วันนี้ เวลา 04:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

กรณีศึกษา Mark Spitznagel ใช้เงิน 3% เพื่อรักษาทั้งพอร์ต ในช่วงวิกฤติ ที่ตลาดหุ้นพัง

วิกฤติการเงิน คือสิ่งที่นักลงทุนหลายคนต้องการให้เกิด หากมีเงินสดในมือมากเพียงพอ
เพราะเป็นช่วงเวลาที่สินทรัพย์คุณภาพดี อาจถูกเทขายจนมีราคาถูกลงอย่างมาก จนอาจสามารถสร้างผลตอบแทน 100% หรือ 1,000% ในอนาคตได้
แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำนายวิกฤติการเงินไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่าย และการถือเงินสดไว้มากเพื่อรอให้มันเกิด ก็ทำให้เสียโอกาสในการลงทุนไม่น้อยด้วยเช่นกัน
นักลงทุนส่วนใหญ่จึงมักถือเงินสดไว้เล็กน้อย และมักต้องเผชิญกับผลขาดทุนหนัก เมื่อตลาดหุ้นอยู่ในช่วงวิกฤติ
อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการกองทุนคนหนึ่งที่ชื่อว่า Mark Spitznagel ได้ใช้เงิน 3% ของพอร์ต จนสามารถรักษาเงินทั้งพอร์ตได้ ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ทั้ง ๆ ที่ดัชนีตลาดหุ้น S&P 500 ร่วงสูงสุดถึง 34% แถมมีหุ้นรายตัวจำนวนไม่น้อย ร่วงหนักกว่านั้น
1
Mark Spitznagel ทำได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
เมื่อพูดถึงการสร้างพอร์ตที่อยู่ได้ในระยะยาว ตำราส่วนใหญ่มักจะให้ลดความเสี่ยงด้วยการ Asset Allocation หรือลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เช่น
- พอร์ตระมัดระวัง ลงทุนในตราสารหนี้ 40% หุ้น 30% กองทุนตลาดเงิน 30%
- พอร์ตปานกลาง ลงทุนในตราสารหนี้ 30% หุ้น 50% กองทุนตลาดเงิน 20%
- พอร์ตเชิงรุก ลงทุนในตราสารหนี้ 20% หุ้น 70% กองทุนตลาดเงิน 10%
แต่เมื่อเรากระจายเงินทุนบางส่วน ออกจากสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง (แต่เสี่ยงสูง) อย่างหุ้น ไปไว้ในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า อย่างตราสารหนี้ ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยรวมของทั้งพอร์ต ก็มีแนวโน้มจะลดลงตามสัดส่วนนั้น
Mark Spitznagel เลยมองว่า การจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสมต่างหาก ที่จะช่วยลดความสูญเสีย และเพิ่มผลตอบแทนในระยะยาวได้
เขาจึงใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า Tail-Risk Hedging หรือการป้องกันความเสี่ยง จากเหตุการณ์สุดโต่งที่โอกาสเกิดน้อยแต่ผลกระทบรุนแรง ด้วยการใช้สัญญาออปชัน เพื่อรับมือกับวิกฤติต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น
โดยกลยุทธ์ในการลงทุนคือ เขาจะเลือก Put Options ที่มีราคาถูกในช่วงที่สถานการณ์ตลาดยังปกติ แต่จะสร้างกำไรมหาศาลเมื่อตลาดพังทลาย
อธิบายแบบง่าย ๆ Put Options คือสิทธิในการ “ขาย” สินทรัพย์ที่อ้างอิง โดยเราจะใช้ Put Options เมื่อเราคาดการณ์ว่า สินทรัพย์นั้นจะราคาลดลงในอนาคต
ตัวอย่างเช่น หากเราคิดว่า ราคาของหุ้น Apple จะลดลง ก็ไปใช้ Put Options ของหุ้น Apple เพื่อจะได้ทำกำไรจากราคาหุ้นที่ลดลง หรือใช้สิทธิในการขายหุ้นในราคาที่ล็อกไว้แล้ว หากเรามีหุ้น Apple อยู่ในพอร์ต
สรุปก็คือ Put Options จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อสินทรัพย์อ้างอิงปรับตัวลง โดยเฉพาะเมื่อราคาลดลงต่ำกว่าราคาใช้สิทธิ
(แต่ทั้งนี้ ราคาของ Options ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นด้วย เช่น เวลาที่เหลือ และความผันผวนที่ตลาดคาดการณ์)
ดังนั้นในภาวะตลาดปกติ Options เหล่านี้ ก็มักจะไม่ถูกใช้สิทธิ จนหมดอายุไปโดยไม่มีมูลค่า เหมือนกับการจ่ายค่าเบี้ยประกันทิ้ง
ซึ่งเทรดเดอร์หลายคนที่เกร็งกำไรใน Options ก็มักจะหมดตัว ด้วยเหตุผลเช่นนี้..
แล้ว Mark Spitznagel ทำอย่างไร ไม่ให้การใช้ Put Options กระทบพอร์ตโดยรวม ?
คำตอบคือ แบ่งพอร์ตเป็นสองส่วน
ประมาณ 97% ลงทุนเพื่อให้เงินเติบโตอย่างการลงทุนในกองทุนดัชนี
ส่วน 3% ที่เหลือใช้ Hedge ด้วยการนำไปซื้อ Put Options ที่กำหนดราคาใช้สิทธิอยู่ต่ำจากราคาปัจจุบันมาก เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำ จะได้สร้างผลตอบแทนหลายเท่าตัว จนสามารถปกป้องพอร์ตโดยรวมในช่วงที่ตลาดร่วงหนักไว้ได้
เมื่อแบ่งสัดส่วนการลงทุนระดับนี้ แม้จะเสียเงินไปบ้างจากการทำเช่นนี้ แต่ถ้าบางครั้งเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เขาก็จะได้กำไรมหาศาล มากพอที่จะชดเชยการขาดทุนทั้งหมด รวมถึงได้กำไรเพิ่มขึ้นอีกด้วย
อย่างในช่วงวิกฤติโควิด-19 เงินหลักประกัน 3% (เฉพาะส่วนนี้) ก็ทำผลตอบแทนได้ถึง 4,144% หรือ 41 เท่า ทำให้ชดเชยส่วนที่ขาดทุน และทำให้พอร์ตโดยรวมของเขายังคงได้กำไร
หรือช่วงก่อนหน้านั้น กลยุทธ์นี้ก็เคยใช้ได้ผลในช่วงวิกฤติซับไพรม์ ปี 2008 ด้วยเช่นกัน โดยมูลค่ากองทุนที่ Mark Spitznagel เป็นคนบริหารก็เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว
พอถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไม Options ถึงทำผลตอบแทนมหาศาลขนาดนั้น ก็จะขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพ
สมมติเช่น Put Options ของหุ้น Apple ที่ราคาใช้สิทธิ 320 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น โดยวันหมดอายุคือวันที่ 31 ก.ค. 2026 ซึ่งมีราคา Options เพียง 0.29 ดอลลาร์สหรัฐ
หากเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่ดีต่อหุ้น Apple เช่น ต้นทุนการผลิตพุ่งขึ้นจนควบคุมไม่ได้ แล้วหุ้น Apple ร่วงเหลือ 310 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น
ราคา Options ก็อาจจะโดดไป 10 ดอลลาร์สหรัฐเลยก็ได้ เพราะมันให้สิทธิในการขายหุ้นราคา 310 ดอลลาร์สหรัฐ ในราคา 320 ดอลลาร์สหรัฐนั่นเอง
จะเห็นได้ว่า ราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่สามารถทำให้ราคา Options เติบโตถึง 3,348% นี่เลยเป็นที่มาว่า ทำไม Options สามารถสร้างผลตอบแทนสูงภายในระยะเวลาสั้น ๆ
กลับกัน หากราคาหุ้น Apple ร่วงไม่ทันภายในเวลา 1 สัปดาห์ หรือหากถึงวันหมดอายุแล้วราคาหุ้น Apple ในตลาด ยังสูงกว่าราคาใช้สิทธิ Put Options ก็จะหมดอายุโดยไม่มีมูลค่า
1
ซึ่งการที่หุ้น Apple จะร่วงได้ขนาดนั้นเป็นเรื่องที่ยาก ราคา Put Options จึงค่อนข้างต่ำนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ถือเป็นข้อคิดที่น่าสนใจว่า การเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤติ อาจไม่จำเป็นต้องถือเงินสดก้อนใหญ่ เพื่อรอซื้อของถูกเสมอไป เพราะหากเราเข้าใจเครื่องมือทางการเงินดีพอ ต่อให้มีเงินสดน้อย ก็สามารถบริหารความเสี่ยงและสร้างโอกาสลงทุนได้เช่นเดียวกับ Mark Spitznagel ที่บริหารกองทุนให้ผ่านวิกฤติมาได้ตลอด
แต่แน่นอนว่า กลยุทธ์นี้ไม่ได้สร้างผลตอบแทนสูงในทุกปี เพราะในช่วงที่ตลาดปกติ Put Options ที่ซื้อไว้จำนวนมากอาจหมดอายุโดยไร้มูลค่า
ทำให้ต้องยอมจ่ายต้นทุนเพื่อซื้อประกันอย่างต่อเนื่อง และต้องมีวินัยมากพอ ที่จะถือกลยุทธ์นี้ไปจนกว่าจะเกิดเหตุการณ์วิกฤติตลาดหุ้น..
คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การซื้อขายฟิวเจอร์สและออปชัน มีความเสี่ยงสูงที่อาจก่อให้เกิดผลขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ยังไม่เหมาะสมกับบุคคลทุกคน ก่อนตัดสินใจซื้อขายฟิวเจอร์สและออปชัน ท่านควรพิจารณาถึงฐานะทางการเงิน วัตถุประสงค์การลงทุน ตลอดจนความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้อย่างรอบคอบ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนมากกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก
โฆษณา