1 ส.ค. เวลา 00:00 • หนังสือ

Blockdit Originals คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ ตอน 29

คำถาม 1
ไม่ประสงค์ออกนาม : Atheism เป็นศาสนาหรือไม่
วินทร์ เลียววาริณ : Atheism เป็นความเชื่อหรือมุมมองว่าไม่มีพระเจ้า (personal God) หรือเทพเจ้าต่างๆ ชาว athiest จำนวนมากมีศาสนา แต่เป็นศาสนาแบบอเทวนิยม
ดังนั้น Atheism จึงเป็นแค่ความเชื่อ ไม่ใช่ศาสนา
หากใครเจอช่องให้กรอกเรื่องศาสนา แล้วกรอกว่า “ athiest” ก็น่าจะไม่ตรงความหมายของมัน
คำถาม 2
ไม่ประสงค์ออกนาม : ศาสนากับศีลธรรมเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่?
วินทร์ เลียววาริณ : ศาสนากับศีลธรรมไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แม้ว่ามักจะโยงเกี่ยวกัน แทบทุกศาสนาใช้ศีลธรรมเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา ทำให้คนจำนวนมากเกิดภาพฝังหัวว่า ถ้าไม่มีศาสนา ก็ไม่มีศีลธรรม หรือคนเราจะเป็นคนดีได้ ต้องมีศาสนาเท่านั้น
1
นี่เป็นภาพลวงตาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษยชาติ
1
อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก กล่าวว่า “โศกนาฏกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษย์คือการที่ศีลธรรมถูกศาสนาแย่งชิง ไม่ว่ามันจะมีค่าหรือจำเป็นเพียงใดต่อการบังคับให้คนในยุคโบราณทำดี การรวมของสองสิ่งนี้กลับให้ผลตรงข้าม และในช่วงเวลาที่สองสิ่งนี้ควรถูกแยกออกจากกัน คนโง่ที่คิดว่าตนเองมีศีลธรรมแก่กล้ากว่า กลับเรียกร้องให้ผู้คนหวนคืนสู่ศีลธรรมด้วยสิ่งเหนือธรรมชาติ”
ศีลธรรมคือความสามารถแยกแยะสิ่งที่ดีกับไม่ดี เพื่อให้สังคมโดยรวมอยู่รอด การทำเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องอิงหลักความเชื่อทางศาสนา ไม่ว่าจะเชื่อว่ามีอำนาจเหนือธรรมชาติหรือไม่มี ไม่ว่าจะนับถือศาสนาเทวนิยมหรืออเทวนิยม หรือไม่มีศาสนาเลย ก็เป็นคนมีศีลธรรมได้
1
พูดง่ายๆ คือ ศาสนาต้องพึ่งศีลธรรม แต่ศีลธรรมไม่ต้องพึ่งศาสนา
ประธานาธิบดี อับราฮัม ลิงคอล์น บอกว่า “เมื่อข้าพเจ้าทำดี ข้าพเจ้ารู้สึกดี เมื่อข้าพเจ้าทำเรื่องไม่ดี ข้าพเจ้ารู้สึกแย่ นั่นก็คือศาสนาของข้าพเจ้า”
1
(When I do good, I feel good. When I do bad, I feel bad. That is my religion.)
คำถาม 3
Regnarts Ylenol : คำว่า ‘ดี’ เมื่ออยู่หลังคำอื่น เช่น ‘ใจ, ทำ, คิด’ ฯลฯ แล้วมีความหมายในแง่บวก แต่พออยู่หลังคำว่า ‘มือ’, ‘ตัว’, ‘ปาก’ แล้วคิดในแง่บวกไม่ได้เลย
มันมีที่มาที่ไปอย่างไรครับ?
วินทร์ เลียววาริณ : ผมไม่รู้ที่มาที่ไปของคำพวกนี้ ไม่เคยอ่านพบเลย แต่เชื่อว่ามันคือการใช้คำตามบริบทมากกว่า
1
การใช้ภาษานั้นมีสองอย่าง อย่างแรกคือสื่อสารตรงๆ หมายความตามคำ เช่น ดำก็คือสีดำ ขาวก็คือสีขาว
อย่างที่สองคือสื่อแบบต้องตีความ มีนัยแฝง ต้องดูบริบท
บ่อยครั้งนัยแฝงคือการประชดประชัน พูดอย่างหนึ่งหมายความตรงข้าม
1
เช่น “ปากดีนะเรา” เป็นคำบวกก็จริง ฟังดูเหมือนคนพูดจาสุภาพ แต่รู้กันว่าความหมายเป็นลบ
2
ความหมายของ “ปากดีนะเรา” ก็ประมาณ “ปากเสียนะมึง” ไม่ใช่คำชมแน่นอน
2
คำว่า ‘มือดี’ ก็เป็นคำบวก หมายถึงคนที่มีความชำนาญ มีความสามารถสูง แต่ก็มีคนใช้คำบวกนี้ในเชิงลบ เช่น “ไม่รู้มือดีที่ไหนมาเอาของกูไป”
2
คำว่า ‘ปากดี’ ‘ปากเสีย’ ก็ใช้สลับกันจนเราต้องอ่านบริบทมากกว่าอ่านคำ
คำว่า ‘ตัวดี’ แปลตรงตัวคือตัวต้นเหตุ แต่มักใช้ในเชิงประชด
ดังนั้นการอ่านข้อความใดๆ พึงอ่านระหว่างบรรทัดเสมอว่า ความหมายที่แท้จริงคืออะไร
2
บางครั้งเราอาจอ่านเจตนาไม่ออก แต่อาจสังเกตจากจุดอื่น เช่นน้ำเสียง
เวลาคนพูดประชด น้ำเสียงมักจะฟ้อง
1
นั่นคืออ่านอะไร ได้ยินอะไร ให้วิเคราะห์ก่อนเสมอ
3
คำถาม 4
ไม่ประสงค์ออกนาม : เมื่อมีคนทำร้ายจิตใจเรา ควรให้อภัยเขาไหม เพราะถ้าให้อภัย เขาก็อาจทำอีก
1
วินทร์ เลียววาริณ : คนส่วนมากมีทัศนคติหรือภาพฝังหัวว่า การให้อภัยเป็นเรื่องที่เราทำเพื่อคนอื่น มองแบบนี้ก็ยากจะให้อภัยใคร
ถ้าลองมองกลับกัน มองว่าการให้อภัยเป็นเรื่องเพื่อเรา ไม่ใช่เพื่อคนอื่น อาจทำให้ให้อภียคนอื่นได้ง่ายขึ้น
1
เพราะการไม่ให้อภัยใครก็คือการแบกรับน้ำหนักของความเกลียดชังไว้ในจิต บางคนแบกได้หลายสิบปี เหนื่อยเปล่า
3
การให้อภัยคนอื่นยกตัวเราออกจากกองไฟ ถ้าไม่ยอมให้อภัย จิตใจก็จมในไฟของความโกรธแค้นไปตลอดชีวิต
4
ถ้ามองแบบนี้ก็อาจปล่อยวางง่ายขึ้น
การปล่อยวางคือหัวใจหลักของการปฏิบัติธรรมในทางพุทธ แต่ไม่ว่านับถือศาสนาใดก็ปล่อยวางได้
4
บางคนอาจถามว่า คนจำนวนมากไม่เรียนรู้จากความผิดพลาด ให้อภัยไปแล้วก็ยังทำผิดซ้ำ
นี่เป็นคนละเรื่องกัน
การปล่อยวางเป็นเรื่องของเรา การทำผิดซ้ำเป็นเรื่องของเขา เป็นชีวิตของเขา
2
อีกประการหนึ่งที่มักเข้าใจผิดกันคือ ในกรณีที่เกี่ยวกับการทำผิดกฎหมายแล้วส่งผลกระทบต่อเรา การปล่อยวางไม่ใช่เรื่องการลดบทลงโทษทางกฎหมายแต่อย่างใด โทษของเขาคือโทษของเขา ส่วนการลดโทษทำร้ายต้วเองคือเรื่องของเรา
1
โฆษณา