Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
มินิซีรี่ย์
•
ติดตาม
1 ส.ค. เวลา 22:39 • หนังสือ
พระวิจารณ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ
ว่าด้วยหนังสือ พราหมณ์ศาสตร์ทวาทสพิธี”
หนังสือเรื่องนี้ ต้นฉบับที่หอสมุดฯ ได้มา ว่าเป็นคัมภีร์ใบลานจารภาษาไทยด้วยอักษรขอม แต่สำเนาที่ส่งมาคัดเขียนเปลี่ยนเป็นอักษรไทย พิจารณาดูเห็นเป็นตำราพิธี ๒ ประเภท เอามารวบรวมไว้ด้วยกัน ข้างต้นเป็นประเภทพิธี “สมโภชลูกหลวง” ต่อนั้นไปเป็นประเภทพิธีทำประจำปีครบทั้ง ๑๒ เดือนเรียกว่า “พิธีทวาทสมาส” จึงเขียนคำวิจารณ์แยกเป็น ๒ ภาคตามประเภทของพิธี
วิจารณ์พิธีสมโภชลูกหลวง
พิธีสมโภชลูกหลวงมีที่สอบอยู่ในหนังสือ “คำให้การชาวกรุงเก่า” ซึ่งหอสมุดฯ พิมพ์ (ครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗) ในหนังสือนั้นว่า เมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีการพิธีสมโภชลูกหลวง คือ พระราชโอรสธิดาของพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ละ ๑๐ ครั้ง เป็นประเพณี คือ
ครั้งที่ ๑ สมโภชเมื่อประสูติได้ ๓ วัน (ยังทำในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์)
ครั้งที่ ๒ สมโภชเมื่อพระชันษาได้เดือน ๑ คือพิธีขึ้นพระอู่ ที่พรรณนาในตำราฉบับนี้ (ยังทำในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์)
ครั้งที่ ๓ สมโภชเมื่อแรกพระทนต์ขึ้น พระชันษาราว ๗ เดือน หรือ ๘ เดือน (ไม่เคยได้ยินว่าทำในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์)
ครั้งที่ ๔ สมโภชเมื่อแรกทรงพระดำเนินได้ พระชันษาราวขวบปี เรียกว่าพิธีจรดปัถพีที่พรรณนาไว้ในตำรานี้ (ดูเหมือนจะเคยทำในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ แต่เลิกเสียนานแล้ว)
ครั้งที่ ๕ สมโภชเมื่อลงสรงที่ท่าน้ำ เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า “พิธีลงท่า” ทำเมื่อชันษาล่วง ๓ ขวบแล้ว (ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เคยทำพิธีลงสรงแต่ ๒ ครั้ง ทำเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ลงสรงในรัชกาลที่ ๒ ครั้ง ๑ เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ลงสรงในรัชกาลที่
๕ อีกครั้ง ๑ ทำเป็นการใหญ่โตทั้ง ๒ ครั้ง แต่เจ้าฟ้าพระองค์อื่นนอกจาก ๒ พระองค์นั้นทำแต่ “พิธีรับพระสุพรรณบัฏ” (ขนานพระนาม) อันเป็นส่วนที่ทำบนบกในพิธีลงสรง ทำเมื่อพระชันษาได้ ๙ ปี เป็นกำหนด (ทั้งลงสรงและรับพระสุพรรณบัฏ)
สมโภชครั้งที่ ๖ เมื่อโสกันต์ พระชันษา ๙ ขวบบ้าง ๑๐ ขวบบ้าง ๑๑ ขวบบ้าง (ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยปกติพระองค์ชายโสกันต์ เมื่อพระชันษา ๑๓ ปี พระองค์หญิงโสกันต์เมื่อพระชันษา ๑๑ ปี เป็นกำหนด)
สมโภชครั้งที่ ๗ เมื่อทรงผนวช คือ พระองค์ชายทรงผนวชเป็นสามเณร เมื่อพระชันษาได้ ๑๔ ปี และว่าพระองค์หญิงผนวชเป็นรูปชี (เมื่อชันษาได้ ๑๒ ปี) แต่ข้อที่ว่าพระองค์หญิงทรงผนวชเป็นรูปชีแต่ยังทรงพระเยาว์ ไม่เคยได้ยินหรือได้เห็นในหนังสืออื่น นอกจากคำให้การชาวกรุงเก่า จึงสงสัยว่าจะผิด ถ้าหากว่าเจาะพระกรรณเพื่อทรงกุณฑลอาจจะเป็นได้ (ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มีแต่พระองค์ชายทรงผนวชเป็นสามเณร)
สมโภชครั้งที่ ๘ เมื่อพิธีภิเศกสมรส ในระหว่างพระชันษา ๑๖ ปี ไปจนครบ ๑๙ ปี (ยังทำในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ แต่เปลี่ยนกระบวนพิธีไปเป็นอย่างอื่น)
สมโภชครั้งที่ ๙ มีแต่เฉพาะพระองค์ชาย เมื่อชันษา ๒๑ ปี ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ (ยังทำในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์)
สมโภชครั้งที่ ๑๐ ทำพิธี “มงคลเบญจาภิเษก” (เรียกกันเป็นสามัญว่า “เบญจเพศ”) เมื่อพระชันษาได้ ๒๕ ปี (ยังทำในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์)
ในตำราฉบับที่หอพระสมุดฯ ได้มาใหม่มีแต่พิธีสมโภชครั้งที่ ๒ เมื่อขึ้นพระอู่กับพิธีสมโภชครั้งที่ ๔ เมื่อจรดปัถพี ๒ อย่างเท่านั้น ขาดอยู่ถึง ๘ อย่าง พิจารณาต่อไปถึงลักษณะทำการพิธีตามที่กล่าวในหนังสือนี้ ก็ผิดกับที่ทำในกรุงรัตนโกสินทร์หลายประการ จะเปรียบเทียบลักษณะพิธีสมโภชขึ้นพระอู่ให้เห็นข้อที่ผิดกัน
วิจารณ์พิธีสมโภชขึ้นพระอู่
๑) ตำราฉบับนี้ว่าทำพิธีวันเดียว และทำเป็นพิธีพราหมณ์ แต่ตามแบบที่ทำในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ทำพิธี ๒ วัน คือก่อนวันขึ้นอู่พระสงฆ์สวดมนต์เย็น และเลี้ยงพระเวลาเช้าในวันฤกษ์ขึ้นพระอู่ คือมีทั้งพิธีสงฆ์และพิธีพราหมณ์
๒) ในตำราฉบับนี้ ไม่กล่าวถึงการโกนผมไฟไว้จุก ชวนให้สันนิษฐานว่าแต่ก่อนเห็นจะไม่ทำการนั้น เป็นส่วนหนึ่งในพิธีขึ้นพระอู่ แต่ตามแบบในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีพิธีจรดพระกรรบิดกรรไตรไว้พระเกษาจุกพระราชกุมาร ตอนเช้าในวันฤกษ์ขึ้นพระอู่
๓) ตามตำราฉบับนี้เริ่มการพิธีด้วยพระครูพราหมณ์ เชิญพระราชกุมารขึ้นพระอู่ พี่เลี้ยงนางนมเห่กล่อมเป็นส่วนหนึ่งในการพิธี แล้วจึงเวียนเทียนสมโภช แต่ตามแบบที่ทำในกรุงรัตนโกสินทร พระครูพราหมณ์เชิญพระราชกุมารลงสรง และเวียนเทียนสมโภชก่อน แล้วจึงเชิญขึ้นพระอู่
๔) ลักษณะของการเห่กล่อม พระราชกุมารเมื่อขึ้นพระอู่แล้วก็ผิดกัน ในตำราฉบับนี้ว่า “พระพี่เลี้ยง พระแม่นม ช้าข้างละ ๗ ท่า ช้ากล่อมข้างละ ๗ คำ บทต้นว่าคนละคำ” (และลงบทกล่อมไว้ในตำราด้วย)
บทที่ ๑ ว่า “หลับไม้หลับไล่ หลับพระไพรใบเขียว เอย”
บทที่ ๒ ว่า “หลับพระเนตรผู้บุญเรือง หลับเขาพระสุเมรุราช เอย”
บทที่ ๓ ว่า เหมือนอย่างบทที่ ๑ ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
บทที่ ๔ ว่า “หลับพระเนตรแต่องค์เดียว หลับเขาพระสุเมรุราช เอย”
ตามแบบที่ทำในกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพระครูพราหมณ์เชิญพระราชกุมารขึ้นพระอู่แล้ว ตัวพระครูพราหมณ์เองเป็นผู้ชักสายไกวพระอู่ และเห่กล่อมพระราชกุมาร ด้วยมนต์ภาษาสังสกฤต ๓ ลา ถ้าพระราชกุมารเป็นเจ้าฟ้ามีพวกขับไม้ (ล้วนผู้ชาย) ขับต่ออีกตอนหนึ่ง จึงเป็นเสร็จการพิธี
ทีนี้จะว่าด้วยวินิจฉัยต่อไป (ขอบอกเสียก่อนว่าเป็นวินิจฉัยตามความสันนิษฐาน ซึ่งอาจจะผิดได้) สังเกตสำนวนที่แต่งตำราฉบับนี้ดูไม่เก่านัก น่าจะแต่งในสมัยเมื่อแรกกลับตั้งบ้านเมืองเป็นอิสระ ภายหลังเสียกรุงศรีอยุธยาได้ไม่ช้านัก ในพงศาวดารก็ว่าสมัยนั้นหนังสือตำรับตำราพิธีต่างๆ เป็นอันตรายศูนย์ไปเสียเมื่อสิ้นกรุงศรีอยุธยาโดย
มาก ต้องพยายามสืบสวนสร้างขึ้นใหม่ตั้งแต่ครั้งกรุงธนบุรีมาจนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ลักษณะการที่สร้างตำราขึ้นใหม่ครั้งนั้น มีเค้าเงื่อนอยู่ในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “เรื่องลงโสกันต์” (หอพระสมุดฯ พิมพ์ไว้ไนหนังสือ “ชุมนุมพระบรมราชาธิบาย” ภาค ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๓) ว่าเจ้าฟ้าหญิงพินทดีพระราชธิดาของพระเจ้าบรมโกศ ซึ่งมาอยู่ในสมัยกรุงธนจนในรัชกาลที่ ๑ กรุง
รัตนโกสินทร์ตรัสบอกรายการพิธีสมโภชลูกหลวงให้ทำตำรา เพราะพระองค์ท่านได้เคยเข้าพิธีเอง และได้เคยเห็นการพิธีสมโภชเจ้านายพี่น้องของท่านมาแต่ก่อน นอกจากนั้นยังมีในบางแผนกตำราพิธีอื่น ที่ผู้หญิงฝ่ายในไม่รู้ เช่นพิธีบรมราชาภิเษกเป็นต้น เลือกหาผู้เคยรู้เห็นขนบธรรมเนียมครั้งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งยังมีตัวเหลืออยู่มารวมกันเป็นคณะ ถ้าเรียกตามคำที่ใช้กันในชั้นหลังก็ คือเป็น “กรรมการ” ปรึกษาหาหลักฐานแต่งตำราใหม่
ยังมีข้อควรสังเกตอีกอย่างหนึ่ง ด้วยพิธีสมโภชพระราชกุมารตามประเพณีครั้งกรุงศรีอยุธยามี ๑๐ อย่าง เหตุไฉนจึงมีตำรานี้แต่ ๒ อย่าง ข้อนี้สันนิษฐานว่าเพราะหาตำราพิธีสมโภชอย่างอื่นไม่ได้ ๆ มาแต่ ๒ พิธีก็เขียนไว้เพียงเท่านั้น ดูน่าพิศวง อนึ่งลำดับที่ขาดนั้นก็แปลกอยู่ เพราะขาดพิธีที่ ๑ (สมโภช ๓ วัน) ได้พิธีที่ ๒ (สมโภชขึ้น
พระอู่) ขาดพิธีที่ ๓ (สมโภชเมื่อพระทนต์ขึ้น) ได้พิธีที่ ๔ (สมโภชเมื่อจรดปัถพี) เหตุใดจึงได้ตำราพิธีสลับกันเช่นนั้น ข้อนี้ส่อให้เห็นว่า ทางสันนิษฐานอีกทางหนึ่งว่าพิธีที่ ๑ กับพิธีที่ ๓ มีแต่การเวียนเทียนสมโภช ซึ่งเป็นประเพณีรู้กันแพร่หลายอยู่แล้ว แต่พิธีที่ ๒ กับที่ ๔ มีการอย่างอื่นที่ต้องทำด้วยอีกหลายอย่าง ไม่ใช่แต่เวียนเทียนสมโภชอย่างเดียว มูลอาจจะเกิดขึ้นด้วยมีพระราชกุมารประสูตรใหม่ จะต้องทำพิธีขึ้น
พระอู่ เมื่อพระชันษาได้เดือน ๑ และพิธีจรดปัถพี เมื่อพระชันษาได้ขวบปี ๑ ตามราชประเพณี จึงแต่งตำราพิธีสมโภชซึ่งต้องการโดยด่วนแต่ ๒ อย่างก่อน ความที่ว่านี้มีเค้าเงื่อนประกอบอยู่ในตำรานี้เอง ที่เรียกพระราชกุมารว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ” หมายความว่าเป็นเจ้าฟ้า เจ้าฟ้าที่ “เกิดในเศวตฉัตร” คือประสูติเมื่อสมเด็จพระบรมชนกนาถเสวยราชย์แล้วนั้น เมื่อสมัยกรุงธนบุรีมีเจ้าฟ้าชายสุพันธวงศ์ (พระราชนัดดาของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) ประสูติเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๑ พระองค์ ๑
เมื่อใกล้จะสิ้นรัชกาลกรุงธนบุรีอยู่แล้ว ถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ ๑ ไม่มีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ “เกิดในเสวตฉัตร” เลย เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดีเมื่อประสูติก็เป็นแต่พระองค์เจ้า ทรงสถาปนาเป็นเจ้าฟ้าต่อเมื่อพระชันษาได้ ๖ ปีแล้ว ความที่กล่าวมามีเค้าเงื่อนให้เห็นว่าลักษณะพิธีเจ้าฟ้าขึ้นพระอู่ กับพิธีเจ้าฟ้าจรดปัถพี ที่ปรากฏในตำราฉบับนี้ เห็นจะแต่งขึ้นเมื่อครั้งกรุงธนบุรี ตำราพิธีอย่างอื่นในเรื่องสมโภชพระราชกุมารจะมาแต่งต่อในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์ แต่พิธีเจ้าฟ้าขึ้นพระอู่กับพิธีเจ้า
ฟ้าจรดปัถพีอย่างพรรณนาไว้ในตำรานี้ เมื่อล่วงสมัยกรุงธนบุรีแล้วไม่ได้ทำกว่า ๓๐ ปี จนถึงรัชกาลที่ ๒ มีเจ้าฟ้าประสูติ “ในเศวตฉัตร” ๔ พระองค์ คือ เจ้าฟ้าอาภรณ์ เจ้าฟ้ากลาง (สมเด็จกรมพระยาบำราบปรปักษ์) เจ้าฟ้าปิ๋ว และเจ้าฟ้าหญิงที่สิ้นพระชนม์ไปเสียแต่ยังทรงพระเยาว์อีก พระองค์ ๑ จึงทำได้อีก ถึงรัชกาลที่ ๓ ไม่มีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ แม้พระองค์เจ้าลูกเธอก็มีประสูติเมื่อเสวยราชย์แล้วเพียง ๔ ปี แต่นั้นขาดพระราชกุมารประสูติใหม่ไม่ได้ทำพิธีสมโภชขึ้นพระอู่และจรดปัถพี
ว่างมากว่า ๒๒ ปี จนถึงรัชกาลที่ ๔ จึงกลับมีเจ้าฟ้าประสูติในเศวตฉัตร เมื่อการพิธีสมโภชขึ้นพระอู่และจรดปัถพีเรื้อมาเสียนาน จึงเป็นมูลเหตุที่จะแก้แบบพิธีมาเป็นอย่างที่ทำในชั้นหลังดังพรรณนามาแล้ว พิจารณาลักษณะการที่จะแก้นั้นเห็นได้ว่าผู้ที่แก้ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยพระองค์ทรงเป็นอุดมบัณฑิตทั้งทางพระพุทธศาสนาและไสยศาสตร์ อาจจะค้นตำหรับตำรามาปรับปรุงเป็นระเบียบใหม่ พึงเห็นได้ในรายการพิธีสมโภชขึ้นพระอู่ดังกล่าวต่อไปนี้
๑) ให้มีพิธีสงฆ์สวดมนต์เลี้ยงพระเพิ่มขึ้นใหม่ ให้สมกับที่เป็นพระพุทธศาสนิกชน
๒) เอาการโกนผมไฟไว้จุก ซึ่งเดิมทำต่างหากจากการพิธีมาเข้าต่อพิธีสงฆ์ตามเค้าพิธีโกนจุก
๓) พิธีโกนจุกมีการรดน้ำทำขวัญ ในพิธีขึ้นพระอู่ทรงอนุโลมเอาระเบียบพิธีลงสรงมาใช้ แต่ให้พระราชกุมารสรงในขันสาคร ข้อนี้เห็นได้ด้วยทำกรงและรูปกุ้งปลาลอยในน้ำเหมือนกับพิธีลงสรง
๔) ตามตำราเก่าขึ้นพระอู่เห่กล่อมแล้วจึงเวียนเทียนสมโภช เห็นจะทรงพระราชดำริว่าเหมือนสมโภช เมื่อพระราชกุมารบรรทมหลับเสียแล้ว จึงแก้ระเบียบให้เวียนเทียนสมโภชแต่ยังบรรทมตื่น แล้วจึงเชิญขึ้นพระอู่
๕) ที่พระครูพราหมณ์เชิญพระราชกุมารขึ้นพระอู่โปรดฯ ให้คงไว้เดิม แต่ที่พี่เลี้ยงนางนมไกวพระอู่เห่ช้าในพิธี โปรดฯ ให้เลิกเสีย อาจจะเป็นเพราะทรงพระราชดำริว่าบทเห่ไม่เป็นแก่นสาร จึงเปลี่ยนเป็นให้พระครูพราหมณ์ไกวพระอู่ ขับกล่อมด้วยมนต์ภาษาสังสกฤตตามเค้าพิธีไกวเปลเห่ช้าเจ้าหงส์ สังเกตรายการที่เปลี่ยนแปลงเห็นได้ว่าต้องเป็นความคิดของผู้รอบรู้อย่างยิ่งทั้งนั้น
วิจารณ์พิธีสมโภชพระราชกุมาร
ลักษณะพิธีจรดปัถพี ไม่มีหนังสืออื่นหรือแม้ความรู้เห็นที่จะใช้เทียบทาน เหมือนอย่างพิธีสมโภชขึ้นพระอู่ เพราะเป็นพิธีที่เลิกเสียช้านานแล้ว มิแต่เค้าเงื่อนที่จะสันนิษฐานว่าเพราะเหตุใดจึงเลิกพิธีสมโภชจรดปัถพีเสียด้วยกันกับพิธีสมโภช เมื่อพระทนต์ขึ้น ด้วยพิเคราะห์ดู พิธีสมโภชพระราชกุมารอีก ๘ อย่างที่ยังทำต่อมา ล้วนมีเหตุเนื่องกับประเพณีบ้านเมือง ดังจะพรรณนาต่อไป
๑) เหตุที่ทำพิธีสมโภชเมื่อประสูติได้ ๓ วันนั้น เพราะแต่โบราณ ทารกที่คลอดมักตายภายใน ๓ วัน โดยมาก จนมีคำภาษิตว่า “สามวันลูกผี สี่วันลูกคน” ด้วยเชื่อกันว่าผีปั้นรูปให้มาเกิด เมื่อเกิดแล้วถ้าผีชอบรูปโฉมอยากจะเอาไปเลี้ยงเองก็บันดาลให้
ตาย ถ้าไม่ชอบก็ทิ้งไว้ให้มนุษย์เลี้ยง เพราะเชื่อกันอย่างนั้น เวลาทารกคลอดจึงทำอุบายกีดกันผีด้วยประการต่างๆ เช่นวงสายสิญจน์แขวนยันต์กันผีมิให้เข้ามาใกล้ทารกเป็นต้น และยังมีอุบายอย่างอื่นอีกมาก เมื่อทารกรอดมาได้พ้น ๓ วัน ถือว่าพ้นเขต “เป็นลูกผี” จึงทำขวัญ แต่ทำกันเพียงในครัวเรือน ด้วยยังไม่วายหวาดหวั่น
๒) เหตุที่สมโภชขึ้นพระอู่เมื่อประสูติได้เดือน ๑ เกิดมีแต่ความมั่นใจว่าทารกนั้นจะรอดอยู่ได้จนโต จึงตั้งต้นเลี้ยงอย่างสามัญ เช่นเอาขึ้นนอนเปลเป็นต้น และปลดสายสิญจน์กันผีที่วงเสีย ทั้งบอกกล่าวแก่วงญาติเหมือนอย่างขึ้นทะเบียนสมาชิกใหม่ในสกุล พวกญาติจะพากันมาทำขวัญ
๓) เหตุที่ทำพิธีสมโภชลงสรง (หรือลงท่า) นั้น น่าสันนิษฐานว่า เนื่องกับหัดว่ายน้ำแต่มีการให้ชื่ออยู่ในพิธีด้วย
๔) เหตุที่ทำพิธีโสกันต์ เกิดแต่เจริญวัยเปลี่ยนสภาพพ้นจากเป็นเด็ก เข้าเขตหนุ่มสาว
๕) เหตุที่สมโภชเมื่อทรงผนวชเป็นสามเณร เกิดด้วยประเพณีการศึกษา แต่โบราณเด็กชายเมื่ออายุพอรักษาตัวเองได้ ให้ไปศึกษาวิชาการต่อพระภิกษุสงฆ์ที่วัด และบวชเป็นสามเณรอยู่ในเวลาที่ศึกษานั้น
๖) เหตุที่สมโภชเมื่ออภิเษกสมรส ก็คือทำพิธีแต่งงานบ่าวสาวนั้นเอง
๗) เหตุที่สมโภชเมื่อทรงผนวชเป็นพระภิกษุ เกิดแต่การที่ละเพศคฤหัสถ์ ออกบวชเป็นสมณเพศเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย ช่วยอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา
๘) เหตุที่สมโภชเบญจเพศ เกิดแต่เชื่อกันตามโหราศาสตร์ ว่าเมื่ออายุถึง ๒๕ ปี เป็นเขตเคราะห์ร้ายอาจจะมีภัยพิบัติ จึงทำพิธีเพื่อเสดาะเคราะห์
พิธีสมโภช ๘ อย่างที่กล่าวมาล้วนมีเหตุประกอบ แต่การพิธีสมโภชเมื่อพระทนต์ขึ้น กับพิธีจรดปัถพีไม่มีเหตุอื่น นอกจากฟันขึ้นหรือเดินได้ตามธรรมดาเท่านั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเห็นจะทรงพระราชดำริว่าไม่มีแก่นสาร จึงโปรดให้เลิกเสียหรือจะเลิกมาแต่ก่อนรัชกาลที่ ๔ แล้วก็เป็นได้
การพิธีสมโภชที่วิจารณ์มานี้ ในต้นฉบับเรียกว่า “พิธีสมโภชสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ” อันหมายความว่าเฉพาะแต่ที่เป็นเจ้าฟ้าลูกเธอ ถ้าเป็นพระองค์เจ้าลูกเธอจะทำพิธีสมโภชผิดกันอย่างไร อธิบายตามความรู้เห็นมาก็ทำทุกอย่างหมด เป็นแต่ลดหลั่นลงกว่าเจ้าฟ้า แต่พิธีลงสรงรับพระสุพรรณบัฏนั้นหาทำสำหรับพระองค์เจ้าไม่
วันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๔๘๓
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์เวรซึ่งลงวันที่ ๗ พฤษภาคม ได้รับแล้วในวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ช้ากว่าที่ควรจะได้รับไปวันหนึ่ง แต่ก็เรียบร้อยดี ไม่มีอะไรวิปริตตามเคย จะกราบทูลสนองความในลายพระหัตถ์นั้นแต่ลางข้อต่อไปนี้
สนองความลายพระหัตถ์
เรื่องวันเกิดนั้นชอบกล แม้ถามกันก็ถามเอาอายุเป็นที่ตั้ง ถ้าเป็นเด็กผู้บอกก็นับถี่ถ้วน แต่เมื่อโตขึ้นแล้วก็ลืม นับเอาปี ปีก็นับเก๊ เกิดปีชวดก็นับลงนิ้วที่ปีชวดเอาเป็นหนึ่ง ซึ่งจะต้องเกินไปเสมอ ลงรอยที่กรมหมื่นมหิศรเคยทูลเล่นอยู่ว่า “เกิดได้สองวันอายุ
ได้สองขวบ” เมื่อเขาบอกอายุแล้วต้องถามปีเกิดว่าปีไร เพื่อสอบการบอกอายุด้วยจึงจะทราบเป็นแน่ได้ เรื่องศักราชนั้นไม่มีใครเอื้อที่จะรู้ ดูเป็นธุระของนักปราชญ์ ที่จะพึงคิด อันปีรัชกาลคือเลขทับศกนั้น ได้ทราบว่าทูลกระหม่อมทรงพระราชดำริให้ใช้ขึ้น ก่อนนั้นไม่มี เห็นจะเอาอย่างประเพณีข้างจีนมาก
ในการลงศุภมาศวันคืนนั้น ถึงเขาไม่ได้ศักราชก็มีบอกศักราชตัวท้ายอยู่แล้วเช่น “ปีชวดเอกศก” ก็คือเลขท้ายศักราช ๑ หมายถึงจุลศักราช ซึ่งเรากำลังใช้อยู่เพียงเท่านั้น ก็พอที่นักปราชญ์จะคิดได้แล้วว่าชวดไหน กี่ปีมาแล้ว ดูก็ออกจะพอๆ
“กระต่ายติดแร้ว ยายแก้วตีกลอง” ตามที่ตรัสพยากรณ์ว่าเป็นคำเด็กร้องเล่นนั้นถูกทีเดียว เหมือน “จิงโจ้มา (มัน) โล้สำเภา” ซึ่งได้เคยทรงจัดให้แต่งขึ้นเป็นกลอนดอกสร้อยสำหรับให้เด็กร้องเล่น
คำสุภาษิตที่มีความว่าจวักไม่รู้รสแกงนั้น เกล้ากระหม่อมก็เคยได้ยินอยู่ แต่ที่เอามาใช้กับเสือว่า “เสือสิ้นจวัก” นั้น ไม่เหมาะเลย เข้าใจไม่ได้ ถ้าเหมือนอย่างตรัสว่า “เสือสิ้นป่า” แล้วจะเข้าใจได้ดี
เรื่องจารึกที่บานมุกวิหารพระชินราชพิษณุโลกนั้น ได้จัดการให้เขาขอกันไปแล้ว หวังว่าคงจะได้มา แต่จะเป็นเมื่อไรนั้นประมาณไม่ถูก มีจะทูลถวายอีกแห่งหนึ่ง ที่วังบางขุนพรหมในห้องที่เราไปนั่งประชุมปรึกษากฎหมายมีตู้อยู่ ๒ ใบ เป็นเอาบานประตูมา
ตัดใส่ ใบเล็กเป็นลายเต็ม ใบใหญ่เป็นลายช่อง (เรียกตามที่ตรัสเรียก) ทีจะเป็นบานวัดบรมพุทธารามที่ไฟไหม้ตัดเอาไว้แต่ที่เหลือยังดี บานตู้ใบเล็กถูกเจียนมาก แต่ใบใหญ่นั้นถูกเจียนน้อยจะมีจารึกหรือไม่ก็ไม่ทราบ และเดี๋ยวนี้ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ เห็นแต่คิดว่าจะอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานจะสืบดู
ในการที่จะทรงพระดำเนินลุยน้ำฝนเมื่อเสด็จกลับจากพิธีตรุษไปจนถึงวังนั้น ดูจะเป็นบังเอิญแต่เพียงครั้งเดียว ด้วยแต่ก่อนใช้รถม้า เป็นธรรมเนียมที่ในพิธีตรุษเขามักไล่รถให้กลับบ้านไปเสียก่อนที่ปืนจะยิง เพราะกลัวม้าจะตื่นปืนพาเอารถไปชนอะไรเข้า ใช้เดินกลับบ้านกัน คนรถของฝ่าพระบาทคงจะถือเอาธรรมเนียมนั้นจึงเอารถกลับวัง
เสีย ในการที่ต้องทรงพระดำเนินกลับวังนั้นเป็นการปกติ แต่ที่ฝนตกนั้นเป็นการมาแขก จึงว่ามีการบังเอิญแต่เพียงครั้งเดียว ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้จะลำบากเช่นนั้นไม่ได้ เพราะรถยนต์ไม่รู้จักดินปืน ถึงมหาดเล็กเอารถกลับวังเสีย ก็อาจตรัสเรียกรถสามล้อให้ไปส่งเสด็จถึงวังได้
“พระพิธีธรรม” เพิ่งจะได้ทราบความว่าชื่อนี้มีขึ้นในรัชกาลที่ ๔ พระราชดำรัสกริ้วพัชนี อันเป็นเหตุให้เกิดพัดรองขึ้นนั้นก็ได้อ่านทราบความมาแล้ว อันพัดยศนั้นเห็นจะไม่ได้มาตรงจากพัดใบตาล เคยเห็นฝรั่งเศสเขาทำรูปพระไทยเหนือรับบิณฑบาตมาก่อนถือพัดด้วย พัดนั้นใช้แผงตัดเป็น ๖ เหลี่ยม แต่ ๒ เหลี่ยมข้างบนตัดให้ยาว จึงมี
รูปคล้ายพัดแฉก คาบไม้ตับตลอดทั้งผืน ที่แผงนั้นทำมีลายเป็นวงเป็นชั้นอย่างพัดแฉกด้วย แต่จะเป็นทาสีหรือหุ้มผ้าปิดกระดาษอย่างไรก็ไม่ทราบได้ พอเห็นเข้าก็นึกทีเดียวว่าอ้ายนี่เองที่สืบมาเป็นพัดแฉกประจำยศของเรา พัดที่พระไทยเหนือถือนั้นก็จะต้องสืบมาแต่พัดใบตาลนั้นเอง
พระพรหมมุนีออกมาปีนังก็ได้เห็นเขาลงหนังสือพิมพ์ ยังได้นึกว่าฝ่าพระบาทจะได้ทรงทราบหรือไม่ เมื่อได้ทรงพบกับท่านแล้วก็เป็นการดี ตามที่ตรัสสั่งให้นิมนต์สมเด็จพระวันรัตออกมาปีนังนั้น ก็ได้เรียนแก่ท่านแล้ว ท่านบอกว่าฝ่าพระบาทก็ได้มีลายพระหัตถ์ไปถึงท่านแล้ว
มีความยินดีที่ได้ทราบความว่า ในการที่เสด็จขึ้นไปบนเขานั้นได้พระอนามัยมาโดยสมควร หลานๆ ดิศกุลที่ผลัดเปลี่ยนกันออกมาเฝ้าฝ่าพระบาทนั้นดีมาก เป็นเหตุนำไปให้ทรงรู้สึกสำราญพระหฤทัย
ย้อนหลัง
พระยาพหลส่งรูปพระเจดีย์ ๓ องค์มาให้อีก เป็นรูปที่พระพิพิธสาลีฉายมา ขนาดโปสการ์ด ๒ แผ่น กับรูปที่กรมแผนที่ฉายมาแผ่น ๑ ได้ส่งมาทอดพระเนตรแต่รูปฉายของพระพิพิธสาลี ๒ แผ่น รูปที่กรมแผนที่ฉายนั้นใหญ่โตโลกังมาก ถึงแม้จะส่ง
มาถวายทอดพระเนตรก็ไม่ลำบากเกินไป แต่ไม่ได้ส่งเพราะเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ เห็นชัดอยู่แต่องค์กลาง แม้กระนั้นก็ถูกเขียนแต้มเติมเสียแล้วเห็นของจริงไม่ได้ ส่วนองค์ในแดนไทยนั้น เป็น “แมวดำ” องค์ในแดนมอญนั้นต้นไม้บัง ตกลงเห็นอะไรไม่ได้ทั้งนั้น รูปของพระพิพิธสาลีนั้นแผ่นที่มี ๓ องค์ก็เป็นแมวดำ แต่แผ่นที่มีแต่องค์
กลางองค์เดียวนั้นชัดเจนดี เห็นปรากฏมียอดปูนขึ้นไปสูง ยิ่งทำให้รู้สึกได้ว่าเป็นมอญทีเดียว และได้ปีที่ฉายมาด้วย เป็น พ.ศ. ๒๔๖๔ ที่พระยาพหลไปฉายเมื่อปีกลายนั้นยอดปูนหักตกลงเสียแล้ว ฉัตรก็ปรากฏเป็นมีมาแต่เดิม หากใครเก็บเอาฉัตรขึ้นครอบค้ำไว้ รูปของกรมแผนที่นั้นไม่ได้ปีฉาย และไม่ได้เหตุว่าทำไมต้องเขียนแต่ง แต่เวลาฉายคงไม่ห่างไกลกับพระยาพิพิธสาลีมากนัก เพราะยังเห็นยอดมีอยู่ยาว
ได้สติในคำทักของพระยาอนุมานราชธน เขียนเป็นความเห็นมาในบันทึกเรื่องลูกประคำ ว่าพวกธิเบตนั้นถือผีอยู่ก่อน ครั้นได้พระพุทธศาสนาเข้าไปก็เอาศาสนาใหม่ปนกับเก่า เห็นเป็นความเห็นที่ถูกต้อง แต่แรกเกล้ากระหม่อมคิดไม่เห็น ว่าทำไมพระพุทธศาสนาจึงปนกับผีถึงเพียงนั้น การที่ธิเบตถือผีนั้นก็ไม่ประหลาดอะไร เพราะธรรมดามนุษย์ก็ย่อมถือผีด้วยกันทั้งนั้น
ข่าวกรุงเทพ ฯ
เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม สำนักพระราชวังส่งหมายวิสาขบูชามาให้ เกล้ากระหม่อมได้จัดแบ่งส่งใบพิมพ์มาถวาย เพื่อจะได้ทรงทราบรายการละเอียดด้วยฉบับหนึ่งในคราวนี้แล้ว การอื่นก็ไม่มีอะไรนอกจากใบดำใบแดง ซึ่งไม่สำคัญพอที่จะกราบทูลรายละเอียดมาให้ทรงทราบ
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
ที่ ๑/๒๔๘๓ หมายกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา
ที่ ๑/๒๔๘๓
หมายกำหนดการ
พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา
พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๘๓
นายกรัฐมนตรี ในตำแหน่งบังคับบัญชาสำนักพระราชวัง รับบัญชาคณะสำเร็จราชการแทนพระองค์ ปีนี้วันที่ ๒๑ พฤษภาคม เป็นวันวิสาขบุรณมี จึงโปรดให้กำหนดการทรงบำเพ็ญพระกุศลวิสาขบูชา ดั่งต่อไปนี้
วันที่ ๒๐ พฤษภาคม เวลา ๑๖ นาฬิกา ๓๐ นาทิ คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มายังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทรงจุดธูปเทียนถวายมนัสการพระพุทธรูปแล้ว ทรงตั้งพระภิกษุสามเณรเปรียญ
วันที่ ๒๑ พฤษภาคม เวลา ๑๘ นาฬิกา คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มายังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทรงจุดธูปเทียนถวายนมัสการพระพุทธรูป แล้วคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ออกหน้าพระอุโบสถ ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทรงจุดเทียนพร้อมด้วยพระ
ขัตติยราชสงศ์และข้าราชการ บูชาสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย ครั้นแล้วทรงดำเนินพร้อมด้วยพระขัตติยราชวงศ์และข้าราชการประทักษิณพระอุโบสถสามรอบ แล้วเสด็จคืนเข้าในพระอุโบสถ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม พระราชาคณะถวายพระธรรมเทศนาพุทธจริยากถา จบแล้วพระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม
วันที่ ๒๒ พฤษภาคม เวลา ๑๘ นาฬิกา พระบรมวงศ์ฝ่ายในเสด็จมาสู่พระอุโบสถพระพุทธรัตนสถาน ที่สวนศิวาลัยในพระบรมมหาราชวัง ทรงจุดธูปเทียนเครื่องมนัสการบูชาพระพุทธรัตนปฏิมากรแล้วเสด็จออกหน้าพระอุโบสถ ทรงจุดธูปเทียนพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการฝ่ายใน บูชาสรรเสริญพระรัตนตรัย แล้วประทักษิณพระอุโบสถสามรอบเป็นเสร็จการ
การแต่งกายในการนี้ พระราชวงศ์ทรงพระภูษา ข้าราชการแต่งเครื่องแบบปกติ
สำนักพระราชวัง
หมายมา ณ วันที่ ๑๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๘๓
วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๘๓
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๑๔ พฤษภาคม โดยเรียบร้อย แต่เขาส่งช้าไปวันหนึ่ง จนวันเสาร์เช้าจึงได้รับ
พอหม่อมฉันเห็นลายพระหัตถ์มีมาจากตำหนักปลายเนิน วันที่ ๑๔ ก็สะดุ้งรู้สึกตัวว่าส่งจดหมายเวรของหม่อมฉันฉบับลงวันที่ ๑๔ พฤษภาคมไปถวายที่หัวหิน ด้วยสำคัญว่าเสด็จแปรสถานไปประทับที่นั้นเมื่อวันที่ ๑๒ นั้นผิดไปเสียแล้ว แต่พนักงานไปรษณีย์เขาคงส่งเข้าไปถวายในกรุงเทพฯ จะได้ทรงรับช้าไปสักวันหนึ่งหรือสองวัน
ทูลสนองความในลายพระหัตถ์
เรื่องนับรอบ ๑๒ ปีหม่อมฉันพบอธิบายของพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) ในหนังสือ “พงศาวดารโยนก” ชอบกลดี เขาว่ามีวิธีนับปีเรียกว่า “พฤหัสบดีจักร” เกิดขึ้นในอินเดียเมื่อปีก่อนพุทธกาล ๒๕๘๕ ปี วิธีนั้นกำหนด ๖๐ ปีเป็นรอบ ๑ เรียกปี
มีชื่อต่างกันทัง ๖๐ ปี การคำนวณปี เอาโคจรของดาวพฤหัสบดีเป็นหลัก ดาวพฤหัสบดีโคจรผ่านราศี ๑ นับเป็นปี ๑ (ที่ว่าต่อไปในวงนี้ไม่มีในอธิบายพระยาประชาฯ แต่หม่อมฉันนึกว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น คือ ดาวพฤหัสบดีโคจรตลอดทั้ง ๑๒ ราศี นับเป็นรอบน้อย) เมื่อดาวพฤหัสบดีโคจรตลอด ๑๒ ราศีได้ ๕ ครั้ง นับเป็นรอบ ๑ จึง
เป็น ๖๐ ปี มีโหราจารย์ (เห็นว่าต้องใช้ชื่อปีถึง ๖๐ ชื่อลำบากนัก) คิดแก้วิธีเดิมด้วยเลื่อนเกณฑ์ลงมา นับโคจรของดาวพฤหัสบดีครบ ๑๒ ราศีเป็นรอบ ๑ (เรียกชื่อปีเพียง ๑๒ ชื่อ) แต่เพื่อจะมิให้เสียหลักเดิมจึงตั้งเกณฑ์ (ศก) ๑๐ ขึ้นประกอบกับปี เพื่อให้เรียกผิดกันทุกปีจนครบ ๕ รอบ ๖๐ ปี จึงตั้งต้นใหม่เหมือนแบบเดิม วิธีนับปีอย่างพฤหัสบดีจักรที่แก้ใหม่นี้รับไปใช้ในประเทศจีน ธิเบต ไทย เป็นต้น ต่างเรียกชื่อปีและคิดหาเครื่องหมายที่เอามาใช้เป็นเกณฑ์ ๑๐ ประกอบปีต่างๆ กัน เอาธาตุทั้ง ๕
คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ทอง แบ่งเป็นอย่างละ ๒ ตั้งเป็นเกณฑ์ ๑๐ บ้าง เอาชื่อเศษปีในรอบ ๖๐ ของเดิมตั้งเป็นเกณฑ์ ๑๐ บ้าง เอาตัวเลขท้ายศักราชตั้งเป็นเกณฑ์ ๑๐ บ้าง อธิบายของพระยาประชากิจฯ ว่าดังนี้ คิดวินิจฉัยต่อไปเห็นว่าชื่อปีที่เราเรียกว่าปี ชวด ฉลู าล เถาะฯ น่าจะมีมาก่อนจีนคิดดูรูปสัตว์ หนู วัว เสือ กระต่ายฯ ขึ้นเป็นเครื่องหมายปีที่เรารับเอามาใช้ แต่คำ ชวด ฉลู ขาล เถาะ จะเป็นภาษาอะไร และโดยลำพังศัพท์หมายความว่ากระไรเป็นอีกปัญหาหนึ่งซึ่งยังคิดไม่เห็น
รูปพระเจดีย์ ๓ องค์ พระพิพิธสาลีฉายเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๔ ที่ประทานมาให้ดูเพิ่มเติมอีก ๒ รูปนั้น ทำให้หม่อมฉันรู้ตัวว่าเข้าใจผิด ที่คาดว่าพระเจดีย์ ๓ องค์จะหมกอยู่ในรก ด้วยในรูปที่ได้มาใหม่มีเสาหงส์ปักอยู่เป็นสำคัญ ว่าที่ตรงนั้นโดยปกติคงเป็นที่แจ้งอย่างเรียกกันว่า “ปาง” มีคนนับถือบูชาเจดีย์ ๓ องค์อย่างเป็นของศักดิ์สิทธิแห่ง ๑ และคงมีการปฏิสังขรณ์เนืองๆ ดังทรงพระดำริ หม่อมฉันส่งรูปถวายคืนมากับจดหมายด้วยแล้ว
ตู้มุกของทูลกระหม่อมชายนั้น หม่อมฉันเข้าใจว่า เดี๋ยวนี้อยู่ที่พิพิธภัณฑสถาน บานตู้ ๒ ใบนั้น หม่อมฉันก็ยังจำลายได้ หม่อมฉันเคยได้ยินว่าพระธรรมราชาฯ วัดศาลาปูนได้บานนั้นมาจากวัดบรมพุทธาราม เมื่อถูกไฟไหม้แล้ว ดูประหลาดอยู่ที่บานมุกบรรดาเคยอยู่ในพระนครศรีอยุธยาและยังอยู่จนบัดนี้ล้วนมาแต่วัดบรมพุทธารามทั้งนั้น ที่สร้างสำหรับวัดอื่นหาปรากฏไม่ นึกว่าคงมีเช่นที่ในวัดพระศรีสรรเพชญ์ เป็นต้น แต่เห็นจะถูกไฟไหม้เมื่อเสียพระนครสูญไปหมด วัดบรมพุทธารามอยู่ห่างไม่ถูกไฟไหม้ในครั้งนั้นจึงเหลือมา
เรื่องชาวอินเดียและธิเบตถือผี พระยาอนุมานฯ เขาค้นเอามาเขียนอธิบายไว้ในหนังสือ “ลัทธิของเพื่อน” แต่งดีมาก หนังสือเรื่องนั้นถ้าท่านทรงอ่านคงโปรด ถ้าว่ารวบยอดของการถือผีดูเป็นวิสัยมนุษย์ เชื่อถือมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ทั้งยังเชื่อถืออยู่ในบัดนี้และจะเชื่อถือต่อไปภายหน้าไม่มีที่สุด ถึงใครจะห้ามปรามอย่างไรก็เห็นจะไม่หาย ในศาสนาก็สอนว่ามีผีทุกศาสนาเป็นแต่เรียกชื่อต่างๆ เช่นเรียกว่าเทวดาและปีศาจบ้าง เรียกว่า Angel และ Satan บ้าง ถ้าว่าโดยลักษณะก็เป็นผีทั้งนั้น
ทูลเรื่องทางเมืองปีนัง
เวลานี้เป็นคราววิสาขบูชา หม่อมฉันได้ขึ้นรถขับผ่านไปเที่ยวดูตามวัดต่างๆ วัดฝ่ายหินยานมี ๖ วัด แต่งประทีปธงทิวทำพิธี ๕ วัดทั้งวัดลังกา เว้นวัดจันทรารามของไทยวัด ๑ ไม่เห็นตกแต่ง วัดนั้นมีพระอยู่องค์เดียว เห็นจะเป็นเพราะไม่มีกำลังพอที่จะทำพิธีได้ แต่วัดฝ่ายจีนมหายานมี ๔ วัด ไม่เห็นทำอะไร ดูเหมือนเขาจะกำหนดวิสาขบูชาเป็นอย่างอื่นแต่จะเป็นเมื่อไรหม่อมฉันหาทราบไม่ ลักษณะที่พวกสัปบุรุษ
ทำบุญวิสาขบูชาในปีนังดูเขาก็ทำดีด้วยการพิธีเหมือนกันและร่วมวันกันทุกวัด พิธีนั้นมีก่อพระทรายอย่าง ๑ เลี้ยงพระอย่าง ๑ มีเทศน์อย่าง ๑ และเดินเทียนอย่าง ๑ เขาขอให้พระทำพิธีต่างอย่างให้ต่างวันต่างเวลากัน เพื่อให้พวกสัปบุรุษไปทำบุญได้หลายวัด เพราะฉะนั้นในการวิสาขบูชาจึงมีผู้คนไปทำบุญแน่นหนาแทบทุกวัด จะทูลรายการเฉพาะแต่วัดที่หม่อมฉันไปทำบุญ ๒ วัด คือ วัดศรีสว่างอารมณ์ กับวัดมหินทรารามอันเป็นวัดลังกา
วัดศรีสว่างอารมณ์ปีนี้มีการฉลองพระพุทธรูปที่เชิญมาจากเมืองเชียงใหม่และพระได้ขอให้หม่อมฉันขนานพระนาม จึงขนานว่า “พระเจ้าศรีเมือง” นั้นด้วย วันที่ ๑๙ (ขึ้น ๑๓ ค่ำ) เช้ามีการก่อพระทรายกับเลี้ยงพระสงฆ์ทั้งไทยและลังกา นิมนต์มาจากทุกวัด เวลาค่ำพระสงฆ์ชุดนั้นสวดมนต์ฉลองพระพุทธรูป วันที่ ๒๐ (ขึ้น ๑๔ ค่ำ) เวลา
เช้าเลี้ยงพระ กลางวันพระมหาภุชงค์เทศน์ วันที่ ๒๑ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ ที่เขียนจดหมายนี้กำหนดว่า) เวลาเช้าเลี้ยงพระ เวลาค่ำเมื่อพระสวดพิธีวิสาขะแล้ว พระมหาภุชงค์จะเทศน์ภาษาไทยกัณฑ์ ๑ และเทศน์ภาษาจีนฮกเกี้ยน (ที่เธออุส่าห์มาเรียนรู้ที่ปีนัง) ด้วยอีกกัณฑ์ ๑ แล้วเดินเทียน เป็นเสร็จการพิธีที่วัดศรีสว่างอารมณ์
การพิธีวิสาขบูชาอย่างลังกาตามที่อาจารย์คุณรัตนทำที่วัดมหินทรารามนั้น มีโปรแกรมเขียนลงหนังสือพิมพ์ดังหม่อมฉันตัดส่งมาถวายกับจดหมายนี้ หม่อมฉันไปบูชาพระเมื่อวันที่ ๒๐ (ขึ้น ๑๔ ค่ำ) เวลาเย็น วัดนี้แต่ก่อนหม่อมฉันเคยไปแต่ที่กุฎี คราวนี้พระอาจารย์คุณรัตนพาไปในวิหาร และได้สนทนากันถึงเรื่องวัดจึงสามารถทูลเล่าถวายดังต่อไปนี้
วัดมหินทรารามนี้อาจารย์คุณรัตนบอกว่า สร้างเมื่อ ค.ศ. ๑๘๒๐ (ตรงกับในรัชกาลที่ ๒ กรุงรัตนโกสินทร์ ค.ศ. ๒๓๖๓๗ ไม่มีโบสถ์มีแต่วิหารหลัง ๑ กุฏิหลัง ๑ ล้วนก่อเป็นตึก วิหารนั้นรูปทรงสัณฐานคิดหาที่อื่นเปรียบเห็นแต่โรงราชรถในกรุงเทพ ฯ ทั้งเป็นโรงไม้มุงสังกะสี คือเป็นวิหารสี่เหลี่ยมรีมีเฉลียงรอบ พื้นเสมอกันทั้งหลัง แต่ผนัง
ในประธานสูง ลดหลังคาเฉลียงรอบต่ำลงมามาก วิหารนั้นหันหน้าออกทางด้านยาว ในวิหารมีพระพุทธรูปปั้นประสานสีเป็นพระประธาน ๔ องค์ ทำขนาดเดียวกันทำนองโดยนิยมว่าเท่าพระพุทธองค์ องค์อยู่หลังเป็นพระนั่งขนาดสักเท่าพระพุทธชินราชมี
รูปพระสาวกยืน ๒ ข้าง ต่อออกมาเป็นพระนอนองค์ ๑ ทางเบื้องพระเศียรและพระบาทพระนอนเป็นพระพุทธรูปยืนหันพระพักตร์ไปทางพระนอนข้างละองค์ การประดับประดาวิหารประณีตและวิตถารกว่าวัดอื่นๆ บรรดามีในปีนังนี้ ดูเป็นฝีมือและความคิดของช่างชาวลังกาที่ไปศึกษาศิลปจากฝรั่งทำเมื่อปฏิสังขรณ์ในชั้นหลัง เช่นเขียนเพดานเป็นลายยา ปั้นรูปเทพชุมนุมเป็นเทวดาครึ่งตัวโผล่ออกมาจากผนังที่ต่อเพดาน และเขียนฝาผนังเป็นรูปชุมนุมพระสาวกให้แลเห็นเป็นหมู่ลึกเข้าไป เป็นต้น
เฉลียงวิหารด้านหน้าใช้เป็นโรงธรรมตั้งธรรมาสน์ทางด้านสกัดคนนั่งฟังตลอดเฉลียง เฉลียงด้านอื่นกั้นเป็นห้องต่างหาก ได้เห็นในห้อง ๑ มีฐานชุกชีตั้งพระพุทธรูปรายตามฝาผนังอย่างพระระเบียง ในลานวัดก็ไม่เห็นมีอะไรนอกจากเครื่องตบแต่งสำหรับวิสาขบูชา ท่านคุณรัตนได้ชี้ให้ดูธงพระพุทธศาสนาผืน ๑ ลายธงนั้นข้างเบื้องบนเป็นแถบสีต่างๆ ซ้อนกันตามยาว ๖ สี ท่านบอกอธิบายว่า “ฉะพรรณรังษี” ข้างเบื้องต่ำตามขวางมีแถบสีต่างๆ ต่อกัน ๕ สี อธิบายหมายว่า “ประภัสสร” ดังนี้ พวกอุบาสกที่
วัดมหินทรารามเขาอยากจะให้มีพระสงฆสวดมนต์ในพิธีวิสาขบูชาด้วย แต่พระวัดนั้นมีแต่ท่านอาจารย์คุณรัตนองค์เดียว เขาว่าวานหม่อมฉันให้ช่วยนิมนต์พระไทยให้สัก ๓ รูปไปสมทบให้เป็นองค์สงฆ์ และเขาจะกำหนดเวลาสวดมนต์ต่อ ๔ ทุ่มมิให้พ้องกับเวลาเดินเทียน หม่อมฉันรับธุระมานิมนต์พระมหาภุชงค์เธอก็รับจะให้สมประสงค์ของเขา หม่อมฉันจะให้รถยนต์รับพระไป เวลานี้ยังไม่เสร็จงาน มีรายการจะทูลจดหมายเวรฉบับหน้าต่อไป
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๔๘๓
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
ย้อนหลัง
สำเนาหนังสือจารึกบานประตูประดับมุก ที่วิหารพระพุทธชินราช ณ เมืองพิษณุโลกนั้นได้มาแล้ว มีสำเนาความเป็นดังนี้
“๏ ศุภมัศดุพระพุทธศักราช ๒๒๙๙ พระวรรษา ๔ ๑๓ฯ ๑๐ ค่ำ ปีกุร สัพศก พระบาทสมเด็จบรมนารถบรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม สั่งให้เขียนลายมุกบานประตูพระวิหารพระชินราช ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองพิษณุโลก ช่าง ๑๓๐ คน ถึง ณ วัน ๕ ๔ฯ ๑๑ ค่ำ ปีกุรสัพศกลงมือทำมุก ๕ เดือน ๒๐ วัน สำเร็จพระราชทานช่างผู้ได้ทำการมุกทั้งปวง เสื้อผ้ารูปพรรณ ทองเงินและเงินตราเป็นอันมากเลี้ยงกันแล ๒ เพลา ค่าเลี้ยงมิได้คิดเข้าในพระราชทานด้วยคิดแต่บำเหน็จประตูหนึ่งเป็นเงินตรา ๒๖+”
เกณฑ์ลบพุทธศักราชเป็นจุลศักราช ซึ่งเราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ว่าเป็น ๑๑๘๑ แต่ถ้าเอาเกณฑ์นี้มาลบพุทธศักราชในจารึกนี้ก็เป็น ๑๑๑๘ ไม่ตรงด้วย “สัพศก” ตามที่จารึกไว้
ร้อนใจที่จะสารภาพในเรื่องที่เขียนกราบทูลมาก่อนเป็นตัวอย่างว่า “ปีชวด” “เอกศก” นั้น ผิดอย่างช่วยไม่ได้ทีเดียว เพราะนึกอ้อมค้อมไปเอาลบศักราช ซึ่งเป็นการเหลวแหลกเข้า ควรที่จะนึกง่ายๆ เอาปีเกิดของตัวเองกราบทูลมาเป็นตัวอย่าง จะผิดไปไม่ได้เลย เราแต่ก่อนเห็นจะใช้แต่ชื่อปีเพียง ๑๒ ปี ทีหลังเห็นเคยไปก็เอาศักราชมาผสมเข้า จึงจับพลัดจับพลาดเป็นอันจะใช้ศักราชอะไรก็ไม่แน่ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเสมอ
ตู้ที่วังบางขุนพรหม ๒ ใบ ซึ่งได้กราบทูลมาก่อน ตกไปอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานจริงอย่างคาด แต่ถูกเจียนเสียหมดจารึกไม่มี
ลายมุกบานประตูซึ่งทำครั้งแผ่นดินสมเด็จพระบรมโกศ ตามที่เคยพบมาก็มีลายสองอย่างเท่านั้น คือลายเต็มมีรูปเทวราชอยู่กลางแห่งหนึ่ง กับลายช่องกลมๆ มีหัวรูปสัตว์และรูปภาพครึ่งตัวอยู่ในช่องอีกอย่างหนึ่ง ดูประหนึ่งว่าจะทำคละกันไปในสองอย่างนั้น บานประตูการเปรียญวัดป่าโมก ซึ่งมาอยู่ที่วิหารยอดวัดพระศรีรัตนศาสดารามบัดนี้ เป็นลายช่องกลม บานประตูวิหารพระพุทธชินราชที่เมือง
พิษณุโลกก็เป็นลายช่องกลม บานประตูวัดบรมพุทธารามซึ่งเอามาประจุไว้ที่หอมณเฑียรธรรมในวัดพระศรีรัตนศาสดารามนั้นเป็นลายเต็มตู้ ที่วังบางขุนพรหมเข้าใจว่าเป็นบานประตูวัดบรมพุทธารามเหมือนกัน ใบใหญ่เป็นลายช่องกลม ใบเล็กเป็นลายเต็มแต่ถูกเจียนร่อยหรอไปเสียแล้ว เดิมจะมีหนังสือจารึกหรือไม่นั้น ทราบไม่ได้ วัดกระเบื้องเคลือบซึ่งว่าเป็นวัดบรมพุทธารามนั้นก็เคยไปถึง แต่จงใจไปหาเศษกระเบื้องเคลือบดู หาได้จงใจไปดูในเรื่องบานมุกไม่ พระอุโบสถที่นั่นไม่ใหญ่ ไม่มี
เสาใน เห็นจะมีขนาดไล่เลี่ยกับหอพระมณเฑียรธรรมในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จึงเอาบานมาใส่กันได้เกือบพอดี พื้นต่ำ เห็นจะก้าวขึ้นเพียงชั้นเดียวหรือสองชั้นเท่านั้น ที่มุขโถงหน้าพระอุโบสถมีหญ้าขึ้นรก ยังได้นึกว่าหญ้านี้เองเวลาฤดูแล้งก็แห่งแล้วไฟป่าเผาไหม้ลนเอาบานมุกเข้า เพราะเหตุดังนั้นบรรดาบานมุกวัดบรมพุทธารามจึงเสียไปตอนล่าง ไม่ใช่ไฟไหม้พระอุโบสถทังหลังซึ่งทำให้บานมุกเลี้ยไปหมด ช่องประตูมีกี่ช่องก็ทูลจำหน่ายไม่ตก เพราะไม่ได้จงใจไปดูช่องประตู แต่ด้านหน้าอาจจะ
มีสามช่องก็ได้ ลายบานทั้งสามช่องอาจเหมือนกันก็ได้ หรือสลับกันก็ได้ หรือจะเป็นช่องประตูหน้าอย่างหนึ่ง ช่องประตูหลังอย่างหนึ่งก็เป็นได้ ประตูหลังคงจะมีสองช่อง บานประตูที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ก็เอาอย่างบานมุกครั้งนั้นมาทำสลับกันอยู่ ที่ช่องกลางทำเป็นลายช่องกลม ที่ช่องข้างทำเป็นลายเต็มมีรูปเทวราชอยู่ตรงกลาง เหมือนลายครั้งสมเด็จพระเจ้าบรมโกศทั้งนั้น แต่ครั้นไปถึงบานประตูพระมณฑปในวัดพระศรีรัตนศาสดารามนั้นเอง ทำยักย้ายไปเล็กน้อย เป็นลายเต็มเหมือน
กัน แต่ปลายก้านเป็นรูปภาพยักษ์มีชื่อครึ่งตัว ลายอย่างนั้นเหมือนกันกับบานที่พระมณฑปพระพุทธบาท อาจเป็นทำคราวเดียวกัน แต่ทำภายหลังประตูพระอุโบสถก็ได้ เศษกระเบื้องมุงหลังคาซึ่งไปหาพบที่วัดกระเบื้องเคลือบนั้นผิดคาดไป นึกว่าจะเป็นกระเบื้องเกล็ด แต่กลายเป็นกระเบื้องกะบู (กำพุช ?) ไป เคลือบสีเหลืองล้วน ได้เอาอย่างมาทำที่พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร กระเบื้องเกล็ดเคลือบต่างสีมุงลักสีเป็นขอบนั้น เห็นจะเอาอย่างสีดาดหลังคาพลับพลา น่าจะเกิดทีหลังชั้นกรุงเทพฯ นี้เองก็เป็นได้
เรื่องหัวนาคพลสิงห์ซึ่งตรัสว่า ปิดปัญหาเพราะตกลงกันแล้วนั้นชอบแล้ว แต่จะกราบทูลต่อความยาวทั้งที่ทรงทราบอยู่ดีทุกอย่างแล้ว เพื่อให้เป็นหลักได้ว่า ตามที่กราบทูลว่าหัวนาคพลสิงห์บันไดขึ้นไปมณฑปพระพุทธบาท เป็นฝีมือ “ครูดำ” ครั้งรัชกาลที่ ๑ นั้น เป็นคำกราบทูลที่ไม่ใช่เหลวไหล เปรียบเหมือนฝ่าพระบาทได้สมุดมาเล่ม ๑ ทรงเปิดดูเห็นหนังสือซึ่งเขียนไว้ในนั้น จะทรงพยากรณ์ได้ทันทีว่าเขียนครั้งไร และถ้าทรงจำลายมือได้ก็สามารถที่จะพยากรณ์ได้ด้วยว่าใครเขียน ทั้งนี้ฉันใดก็ฉันนั้น
ข่าวกรุงเทพฯ
มีการตายซึ่งเห็นควรจะกราบทูลให้ทรงทราบอยู่สองราย (๑) พระยาบำเรอบริรักษ์ (สาย ณ มหาชัย) ตายเมื่อวันที่ ๑๕ ว่าเป็นโรคหลายอย่างตามคำหมอสมัยใหม่ แต่ถ้าว่าอย่างเก่าแล้ว ก็เป็นฝีในท้องเรานี้เอง อาบน้ำศพวันที่ ๑๖ ไม่รับหีบศพของหลวง ประกอบด้วยหีบศพของตัวเอง เป็นหีบลายประดับมุข พระยาอนุศาสน์จิตรกร
ทำให้เมื่อศพคุณหญิงเพิ่ม (ภรรยา) หลายปีมาแล้ว (๒) พระยามานิตยกุลพัทธ์ (มานิตย์) ลูกเจ้าพระยานรรัตน์ เห็นจะตายในวันที่ ๑๘ อาบน้ำศพในวันนั้น จะแต่งการศพกันอย่างไรไม่ได้ไปเห็น ว่าตายด้วยเส้นโลหิตในสมองแตก เจ็บเป็นโรคอัมพาตมานานแล้ว ท่านผู้นี้จะทรงรู้จักตัวหรือไม่นั้นไม่ทราบแน่ แต่เคยทรงได้ยินชื่อนั้นเป็นแน่นอน
มีการสมรสที่ควรกราบทูลให้ทรงทราบสองคู่ (๑) หม่อมเจ้าขจรจิรพันธ์ (นอบ) จิรประวัติ สมรสกับหม่อมราชวงศ์กุลปราโมทย์ สวัสดิกุล ลูกสาวหม่อมเจ้าวิบุลย์ ซึ่งได้สมรสกับชายกลาง เฉลิมพล มาแล้ว แต่ร้างกันไป (๒) หม่อมเจ้ารัตยากร วิสุทธิ์สมรสกับหม่อมเจ้าสุลัภวัลเลง สวัสดิวัฒน์ พระราชทานน้ำสังข์วันที่ ๑๗
ลายพระหัตถ์
ลายพระหัตถ์เวรเมล์วันเสาร์คราวนี้ไม่ได้รับ เห็นจะคลาดเมล์คงไปได้รับเอาเมล์วันอังคาร
ปกีรณก
ชายอุปลีสาณเอาหนังสือ “กามนิต” มาให้ว่าเป็นของชำร่วยงานศพหม่อมเจียงคำผู้มารดา ซึ่งทำการฌาปนกิจที่เมืองอุบล มีคำอุทิศในเบื้องต้นว่า เสฐียรโกเศศ กับ นาคประทีป แต่งขึ้นไว้ มอบสิทธิให้แก่หลวงสรรสารกิจตีพิมพ์ เธอชอบว่าแต่งดี จึงได้ตีพิมพ์ขึ้นในการศพมารดา โดยหลวงสรรสารกิจอนุญาตเป็นการดีแล้วที่จะได้อ่านให้ทราบตลอดเรื่อง จะได้รอบรู้สมดั่งที่ตรัสอ้างถึง แต่เห็นจะมีเวลาอ่านน้อยค่อยอ่านค่อยไป เวลามีอยู่ก็เอาไปใช้อ่านหนังสือพิมพ์เสียตาแทบประทุ เพราะต้องการทราบข่าวรบกัน
ได้ความรู้มาซึ่งควรจะกราบทูลให้ทรงทราบด้วย โดยได้ซักไซ้อุปลีสาณ อันคำว่า “เจียง” ภาษาชาวอุบลหมายความว่า เรือน “เจียงคำ” ก็คือเรือนทอง
ให้นึกมะลึกตึกไปว่าประวัตินั้นแต่งยาก ถ้าไม่จืดช่ำมะร่าท่าผู้ตายก็เป็นเทวดา ที่จะให้ผู้ตายเป็นมนุษย์และน่าอ่านด้วยนั้นมีน้อยนัก ตามที่กราบทูลบ่นทั้งนี้ใช่ว่าในหนังสือกามนิตจะมีประวัติหม่อมเจียงคำอยู่ก็หามิได้ รู้สึกด้วยได้สังเกตที่อื่นมามากแล้วนั้นดอก
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๒๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๘๓
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
ถึงวันอาทิตย์ที่ ๒๖ พฤษภาคมแล้ว ลายพระหัตถ์เวรฉบับซึ่งควรจะถึงเมืองปีนังเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๓ ยังไม่มาถึงมือหม่อมฉัน จะเป็นด้วยเหตุใดก็ไม่ทราบ แต่นึกหวังว่าคงมิได้เป็นเพราะเหตุการณ์เกี่ยวกับพระองค์เช่นไม่ทรงสบายเป็นต้น แต่คอยจนรำคาญ จึงลงมือเขียนจดหมายเวรสำหรับจะทิ้งไปรษณีย์ให้ทันส่งเมล์คราววันศุกร์ที่ ๓๑ พฤษภาคม ก่อนได้รับลายพระหัตถ์เหมือนเช่นเคย
ทูลเรื่องทางปีนัง
จดหมายเวรฉบับก่อนหม่อมฉันเขียนระหว่างเวลางานวิสาขบูชา ทูลรายการเพียงวันกลางเดือนที่ ๒๑ เวลาเช้า ในวันนั้นตอนบ่ายหม่อมฉันไปบูชาพระที่วัดปิ่นบังอร เห็นวัดอินทรารามที่อยู่ติดกัน เมื่อผ่านไปวันก่อนไม่ได้ตกแต่งอย่างไร วันนี้มีแขวนธงราวและรายประทีปแต่ไม่เห็นมีสัปปุรุษ แต่ที่วัดปิ่นบังอรพระกำลังสวดปาติโมกข์ มีสัปปุรุ
ษมากและเป็นไทยเป็นพื้น เพราะที่ตำบลบาตูลันจังมีหมู่บ้านพวกไทยอยู่กันมาก แต่พวกสัปปุรุษที่ไปวัด ดูผู้หญิงชอบไปมากกว่าผู้ชายทุกแห่ง ถึงเวลาทุ่มเศษหม่อมฉันไปที่วัดศรีสว่างอารมณ์ พระองค์หญิงประเวศกับไทยชาวกรุงเทพฯ ก็ไปกันแทบทั้งนั้น การพิธีที่ทำค่ำวันนี้พระทำวัตรแล้วพระมหาภุชงค์เทศน์ภาษาไทยกับจิีนฮกเกี้ยนสลับวรรคกันไปจนจบ แล้วเดินเทียนเสร็จพิธีราวยาม ๑
หม่อมฉันตรวจรายการพิธีที่ อาจารย์ คุณรัตนลังกาจะทำวิสาขบูชา ณ วัดมหินทรารามมีว่าวันพุธที่ ๒๒ แรมค่ำ ๑ จะสวดปริต หม่อมฉันอยากฟังทำนองพระลังกาสวดมนต์จึงตกลงว่าจะไปวันที่ ๒๒ นั้น ที่หม่อมฉันอยากฟังพระลังกาสวดมนต์นั้นมีเหตุมาแต่หนหลังด้วยหม่อมฉันอยากรู้มานานแล้ว ว่าทำนองที่พระธรรมยุติสวดมนต์และ
สวดสรภัญญนั้นทูลกระหม่อมทรงได้เค้ามาจากไหน เปรียบกับทำนองพระมอญสวดมนต์ก็เหมือนกัน เพียงสวดมีระยะหายใจพร้อมกัน นอกจากนั้นไม่เป็นเค้าเดียวกันเลย ยิ่งทำนองสวดสรภัญญดูเป็นอย่างหนึ่งต่างหากทีเดียว แต่หม่อมฉันเกิดอยากรู้ขึ้น เมื่อพระมหาเถระชั้นที่อาจจะรู้ความเดิมหมดตัวเสียแล้ว ถามพระมหาเถระชั้นหลังก็ไม่มีใครรู้ อาศัยเรื่องที่ปรากฏมาว่า เมื่อรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่ง
เกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ทูลกระหม่อมเป็นเจ้าหน้าที่ ในการที่เกี่ยวข้องกับลังกา มีชาวลังกาทั้งพระและคฤหัสถ์มาอยู่ในสำนักวัดบวรนิเวศมิใคร่จะขาด ทูลกระหม่อมได้ทรงวิสาสะกับพระลังกามาก บางทีจะได้ทำนองสวดของชาวลังกามาเป็นเค้าบ้างดอกกระมัง หม่อมฉันเคยพูดกับพระสาธุศีลสังวร (ศีลรัตน) ว่าอยากฟังสวดมนต์ทำนองลังกา จะนิมนต์ท่านเป็นผู้นำขอให้ท่านหาพระลังกาที่อยู่ในกรุงเทพฯ อีกสักสามสี่องค์มาสวดมนต์และฉันอาหารบิณฑบาตที่วังวรดิศวักวันหนึ่ง แต่ท่านตอบ
ออกตัวเสียแต่แรกว่า ท่านมาอยู่ต่างประเทศไม่ได้สวดทำนองลังกามาเสียช้านานแล้ว เห็นจะสวดไม่ถูกทำนองเช่นสวดในเมืองลังกาได้ การที่จะฟังค้างมาหลายปี ครั้นมาได้ยินว่าพระอาจารย์คุณรัตนจะสวดมนต์อย่างลังกาจึงตั้งใจจะไปฟัง แต่เมื่อถึงวันพุธที่ ๒๒ ซึ่งกำหนดว่าจะสวดมนต์เวลาทุ่ม ๑ เวลาบ่ายวันนั้นเกิดพยับฝนเกรงว่าไปเวลาเทศน์จะไปต้องตรำฝน หม่อมฉันจึงไปแต่เวลาย่ำค่ำ เผอิญวันนั้นพระอาจารย์คุณรัตนได้พระอันดับลังกามาอีก ๒ องค์พร้อมกันลงมารับหม่อมฉันที่ใน
วิหาร หม่อมฉันจึงบอกว่าจะขอนิมนต์ไปสวดพระปริตและฉันอาหารที่ซินนามอนฮอลทั้ง ๓ องค์ด้วยกันสักวันหนึ่ง ในวันนั้นพระอาจารย์คุณรัตนประน้ำมนต์ให้เหมือนเมื่อไปวันก่อนแต่คราวนี้พระยืนเรียงกันแลสวดเมื่อเวลาอาจารย์คุณรัตนประน้ำมนต์ทั้ง ๓ องค์ มนต์ที่สวดนั้นคือ อิติปิโส สวากฺขาโต สุปฏิปันโน พาหุง ภวตุสัพ แต่ว่าเป็นทำนอง “เสก” มิใช่ “สวด” จึงยังมิได้ฟังทำนองสวดมนต์อย่างลังกา ในการที่ได้ทำวิสาขบูชาดังทูลบรรยายมา หม่อมฉันขอถวายส่วนกุศลให้ทรงอนุโมทนาด้วย
ในคราวเมล์ที่มาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๓ หม่อมฉันได้รับจดหมายอย่างแปลกฉบับ ๑ เป็นจดหมายของลูกหญิง สิวลีวิลาศ ส่งไปรษณีย์มาแต่หัวหิน แปลกที่ไม่ได้เขียนอะไรที่ใบปกซองแล้วมิหนำซ้ำสลักหลังซองด้วยเส้นดินสอเป็นอักษรไทยว่า “ถวายสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ” ต่อนั้นเป็นตัวอักษรฝรั่งว่า
206 Kelawei Road เท่านั้น พอรุ่งขึ้นวันศุกร์พนักงานไปรษณีย์ก็เอาจดหมายฉบับนั้นมาส่งโดยเรียบร้อย ไม่มีรอยตัดซองตรวจที่เมืองปีนังนี้ ส่อให้เห็นว่าเขาคงมีไทยเป็นพนักงานตรวจหนังสือ ถ้าเป็นชาวปีนังถึงจะรู้หนังสือไทยก็คงไม่รู้จักชื่อหม่อมฉันที่เรียกเช่นนั้น เพราะที่ปีนังนี้ฝรั่งเรียกหม่อมฉันว่าปรินส์ดำรง จีนเรียกเสียมอ๋อง แขกเรียกว่าราชาเสียมรู้กันเพียงเท่านั้น
หม่อมฉันได้รับหนังสือแจกงานศพพระยาพจนปรีชา ๒ เล่ม นึกชอบใจที่เขาช่างเลือกเรื่องหนังสือ กรมศักดิ์โปรดทรงแต่งบทกลอน ยังมีนอกจากที่พิมพ์อีก ๑ เรื่องเป็นนิราศเสด็จไปทัพทางเมืองกาญจนบุรี เมื่อแรกหอพระสมุดฯ ได้หนังสือเรื่องนั้นมาหม่อมฉันอ่านเกิดฉงนสนเท่ห์ ด้วยเคยปรากฏในเรื่องพงศาวดาร ว่าเมื่อรัชกาลที่ ๒ กรมศักดิ์เคยเสด็จไปตั้งขัดตาทัพพม่าที่เมืองเพชรบุรีอันเป็นทางหนึ่งต่างหากจาก
ทางที่พรรณนาในนิราศ แต่ก็ได้ความรู้แปลกในนิราศนั้น ว่าสมัยนั้นถือว่าเข้าปากดงที่บ้านโป่ง และว่าบ้านโป่งยังเป็นแขวงเมืองสุพรรณ ความส่อต่อไปว่าแม้ที่ปากแพรกก็ยังคงเป็นแขวงเมืองสุพรรณ เพิ่งขยายเขตเมืองกาญจนบุรีออกมา เมื่อย้ายตัวเมืองจากเขาชนไก่มาสร้างที่ปากแพรกในรัชกาลที่ ๓ คงแยกบ้านโป่งมาเป็นแขวงเมืองราชบุรีในคราวเดียวกัน แต่เหตุใดกรมศักดิ์จึงเสด็จยกกองทัพไปทางเมืองกาญจนบุรี ไม่มีในหนังสือพงศาวดาร หม่อมฉันก็จนปัญญามาจนได้เห็น
จดหมายเหตุของอังกฤษในเรื่องรบพม่าครั้งที่ ๑ เมื่อต้นรัชกาลที่ ๓ ปรากฏว่าไทยยกกองทัพไปช่วยอังกฤษตีเมืองพม่าคราวนั้นเป็น ๒ ครั้งต่อกัน ครั้งแรกเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ) เป็นแม่ทัพยกออกไปถึงแดนพม่า ครั้งหลังเจ้าพระยามหาโยธาเป็นแม่ทัพหน้ายกออกไปเมืองพม่าเหมือนครั้งก่อน แต่ว่ามีเจ้านายที่สูงศักดิ์เป็นแม่ทัพหลวง ไปตั้งเตรียมอยู่ที่เมืองกาญจนบุรีเข้ากับเรื่องนิราศได้สนิท จึงรู้เรื่องในพงศาวดารตอนนั้นเพิ่มขึ้นเป็นข้อสำคัญอันหนึ่ง
ที่เมืองปีนังเดี๋ยวนี้มีธูปไทยเรียกว่า “ธูปหอมตราดอกไม้” ส่งออกมาขายเป็นธูปทำใส่ซองละ ๑๐ ดอกขายราคาซองละ ๕ เซ็นต์ หม่อมฉันได้ตัดฉลากปิดซองธูปนั้นส่งถวายมาให้ทอดพระเนตรด้วย ได้ยินว่าขายดี หม่อมฉันออกประหลาดใจว่าธูปที่จีนทำ ขายที่ในเมืองปีนังก็เป็นพะเนินเทินทึกทุกขนาด เหตุไฉนคนจึงชอบซื้อธูปไทย
ได้ลองจุดเปรียบกันดู ธูปจีนมีควันมากแต่ไม่มีกลิ่นหอม ธูปไทยมีควันน้อยแต่กลิ่นหอม จึงเข้าใจว่าคนคงชอบใช้ธูปไทยบูชาพระที่ในเรือน ชอบใช้ธูปจีนบูชาพระตามวัดและศาลเจ้าเพราะราคาถูกกว่าธูปไทย และต้องการให้เห็นควันมากเป็นประมาณด้วย
ทูลต่อเรื่องลายพระหัตถ์เวร
หม่อมฉันรำคาญ ด้วยไม่ได้รับลายพระหัตถ์เวรตามกำหนด ให้หญิงเหลือเอาตัวอย่างซองลายพระหัตถ์ไปยังสำนักงานไปรษณีย์เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๗ ถามเขาว่าจดหมายใส่ซองอย่างนั้นมีค้างอยู่ที่สำนักงานมั่งหรือ เขาตอบว่าจดหมายใส่ซอง
อย่างนั้นไม่มีมาทั้งคราวเมล์วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ พฤษภาคม และคราวเมล์วันอาทิตย์ที่ ๒๖ ได้ทราบก็ยิ่งรำคาญใจด้วยคิดไม่เห็นว่าจะขาดไปเพราะเหตุใด ครั้นถึงวันอังคารที่ ๒๘ เวลาเช้าเขาดีดพิมพ์จดหมายเวรของหม่อมฉันเสร็จแล้ว เอาขึ้นมาวางให้เซ็นชื่อพร้อมกับซองลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พอเห็นก็ยินดี
สิ้นรำคาญพิจารณาดวงตรากรมไปรษณีย์ประทับที่ซองเมื่อวันที่ ๒๒ เห็นได้ว่าส่งมาตามกำหนด แต่มาซุกซ่อนค้างอยู่ที่สำนักงานไปรษณีย์ที่เมืองปีนัง หากหญิงเหลือไปถามเมื่อวานนี้จึงเป็นเหตุให้ค้นหาได้ลายพระหัตถ์ส่งมาเมื่อเช้าวันนี้ ที่ท่านยังไม่ได้ทรงรับจดหมายเวรของหม่อมฉันตามกำหนดก็คือ ฉบับที่หม่อมฉันส่งพลาดไปยังหัวหินดังทูลไปแล้ว ป่านนี้คงได้ทรงรับแล้ว จะทูลสนองความในลายพระหัตถ์เวรฉบับนี้ในคราวเมล์นี้ไม่ทัน ขอผัดไปทูลในจดหมายเวรฉบับหน้า
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๔๘๓
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
สนองลายพระหัตถ์ฉบับแรก
เมื่อวันอังคาร วันที่ ๒๑ ได้รับลายพระหัตถ์เวร ซึ่งลงวันที่ ๑๔ พฤษภาคม เหมือนอย่างคาด และทราบเหตุที่ได้รับช้าไปด้วย ว่าเป็นเพราะไปส่งไว้ที่หัวหิน แล้วจึงส่งเข้ากรุงเทพฯ อีกต่อหนึ่ง แต่ที่ซองก็ไม่มีวิรุทธอะไร เขา “ยกๆ” ตามเคย จะกราบทูลสนองลายพระหัตถ์นั้นลางข้อต่อไปนี้
เรื่องเมืองกำแพงเพชร เกล้ากระหม่อมได้ไปตามเสด็จประพาสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ถูกเหมือนทรงพระดำริคาด แต่มีหน้าที่ต้องไปเข้ากระบวนข้างในๆ ท่านไม่ใฝ่พระทัยในเรื่องอ้ายพังๆ ท่านก็ทรงพระดำเนินผ่านไป ถึงเราจะใฝ่ใจก็เชือนหยุดดูไม่ได้ ตกเป็นอันเหมือนหนึ่งว่าไม่ได้ไป จะกราบทูลเออคะอะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น หลวงสรรคบุรารักษ์ (ฉาย) นั้นรู้จักดี
ข้อที่ตรัสถึงเรื่องปี่พาทย์ให้รู้สึกจับใจมาก ถึงจะกราบทูลต่อไปว่า อันปี่พาทย์นั้นอาจจัดให้เป็นไปได้สองทาง คือเพื่อให้ฟังไพเราะทางหนึ่ง กับให้ฟังกึกก้องเป็นประโคมทางหนึ่ง สุดแล้วแต่คราวต้องการ ทั้งประกอบด้วยตัวผู้จัดจะชอบหนักไปทางไหน
ด้วย ถ้าจัดหนักไปทางข้างจะให้ฟังกึกก้อง สิ่งไรที่จะใส่เข้าไปได้ก็ใส่เติมเข้าไป ถ้าจัดหนักไปทางข้างจะให้ฟังไพเราะ สิ่งไรที่ฟังไม่ดีก็มักถูกถอนออก จะกราบทูลถวายตัวอย่างเช่นระนาดทอง เกล้ากระหม่อมตีเอง แล้วเกล้ากระหม่อมเองฟังที่ตัวตีก็ไม่รู้ว่าไปทางไหน เพราะเสียงมันแซ่กลบที่ตีไปเสียหมด ทำให้รู้สึกใจว่าอ้ายนี่มันก็
พลอยไปหนุนเสียงให้เกรียวกราวเท่านั้น จะใช้ลูกพรวนพวงใช้คนสักแต่ว่าคนเขย่าเท่านั้นก็ได้ ไม่จำต้องทำระนาดทองให้ต้องเสียเงินมากไปเปล่าๆ ครั้นไปเที่ยวประเทศชวาก็ไปเห็นการนึกประชดนั้นเป็นจริงขึ้นคือไปเห็นปี่พาทย์ละครเขาเอาลูกพรวนสี่ห้าลูกผูกปลายไม้เขย่าเวลาปี่พาทย์ตีในการเล่นละคร ให้รู้สึกพอใจเสียจริงๆ โขนละครของเราเอาโกร่งเข้าตีกับปี่พาทย์ นั่นก็เป็นหลักอันเดียวกัน นั่นเองที่ได้ชื่อว่า “กราวเขน” เพราะฟังได้ยินเสียงโกร่งขึ้นหน้าดังกราว ๆ
ปราสาทหินเมืองสิงห์ที่กาญจนบุรี ได้ความเป็นอันแน่ว่าไม่เห็นรูปปรากฏแล้วก็เป็นอันพอใจ เพราะว่าตามที่ได้เห็นมาไม่ผิดไป
ตามที่ตรัสแถลงปริศนาในเรื่อง อันเนื่องด้วยเจ้านายประสูติดีเต็มที ข้อที่สงสัยทรงจำได้ตรัสชี้แจงประทานก็เป็นอันได้เปลื้องความไม่แน่ใจ ข้อที่ไม่ทราบก็ได้ทราบขึ้น ข้อที่ทราบก็เหยียดเบงคงเบง โดยปกติก็ต้องเป็นเช่นนั้น
ในการที่เอาผู้ชายเข้าไปตีฆ้องชัยนั้น สันนิษฐานว่าจะต้องเป็นเช่นนั้น เพราะสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์แล้วผู้หญิงจับไม่ได้ ที่ปี่พาทย์หญิงไม่มีฆ้องชัยก็เพราะถ้ามีก็ไม่เป็นชัยไปได้ ด้วยผู้หญิงถูกต้องฆ้องนั้น
แตรวงประโคมประสูติ เมื่อเป็นองครักษ์ประจำอยู่ที่ห้องใต้พระที่นั่งจักรี ยอดตะวันออก เคยเห็นพวกแตรวงทหารมหาดเล็กมานั่ง “หลับตาบ้างลืมตาบ้าง” คอยเป่าประโคมอยู่ที่ประตูยามค่ำ เห็นแต่แตรทหารมหาดเล็กประจำอยู่วงเดียวจริงอย่างพระดำรัสซ้ำซากมากออกไปอีกด้วยว่าเจ้าฟ้าพระองค์หญิง ไม่ประโคมแตรวง นั่นดีเต็มทีพ้นความเข้าใจผิดไปได้ ด้วยแต่ก่อนสำคัญว่า ถ้าเป็นเจ้าฟ้าแล้ว ไม่ว่าองค์หญิงหรือองค์ชายก็ประโคมแตรวงทั้งนั้น
เตียงอยู่ไฟของเจ้าจอมมารดา เคยได้ยินแม่เรียกว่า “กระดานไฟ” เห็นเป็นคำสามัญเกินไปจึงได้กราบทูล เผื่อจะได้ทรงทราบ
เรื่องมะพร้าวปลูกที่ฝังพระตระกูล ได้เคยโจทย์ถามมาคราวหนึ่งแล้ว มีคนเห็นไปในทางต้นไม้ประจำตามวันเกิดในตำราพรหมชาติ แต่เกล้ากระหม่อมไม่เห็นด้วย เพราะไม่เคยมีเปลี่ยนไปจากมะพร้าว เห็นมีแต่คำกล่อมเด็กซึ่งมีความว่า
“นาฬิเกต้นดก ปลูกไว้จะแถมพก ให้หนุ่มน้อยเจ้ามีเมีย” กลอนนี้เป็นคำเก่าดูทีก็ต้องทางกันอยู่บ้าง
เมื่อเล็กๆ เคยเชิญหีบพระสังข์ตามเสด็จลงในการสมโภชลูกเธอ แต่เป็นแมวเต็มทีจำอะไรไม่สู้จะได้ จึงอยากจะกราบทูลสอบถามซึ่งเผื่อจะทรงจำได้ (๑) สมโภชสามวันใช้หีบพระสังข์หรือไม่ (๒) สมโภชเดือนใช้หีบพระสังข์ แต่จำเพาะองค์ชายหรือหมดด้วยกัน เมื่ออยู่่นอกวังเข้าไปในการสมโภช ลูกเธอนั่งที่ไหนนั้นจำได้ดีเพราะโตแล้ว “แข่งเจ้าคุณ” ก็จำได้ดี
ที่ทรงพระเมตตาโปรดคัดพระวินิจฉัย ในพิธีเก่าอันเกี่ยวกันประทานเข้าไปด้วยนั้นดีเต็มที เมื่อได้ตรวจดูเห็นข้อที่จะพึงทักมีดั่งนี้
พิธี “ขึ้นพระอู่” เป็นขึ้นสองหน หนแรกเป็นขึ้นพระอู่ทองแล้วเวียนเทียน หนหลังเป็นขึ้นพระอู่น้ำ เมื่อเทียบกับที่คำในชั้นหลัง การขึ้นพระอู่ทองก็มาตรงกับผู้มีบรรดาศักดิ์อุ้มรับการเวียนเทียนนั่นเอง ส่วนการขึ้นพระอู่ผ้านั้นลงกัน ในการที่ว่าพี่เลี้ยงนางนมไกวพระอู่ไม่ใช่พราหมณ์นั้น เคยได้ยินมาแต่ก่อนว่ากล่อม “ช้าลูกหลวง” แต่ไม่เคย
ทราบคำกล่อมว่ามีอย่างไร และไม่ทราบว่ากล่อมเวลาไร ตัวอย่างคำซึ่งประทานไปสี่กลอนนั้น เห็นว่าแท้จริงเป็นสองกลอนเท่านั้น คู่หลังนั่นแหละเป็นของจริง เพราะมีสัมผัสรับกันอยู่ คู่แรกเป็นของเก๊ใครแก้ยืดเติมเข้าทีหลัง เพราะความก็ซ้ำกัน แต่แก้เปลี่ยนคำไปจนสัมผัสแตกที่คำเดิมจะมีน้อยไปไม่พอการ
“พิธีจรดปถพี” ทีก็เป็นรูปเดียวกับพระเจ้าทรงพระดำเนิน ๗ ย่างในปางประสูติใครจะเอาอย่างใครก็ไม่ทราบ
ด่านสิงขร เข้าใจตามพระอธิบายดีแล้ว ว่าเป็นทางออกไปเมืองตะนาวศรี เมืองนั้นกรมพระกำแพงเพชรได้เสด็จไปถึงทางทะเลหน้านอกตามทางเรือ ไม่ใช่ข้ามเขาทางบก ตรัสเล่าว่าที่นั่นพูดไทยกันจ้อเป็นเมืองไทย
ด่านแม่ละเมา ด่านแม่สอด เป็นทางออกไปแดนมอญพม่าทางเมืองตากแน่นอน คำว่า “แม่” หมายถึงลำน้ำ เป็นลำละเมาะลำสอด ก่อนนี้คงถือเอาลำละเมาเป็นใหญ่ภายหลังเปลี่ยนถือเอาลำสอดเป็นใหญ่ ทั้งสองลำคงอยู่ใกล้กัน
อ่านหนังสืออะไรก็ลืมเสียแล้ว เป็นเรื่องครั้งกรุงเก่า ออกชื่อ “เมืองบาณบุรี” ว่าเป็นที่จอดเรือขนถ่ายสินค้าขึ้นไปกรุงศรีอยุธยา จะได้แก่เมืองอะไรก็คิดไม่ออก มีคนเดาว่า “เมืองปราณ” ว่าเพราะแต่ก่อนจะเดินเรืออ้อมแหลมสิงคโปร์ขึ้นไปนั้นยากนัก จึงจอดเรือที่เมืองมะริด ขนถ่ายสินค้าข้ามแหลมปักษ์ใต้มาประทุกเรือที่เมืองปราณ เอาเข้าไปกรุงเก่า ออกจะไม่เห็นด้วย เพราะการขนถ่ายสินค้าข้ามเขาเข้ามานั้นลำบากนัก กับทั้งเวลาโน้นจะหาเรือรับช่วงสินค้าจากเมืองปราณเข้าไปกรุงเก่าก็เห็นจะหายากไม่ใช่น้อยด้วย
เป็นพระเดชพระคุณล้นเกล้า ที่ทรงพระเมตตาโปรดตรัสอธิบายในเรื่องเครื่องวิทยุให้เข้าใจดีตลอดไป เป็นความรู้ที่ได้ใหม่ ซึ่งแต่ก่อนเกล้ากระหม่อมไม่รู้อะไรเลย เพราะบรรดาเครื่องทำเสียงทุกอย่างนั้นเกลียดเป็นที่สุด อะไรเข้ามาใกล้ก็ไล่เปิดเปิงไปหมดเพราะมันโครกครากอ้อแอ้หนวกหูไม่พึงปรารถนาทั้งนั้น และไม่ได้ร่ำเรียนให้รู้ว่าทางดำเนินมันเป็นอย่างไรหมดทั้งสิ้น
สนองลายพระหัตถ์ฉบับหลัง
เมื่อวันอาทิตย์ วันที่ ๒๖ พฤษภาคม ได้ลายพระหัตถ์เวรซึ่งลงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม เป็นแน่ว่ามากับรถไฟวันเสาร์ วันที่ ๒๕ พฤษภาคม แต่เขาส่งช้าไปวันหนึ่ง ซองก็เรียบร้อยเว้นแต่ตราประทับสั่งผ่านนั้นเปลี่ยนไปเป็นมีขอบรูปจั่ว ทางจันทันเบื้องซ้ายมีหนีงสือว่า passed for ทางจันทันเบื้องขวาว่า Transmission ที่ชื่อว่า Penang กลางมีเลข ๓๒ จะกราบทูลสนองความลางข้อต่อไปนี้
รูปสัตว์หมายปีนั้นชอบกลหนักหนา ให้สงสัยว่าจะเป็นของคิดขึ้นทางแถวเมืองจีนดูตำหรับตำราทางอินเดียยังไม่เคยพบว่ามีทางนั้นเลย ตามที่ตรัสถึงคำพระยาประชาแช่มดูก็เข้าที ถึงจะพูดตามที่ได้พบหลักฐานที่เขากล่าวมาก็ดี ให้สงสัยว่าคำกล่าวนั้นจะเป็นคิดประจบเอาทีหลัง ไม่ใช่รู้มูลเหตุมาจริงๆ อันคำที่เป็นชื่อปีนั้นก็น่าสงสัยจะ
เป็นภาษาอะไรตามที่ตรัสทัก เกล้ากระหม่อมได้เคยสอบสวนพบคำจีนกวางตุ้งเรียกปีเถาะว่า “ถ่าว” ดูคล้ายกันมาก เขาว่าคำมะโรงก็คือ “หลง” ซึ่งภาษาจีนว่ามังกร จะถูกหรือไม่ถูกก็ไม่ทราบที่เราว่ามะโรงงูใหญ่นั้น จะหมายถึงมังกรหรือมิใช่ หรือมะโรงจะหมายถึงงูตัวใหญ่ มะเส็งหมายถึงงูตัวเล็กก็ไม่ทราบ มะเมียเขาก็ว่า เมี้ย คือม้าเรานี่เอง เป็นจีนเหมือนกันถูกผิดอย่างไรก็ไม่ทราบ ชื่อปีมะแมทำให้นึกไปถึงสัตว์ที่เรียก
ว่า “แม้” ในหนังสือ ๑๒ เหลี่ยม ตกลงก็ยังไม่ทราบชื่อปีนั้นเปนภาษาอะไร ทางเขมรก็มีใช้ โดยมากต้องกัน แต่ลางชื่อก็ผิดกัน ทางญี่ปุ่นเคยพบใช้ไปจนเดือนและโมงยาม ดูก็ควรเป็นได้เพราะแบ่ง ๑๒ เหมือนกัน การที่หมายด้วยรูปสัตว์นั้นดีด้วยจำง่าย เคยได้ยินใครเล่า ดูเหมือนจะเป็นฝ่าพระบาทนั่นเองว่าหลังรถไฟนั้นหมายเลขคนจำยากมักขึ้นผิดหลังไปเสมอ ฝรั่งเขาจึงยักย้ายเขียนเป็นรูปสัตว์ แต่นั้นก็ขึ้นไม่ผิดหลัง เพราะจำได้แม่นว่าเรามารถช้างเป็นต้น
พระดำรัสเรื่องพระเจดีย์ ๓ องค์ ปรากฏ “ปาง” หมายถึงอะไร คำนั้นอยากรู้มานานแล้ว เป็นพระเดชพระคุณล้นเกล้าที่ตรัสให้ได้รู้
บานมุกนั้นของเก่าเป็นมีแน่ เชื่อว่าสมเด็จพระเจ้าบรมโกศไม่ได้ทรงพระราชดำริจัดตั้งกรมช่างมุกขึ้นใหม่ เป็นแต่ทรงจัดให้มีตามประเพณีเดิมเท่านั้น
เรื่องที่ตรัสเล่าถึงวัดปีนังตกแต่งวิสาขบูชานั้นมีมาก เมื่ออ่านได้ความว่าวัดจันทรารามไม่ได้ตกแต่ง เพราะมีพระอยู่รูปเดียวก็ให้อภัย แต่ครั้นอ่านไปถึงวัดมหินทรารามอันทำเป็นหนักเป็นหนาตลอดถึงลงหนังสือพิมพ์ ก็มีพระอยู่แต่พระอาจารย์คุณรัตนรูปเดียวเหมือนกัน ย่อมเห็นได้ว่าเพราะท่านวัดจันทรารามไม่เอื้อเท่านั้น ตามที่ตรัสเล่าถึงว่าพวกสัปปุรุษเขาขอให้ยักเวลาทำไปเสีย ให้ต่างกันนั้น นำให้นึกถึงท่านสมการวัดหน้าพระธาตุเมืองพระประแดงที่ใกล้บ้าน ท่านทำงานอะไรไม่ทำพ้องกับที่
วัดต่างๆ เขาทำกัน ท่านว่าหาสัปปุรุษยากท่านหลบหลีกไม่พ้องกับวัดใด นึกชอบว่าท่านคิดดี วัดมหินทรารามซึ่งตรัสเล่าถึงนั้นอยู่เอง เพราะมีพระนอนอยู่ในนั้น ซึ่งต้องการความยาวจะเป็นแต่วิหารพระนอนมาก่อนจะเป็นได้หรือไม่ โบสถ์วิหารที่เปิด
หน้าออกด้านแป มีโบสถ์ที่พระปฐมเจดีย์แต่ก่อนเป็นต้น ดูไม่ดีไม่มีความสะดวกอยู่เลย เขาว่าโบสถ์วัดวงศ์มูลในกรุงเทพฯ ก็เปิดหน้าออกทางด้านแป แต่เผอิญไม่ได้เคยไปเห็น แต่ก่อนโบสถ์ไม่นับว่าเป็นของสำคัญถึงจะมีก็เอาไปไว้นอกคอก ที่มาสำคัญเป็นประธานขึ้นนั้นภายหลัง ควรจะรู้ได้ว่าใช้เป็นประธานขึ้นเมื่อไร
ข่าวกรุงเทพ ฯ
เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ได้เข้าไปวัดพระแก้วในการวิสาขบูชาตามหมายกำหนดการซึ่งได้ถวายมานั้น พระปริยัติโสภณวัดสามพระยาถวายเทศน์ กลับจากวัดพระแก้วแล้วไปวัดเทพศิรินทร์ รวมหมดได้บูชาพระรัตนตรัย ทั้งได้เดินเทียนและฟังธรรม แต่เข้าใจติดต่อกันดีไม่ได้เพราะหูตึง แม้กระนั้นก็ตั้งใจไปด้วยดี ขอถวายพระกุศล ในการไปวิสาขบูชานั้นมีเรื่องที่ขบขันอันควรจะเล่าถวาย เมื่อก่อนจะเข้าไปใน
พระราชวัง เขาเอาผ้ามาทอดไว้ให้นุ่ง เป็นผ้าม่วงแดงมีคนเอามาให้รดน้ำสงกรานต์ปีนี้ ที่เขาเอามาให้นุ่งนั้น ก็เพราะมันใหม่อล่องฉ่อง แต่เมื่อนุ่งเข้าแล้วชายกระเบนสั้น จะเหน็บจะพันอะไรก็กมุดกมิดเวลาก็ไม่ได้เผื่อไว้สำหรับจะไปวุ่นแก่อ้ายผ้านุ่ง เข้าไปวัดพระแก้วก็ต้องระวังกลัวจะลอยชายได้นึกเสียใจว่า ถ้าได้เอาเชือกผูกต่อชายกระเบนเสียจะดีมาก เขาจะตัดผ้านุ่งชายอย่างสั้นเพื่อประหยัดด้วยการสงครามหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ แต่กลับจากวัดพระแก้วแล้วจะไปวัดเทพศิรินทร์ต้องเปลี่ยนผ้านุ่ง
เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม เขามีการทำบุญ ๗ วันที่ศพพระยามานิตย์ เกล้ากระหม่อมได้ไปวางพวงมาลาให้ เพราะเขามีคุณได้เอื้อเฟื้อแก่เกล้ากระหม่อมมาเสมอ ได้ไปเห็นศพประกอบด้วยหีบก้านแย่งใหม่ของหลวง พื้นทาแดงประทับลายตะกั่วปิดทองเป็นก้านแย่ง จึงนำความมากราบทูลให้ทรงทราบฝ่าพระบาท
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย