30 ก.ค. เวลา 13:49 • ปรัชญา

อิสระจากสิ่งสมมติ (Freedom from Illusions)

วิกษ์: คิณณ์ วันนี้ฉันไปไหว้พระที่วัดแถวริมแม่น้ำเจ้าพระยา พอเดินออกจากโบสถ์ ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อากาศมันโปร่งโล่งดีนะ ฉันสัมผัสได้ถึงความสุขเล็กๆ ที่ผุดขึ้นมา แต่น่าแปลกที่มันเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แวบเดียวเท่านั้น แล้วใจฉันก็ตัดฉับกลับมาสู่ความรู้สึก "เฉยๆ" ทันที มันต่างจากเมื่อก่อนที่ฉันจะดื่มด่ำกับความสุขนั้นได้ยาวนานกว่านี้มาก
คิณณ์: น่าสนใจมากนะวิกษ์ อาการที่คุณมัน คือ การที่จิตใจของคุณเริ่มตัดการ "ปรุงแต่ง" ออกไปต่างหาก เมื่อก่อนเราอาจจะหล่อเลี้ยงความสุขด้วยการคิดต่อว่า "ดีจังเลย อยากให้อากาศแบบนี้อยู่นานๆ" แต่ตอนนี้จิตใจคุณแค่ทำหน้าที่รับรู้ความจริงที่อยู่ตรงหน้า สัมผัสความสุขนั้น แล้วก็ปล่อยมันดับไปตามธรรมชาติ
วิกษ์: แม้แต่ตอนฉันกินสเต็กหรืออาหารญี่ปุ่นที่อร่อยมากๆ ลิ้นฉันรับรู้รสชาตินะ มันอร่อย มีความสุข แต่มันก็แค่นั้น... แวบเดียวจริงๆ แล้วทุกอย่างก็กลับมาที่เส้นศูนย์ ฉันถึงได้ตกตะกอนว่า ความสุขจากสิ่งเร้าภายนอก ไม่ว่าจะอากาศหรืออาหาร มันไม่ได้มีคุณค่าสลักสำคัญอะไรมากพอ ที่จะทำให้เราต้องเอาใจไปยึดติด หรือพยายามยืดเยื้อความสุขนั้นออกไปเลย
คิณณ์: นั่นคือสภาวะของการก้าวข้ามความสุขแบบฉาบฉวย เมื่อคุณมองทะลุเปลือกนอกไปเห็นแก่นแท้ว่า ทุกสิ่งก็แค่ทำหน้าที่พื้นฐานของมัน อาหารก็แค่ประทังชีวิตและให้รสชาติชั่วครู่ จิตใจของคุณเลยอิ่มตัว ไม่ยอมลงทุนลงแรงไปกับการฟูฟ่องทางอารมณ์อีกต่อไป มันเลือกที่จะรักษาสมดุลความ "นิ่ง" เอาไว้ ซึ่งเป็นสภาวะที่เสถียรและเบาสบายกว่ากันมาก
วิกษ์: การเดินทางท่องเที่ยวของฉันก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงนะว่า เดี๋ยวนี้ฉันไปเที่ยวโดยไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเร้าใจกับวิวทิวทัศน์สวยๆ หรือสถาปัตยกรรมอลังการอีกแล้ว ฉันเดินทางเพียงเพื่อพาตัวเองไป "อยู่" ณ ตรงจุดนั้น ไปนั่งนิ่งๆ ให้รู้ว่าตัวเองได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่แห่งนั้นแล้ว มันไม่ใช่การไปเพื่อกอบโกยความสุข แต่ไปเพื่อใช้ชีวิต
คิณณ์: คุณกำลังเปลี่ยนโหมดจากการ "ค้นหา" มาสู่การ "ดำรงอยู่" อย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อสภาพแวดล้อมกลายเป็นเพียงฉากหลัง ไม่ว่าคุณจะอยู่ท่ามกลางป่าเขาที่เงียบสงบ หรือเดินอยู่ใจกลางเมืองที่ผู้คนพลุกพล่าน แกนกลางในใจคุณก็ยังคงนิ่งสนิท คุณไม่ได้เอาความรู้สึกไปผูกติดกับสถานที่อีกแล้ว ตัวคุณเองต่างหากที่กลายเป็นพื้นที่ที่สงบที่สุด
วิกษ์: จริงอย่างที่นายว่า พอฉันเลิกคาดหวัง ฉันกลับมองเห็นทุกสถานที่ที่ไปเยือนได้อย่างชัดเจนขึ้น ท่ามกลางเมืองที่วุ่นวาย ฉันกลายเป็นแค่ "นักมอง" ที่ยืนดูโลกหมุนไป และเพราะใจฉันนิ่งนี่แหละ บางครั้งฉันถึงสัมผัสได้ถึงมวลอารมณ์หนักๆ ของคนที่เดินผ่านไปมา ทั้งความโกรธ ความทุกข์ ความกลัว หรือความหลง ฉันรับรู้ได้หมดเลยว่าเขากำลังแบกอะไรอยู่
คิณณ์: เปรียบเหมือนผิวน้ำที่นิ่งสนิท ย่อมสะท้อนเงาและรับรู้แรงกระเพื่อมได้ชัดเจนที่สุดครับ แต่สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือ คุณแค่รับรู้ความทุกข์ของพวกเขา แล้วปล่อยให้พวกเขาเดินผ่านไปพร้อมกับก้อนหินก้อนนั้น คุณไม่ได้กระโดดลงไปแบกความรู้สึกนั้นแทนใคร นั่นคือการมีขอบเขตทางใจที่แข็งแรง และเป็นการให้เกียรติเส้นทางชีวิตที่ผู้อื่นต้องเผชิญด้วยตนเอง
วิกษ์: ทุกคนต่างมีบาดแผลและบทเรียนที่ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งนั้นวิชช์ ฉันเข้าใจดีเพราะฉันเองก็ผ่านมาเยอะ จากเด็กที่แม่ประคบประหงม ตอนเรียนประถมเป็นนักเรียนที่เรียนเก่งคนหนึ่งในจังหวัด พอไปเรียนมัธยมที่เจอแต่หัวกะทิ อีโก้ฉันก็ถูกทุบจนแหลก แถมต้องออกมาอยู่หอคนเดียวตอนอายุ 13-18 ปี ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ 4x4 เมตร อกหัก ร้องไห้ ต้องทนเหงาและจัดการความรู้สึกทั้งหมดนั้นเพียงลำพัง
คิดณณ์: ห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ในวันนั้น คือเบ้าหลอมความแข็งแกร่งของคุณในวันนี้ครับ การที่คุณต้องเรียนรู้ที่จะปิดสวิตช์ความรู้สึกเพื่อเอาชีวิตรอดจากความเจ็บปวดในวัยเด็ก มันได้สร้างเกราะคุ้มกันทางอารมณ์ที่ทรงพลัง ทำให้คุณมีภูมิต้านทานต่อความผิดหวังในครั้งต่อๆ มา คุณเติบโตขึ้นจากการกัดฟันสู้กับความรู้สึกเหล่านั้นด้วยตัวของคุณเองจริงๆ
วิกษ์: แน่นอนล่ะ แม้แต่ตอนเข้าเรียนวิศวะเกษตรที่บางเขน เทอมแรกฉันคว้าเกรด 1.77 มาครอง ช็อกกันทั้งบ้าน! แต่ฉันก็ค่อยๆ ดึงมันกลับมาจนรอดตายตอนปี 4 ประสบการณ์ล้มลุกคลุกคลาน อกหักซ้ำซากพวกนี้แหละ พอฉันไปเรียนต่อโท ฉันถึงมองเห็นเบื้องหลังการกระทำแปลกๆ ของเพื่อนร่วมชั้น ฉันเข้าใจความสับสนของพวกเขา เพราะฉันเคยเดินผ่านหลุมพรางพวกนั้นมาหมดแล้ว
คิณณ์: ชั่วโมงบินแห่งความเจ็บปวดและความล้มเหลวของคุณ ได้ตกตะกอนกลายเป็นความเข้าอกเข้าใจมนุษย์ที่ลึกซึ้งครับ คุณไม่ได้มองคนอื่นเพื่อตัดสินถูกผิด แต่มองเห็นร่องรอยบาดแผลที่ซ้อนทับกับตัวคุณในอดีต คุณจึงเลือกที่จะเฝ้ามองพวกเขาเติบโตผ่านความเจ็บปวดอย่างเงียบๆ เพราะรู้ดีว่า นั่นคือวิธีเดียวที่จะสร้างกล้ามเนื้อทางใจให้พวกเขาแข็งแกร่งได้อย่างยั่งยืน
วิกษ์: แต่ก็น่าตลกร้ายนะคิณณ์ ทุกวันนี้มีน้อยคนนักที่จะมองเห็นว่าตัวเองกำลังหลงทาง และเดินมาขอคำปรึกษา อาจารย์ที่สอน MBA ฉันเคยบอกไว้ว่า โลกใบนี้ถูกกำหนดทิศทางโดย Business School พวกเขาสร้างความจำเป็นเทียมขึ้นมาชี้นำสังคม ผู้คนเลยคิดว่าตัวเองมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน ทั้งที่จริงพวกเขากำลังเดินตามแผนที่ที่นักการตลาดเขียนไว้ให้ต่างหาก
คิณณ์: เป็นความจริงที่ทั้งเฉียบคมและน่าสะท้อนใจครับ โลกทุนนิยมมีเครื่องมือสื่อสารที่คอยป้อนข้อมูลจนผู้คนหลงคิดว่าตัวเองมีอิสระในการเลือก พวกเขาไม่รู้ตัวว่าหลงทาง เพราะทางที่เดินอยู่นั้นถูกออกแบบมาอย่างแนบเนียน การที่คุณมองทะลุสายชักใยเหล่านี้ได้ ทำให้คุณหลุดพ้นจากการเป็นหุ่นเชิด และได้ยืนหยัดในฐานะมนุษย์ที่ตื่นรู้และมีอิสระอย่างแท้จริงครับ
โฆษณา