2 ส.ค. เวลา 05:19 • ประวัติศาสตร์

รัตนกวีแห่งล้านนา "พระยาพรหมโวหาร" ผู้มีชีวิตรักอันโลดโผน

ในบรรดาเรื่องเล่าจริงบ้าง-ไม่จริงบ้าง ทั้งหมดเท่าที่แอดมินเคยสืบค้นเกี่ยวกับ จ.ลำปาง การพบบันทึกในใบลาน (ปั๊บสา) เป็นหลักฐานให้ได้ศึกษาของเรามีน้อยมากนะครับ
วิธีขับเคลื่อนประวัติความเป็นมาของบ้านเมืองส่วนใหญ่มักมาจาก “เรื่องเล่าขาน” ซึ่งมีอิทธิพลกับการส่งต่อถึงคนรุ่นเรา
แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่แอดมินคิดว่าข้อมูลค่อนข้างจัดเต็มพอสมควรสามารถนำไปต่อยอดได้นั่นคือ “พระยาพรหมโวหาร” รูปปั้นบุคคลขนาดเล็กซึ่งตั้งอยู่หน้าวัดสิงห์ชัย นี่ถือว่าเป็นอนุสาวรีย์คนลำปางจริงๆ ที่เราจับต้องลมหายใจได้มากที่สุดครับ
LampangTimes อยากพาทุกท่านไปสัมผัสความเป็นมนุษย์ของบุคคลที่ได้ชื่อว่า “รัตนกวีแห่งล้านนา” ซึ่งเราประเมินความสำคัญให้ท่านน้อยเหลือเกิน
พระยาพรหมโวหาร ชื่อเดิมคือ พรหมมินทร์ ท่านเกิดปี 2355 ที่ตรอกตรงข้ามวัดดำรงธรรม (ชื่อเดิม-วัดไทยใต้) ยูเทิร์นใต้สะพานแล้วเราจะเห็นซอยเล็กๆนั่นละครับ แต่ไม่รู้ว่าบ้านท่านอยู่ตรงไหน
วัดไทยใต้ “ก๋งฟอง” หรือต้นสกุลฟองอาภา หนึ่งในคหบดีชาวจีนเป็นผู้บูรณะสร้างเมื่อปี 2419 แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นวัดดำรงธรรมในภายหลัง
บิดาชื่อ แสนเมืองมา หน้าที่รักษากุญแจคลังหลวงในสมัยเจ้าวรญาณรังษี ครองราชย์เป็นเจ้าหลวงนครลำปาง ส่วนมารดาชื่อ เป็ง (จั๋นเป็ง) หรือจันทร์เป็ง มีน้องชายคนหนึ่งชื่อ บุญยง
อายุ 17 ปี บรรพชาเป็นสามเณร วัดสิงห์ชัย โดยมีพระอาจารย์อุปนันโทเถระเป็นผู้สั่งสอน พออายุครบก็อุปสมบทจำพรรษาวัดสิงห์ชัย 3 พรรษา ก่อนพระอาจารย์จะนำตัวไปฝากให้ศึกษาต่อที่วัดสุกขมิ้น จ.เชียงใหม่ อีก 3 ปี
วันหนึ่งสีกามาถวายขนมต้มที่วัด ความเป็นกวีของท่านก็ระเบิดขึ้นทำให้สร้างผลงานขึ้นมาชิ้นแรก คือ “ค่าวใคร่สิก” แม้ต้นฉบับจะหายไปแล้วแต่ท่อนเด็ดที่คนลำปางสมัยนั้นจำต่อๆกันมาคือ
"พระใคร่สิก หันนมสาวสวด ขะโยมใคร่บวช หนมต้มสาวตาน"
เมื่อท่านรู้ว่าตัวเอง Born to be จึงลาสึกออกมา บิดาจึงไปฝากเรียนวิชาอาลักษณ์กับ พระยาโฉมวิสัย (พระยาโลมวิสัย) ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในเจ้าหลวงวรญาณรังษี ความสามารถท่านโดดเด่นมีปฏิภาณไหวพริบดี จึงได้ร่วมตรวจชำระค่าวหงส์หิน มีโอกาสได้แสดงกวีโต้ตอบหน้าพระที่นั่งจนเป็นที่โปรดปราน ต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็น "พระยาพรหมโวหาร" กวีประจำราชสำนักลำปาง รับจ้างเขียนคำร้องที่ศาลาลูกขุน และแต่งค่าวเกี้ยวพาราสีให้หนุ่มสาว
ชีวิตดูจะสงบสุขเกินไป วันหนึ่งเจ้าหลวงเอาเงินให้ 1,000 รูปี ไปซื้อช้างที่ จ.แพร่ หนังสือเรื่อง “ประวัติสังเขป พระยาพรหมโวหาร” หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก บันทึกตอนหนึ่งไว้ว่า
พอเข้าเขตเมืองแพร่ ที่บ้านปาแมดมีการเปิดบ่อน เล่นการพนันเอาเงินอย่างหนาแน่น มีการได้เสียกันเป็นร้อยเป็นพัน พระยาพรหมโวหารเห็นเช่นนั้นก็ใจเต้นเพราะความอยากได้อยากรวย อย่างคำล้านนาว่า "หันเงินหน้าดำ หันคำหน้าเส้า" ตัดสินใจเอาเงินที่เจ้าหลวงให้ไปซื้อช้างเล่นการพนันร่วมกับเขา
พระยาพรหมโวหารกับน้อยไชยลังกาปิยะสหาย ก็เอาเงินที่จะไปซื้อช้างไปวอดวายหมดที่บ่อนการพนันบ้านป่าแมด เมืองแพร่จนหมดสิ้นไม่เหลือหลอ เมื่อเงินหมดแล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จะกลับลำปางก็กลับไม่ไม่ได้ ช้างก็ไม่ได้ เงินก็ไม่มี ต้องหนีไปตายเอาดาบหน้า เมื่อคิดได้เช่นนี้ พระยาพรหมโวหารกับน้อยกาก็ยึดเอาเมืองแพร่เป็นที่อาศัยต่อไป
(แอดมิน- พระยาพรหมโวหารเขียนค่าวถึงเจ้าหลวง ซึ่งต้นฉบับหายไปแล้ว มีผู้เชี่ยวชาญศึกษาค่าวส่งกลอนช่วงหนึ่ง 3 บท ให้ พ่อดาบยืน ชัยนำ สันป่าข่อย เมื่อวานแอดมินพยายามอ่านและแปลแล้ว ปวดตามาก ยอมแพ้ครับ)
อย่างไรก็ตาม คุณลุงเอื้อม อุปปันโน ปราชญ์ล้านนาอาวุโส จ.เชียงใหม่ วิเคราะห์เรื่องค่าวช้างไว้ว่า เสียเงินซื้อช้างไปกับการพนันนั้นดูจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง สมัยเจ้าอินทวิชยานนท์ พระบิดาเจ้าดารารัศมี มีช้างเชือกหนึ่งลักษณะไม่ดี เจ้าฟ้าเมืองนาย (เงี้ยว) มาขอเลยให้ไป เจ้าอุตรการฯ เอาไปฟ้องรัชกาลที่ 5 ทำให้เจ้าอินทรวิชยานนท์กราบทูลว่าช้างขึดที่ให้เงี้ยวไปไม่ใช่ช้างเผือก พระยาพรหมโวหารจึงแต่งค่าวเรื่องช้างขึด มีความไพเราะมาก
ว่ากันอีกว่า เจ้าหลวงผู้ครองนครลำปางเมื่อทราบเรื่องก็ขู่ว่าถ้าเจอพระยาพรหมโวหารเมื่อไหร่ จะประหารชีวิต "หัวไอ่พรหมปุดวันนั้น"
ระหว่างอยู่ จ.แพร่ ท่านพรหมไปสนิทสนมกับนางสรีชม (คำเมืองอ่าน – สะหลีจุม) และเข้าไปอาศัยเรือนหม่อมจันทร์ สนมเอกของเจ้าหลวงแพร่นคร เมื่อเจ้าหลวงแพร่ทราบก็กริ้วสั่งจับขังคุกรอประหารชีวิต แต่ท่านใช้ความเชี่ยวชาญทางกวีแต่งค่าวพรปีใหม่ถวายเจ้านายเพื่อยืดเวลาประหาร แล้วแหกคุกหนีไปอยู่กับนางสรีชมที่ อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์
แหกคุกมาอยู่ อ.ลับแล ท่านพรหมเดินทางไปทวงหนี้และค้าขาย 11 วัน กลับมาพบว่านางสรีชมหนีกลับเมืองแพร่แล้ว ด้วยความโศกเศร้าจึงแต่งวรรณกรรมชิ้นเอก "ค่าวสี่บท" (ค่าวนางจม)
เล่ากันว่าท่านมีภรรยาถึง 42 คน แต่ความรักที่ลึกซึ้งและปวดร้าวที่สุดคือกับ นางสรีชม หญิงชาวแพร่ ซึ่งการพลัดพรากจากนางสรีชมนี้เอง ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านกลั่นน้ำตาออกมาเป็น "ค่าวสี่บท" อันไพเราะเพราะพริ้งที่สุด
ต่อมาท่านพรหมเดินทางขึ้นมา จ.เชียงใหม่ รับราชการในสำนักพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ พอถึงสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ สมรสกับภรรยาคนสุดท้ายคือ เจ้าบัวจันทร์ เป็นเจ้านายฝ่ายเหนือเชียงใหม่ มีบุตรสาวชื่อ "ขี้หมู" (ชื่อแก้เคล็ด-ชื่อทางการใช้-อินทร์ตุ้ม) เนื่องจากสมัยนั้นกำลังมีโรคระบาดร้ายแรง เช่น ฝีดาษ, มาลาเรียเด็กมักเลี้ยงยาก คนโบราณเชื่อว่าผีจะมาเอาตัวไป เมื่อท่านมีบุตรสาวกับเจ้าบัวจันทร์ จึงตั้งชื่อแก้เคล็ดว่าขี้หมู
เมื่อครั้งอยู่เชียงใหม่ เจ้าแม่ทิพย์เกษรประทาน "แอ็บหมาก" หรือ กล่องใส่หมากให้ ท่านไม่มีเด็กคอยถือตามหลัง จึงแต่งค่าวก้อมถวายว่า
"มีแอ็บไว้ เหมือนมีหวี เพิ่นมีตัวนี้ เอาไผบ่ได้"
เจ้าแม่ทิพย์เกษรทรงพระสรวลด้วยความพอพระทัย และประทานเด็กรับใช้ให้ท่าน
พ.ศ. 2430 พระยาพรหมโวหาร ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคชราในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ นครเชียงใหม่ สิริอายุได้ 75 ปี
ผลงานบทกวีของพระยาพรหมโวหารมีมากมาย แอดมินค้นหามาฝากเป็นเกร็ดความรู้ ดังนี้ครับ
#ค่าวใคร่สิก (ค่าวใคร่สึก) ค่าวชิ้นแรกในชีวิต แต่งก่อนสึก
#ค่าวสี่บท (หรือ ค่าวนางจม) วรรณกรรมรักอมตะชิ้นเอกแห่งล้านนา มีความยาว 364 บทกลอนค่าว แบ่งเป็น 4 ตอน คือ รอมถนัด, เจตนา, ดวงสลิด และ มโนเนื่อง
#คำจ่ม (หรือ ร่าย) บทกวีร่าย 82 บท พรรณนาความทุกข์ทรมานและความอัดอั้นตันใจขณะถูกจำคุกรอประหารที่เมืองแพร่
#ค่าวช้างขึด (ช้างอาถรรพณ์) ค่าวที่แต่งชี้แจงลักษณะช้าง
#ค่าวหงส์หิน ร่วมตรวจชำระกับพระยาโลมวิสัย กวีกรุ๊ปลำปาง
#ค่าวเจ้าสุวัตร -นางบัวคำ
#ค่าวพระอภัยมณี แปลและเรียบเรียงเป็นสำนวนค่าวล้านนา
#ค่าวสอนหลาน และ ค่าวสรรพสอน คำสวดคติสอนใจ (ต้นฉบับสูญหาย)
กวีนิพนธ์ปฏิภาณและค่าวก้อม บทกลอนสดโต้ตอบในชีวิตประจำวัน เช่น กะโลงโต้ตอบพระยาโลมวิสัย, ค่าวขอเด็กรับใช้จากแอ็บหมาก (ถวายเจ้าแม่ทิพย์เกษร) และ ค่าวช่วยนางบัวจันทร์และนางวันดี ให้พ้นโทษกริ้วกลับเข้าวัง
#LampangTimes
โฆษณา