเล็กๆ ที่ไม่อยากปล่อยผ่าน ผมจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วให้ AI ช่วยอธิบายให้ฟัง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของบทสนทนาที่ปลดล็อกความค้างคาใจทั้งหมดของผม
AI อธิบายว่า ในทางฟิสิกส์ ควอนตัม (Quantum) คือ "หน่วยที่เล็กที่สุด" ของปริมาณทางฟิสิกส์ที่ไม่สามารถแบ่งย่อยลงไปได้อีก ยกตัวอย่างหากเหรียญ 25 สตางค์คือหน่วยเงินที่เล็กที่สุดในระบบ คุณย่อมไม่สามารถจ่ายเงิน 10 สตางค์ได้
"1 ควอนตัม" ก็เปรียบเสมือนเหรียญ 25 สตางค์นั่นเง พลังงานในจักรวาลไม่ได้ไหลต่อเนื่องเป็นสายน้ำ แต่ถูกปล่อยออกมาเป็น "ก้อนแพ็กเกจ" เล็กๆ ทีละก้อน
  • ถ้าเป็นแสง หน่วยที่เล็กที่สุดคือ โฟตอน (Photon)
  • ถ้าเป็นประจุไฟฟ้า หน่วยที่เล็กที่สุดคือ อิเล็กตรอน (Electron)
1
เมื่อพลังงานแปรผันตรงกับความถี่ มันจึงถูกผูกไว้ด้วยสมการของ แมกซ์ พลังค์ (Max Planck) ที่ว่า E=hv (โดยที่ E คือพลังงานของ 1 ควอนตัม, h คือค่าคงตัวของพลังค์ และ v คือความถี่ของคลื่น)
เมื่อผมเข้าใจนิยามของ 1 ควอนตัม (หรือ 1 โฟตอน) ว่ามันคือ "ก้อนพลังงานที่เล็กที่สุด" ผมจึงให้ AI ช่วยทดสอบความเข้าใจของผมต่อ หลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์ก (Heisenberg's Uncertainty Principle) ในทันทีการที่เราจะวัด "ตำแหน่ง" และ "ความเร็ว" ของอนุภาคได้ เราต้องส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (อย่างน้อย 1 โฟตอน) เข้าไปกระทบมัน
  • ถ้าเราใช้คลื่นความถี่ต่ำ: พลังงานที่ไปกระทบอนุภาคจะต่ำ ทำให้เราวัด "ความเร็ว" ได้อย่างแม่นยำ แต่มันจะแลกมากับการที่คลื่นความถี่ต่ำมีช่วงคลื่นกว้าง ทำให้เราวัด "ตำแหน่ง" ได้คลาดเคลื่อน
  • ถ้าเราใช้คลื่นความถี่สูง: เราจะระบุ "ตำแหน่ง" ของอนุภาคได้แม่นยำเป๊ะ แต่ด้วยความถี่สูง (พลังงานสูง) เมื่อโฟตอนไปชนกับอนุภาค มันจะไปกระแทกให้อนุภาคกระเด็น ทำให้ "ความเร็ว" คลาดเคลื่อนไปอย่างสิ้นเชิง
ทันทีที่ผมต่อจิ๊กซอว์ภาพนี้เสร็จ ผมสามารถอ่านหนังสือบทที่ 4 จนจบได้อย่างไหลลื่น ไร้ซึ่งความค้างคาใจใดๆ อีกต่อไป
แต่ในความรู้สึกโล่งใจนั้น จู่ๆ ผมก็เกิดความคิดหนึ่งแวบขึ้นมา...
"ถ้าตอน ม.ปลาย มี AI ให้ผมพูดคุยโต้ตอบแบบนี้ ผมคงเรียนฟิสิกส์ได้สนุกกว่านี้ตั้งเยอะ"
ย้อนกลับไปในวัยเรียน เมื่อผมเกิดคำถามหรือมีสิ่งที่ไม่เข้าใจ ผมไม่มีใครที่จะสามารถอธิบายให้ผมกระจ่างได้แบบนี้เลย การยกมือถามอาจารย์ในห้องเรียนที่มีเด็กนับสิบคนเป็นเรื่องยาก เพราะอาจารย์ก็ต้องรีบสอนให้ทันตามหลักสูตร ครั้นจะไปถามนอกเวลา หลายครั้งคำตอบที่ได้ก็คลุมเครือ ไม่ชัดเจน
สำหรับบางคน การเรียนๆ ไปก่อนแล้วข้ามสิ่งที่ไม่เข้าใจไปได้ อาจเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับผม ผมทำไม่ได้ ผมเพิ่งมาตระหนักรู้ในภายหลังว่า ตัวเองมีภาวะ สมาธิสั้นประเภทไฮเปอร์โฟกัส (ADHD Hyperfocus) เมื่อผมสนใจหรือติดขัดอยู่ที่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง จิตใจของผมจะจดจ่อและค้างคาอยู่กับสิ่งนั้นจนกว่าจะกระจ่าง ผมไม่สามารถ "พับสิ่งที่ไม่เข้าใจเก็บไว้ก่อน" แล้วมูฟออนไปเรียนเรื่องอื่นต่อแบบที่คนทั่วไปทำได้
เมื่อถามอาจารย์ซ้ำๆ แล้วยังไม่ได้คำตอบที่เคลียร์ ผมไม่กล้าถามต่อ ความรู้สึกที่ตามมาคือความหงอยเหงา ซึมเศร้า และการหลุดโฟกัสจากการเรียนในบทต่อๆ ไปอย่างสิ้นเชิง ตอนนั้นผมเฝ้าโทษตัวเองมาตลอดว่า ตัวเองคงมีปัญหา คงหัวช้า หรือไม่เหมาะกับการเรียนวิทยาศาสตร์
พอมองย้อนกลับไปพร้อมกับความเข้าใจที่กระจ่างชัดในวันนี้ ผมยอมรับเลยว่าอดรู้สึกเสียดายไม่ได้จริงๆ ถ้าในตอนนั้นมีเทคโนโลยีอย่าง AI เกิดขึ้นมาแล้ว ความรู้ ความเข้าใจ และขีดความสามารถของผม คงจะถูกผลักดันให้ไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่นี้อีกมาก... แทนที่จะต้องมานั่งเก็บงำความสงสัย และสูญเสียโอกาสในการต่อยอดความสนใจไปอย่างน่าเสียดาย
เหตุการณ์เมื่อคืนนี้ยังทำให้ผมหันกลับมามองระบบการศึกษาไทยในยุคที่ผมเรียนมัธยมปลาย แม้หลายคนจะบอกว่ามันเริ่มเปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่แก่นแท้ของมันก็ยังคงหนีไม่พ้นการเรียนเพื่อไปทำข้อสอบอยู่ดี
เราถูกสอนให้เข้าใจหลักการเพียงผิวเผิน ท่องจำสมการ และแทนค่าตัวแปรให้เป็น เพื่อให้หาคำตอบที่ถูกต้องได้ อย่างเรื่อง "หลักความไม่แน่นอน" ในห้องเรียนก็จะสอนให้เราจำแค่ว่า 'ถ้าวัดตำแหน่งเป๊ะ ความเร็วจะคลาดเคลื่อน ถ้าวัดความเร็วเป๊ะ ตำแหน่งจะคลาดเคลื่อน' แค่นั้นจบ
แต่ไม่มีการอธิบายลงลึกไปถึงระดับ "กลไกของธรรมชาติ" หรือการแลกเปลี่ยนพลังงานและความถี่ของโฟตอนอย่างที่ผมเพิ่งได้ศึกษาเลย ทั้งที่สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือ "ความงาม" ที่แท้จริงของวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี AI ในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือค้นหาข้อมูล แต่มันคือ "ครูผู้ไร้ขีดจำกัด" ที่พร้อมจะหยุดรอ อธิบายซ้ำๆ และลงลึกในทุกมิติที่เราสงสัย โดยไม่เคยตัดสิน ไม่เคยรำคาญ และไม่เคยทิ้งใครไว้ข้างหลัง
1
มันทำให้ผมเชื่อว่า ถ้าเด็กที่มีความสงสัยอย่างลึกซึ้ง หรือเด็กที่มีภาวะไฮเปอร์โฟกัส ได้รับการปลดล็อกความเข้าใจอย่างถูกจุด... ข้อจำกัดทางการศึกษาแบบเดิมๆ ก็ไม่อาจกักขังศักยภาพของพวกเขาได้อีกต่อไป
1
โฆษณา