2 ส.ค. เวลา 09:01 • สุขภาพ

สวนรถไฟ: พื้นที่สีเขียวกลางเมืองที่ทำให้เราได้กลับมาดูแลตัวเอง

คำโปรย:
ท่ามกลางความเร่งรีบของกรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวแห่งหนึ่งที่ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่พักผ่อน แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้เราได้หยุดหายใจช้าลง ออกกำลังกาย และค้นพบว่าการมีสุขภาพที่ดีอาจเริ่มต้นจากการใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติอย่างเรียบง่าย
ทุกครั้งที่ฉันก้าวเข้าไปใน สวนวชิรเบญจทัศ หรือสวนรถไฟ ฉันรู้สึกเหมือนกำลังเดินออกจากกรุงเทพฯ ที่เราคุ้นเคย แม้ด้านนอกจะเต็มไปด้วยถนน รถยนต์ อาคาร และผู้คนที่กำลังเร่งรีบไปทำงาน แต่เมื่อเดินผ่านพื้นที่สีเขียวเข้าไป เสียงของเมืองกลับค่อย ๆ เบาลง เหลือเพียงเสียงลม เสียงนก และเสียงฝีเท้าของคนที่กำลังออกกำลังกาย
สิ่งแรกที่ฉันสังเกตเห็นคือ ผู้คนในสวนมีวิธีใช้พื้นที่แตกต่างกันออกไป บางคนกำลังวิ่ง บางคนปั่นจักรยาน บางคนเดินเล่นกับครอบครัว ขณะที่อีกหลายคนเลือกนั่งพักใต้ต้นไม้ อ่านหนังสือ หรือพูดคุยกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันคิดว่า สวนสาธารณะไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างความสวยงามให้กับเมือง แต่ยังเป็นพื้นที่สาธารณะที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงกิจกรรมที่ช่วยดูแลสุขภาพได้โดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง
ฉันเลือกเดินไปตามเส้นทางภายในสวนก่อน จากนั้นจึงเริ่มวิ่งช้า ๆ ระยะทางไม่ไกลมากนัก ช่วงแรกฉันยังรู้สึกถึงความเหนื่อยและคิดถึงเรื่องต่าง ๆ ที่ต้องทำในแต่ละวัน แต่เมื่อวิ่งไปเรื่อย ๆ ความคิดเหล่านั้นกลับค่อย ๆ จางลง เหลือเพียงจังหวะการหายใจและเสียงเท้าที่กระทบพื้น
สำหรับฉัน นี่คือสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของสวนรถไฟ เพราะการออกกำลังกายที่นี่ไม่ได้รู้สึกเหมือน “ภารกิจที่ต้องทำ” แต่กลายเป็นกิจกรรมที่เราอยากทำด้วยตัวเอง ธรรมชาติรอบตัวช่วยทำให้การเดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยานมีความผ่อนคลายมากขึ้น
เมื่อมองในมุมของ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs สวนรถไฟสามารถเชื่อมโยงกับ SDG 3: Good Health and Well-being หรือการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ได้อย่างชัดเจน เพราะพื้นที่สีเขียวลักษณะนี้ช่วยสนับสนุนให้คนเมืองมีกิจกรรมทางกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง และมีพื้นที่สำหรับพักผ่อนทางจิตใจ
ฉันคิดว่าความสำคัญของเรื่องนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากในเมืองที่ผู้คนใช้ชีวิตอยู่กับหน้าจอเป็นเวลานาน เราอาจทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมง เดินทางท่ามกลางการจราจร และกลับบ้านพร้อมกับความเหนื่อยล้าทางความคิด การมีพื้นที่ที่ทำให้เราออกจากหน้าจอและกลับมาใช้ร่างกายจึงเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าที่คิด
ระหว่างทาง ฉันยังพบว่าการมาเที่ยวสวนรถไฟไม่ได้จำเป็นต้องหมายถึงการออกกำลังกายอย่างหนัก สำหรับคนที่ไม่ชอบวิ่ง เราสามารถเดินเล่น ปั่นจักรยาน ยืดกล้ามเนื้อ หรือเพียงนั่งพักใต้ต้นไม้ก็ได้ ความหลากหลายนี้ทำให้สวนกลายเป็นพื้นที่สำหรับคนหลายวัย ตั้งแต่เด็กเล็ก วัยรุ่น คนทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ
อีกสิ่งหนึ่งที่ฉันรู้สึกว่าทุกคนสามารถช่วยกันทำได้ คือการรักษาความสะอาดของพื้นที่ การพกขวดน้ำส่วนตัว ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และทิ้งขยะให้ถูกที่ แม้จะเป็นเรื่องเล็ก แต่เมื่อคนจำนวนมากทำร่วมกันก็สามารถช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ และยังทำให้พื้นที่สาธารณะสามารถใช้งานได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ SDGs ที่ไม่ได้แยกสุขภาพของคนออกจากสิ่งแวดล้อม
หลังจากเดินและวิ่งจนเหนื่อย ฉันเลือกนั่งพักอยู่บริเวณใต้ต้นไม้ มองผู้คนที่ยังคงเดินผ่านไปมา ตอนนั้นเองที่ฉันรู้สึกว่าเหตุผลที่คนจำนวนมากกลับมาที่สวนแห่งนี้อาจไม่ได้มีเพียงเพราะต้องการออกกำลังกาย แต่เพราะพวกเขาต้องการพื้นที่สำหรับ “พักจากชีวิต”
สวนรถไฟทำให้ฉันเห็นว่า การดูแลสุขภาพไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เราอาจเริ่มจากการเดินออกจากบ้าน ใช้เวลาสักหนึ่งชั่วโมงกับตัวเอง สูดอากาศท่ามกลางต้นไม้ และขยับร่างกายให้มากขึ้น
เมื่อฉันเดินออกจากสวนกลับเข้าสู่ถนนอีกครั้ง กรุงเทพฯ ก็ยังคงวุ่นวายเหมือนเดิม รถยังวิ่ง ผู้คนยังเร่งรีบ และชีวิตยังต้องเดินหน้าต่อ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความรู้สึกของฉันเอง
สวนรถไฟจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับฉัน แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่า สุขภาพที่ดีอาจไม่ได้อยู่ไกลตัวเลย บางครั้งมันอาจอยู่ในระยะทางที่เราเดินไปถึงได้ อยู่ใต้ร่มไม้ที่เรานั่งพัก หรืออยู่ในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เราเลือกวางโทรศัพท์ลง แล้วออกมาใช้ชีวิตกับโลกจริง
และหากเมืองสามารถมีพื้นที่แบบนี้เพิ่มขึ้น พร้อมกับการดูแลรักษาให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม เมืองที่มีผู้คนสุขภาพดีและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็อาจไม่ใช่เพียงภาพฝัน แต่เป็นหนึ่งในก้าวเล็ก ๆ ที่พาเราเข้าใกล้เป้าหมายของ SDG 3: สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ได้จริง
#spucaหนีเรียนไปเที่ยว
โฆษณา