2 ส.ค. เวลา 06:26 • หนังสือ

พัฒนาการของความเชื่อเรื่องพญานาคในสังคมไทยร่วมสมัย: การผสมผสานระหว่างคัมภีร์ ศาสนา และวัฒนธรรมความเชื่อ

บทนำ
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคในประเทศไทยได้ขยายตัวอย่างมาก ทั้งในรูปของศาสนสถาน การสร้างวัตถุมงคล การประกอบพิธีกรรม และสื่อสังคมออนไลน์ ความเชื่อดังกล่าวมิได้หยุดอยู่เพียงกรอบของคัมภีร์ทางพุทธศาสนาหรือศาสนาฮินดู หากแต่เกิดการผสมผสาน (Religious Syncretism) ระหว่างข้อมูลจากคัมภีร์ ความเชื่อท้องถิ่น นิมิต ความฝัน และคำบอกเล่าของผู้ประกอบพิธีกรรม จนเกิดองค์ความเชื่อใหม่จำนวนมาก
กรณีการกล่าวอ้างถึง "องค์ดำแสนศิริจันทรา" และแนวคิดเรื่องการ "รวมร่างกับพระศิวะ" เป็นตัวอย่างหนึ่งของกระบวนการสร้างความหมายใหม่ทางศาสนา ซึ่งไม่พบหลักฐานรองรับในคัมภีร์หลักของศาสนาฮินดูหรือพระไตรปิฎก แต่สะท้อนพลวัตของความเชื่อร่วมสมัยในสังคมไทยได้อย่างน่าสนใจ
พระศิวะและพญานาคในคัมภีร์ดั้งเดิม
ในศาสนาฮินดู พระศิวะเป็นหนึ่งในตรีมูรติ มีบทบาทสำคัญในฐานะเทพแห่งการทำลายและการแปรเปลี่ยนจักรวาล ขณะที่พญาวาสุกีปรากฏในฐานะนาคราชผู้พันรอบพระศอของพระศิวะ และเป็นเชือกสำหรับพิธีกวนเกษียรสมุทรในคัมภีร์ปุราณะ
ในทางกลับกัน พระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาทจัดให้นาคเป็นสัตว์ในภพภูมิหนึ่ง มิใช่พระเจ้าสูงสุด นาคสามารถมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาและแปลงกายได้ในบางกรณี แต่ยังอยู่ภายใต้กฎแห่งวัฏสงสารเช่นเดียวกับสรรพสัตว์ทั้งหลาย
จากหลักฐานของทั้งสองศาสนา ไม่ปรากฏแนวคิดเรื่องการที่พญานาคหลอมรวมหรือมีสถานะเทียบเท่ากับพระศิวะโดยตรง
แนวคิดเรื่องพญานาคสี่ตระกูลในพระไตรปิฎก
แนวคิดเรื่อง "นาคสี่ตระกูล" มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกจริง โดยเฉพาะในขันธปริตร ซึ่งกล่าวถึงการแผ่เมตตาแก่นาคทั้งสี่ตระกูล ได้แก่
วิรูปักขะ (Virūpakkha)
เอราปถ (Erāpatha)
ฉัพยาปุตตะ (Chabyāputta)
กัณหาโคตมะ (Kanhāgotama)
อย่างไรก็ตาม พระไตรปิฎกเพียงกล่าวถึง "ตระกูล" ของนาคเท่านั้น มิได้ระบุรายชื่อพญานาคประจำแต่ละตระกูล หรือจัดลำดับอำนาจของนาคราชแต่ละองค์แต่อย่างใด
พญานาคในคัมภีร์ฮินดู
คัมภีร์สำคัญของศาสนาฮินดู เช่น มหาภารตะ และปุราณะ กล่าวถึงนาคราชหลายองค์ ได้แก่
อนันตเศษ (Śeṣa หรือ Ananta) ผู้รองรับจักรวาลและเป็นแท่นบรรทมของพระวิษณุ
วาสุกี (Vāsuki) ผู้เกี่ยวข้องกับการกวนเกษียรสมุทรและเป็นนาคราชประจำพระศิวะ
ตกษก (Takṣaka) นาคราชผู้มีบทบาทสำคัญในมหาภารตะ
กระโกฏกะ (Karkoṭaka) ผู้มีความสามารถด้านการแปลงกายและอิทธิฤทธิ์
คัมภีร์ฮินดูมิได้แบ่งนาคออกเป็นสี่ตระกูลตามแบบพระไตรปิฎก และไม่มีการเชื่อมโยงนาคราชเหล่านี้เข้ากับระบบดังกล่าว
การสร้างองค์ความเชื่อใหม่ในอุษาคเนย์
เมื่อพุทธศาสนาและศาสนาฮินดูแพร่เข้าสู่ภูมิภาคอุษาคเนย์ ความเชื่อเรื่องนาคได้ผสมผสานกับความเชื่อพื้นเมือง จนเกิดการตีความใหม่ในแต่ละพื้นที่
ในประเทศไทยพบการเชื่อมโยงชื่อพญานาคจากคัมภีร์อินเดียเข้ากับระบบนาคสี่ตระกูลในพระไตรปิฎก รวมถึงการสร้างรายชื่อนาคราชท้องถิ่น เช่น พญาศรีสุทโธ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในลุ่มแม่น้ำโขง แม้ว่าจะไม่ปรากฏในคัมภีร์บาลีหรือคัมภีร์ฮินดูดั้งเดิม
ในระยะหลัง ยังปรากฏชื่อพญานาคองค์ใหม่จากประสบการณ์นิมิต ความฝัน และการสื่อสารของร่างทรง เช่น "องค์ดำแสนศิริจันทรา" ซึ่งยังไม่พบหลักฐานในเอกสารโบราณของอินเดียหรือคัมภีร์พระพุทธศาสนา
การผสมผสานทางศาสนาในสังคมร่วมสมัย
ปรากฏการณ์ที่นำพญานาคมาเชื่อมโยงกับพระศิวะ หรือเทพองค์อื่น สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดเรื่องการผสมผสานทางศาสนา (Religious Syncretism) กล่าวคือ การนำองค์ประกอบจากหลายระบบความเชื่อมาหลอมรวมเป็นความเชื่อใหม่ เพื่อสร้างความหมายหรือเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่บุคคล เทพ หรือวัตถุมงคล
กระบวนการดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในหลายวัฒนธรรมทั่วโลก แต่ในเชิงวิชาการจำเป็นต้องแยกให้ชัดเจนระหว่าง "ความเชื่อร่วมสมัย" กับ "ข้อมูลที่มีหลักฐานจากคัมภีร์"
บทสรุป
พัฒนาการของความเชื่อเรื่องพญานาคในสังคมไทยสะท้อนให้เห็นว่า ศาสนา วัฒนธรรม และความเชื่อพื้นถิ่นสามารถหลอมรวมกันจนเกิดระบบความหมายใหม่ได้ตลอดเวลา กระบวนการดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ในหลายสังคม และเป็นประเด็นที่นักประวัติศาสตร์ศาสนาและนักมานุษยวิทยาใช้ศึกษาเพื่ออธิบายการเปลี่ยนแปลงของความเชื่อในแต่ละยุคสมัย
อย่างไรก็ตาม การศึกษาทางวิชาการจำเป็นต้องแยกความแตกต่างระหว่าง "หลักฐานจากคัมภีร์และเอกสารประวัติศาสตร์" กับ "ความเชื่อร่วมสมัยที่เกิดจากการตีความหรือการสืบทอดในท้องถิ่น" เนื่องจากทั้งสองส่วนมีที่มาและสถานะของหลักฐานแตกต่างกัน
จากหลักฐานที่ตรวจสอบได้ในปัจจุบัน แนวคิดเรื่องนาคสี่ตระกูลมีรากฐานจากพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาท ขณะที่รายชื่อนาคราชสำคัญ เช่น อนันตเศษ วาสุกี และตกษก มีที่มาจากคัมภีร์ฮินดู ส่วนการกำหนดรายชื่อนาคราชประจำแต่ละตระกูล การสร้างลำดับชั้นอำนาจ ตลอดจนแนวคิดเรื่องการเชื่อมโยงหรือหลอมรวมกับเทพองค์ต่าง ๆ ยังไม่พบหลักฐานรองรับในคัมภีร์ดั้งเดิมของทั้งสองศาสนา หากแต่เป็นผลของพัฒนาการทางความเชื่อในสังคมอุษาคเนย์ โดยเฉพาะประเทศไทย
ด้วยเหตุนี้ การศึกษาประวัติศาสตร์ศาสนาจึงมิใช่การปฏิเสธศรัทธา หากแต่เป็นการทำความเข้าใจว่า ความเชื่อแต่ละชุดถือกำเนิดขึ้นเมื่อใด มีพัฒนาการอย่างไร และสิ่งใดเป็นหลักฐานร่วมสมัยกับเหตุการณ์ สิ่งใดเป็นการตีความที่เกิดขึ้นภายหลัง การแยกประเด็นทั้งสองออกจากกันอย่างชัดเจน คือหัวใจของการศึกษาประวัติศาสตร์และศาสนาในเชิงวิชาการ
ข้อจำกัดของหลักฐาน"
"บทความนี้มุ่งศึกษาหลักฐานจากพระไตรปิฎกบาลีและคัมภีร์ฮินดูเป็นหลัก มิได้มีวัตถุประสงค์ในการตัดสินความเชื่อส่วนบุคคลหรือประสบการณ์ทางจิตวิญญาณของผู้ศรัทธา"
เอกสารอ้างอิง
พระไตรปิฎกภาษาบาลี เล่มที่ 21 พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ขันธปริตร (Khandha Paritta)
. Hindu Myths.
. The Sanskrit Epics.
. Theravāda Buddhism: A Social History from Ancient Benares to Modern Colombo.
บทความโดย กวย โซระโนง
โฆษณา