2 ส.ค. เวลา 13:20 • ความคิดเห็น
ประเทศไทย คดีที่มีความอุกฉกรรจ์ร้ายแรงในสังคม ควรปฏิบัติโทษสูงสุดเด็ดขาด มิใช่มีแค่เสือกระดาษ ที่ไม่มีวันปฏิบัติได้จริง ไม่งั้นประเทศไทยก็จะเต็มไปด้วยอาชญากรเต็มประเทศ ทำไมกฎหมายไทยถึงอ่อนแอ ?
คำถามนี้ถูกลบ
เคยรู้สึกไหมครับ หลายอย่างในสังคมไทย จริงๆมันไม่ควรเป็นเรื่องปกติเลย แต่พอเจอบ่อยเข้า เรากลับเริ่มชินกับมัน
เช่น ทางเดินเท้าที่ไม่รู้จะเอาทางไหนไปเดิน รถจอดขวางทางเดินฟุตบาท สายไฟฟ้ายุ่งวุ่นวายม้วนเต็มเสาไฟฟ้า ข่าวคอร์รัปชันไม่เว้นแม้แต่หน่วยงานที่ควรเป็นตัวอย่าง อุบัติเหตุจากคนมักง่าย หรือเรื่องที่ทุกคนบ่นกันทุกวัน แต่มันก็ไม่เคยหายไป
ช่วงแรกเราจะรู้สึกว่าทำไมมันแย่แบบนี้ แต่พอนานเข้าสมองจะเริ่มคิดว่าก็ประเทศเรามันเป็นแบบนี้แหละ
มนุษย์เราสามารถชินกับอะไรก็ได้ ต่อให้มันจะไม่ถูกต้องก็ตาม เพราะสมองพยายามทำให้เราใช้ชีวิตต่อไปได้ สุดท้ายเรื่องที่ไม่ควรชินก็กลายเป็นเรื่องธรรมดา และบางทีสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในสังคมอาจไม่ใช่ปัญหา แต่มันคือการที่คนส่วนใหญ่เริ่มไม่รู้สึกอะไรแล้ว
ในวันที่ข่าวคอร์รัปชันกลายเป็นเรื่องปกติ วันที่ข่าวอุบัติเหตุกลายเป็นแค่ข่าวผ่านฟีดธรรมดา วันที่คนพูดว่าช่างมันเถอะ มากกว่าที่จะคิดว่ามันควรถูกแก้ไขได้แล้ว เพราะสังคมไม่ได้เริ่มพังตอนที่มีปัญหาเกิดขึ้น แต่มันจะเริ่มพังตอนที่ทุกคนชินกับมัน
สำหรับผม ความยุติธรรมในประเทศไทยหลายครั้งเหมือนเป็นเรื่องล่องหนที่จับต้องไม่ได้ มีคดีจำนวนไม่น้อยที่ทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงความโปร่งใส ความเป็นอิสระ และการแทรกแซงจากผู้มีอิทธิพลหรือผู้มีอำนาจ ความรู้สึกแบบนี้เองที่ทำให้ผู้คนหมดศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรม เพราะเมื่อประชาชนไม่เชื่อว่ากฎหมายจะคุ้มครองคนดีได้ สังคมก็ยิ่งเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
คดีแตงโมเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของคดีที่ทำให้สังคมแตกออกเป็นหลายความเห็น จนถึงวันนี้ก็ยังมีคนจำนวนมากที่ตั้งคำถามต่อพยานหลักฐาน การสืบสวน และข้อสรุปของคดี แม้เวลาจะผ่านมาหลายปีแล้ว ความสงสัยของประชาชนก็ยังไม่หมดไป หลายคนจึงรู้สึกว่าความจริงอาจยังไม่ถูกเปิดเผยทั้งหมด และนั่นสะท้อนว่าความเชื่อมั่นของสังคมต่อกระบวนการยุติธรรมกำลังสั่นคลอน
คดีน้องเมยก็เช่นกัน เป็นคดีที่ทำให้คนทั้งประเทศสะเทือนใจ คนเป็นแม่จากที่เคยยิ้มได้ กลับต้องใช้ชีวิตอยู่กับความทุกข์ ความเครียด และการต่อสู้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมมาหลายปี ภาพเหล่านี้ทำให้ประชาชนจำนวนมากรู้สึกเจ็บปวด และตั้งคำถามว่ากระบวนการยุติธรรมของเราตอบสนองต่อผู้เสียหายได้ดีเพียงพอหรือไม่
มาถึงคดีฆาตกรต่อเนื่องหลายๆคดี เราจับคนร้ายได้ ส่งเข้าคุก แล้วก็รอวันปล่อย แม้ว่าบางคนจะได้รับโทษประหารชีวิต แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีการบังคับใช้มานาน ทำให้หลายคนมองว่าโทษสูงสุดมีอยู่เพียงบนตัวบทกฎหมาย ขณะที่ในความเป็นจริง ผู้กระทำผิดบางรายได้รับการลดโทษหรือได้รับอิสรภาพในเวลาต่อมา จนประชาชนเกิดความกังวลว่าหากคนที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรงกลับเข้าสู่สังคม อาจเกิดเหตุซ้ำและมีผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นเหยื่ออีก
เมื่อมีข่าวคดีสะเทือนขวัญเกิดขึ้น ผู้คนก็ยิ่งรู้สึกว่าคนดีต้องใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัว ขณะที่คนชั่วกลับไม่เกรงกลัวกฎหมาย เพราะไม่มั่นใจว่าบทลงโทษจะถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง
อีกเรื่องที่หลายคนตั้งคำถามคือ กฎหมายห้ามประชาชนมีอาวุธปืนโดยง่าย แต่คนชั่วไม่สนกฎหมาย เพราะอาวุธปืนเถื่อนยังหาได้อยู่เสมอ สุดท้ายคนที่ปฏิบัติตามกฎหมายกลับกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ส่วนประชาชนทั่วไปที่ต้องการมีอาวุธไว้ป้องกันชีวิตและทรัพย์สิน ต้องผ่านเงื่อนไขมากมาย ถูกถามว่าซื้อไปทำไม มีทรัพย์สินอะไร ต้องทำธุรกิจอะไร สุดท้ายหลายคนจึงรู้สึกว่าคนดีปกป้องตัวเองได้ยาก ขณะที่คนร้ายไม่เคยสนใจข้อจำกัดเหล่านี้เลย
ผมไม่ได้บอกว่าทุกปัญหาจะแก้ได้ด้วยการลงโทษที่รุนแรงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ผมเชื่อว่ากฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อผู้กระทำผิดได้รับโทษอย่างแท้จริง ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และประชาชนสามารถเชื่อมั่นได้ว่าความยุติธรรมไม่ได้มีไว้แค่เขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญหรือในตำรากฎหมาย
ถ้าวันหนึ่งประชาชนหมดศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรม วันนั้นสิ่งที่อันตรายที่สุดอาจไม่ใช่อาชญากร แต่คือการที่คนทั้งประเทศเลิกเชื่อว่าความยุติธรรมมีอยู่จริงครับ
โฆษณา