2 ส.ค. เวลา 22:42 • หนังสือ

มิถุนายน

วันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๓ ดร
​บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๓
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๒๘ พฤษภาคม แล้วโดยเรียบร้อย ลายพระหัตถ์ฉบับนี้มาถึงปีนังคราวเมล์วันพฤหัสบดีเวลาค่ำตามเคย วันศุกร์เวลาบ่ายพนักงานไปรษณีย์เอาหนังสือพิมพ์บางกอกไตม์มาส่ง แล้วบอกว่ายังมีจดหมายซึ่งเอามาส่งวันเสาร์เวลาเช้า ที่บอกนี้แปลก คงเป็นเพราะถูกหญิงเหลือไปต่อว่าเมื่อลายพระหัตถ์ฉบับเวรก่อนค้าง เขาปฏิเสธว่าไม่มี แล้วกลับค้นพบ คราวนี้จึงบอกล่วงหน้าให้เห็นว่าไม่เหลว จดหมายเวรของหม่อมฉันฉบับนี้จะทูลสนองความในลายพระหัตถ์ทั้ง ๒ ฉบับ
สนองความในลายพระหัตถ์ฉบับลงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม
๑) ศักราชในจารึกบานมุกด์ของพระเจ้าบรมโกศนั้น หม่อมฉันลองสอบจารึกบานทั้ง ๓ คู่ ได้ความเป็นลำดับดังต่อไปนี้
บานประตูวัดบรมพุทธารามที่อยู่หอมณเฑียรธรรม ว่าตรัสสั่งให้ทำเมื่อปีมะแมตรีศก (จุลศักราช ๑๑๑๓) ลงพุทธศักราช ๒๒๙๕ เกินเกณฑ์ ๒ ปี
บานการเปรียญวัดป่าโมกที่อยู่วิหารยอด ว่าตรัสสั่งให้ทำ​เมื่อปีระกาเบญจศก (จุลศักราช ๑๑๑๕) ลงพุทธศักราช ๒๒๙๖ ตรงกับเกณฑ์
บานประตูวิหารพระพุทธชินราช ว่าตรัสสั่งให้ทำเมื่อปีกุนสัปตศก (จุลศักราช ๑๑๑๗) ลงพุทธศักราช ๒๒๙๙ เกินเกณฑ์ปี ๑
ดูลักลั่นกันไม่ใช่เป็นเพราะมีเกณฑ์บวกอย่างหนึ่งต่างหากที่ใช้ในสมัยนั้น น่าจะเป็นเพราะคนแต่งคำจารึกต่างบานต่างเข้าใจเกณฑ์บวกผิดกัน คือ “เหลว” แต่อย่างไรก็ดี ข้อที่อยากรู้ว่าพระเจ้าบรมโกศโปรดให้เอาลายจำหลักบานไม้ของเดิมที่วิหารพระพุทธชินราชมาผูกประดับมุกด์เป็นลายช่องหรือมิใช่นั้น ไปได้ความในหนังสือ
พระราชพงศาวดารว่า พระเจ้าบรมโกศเสด็จขึ้นไปยังเมืองพิษณุโลกเมื่อปีวอก โทศก จุลศักราช ๑๑๐๒ ก่อนทำบานมุกด์วิหารพระพุทธชินราชถึง ๑๕ ปี ลงความเห็นเป็นยุติได้ว่าลายช่องที่ทำบานมุกด์เอาเค้ามาจากบานเดิมของวิหารพระพุทธชินราช
๒) ที่ท่านต้องทรมานพระองค์ทรงหนังสือพิมพ์ ข่าวการสงครามนั้นก็เห็นจะเป็นเช่นเดียวกันกับผู้อื่นอีกมาก หม่อมฉันเองเดี๋ยวนี้ก็ต้องรับหนังสือพิมพ์ในเมืองปีนังมาอ่าน ทั้งฉบับที่ออกเวลาเช้าและที่ออกเวลาบ่าย แต่การอ่านข่าวสงครามในฐานเป็นคนกลางแม้ไม่ได้ไม่เสียด้วยในการที่เขารบราฆ่าฟัน ก็ต้องนับว่าพลอย​ได้ความทุกข์
เวทนาเพราะรู้สึกสังเวชสลดใจ เมื่อหม่อมฉันขึ้นไปอยู่บนเขาถึงเวลาเย็นมักไปนั่งเล่นที่ลานโฮเต็ล เขาตั้งเก้าอี้ยาวไว้ตรงไหล่เขาสำหรับนั่งดูภูมิฐาน แลเห็นได้จนสุดสายตาเลยพาให้เพลิดเพลินเจริญใจ เมื่อเกิดสงครามแล้วหม่อมฉันไปนั่งเล่นที่นั่นตามเคย แต่อารมณ์มักนึกไปว่าในโลกนี้ก็กว้างใหญ่ไพศาลพอที่มนุษย์จะอยู่เย็น
เป็นสุขได้ด้วยกันหมด มนุษย์ก็มีสติปัญญาและความรู้ยิ่งกว่าสัตว์เดียรฉานมาก ไฉนจึงไม่ช่วยกันหาความสุข กลับไปพยายามที่จะแข่งกันฉิบหายวายวอด ทั้งรู้และพูดกันมาทุกประเทศว่าถ้าเกิดมหาสงครามอีก คราวนี้จะไม่มีแพ้ชนะ เพราะจะฉิบหายด้วยกันทั้งหมด รู้อย่างนั้นแล้วก็ยังกลับรบกันอีกจึงน่าสังเวชยิ่งนัก ผลของการสงครามครั้งนี้ ไม่มีใครพยากรณ์ได้ว่าจะเป็นอย่างไร แน่อยู่อย่างเดียวแต่ว่าในชั่วอายุเราเห็นจะไม่มีหวังที่จะได้เห็นมนุษย์โลกเรียบร้อยเหมือนอย่างแต่ก่อนอีก
๓) หนังสือเรื่อง “กามนิต” ที่เจ้าชายอุปลีสาณพิมพ์แจกในงานศพหม่อมเจียงมารดาของเธอนั้น หม่อมฉันอยากได้สักเล่ม ๑ เพราะเมื่อหม่อมฉันอ่านขอยืมของคนอื่นมายังไม่มีของตัวเอง ถ้าโปรดหาประทานได้จะขอบพระคุณมาก
๔) ที่ตรัสว่าการแต่งประวัติยากมากนัก จริงดังทรงพระปรารภ มีอธิบายของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ยัง) ท่านเคยเทศน์​ให้หม่อมฉันฟังครั้งทำบุญฉลองอายุครบ ๔ รอบ ในรัชกาลที่ ๕ เมื่อพรรณนาถึงกุศลกรรมต่างๆ ที่หม่อมฉันได้บำเพ็ญแล้ว ลงท้ายท่านว่าความที่กล่าวมานี้เป็นคำ -ชม-มิใช่-ยอ ชมกับยอนั้นผิดกัน ชมต้องเลือกกล่าวแต่ที่เป็นความจริง ยอนั้นสุดแต่ชอบใจผู้ฟังแล้วจะว่าอย่างไรก็ได้ การแต่งประวัติมีวัตถุประสงค์ก็จะแสดงความดีของผู้ตาย แต่ต่างกันด้วยวิธีแสดง อาจจะเป็นอย่างชม
มิให้มหาชนคัดค้านได้หรืออย่างยอให้ชอบใจเจ้าภาพ นอกจากนั้นก็ต่างกันเพียงสำนวนการแต่งประวัติอย่างชม ผู้แต่งต้องรู้ความจริงจึงจะแต่งได้ ยากอยู่ในข้อนี้ หม่อมฉันแต่งประวัติก็รับแต่งแต่ประวัติของคนที่เคยคุ้นกัน ถ้าไม่ใช่เช่นนั้นก็ไม่รับแต่ง หม่อมฉันเคยแต่งประวัติของคนที่ไม่รู้จักแต่สุนทรภู่คนเดียว ที่กล้าแต่งก็เพราะตัวแกเองเล่าเรื่องประวัติของแกไว้ในนิราศ ที่แกแต่งแทบทุกเรื่อง ได้อาศัยความในนิราศจึงสามารถแต่งประวัติสุนทรภู่ได้
ทูลสนองความในลายพระหัตถ์
๑) เรื่องปลูกต้นมะพร้าวคู่ ๑ ณ ที่ฝังรกเด็กนั้น หม่อมฉันแน่ใจว่าเป็นประเพณีเก่าอย่างยิ่ง และต้องมีมูลเหตุอันสมควร หากการอยู่กินของมนุษย์เปลี่ยนแปลงมา ความรู้มูลเหตุที่ปลูกต้นมะพร้าวจึงสูญไป หม่อมฉันได้ลองคิดค้นดูว่าจะมีเหตุอันใดในครัว
เรือนที่จะเข้ากับการปลูกต้นมะพร้าวเมื่อมีเด็กเกิดใหม่ได้บ้าง ได้​คิดสันนิษฐานอนุโลมตามประเพณีของคนชั้นคฤหบดี ในพื้นเมืองการแต่งงานสมรสครั้งแรกเจ้าบ่าวต้องไปอยู่บ้านสกุลเจ้าสาว จึงเรียกว่า “เขยสู่” คือไปปลูกเรือนหอหลัง ๑ ร่วมชานกับเรือนญาติอยู่ด้วยกัน จนมีลูกเต้าจำต้องแยกครัว จึงพากันย้ายไปตั้งบ้านเรือน
อยู่ห่าง ณ ที่อื่น ข้อนี้มีประเพณีประกอบที่บางแห่งถือคติว่าให้ปลูกเรือนหอด้วยเสาไม้หมาก เห็นได้ว่าบ่าวสาวอยู่ด้วยกันพอมีลูกเสาไม้หมากก็ผุ ถึงไม่อยากก็จำต้องย้ายบ้านเรือน เพราะไม่ประสงค์จะให้เขยสู่เข้าไปเป็นใหญ่ในสกุล มะพร้าวเครื่องทำขวัญเด็กจะสำหรับเอาไปปลูก ณ ที่จะสร้างบ้านใหม่เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่เด็กเมื่อเติบใหญ่ขึ้นในวันหน้า ถ้าเกิดในครัวเรือนเดียวกันก็ปลูกไว้ในบ้านที่อยู่ จะเป็นเช่นนี้ดอกกระมัง ขอให้ทรงพิจารณาดูเถิด
๒) หีบพระสังข์จะเชิญตามเสด็จลงแต่สมโภชเดือน หรือทั้งเมื่อสมโภช ๓ วันด้วยนั้น หม่อมฉันไม่กล้ายืนยันว่าอย่างไร เพราะเห็นแต่ยังเป็นเด็กอยู่เหมือนกันแต่แน่ใจว่าพระราชทานน้ำสังข์ทั้งพระองค์ชายและพระองค์หญิง และนึกว่าการพระราชทานน้ำ
สังข์กับทรงเจิมเป็นส่วนหนึ่งในพิธีสมโภชต้องที่พระราชทานทั้ง ๒ ครั้งเว้นแต่จะขัดข้องในทางอนามัยของพระราชกุมารเมื่อประสูติได้เพียง ๓ วัน แต่เห็นที่อื่นเมื่อทำขวัญ ๓ วัน เขาก็รดน้ำมนต์และเจิมเด็ก เป็นอันไม่ขัดข้องในทางอนามัย จึงเชื่อว่าคงพระราช​ทานน้ำสังข์และทรงเจิมทั้งเมื่อสมโภช ๓ วัน และสมโภชเดือน
๓) บทกล่อมช้างลูกหลวงนั้น หม่อมฉันนึกไม่ได้แน่ว่าหอพระสมุดเคยพิมพ์แล้วหรือยัง แต่หอพระสมุดได้บทเห่กล่อมมาจากอาลักษณ์ในครั้งพระยาอนุมานฯ อีกหลายเล่ม หม่อมฉันขอมาดูหมายจะเขียนวิจารณ์ให้ ยังค้างอยู่ ทูลได้โดยย่อว่าบรรดาบทเห่กล่อมที่ได้พบล้วนเป็นสำนวนแต่งในกรุงรัตนโกสินทร์ทั้งนั้น
๔) ที่มีหนังสือว่า “เมืองบาณบุรี” เป็นที่ถ่ายสินค้ามากรุงศรีอยุธยาทางทะเลนั้น เห็นจะมิใช่เมืองปราณ เพราะเมืองปราณไม่มีอ่าวพักเรือ ที่จริงน่าจะเป็น เมืองวาฬ อันตั้งอยู่ ณ คลองวาฬ ต่ออ่าวเกาะหลักไปข้างใต้ ที่นั่นเป็นเมืองเดิมเพิ่งย้ายมาตั้งที่อ่าวเกาะหลักเมื่อรัชกาลที่ ๒ กรุงรัตนโกสินทร์ เรียกชื่อว่าเมืองใหม่ หรือเมืองบางนางรม (ตามชื่อคลอง) ถึงรัชกาลที่ ๔ จึงขนานนามว่าเมืองประจวบคีรีขันธ์ เป็นคู่กับ เมืองประจันตคีรีเขต ที่เกาะกงทางฝั่งตะวันออก
๕) อธิบายของพระยาประชากิจกรจักร์ (แช่ม บุนนาค) ว่าด้วยประดิทินพฤหัสบดีจักรนั้น หม่อมฉันคิดดูอยากจะเข้าใจว่า เดิมเขาหมายรอบ ๖๐ ปีตามขัยวัยของมนุษย์เป็นสำคัญ จึงให้ชื่อปีต่างกันทั้ง ๖๐ ปี ด้วยเห็นพอแก่ความต้องการใช้ในศุภมาศ เปรียบดังคนเกิดในปี (ก) เมื่อถึงปี (ก) รอบหลังอายุก็ถึง ๖๐ ​จะเข้าใจปีเกิดผิดไม่ได้
ที่มาเอาทางโคจรดาวพฤหัสบดีเป็นหลัก น่าจะมาคิดเห็นเมื่อเปลี่ยนเป็นรอบละ ๑๒ ปีมีศกทับ ชื่อปี ๑๒ นักษัตรที่ไทยเรียกแม้คล้ายจีนบางปี จะว่าเอาอย่างมาจากจีนก็ยังไม่สนิท ด้วยยังมีที่ผิดกันมากนัก คำที่เรียกทางลานนาก็ไปอีกอย่างหนึ่ง น่าสืบว่าแปลว่ากระไร ถ้าทรงพบพระเจนจีนอักษรลองตรัสถามดูสักทีก็จะดี
๖) โบสถ์วัดวงศ์มูลที่หันหน้าทางด้านแปนั้น เล่ากันมาว่าเมื่อกรมขุนธิเบศบวรทรงสร้างวัดวงศ์มูลก็หันหน้าโบสถ์และพระประธานไปทางตะวันออก เมื่อสร้างวัดแล้วอยู่มากรมขุนธิเบศฯไม่ทรงสบายด้วยมักมีอาการประชวรบ่อยๆ ลงเนื้อเห็นกันว่าเพราะสร้างวัดตั้งพระประธานหันหน้าเข้าไปทางตำหนัก จึงให้ย้ายพระประธานไปตั้งทาง
ด้านแป ก็ต้องแก้โบสถ์หันหน้าไปทางด้านแปตามพระประธาน หม่อมฉันเคยได้ยินมาดังนี้ เหตุที่โบสถ์วัดพระปฐมเจดีย์ทำหันหน้าทางด้านแปนั้น ปลาดอยู่ที่หม่อมฉันเพิ่งคิดเห็นแน่ใจเมื่อร่างจดหมายฉบับนี้ ด้วยนึกขึ้นถึงพระประธานตามวิหารทิศ วิหารทิศที่พระปฐมเจดีย์กั้นเป็น ๒ ห้อง เหมือนกับวิหารทิศวัดพระเชตุพนแต่ตั้งพระประธานผิดกัน ที่วัดพระเชตุพนตั้งพระหันหลังเข้าฝาประจันห้อง แต่วิหารทิศที่พระ
ปฐมเจดีย์ตั้งพระหันหลังไปทางองค์พระปฐมฯ ทั้งนั้น คิดเห็นว่าที่ตั้งพระประธานเช่นนั้นคง​เป็นเพราะทูลกระหม่อมทรงพระราชดำริจะให้คนบูชาหันหน้าไปสู่พระบรมสารีริกธาตุอันบรรจุอยู่ในองค์พระปฐมเจดีย์ ที่โปรดให้ตั้งพระประธานในโบสถ์วัดปฐมเจดีย์ทางด้านแปก็เพื่อเหตุอันเดียวกัน พระพุทธรูปยืนในศาลาการเปรียญคู่กับโบสถ์ก็ตั้งหันหลังไปทางองค์พระปฐมฯ เช่นนั้นเมื่อตั้งพระประธานในโบสถ์ทางด้านแปก็ต้องทำหน้าโบสถ์ทางด้านแปให้เข้ากับที่ตั้งพระประธาน
๗) ที่ตรัสถามว่า ประเพณีสร้างโบสถ์เป็นประธานที่ในวัดจะมีมาแต่เมื่อใด เรื่องนี้หม่อมฉันได้โดยพิจารณาแล้ว แต่วิสัชนาอยู่ข้างจะยาว ขอประทานผัดไปทูลสนองในจดหมายฉบับหน้า
๘) ที่ผ้าไหมเขาถวายรดน้ำสั้นจนถึงทรงเหน็บชายกระเบนหวุดหวิดนั้นไม่เป็นของแปลกอันใด หม่อมฉันก็เคยถูก แม้จนผ้าขาวม้าสำหรับนุ่งอาบน้ำก็มีเช่นนั้น เพราะคนขายหมายแต่จะเอาเปรียบ ทำผ้าให้สั้นเข้าแล้วพับตบตาไว้ขาย ฝ่ายผู้ซื้อเห็นวางไว้เป็นพับก็ซื้อมาถวายโดยสำคัญว่าได้ขนาด ส่วนพระองค์ท่านเป็นผู้รับจะขอคลี่ออกวัดขนาดเสียก่อนก็ไม่ได้ ดูทางแก้มีแต่ต้องเพิ่มหน้าที่คุณโตให้ชันสูตรผ้าทรงซึ่งจะซื้อหรือได้มาใหม่ก่อนเอามาตั้งถวาย จึงจะไม่ต้องทรงลำบากเพราะกระบวนคดโกงในการค้าขาย
ทูลเรื่องทางเมืองปีนัง
พระสงฆ์ธรรมยุตติกาที่ออกมาสั่งสอนพระศาสนาอยู่ ณ วัด​ศรีสว่างอารมณ์ กลับไปกรุงเทพฯ หมดแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ ๓๑ พฤษภาคม เหตุที่กลับนั้นจะต้องเล่ายาวสักหน่อย เวลานี้ถึงวันอังคารกำหนดจะต้องทิ้งไปรษณีย์จดหมายนี้แล้ว ขอประทานงดไว้ทูลในจดหมายฉบับหน้า
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๓ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๔๘๓
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
เมื่อวันเสาร์ที่ ๑ มิถุนายน ได้รับลายพระหัตถ์เวรลงวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ซึ่งเขาส่งไม่ล่าช้า ซองก็เรียบร้อยไม่มีรอยตัด มีแต่ตรารูปจั่วประทับสั่งผ่าน เว้นแต่เลขตรงกลางเป็นเลข ๑๑ ซึ่งแสดงว่าสั่งผ่านได้มีหลายกอง จะกราบทูลสนองความในลายพระหัตถ์ต่อไปนี้
​สนองลายพระหัตถ์
หนังสือของเกล้ากระหม่อมซึ่งมีมาถวาย คงเขียนมาถวายเสมอ แม้ไม่ได้ทรงรับก็โปรดเข้าพระทัยว่าเป็นเหตุอะไรอยู่ที่อื่น ที่จะขาดไปเพราะเกล้ากระหม่อมเจ็บป่วยนั้นเป็นไปไม่ได้เลย แม้เจ็บป่วยจนถึงทำหนังสือส่งมาถวายไม่ได้ หญิงอามก็จะต้องกราบทูลมาให้ทราบฝ่าพระบาท ไม่ใช่ขาดหายไปเฉยๆ
เป็นพระเดชพระคุณล้นเกล้า ที่ทรงพระเมตตาโปรดอุทิศส่วนพระกุศลอันได้ทรงปฏิบัติในการวิสาขบูชาประทานไป ขอถวายอนุโมทนาในพระกุศลอันได้ทรงปฏิบัตินั้นเป็นอย่างดีล้ำเลิศ
ได้ความตามลายพระหัตถ์ ว่าวัดจันทรารามได้ตกแต่งในวันวิสาขบูชาก็เป็นอันได้รับอภัย พระลังกาสวดมนต์มีทำนองเป็นอย่างไรนั้นน่ารู้ เกล้ากระหม่อมเคยได้ฟังครั้งพระสุภูติเข้าไปกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดนิมนต์มาฉัน ดูเหมือนจะได้สวดอนุโมทนาหรืออย่างไร เวลาโน้นเกล้ากระหม่อมก็ไม่เอาใจใส่ กราบทูลอะไรไม่ได้ ทีหลังก็มีเข้ามาอีก ฝ่าบาทได้ทรง
นิมนต์ไปฉันที่วังวรดิศก็คราวหนึ่ง เกล้ากระหม่อมก็ได้ไปในการนั้น แต่คราวนั้นมีการอนุโมทนาเป็นอย่างเทศน์อย่างครั้งพุทธกาล ไม่เป็นสวดมนต์ ส่วนทำนองสวดคาถานั้นเคยได้ยินพระไทย ๆ ท่านจำทำนองที่พระลังกาสวดมาได้ ท่าน​สวดให้ฟัง ไม่เหมือนทำนองที่พระธรรมยุติสวดสรภัญญะกันเลย อันทำนองสวดสรภัญญะของเรานั้นก็มีจริงๆ เมื่อเกล้ากระหม่อมขึ้นไปเมืองมัณฑเลโดยทางเรือ ซึ่งเวลานั้นยังไม่มีรถไฟ เผอิญมีพวกทหารแขกเดินสารเรือขึ้นไปด้วยมาก เขาสวดมนต์กันที่มีทำนอง
เป็นสรภัญญะ อย่างเราก็มี ให้รู้สึกซึมซาบดีจริงๆ อันฉันท์นั้นมีวิธีแต่งมากอย่างนัก คิดว่าทำนองอ่านแต่ละฉันท์คงผิดๆ กันไปทั้งนั้นเป็นหลายทำนองด้วยกัน พูดถึงสวดสรภัญญะ ทุกวันนี้ ในการศพแล้วท้ายเทศน์ก็ต้องมีสวดจึ่งจะเป็นงานศพ แม้พระมหากายก็สวดสรภัญญะอย่างธรรมยุติได้ นึกถามตัวเองว่าทำไมจึงต้องสวดสรภัญญะ จะสวดทำนองอย่างอื่นไม่ได้หรือ ทำนองสวดมีอยู่ต่างๆ ถมไป ที่เคยสวดมาแต่เก่าก่อน แปลว่า “แฟแช่น” เท่านั้นเอง
ตามที่ตรัสถึงงานวัด ว่ามีอุบาสิกาไปมากกว่าอุบาสกนั้น ให้นึกถึงที่เคยไปดูเขาทำบาตรกันที่บ้านบาตร พบแต่ผู้หญิงทำกันอยู่ทั้งนั้น ผู้ชายไม่พบเลยจนคนเดียว เข้าใจว่าไปเที่ยวเล่นกันหมด
ตามที่หญิงแดงเธอมีหนังสือมาถวาย เธอก็ทำตามปกติ ด้วยเธอคงไม่ทราบว่าเขาจำกัดจำเขี่ยให้ทำอย่างไร ที่เธอเขียนพระนามเป็นหนังสือไทย มีแต่ตำบลที่ให้ส่งเป็นหนังสืออังกฤษเท่านั้น ถ้าเป็นยามปกติก็ควรจะพอ หนังสือจะถึงใครก็ตามที กรม​ไปรษณีย์ไม่จำต้องรู้ สุดแต่ส่งให้ถูกตำแหน่งเท่านั้นก็แล้วกัน เกล้ากระหม่อมได้คิดจะทำอย่างนั้นมาแต่เมื่อก่อนเกิดสงครามอยู่เหมือนกัน
การทำธูปหอมขายที่ในกรุงเทพฯ เวลานี้กำลังฮือเป็น “แฟแช่น” เห็นจะมีร้านขายธูปหอมนับได้ตั้งร้อยร้าน ในการที่มีธูปหอมที่ปีนังก็เพราะส่งออกมาจำหน่าย เป็นการแข่งกันอย่างที่จีนเรียกว่า “เสี่ย” ไม่ใช่ชาวปีนังต้องการ ธรรมดา “แฟเช่น” ย่อมเกิด
ขึ้นแล้วก็ดับไปต้องที่ดูไปก่อน ร้านขายอะไรต่ออะไรแต่ละคราวล้วนมากๆ แล้วก็หายไปเมื่อสิ้นฮือ แม้การเล่นก็เป็นเช่นเดียวกัน เหมือนคราวฮือเล่นกล้วยไม้ที่ไหน ๆ ก็มีปรำไม้ระแนงเกิดขึ้น ครั้นสิ้นฮือแล้วก็หายไป คงเห็นแต่ที่บ้านคนซึ่งเขาเล่นต้นไม้เป็นอาชีพ เช่นที่บ้านพระยาพจนปรีชาเป็นต้น
หนังสือแจกงานศพพระยาพจนปรีชานั้นเหมาะมาก เล่มหนึ่งก็เป็นเรื่องกล้วยไม้ซึ่งเป็นไปในทางอาชีพ เล่มหนึ่งเป็นพระนิพนธ์ของกรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพย์ผู้ซึ่งพระองค์เป็นต้นสกุล ที่ทรงพระดำริให้นางเบญกายหึงส์นางสุวรรณกันยุมานั้น เป็นพระดำริที่ลอดไปแปลกมาก เรื่องนั้นถึงลือ แต่นิราศกาญจนบุรีที่ฝ่าพระบาทตรัสถึงนั้นยังไม่เคยเห็น
​นึกถึงคนพูด ร เป็น ล, ล เป็น ร ควรที่จะทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิด เพราะคำที่ใช้พยัญชนะ ร กับ ล โดยมากมีความหมายผิดกัน เช่น ร้าน กับ ล้าน หรือ ร่อน กับ ล่อน เป็นอาทิ แต่ไม่ยักทำให้เข้าใจผิดไปได้ กลับส่อให้เห็นว่าผู้พูดพูดไม่ถูกไปเสียอีก เหตุทั้งนั้นก็เป็นด้วยความในคำพูด ส่องเป็นประทัดไปให้รู้ว่าผิดถูกอยู่ที่ไหน
ปกิณกะ
ตามที่ตรัสถึงธูปจีนมีควันมาก ทำให้นึกขึ้นมาถึงเจ้าพระยาเทเวศร เมื่อเกล้ากระหม่อมเจ็บครั้งรัชกาลที่ ๕ ท่านชวนมาอยู่กับท่านที่บ้านคลองเตย ได้ร่วมการปฏิบัติอะไรแก่ท่านหลายอย่าง ในเรื่องบูชาพระนั้นเป็นการใหญ่ธูปจีนที่ท่านใช้จุดบูชาพระนั้นต้องเลือกหาจำเพาะแต่ชนิดที่มีควันน้อย เพราะท่านทนสู้ควันไม่ได้ ธูป
จีนโดยมากมักมีควันมาก ในการที่เกล้ากระหม่อมออกมาอยู่กับท่านคราวนั้นทำให้รู้สึกใจขึ้นได้ว่าอยู่บ้านนอกนั้นสบายดี จึงได้หาที่แถวคลองเตยก็ได้ปลายเนินซึ่งอยู่ในเดี๋ยวนี้ แต่แรกคิดว่าจะอยู่แต่หน้าร้อน หน้าอื่นจะเข้าไปอยู่บ้านท่าพระ แต่เข้าไปไม่ได้ เข้าไปอยู่ทีไรก็เจ็บทุกที จำต้องอยู่ที่บ้านคลองเตยเป็นประจำจนทุกวันนี้
บรรดาธูปเทียนที่เขาให้มาลาตาย เกล้ากระหม่อมนำขึ้นจุดบูชาพระแผ่กุศลให้เขาทุกที เทียนนั้นสังเกตได้ว่าเขาทำแต่ให้​เป็นเทียน คือมีด้ายไส้มากหุ้มขี้ผึ้งแต่บางๆ ทีหลังพบมีขึ้นอีกชนิดหนึ่ง ด้ายไส้ก็มีน้อยที่สุดแลขี้ผึ้งก็บางที่สุด รู้สึกว่านี่เป็นของใหม่ ขี้ผึ้งไม่เปลืองมาก ด้ายก็ไม่เปลืองมาก แต่เขาทำอย่างไรคิดไม่เห็น แม่โตเป็น
คนบอกให้ได้ว่าเขาทำแกนเอาด้ายหุ้มแกนแล้วฟั่นขี้ผึ้ง เสร็จแล้วชักแกนออกเสียจึงไม่เปลืองทั้งด้ายทั้งขี้ผึ้ง เห็นเจ้าเจ๊กผู้หญิงทำกันอยู่มาก เกล้ากระหม่อมก็นึกให้ความดีแก่เจ๊กว่า เจ๊กคิดเพราะเจ๊กเขารู้จักเบียดกรอในทางค้าขาย แต่ความจริงจะอย่างไรไม่ทราบ
อ่านหนังสือพิมพ์ข้างไทย พบเขาพูดถึงกำลังแรงเปรียบด้วยลมสลาตัน นั่นเป็นความเข้าใจกันอย่างไทย ว่าลมสลาตันเป็นลมแรงร้าย แม้มีมาก็เป็นของมาแขก พวกเดียวกันกับลมเพชหึง แต่คำสลาตันนั้นเป็นคำมลายู เขามีความหมายกันว่าทิศใต้ ลมสลาตันก็ตกเป็นลมใต้เท่านั้นเอง ไม่แปลกประหลาดร้ายแรงอะไร
เห็นอีกอย่างหนึ่งนั้นน่าสงสาร เป็นเรื่องอ่านเล่นผู้แต่งเขาแต่งเป็นเรื่องชาวบ้านนอกไทยๆ เรานี้ แต่มีรูปเขียนประกอบหน้าเรื่องซึ่งช่างเขียนประกอบไว้ พระเอกนั้นเขียนเป็นมิสเตอร์อะไรคนหนึ่ง ใส่เสื้อซึ่งเราเรียกกันว่าพวงมาลัย นางเอกนั้นเขียนเป็นแหม่มคนหนึ่ง ใส่เสื้อซึ่งแต่งเวลาเย็นอย่างฝรั่งผู้ดีตามแฟชั่น ดูก็ขันดี
​ข่าวเบ็ดเตล็ดในกรุงเทพฯ ไม่มีอะไรที่สำคัญควรจะกราบทูลมาให้ทราบฝ่าพระบาท
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๓ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๑๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๓
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์เวร ฉบับลงวันที่ ๓ มิถุนายนแล้ว โดยเรียบร้อย
ทูลเรื่องที่ยังค้าง
๑) ในลายพระหัตถ์เวรฉบับก่อนตรัสถามว่า การสร้างโบสถ์เป็นประธานของวัดจะเกิดขึ้นแต่เมื่อใด
จะทูลอธิบายตามที่หม่อมฉันได้เคยพิจารณาดูวัดโบราณซึ่งสร้างตั้งแต่ไทยเรารับคติอย่างหินยานจากลังกามาถือแล้ว ทั้งที่ในเขตกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา แบบที่สร้างวัดแปลงมาเป็นชั้นๆ ที่สร้างยุคแรกมีแต่พระสถูปเจดีย์กับวิหารเป็นประธาน น้อยวัด​ที่จะมีโบสถ์ โบสถ์ที่สร้างในยุคนี้ก็เป็นอย่างเล็ก ๆ ขนาดพอจุพระสงฆ์ทำสังฆกรรมได้สัก ๑๐ รูป และมักไปสร้างไว้ข้างนอก หรือตอนมุมกำแพงข้างในบริเวณพระเจดีย์วิหาร จะชี้ตัวอย่างได้ในเวลานี้ เช่น วัดพระฝางในแขวงจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นต้น
คิดดูว่าเพราะเหตุใดวัดในยุคนั้นจึงสร้างแต่พระเจดีย์กับวิหาร ก็พอเห็นเหตุได้ว่า ข้อสำคัญของการสร้างวัดเนื่องด้วยตั้งวงศ์สกุล อย่างมีคำพูดกันมาแต่ก่อนว่า “คนโบราณสร้างวัดให้ลูกเล่น ที่จริงนั้นคือเมื่อผู้ใดสามารถตั้งวงศ์สกุลได้ก็สร้างวัดไว้เป็นที่รักษาอัฐิธาตุของวงศ์สกุล มีพระสถูปเจดีย์ประจุพระบรมธาตุ หรือศาสนวัตถุสิ่งอื่นเป็นสรณะไว้เบื้องบน และบรรจุอัฐิธาตุของผู้เป็นต้นสกุลหรือทำกรุสำหรับประจุอัฐิธาตุสมาชิกในสกุลไว้ณเบื้องต่ำของพระเจดีย์นั้น ส่วนวิหารนั้นเป็นที่สำหรับญาติ
วงศ์ไปทำบุญ เพราะวัตถุที่ประสงค์ของการสร้างวัดไม่เกี่ยวแก่กิจของพระสงฆ์ ผู้สร้างโดยมากจึงเห็นไม่จำเป็นจะต้องสร้างโบสถ์ มีแต่บางคนซึ่งอยู่ในที่เป็นศาสนูปถัมภก หรือเป็นผู้มีกำลังและมีศรัทธามากจึงสร้างโบสถ์ อย่างเป็นการสงเคราะห์พระสงฆ์ เพราะฉะนั้น จึงมักสร้างโบสถ์ในที่ลี้ลับ ที่สร้างโบสถ์ขนาดเล็กๆ ก็เป็นเครื่องหมาย อันแสดงว่าในสมัยนั้นพระภิกษุสงฆ์ยังมีน้อย อยู่เพียงวัดละ ๒ องค์ ๑ องค์ ถึงเวลาจะทำสังฆกรรมไปรวมกันทำที่วัดมีโบสถ์อันอยู่ใกล้ก็พอแก่การ
พิเคราะห์ดูเหตุที่จะมีโบสถ์มากขึ้น คงเป็นเพราะความเจริญของพระศาสนาพาให้มีจำนวนพระภิกษุสงฆ์มากขึ้น ขนาด​โบสถ์ที่สร้างไว้เล็กไปไม่พอพระจะนั่งทำสังฆกรรม และมีโบสถ์น้อยแห่งอยู่ไกลๆ กันลำบากแก่พระสงฆ์ที่จะไปรวมกันทำสังฆกรรม ข้อนี้เป็นมูลเหตุที่จะสร้างโบสถ์มากขึ้น
ตรงนี้จะแทรกวินิจฉัยว่าด้วยกรณีที่เป็นปัจจัยให้มีพระสงฆ์มากขึ้นเมื่อพระสงฆ์ยังมีน้อยนั้น คงมีล้วนแต่พระที่ตั้งใจจะถือเพศเป็นพระภิกษุปฏิบัติพระธรรมวินัย และสอนพระศาสนาอยู่จนตลอดชีวิต และได้เล่าเรียนมีความรู้ต่างๆ เช่นอักษรศาสตร์และศีลธรรมเป็นต้น ข้อนี้เป็นเหตุให้เจ้าของวัดหรือสัปปุรุษที่อยู่ใกล้เคียงวัด ส่งเด็กไปถวายเป็นลูกศิษย์อยู่ปรนนิบัติและเล่าเรียนวิชาในสำนักพระภิกษุ เมื่อเห็นได้ผลดีก็มีคน
ถวายลูกหลานเป็นศิษย์วัดอยู่เป็นลำดับ เด็กลูกศิษย์วัดบางคนมีเชาวน์ไว หรือมีศรัทธาใคร่จะเรียนรู้ให้ยิ่งขึ้นไป ขออนุญาตผู้ปกครองบวชเป็นสามเณรเล่าเรียนได้วิชาสูงขึ้นไป ก็เกิดความนิยมที่ให้ลูกหลานบวชเป็นสามเณรอยู่ชั่วคราว การบวชเป็นสามเณรอยู่ชั่วคราวจึงเกิดเป็นประเพณีในการศึกษาขึ้นก่อน ต่อมาคงเป็นเพราะสามเณรบางรูปรักเล่าเรียนวิชาความรู้ให้สูงขึ้นไป พากเพียรเรียนอยู่จนครบอุปสมบท ขออนุญาตผู้ปกครองบวชเป็นพระภิกษุ บางองค์ก็บวชอยู่หลายพรรษา ที่เคยบวชจน
ตลอดชีวิตก็มี แต่โดยมากบวชชั่วคราวเพียงพรรษาหนึ่งสองพรรษาแล้วก็ลาสิกขา ถ้าเปรียบกับ​การศึกษาในปัจจุบันนี้ เป็นศิษย์วัดเหมือนเรียนชั้นประถมศึกษา บวชเป็นเณรเหมือนเรียนชั้นมัธยมศึกษา บวชเป็นพระเหมือนเข้ามหาวิทยาลัย ในสมัยนั้นจึงเกิดประเพณีนับการบวชเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาของกุลบุตร รับเป็นประเพณีทั้งเมืองพม่า มอญ ไทย แต่ถือผิดกัน เมืองพม่า มอญ และไทยลานนา ลานช้าง กุลบุตรบวชเพียงเป็นสามเณรเป็นพื้น น้อยคนจะอุปสมบทเป็นพระภิกษุด้วย แต่ไทยใต้ใน
กรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยาตลอดจนกรุงรัตนโกสินทร บวชทั้งเป็นสามเณรและเป็นพระภิกษุ ได้ยินว่าตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชกาลพระเจ้าบรมโกศกวดขันมาก ถ้าใครยังมิได้อุปสมบทไม่ทรงตั้งให้เป็นขุนนางทีเดียว แม้ที่เราทันเห็นเมื่อยังเป็นหนุ่มก็ยังถือกันมั่นคง ถ้าใครเว้นการอุปสมบทเรียกกันว่า “คนดิบ” ดูเป็นเสียหายไปอย่างหนึ่ง เมื่อมีประเพณีบวชในการศึกษาแพร่หลายก็เลยเข้าใจกันในพื้นเมืองว่า เกิดมาเป็นลูกผู้ชายแล้วจำต้องบวช การบวชนาคเลยกลายเป็นความนิ
ยมของสัปปุรุษ แม้ไม่มีลูกหลานจะบวชหรือได้บวชคนอื่นแม้จนโปรดทาสโปรดเชลยได้บวชก็ยินดี การที่มีคนบวชมากขึ้นนั้นเองเป็นมูลเหตุที่ต้องมีเสนาสน์ตามวัดมากขึ้นให้พอพระอยู่ และต้องมีโบสถ์มากขึ้นและขนาดใหญ่ขึ้นให้พอพระทำสังฆกรรมได้สะดวก ตลอดไปจนสร้างโบสถ์ขึ้นในวัดในพระราชวัง เช่น วัดพระศรีสรรเพชญ์​และวัดมหาธาตุเมืองสุโขทัยสำหรับบวชนาคหลวง โบสถ์จึงเป็นสิ่งสำคัญขึ้นด้วยประการฉะนี้
ได้พิจารณาดูลักษณะที่ทำโบสถ์ให้พอจำนวนพระมาก สันนิษฐานว่าแต่โบราณทำกัน ๓ อย่าง คืออย่างที่ ๑ รื้อโบสถ์เดิมถางใหม่ให้ใหญ่โต ตัวอย่างมีอยู่ที่วัดพุทไธสวรรย์พระนครศรีอยุธยาแห่ง ๑ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเมืองลพบุรีแห่ง ๑ วัด
พระพุทธชินราช ณ เมืองพิษณุโลกแห่ง ๑ และวัดมหาธาตุเมืองนครศรีธรรมราชด้วยอีกแห่ง ๑ ล้วนมีโบสถ์ใหญ่แต่อยู่นอกบริเวณพระเจดีย์วิหารทั้ง ๔ แห่ง อย่างที่ ๒ สร้างโบสถ์เพิ่มขึ้นใหม่ในพระเจดีย์วิหาร ตัวอย่างมีที่วัดพระศรีสรรเพชญ์พระนครศรีอยุธยาแห่ง ๑ และเข้าใจว่าที่วัดมหาธาตุเมืองสุโขทัยอีกแห่ง ๑ อย่างที่ ๓ ผูกสีมาวิหารเดิมแปลงเป็นโบสถ์ สังเกตดูวัดชั้นเก่าบางวัดมีโบสถ์อยู่หน้าพระ
เจดีย์แทนวิหาร ยกตัวอย่างดังเช่นวัดมเหยงคน์ และวัดกุฎีดาวที่กรุงศรีอยุธยาเป็นต้น และมีบางวัดที่ในเมืองสุโขทัยและเมืองสัชนาลัย ชวนให้เห็นว่า เมื่อแรกสร้างคงสร้างเป็นวิหารตามแบบเดิม ต่อภายหลังมาเมื่อใคร่จะให้มีโบสถ์ขึ้นในวัดนั้น คงแปลงวิหารเดิมเป็นโบสถ์ เพราะสะดวกกว่าสร้างโบสถ์ใหม่ และคงเป็นต้นแบบอย่างของการที่สร้างวัดมีโบสถ์เป็นประธานที่วิหารอย่างเดิม ถ้าหากจะสร้างวิหารด้วยก็ไปสร้างทางข้างด้านหลังพระเจดีย์
​เรื่องนี้ดูเหมือนทูลกระหม่อม จะได้เอาเป็นธุระสอดส่องมาก สังเกตดูวัดที่ทรงสร้างใหม่หลายวัด ดูทรงสร้างอย่าง “ถอยหลังเข้าคลอง” คือวัดบรมนิวาศเป็นวัดแรก มีพระอุโบสถเป็นประธานอยู่หน้าพระเจดีย์อย่างวัด “สมัยใหม่” ในกรุงศรีอยุธยา ต่อมาถึงวัดมกุฎกษัตริย์ วัดโสมนัสวิหาร มีวิหารเป็นประธานอยู่หน้า ทำพระอุโบสถย่อม
กว่าวิหาร ไว้ข้างด้านหลังพระเจดีย์ วัดปทุมวันก็เช่นนั้น เป็นแต่พระอุโบสถอยู่หน้าวิหารอยู่ด้านหลัง ใช้แบบถอยขึ้นไปเป็นอย่างสมัยสุโขทัย ถึงวัดราชประดิษฐ์มีแต่พระเจดีย์กับวิหาร ไม่มีพระอุโบสถทีเดียว ย้อนขึ้นไปถึงชั้นแบบเดิม เพราะทรงแก้ไขเรื่องทำสังฆกรรมให้สะดวกได้ด้วยผูกเป็นมหาสีมาทั้งวัดมกุฎฯ วัดโสมนัสฯ และวัดราชประดิษฐ์
เรื่องนี้ทูลอธิบายบรรเลงมายืดยาว ถ้าทูลสนองโดยย่อตามที่ตรัสถามว่า การสร้างโบสถ์เป็นประธานของวัดเกิดขึ้นแต่เมื่อใด เห็นว่าน่าจะเกิดขึ้นเมื่อปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา แล้วถือเป็นสืบมาในกรุงรัตนโกสินทร
๒) เรื่องพระธรรมยุตที่มาสอนพระศาสนา กลับไปกรุงเทพฯ นั้น ต้องทูลย้อนถึงเรื่องเดิมตั้งแต่ก่อนหม่อมฉันออกมาอยู่ปีนัง มีจีนพวก ๑ คิดตั้งสมาคมบำรุงพระพุทธศาสนา เรียกชื่อว่า “พุทธศาสนิกสมาคม” Buddhist Association สมาคมนั้นได้​รับสงเคราะห์ของรัฐบาล ยอมให้ออกฉลากกินแบ่งเดือนละครั้ง ๑ หาทุนได้มากจนถึงสามารถซื้อที่สร้างวัดใหญ่ได้ที่ตำบลดาโต๊ะกรหมัดแห่งหนึ่ง เมื่อท่านเสด็จมาปีนังดูเหมือนจะได้เคยเสด็จไปทอดพระเนตรวัดนั้นแล้ว แต่ต่อมาเมื่อสัก ๒ ปีนี้ รัฐบาลเลิก
อนุญาตให้ออกฉลากกินแบ่ง สมาคมนั้นได้อาศัยแต่ทุนที่ได้สะสมไว้ ถึงตอนนี้มีจีนอีกพวก ๑ คิดตั้งสมาคมบำรุงพระพุทธศาสนาขึ้นใหม่ เรียกว่า “ญาโณทัยพุทธศาสนิกสมาคม” Nanodaya Buddhist Association อ้างเหตุว่า เพราะสมาคมก่อนบำรุงพระพุทธศาสนาลัทธิมหายานซึ่งพวกเขาไม่เลื่อมใส จึงตั้งสมาคมใหม่เพื่อจะบำรุงพระพุทธศาสนาทางลัทธิหินยาน พวกแซ่ลิม เจ้าของวัดศรีสว่างอารมณ์อยู่ในพวกที่ตั้งสมาคมใหม่ ยอมโอนวัดนั้นให้ไปอยู่ในสมาคมด้วย พวกกรรมการชั้นแรกที่ตั้ง
ญาโณทัยสมาคมล้วนเป็นคนชั้นผู้ใหญ่เข้าชื่อกันยื่นเรื่องราวต่อเถรสมาคม คณะธรรมยุติกาในกรุงเทพฯ ขอพระสงฆ์ออกมาสอนพระพุทธศาสนา ณ เมืองปีนัง พวกสมาคมรับจะจัดที่ให้อยู่ ณ วัดศรีสว่างอารมณ์ และจะรับเลี้ยงดูอุปการะพระสงฆ์ด้วยประการทั้งปวง เถรสมาคมธรรมยุติกาจึงจัดให้พระมหาภุชงค์กับพระมหามุกด์ วัดราชประดิษฐ์ ออกมาสอนพระศาสนาตามประสงค์ของพวกญาโณทัยสมาคม การชั้นที่ตั้งสมาคมและที่ขอพระธรรมยุติ ตลอดจนที่เถรสมาคมให้พระ​ออกมา แต่เดิมหม่อมฉัน
หาได้ทราบไม่ จนพระออกมาถึงเมืองปีนัง เธอมาหาหม่อมฉันเอาลิขิตของสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์มีมาในนามของเถรสมาคมมาให้ ขอฝากพระที่มาให้หม่อมฉันช่วยอุปการะแนะนำด้วย จึงได้ทราบเรื่องเป็นทีแรก แต่หม่อมฉันก็รับเอาเป็นธุระด้วยความยินดี และได้อุปการะมาตามสมควร ตั้งแต่พระธรรมยุตออกมาอยู่วัดศรีสว่างอารมณ์ ก็ได้ประพฤติกิจตามพระธรรมวินัยและสอนพระศาสนาโดยเรียบร้อย มีผู้คนเลื่อมใสมากขึ้นโดยลำดับมากว่า ๒ ปี แต่มาเกิดเหตุลำบากขึ้นด้วยเมื่อถึงคราว
เปลี่ยนกรรมการของสมาคม กรรมการชุดใหม่ล้วนเป็นคนชั้นหนุ่ม พวกกรรมการชุดผู้ใหญ่ที่เป็นเจ้าของวัดและได้ขอพระออกมาถึงคราวต้องออกจากตำแหน่ง หม่อมฉันสันนิษฐานว่ามูลเหตุจะเป็นด้วยเงินทุนของสมาคมบกพร่อง ด้วยได้เงินเรี่ยรายไม่มากเหมือนคาด และบางทีจะเป็นเพราะรัฐบาลไม่อุดหนุนเหมือนเช่นเคยอุดหนุนสมาคมก่อนด้วย อย่างไรก็ดีพวกกรรมการชุดหนุ่มคิดจะตัดรายจ่ายของสมาคม คือค่าอุปการะพระที่ออกมาสอนพระศาสนาเป็นต้น ให้ต้องจ่ายเงินน้อยลงเอาทุนไป
ปลูกฝังให้เกิดดอกผลสำหรับใช้ในการสมาคม โดยความคิดนั้น พวกกรรมการชุดหนุ่มอยากจะคืนพระกลับไป แต่พวกชุดผู้ใหญ่ที่เคยเป็นกรรมการไม่เห็นชอบด้วย ต่างยืนเรื่องราวต่อเถรสมาคมแย้ง​กัน พวก ๑ ขอให้เถรสมาคมเรียกพระกลับ พวก ๑ ขอให้พระอยู่ต่อไป เถรสมาคมสั่งมาให้ปรึกษาหม่อมฉัน ๆ เห็นว่าเหตุที่พระออกมาเป็นการระหว่างสมาคมญาโณทัยกับเถรสมาคม ไม่เกี่ยวแก่บุคคลจำพวกใด อีกประการหนึ่งเถรสมาคมให้พระออกมาเพื่อจะสอนพระศาสนาแก่บุคคลทุกจำพวก
เสมอหน้ากัน เมื่อเกิดแตกต่างกันขึ้นในสมาคมเช่นนั้น ควรเถรสมาคมจะเรียกพระกลับไปเสียเอง หาควรให้สมาคมตัดสินว่าจะให้พระกลับหรืออยู่ต่อไปไม่ เมื่อความเห็นของหม่อมฉันรู้ไปถึงพวกสมาคม พวกชุดผู้ใหญ่ไปประชุมกับพวกกรรมการชุดหนุ่มว่ากล่าวตกลงกัน พวกกรรมการชุดหนุ่มเขียนจดหมายถึงเถรสมาคมอีกฉบับ ๑ ว่าที่ได้ขอให้พระกลับนั้น เพราะปรารภด้วยค่าใช้จ่ายเท่านั้น แต่ถ้าพระยังจะอยู่ที่วัดศรีสว่างอารมณ์สมาคมก็รับจะเลี้ยงดูต่อไป คือเป็นการถอนจดหมายที่ขอคืนพระ
เหตุการณ์ก็สงบมาคราว ๑ แต่ทั้ง ๒ พวกไม่ปรองดองกันได้จริง ข้างพวกชุดผู้ใหญ่ก็จะถอนวัดศรีสว่างอารมณ์ออกจากสมาคม พวกชุดหนุ่มก็ยังจะคิดตัดค่าเลี้ยงพระ หม่อมฉันทราบว่าเป็นเช่นนั้น เห็นว่าจะให้พระอยู่สำหรับพวกสมาคมทำให้เป็นไปได้ต่างๆ หาสมควรไม่ จึงแนะนำให้เถรสมาคมเรียกพระกลับไปเสีย หม่อมฉันไปส่งพระเมื่อก่อนวันจะกลับ เห็นอุบาสก อุบาสิกา พากันมาส่งมาก สังเกตดูล้วนมีความอาลัย ได้ยินว่าที่มาร้องไห้ก็มี
​สนองความในลายพระหัตถ์
๓) ตรัสมาถึงเคยทรงฟังแขกชาวอินเดียสวดทำนองคล้ายสรภัญญะ ทำให้หม่อมฉันนึกขึ้นถึงทำนองสวดแปลกๆ ที่หม่อมฉันได้เคยฟังเมื่อไปนครวัด เย็นวันหนึ่งหม่อมฉันขึ้นไปเดินดูพระระเบียงชั้นกลาง ได้ยินเสียงพระสงฆ์สวดอยู่ในองค์พระปรางค์ชั้นยอดเป็นทำนองเหมือนภาณยักษ์ แต่ไม่มีกระโชกกระชากฟังเพราะจับใจ อยากจะนิมนต์มาสวดให้ฟังแต่ต้น อุส่าห์ทนปีนบันไดขึ้นไปจนถึงในปรางค์ แต่พระสวดจบลงบันไดทางด้านอื่นไปเสียหมดแล้ว ไม่รู้ว่าอยู่วัดไหนก็จนใจไม่สมหมาย อีกอย่าง ๑
เมื่อยังหนุ่มได้เคยฟังพวกนักสวดเขาสวดเรื่องพระพุทธโฆษา เป็นทำนองลังกา ตอนพระอินทร์พาเทวดาลงมาช่วยโล้สำเภา พระพุทธโฆษามีคาถาว่า สุเร สุร สุรม เป็นต้น เชื่อว่าท่านก็คงเคยได้ทรงฟังแล้ว แต่เขาสวดในกระบวนเล่นตลกหน่อยหนึ่งก็เปลี่ยนเป็นอื่นไมเคยได้ยินจนจบ ก็นึกว่าเป็นของพวกนักสวดแต่งเล่น หมู่นี้หม่อมฉันอ่านหนังสือวิสุทธิมัคค์ที่มหากิมแปลให้ขุนโสภิตอักษรการ (แห) พิมพ์ ณ โรงพิมพ์ไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ ตอนจบท้ายเล่ม ๖ เขาพิมพ์เรื่องพุทธโฆษนิทานไว้ด้วย
เมื่ออ่านดู “หูผึ่ง” ด้วยเห็นได้ว่าหนังสือเรื่องนี้เองที่พวกนักสวดเอาไปสวด และบางทีรูปภาพเรื่องพระพุทธโฆษาซึ่งทูลกระหม่อมโปรดให้เขียนในโบสถ์วัดมหาพฤฒาราม ก็จะออก​จากหนังสือเรื่องนี้เอง ยังมีเรื่องและคาถาแปลกเช่นนั้นกว่าที่พวกนักสวดๆ อีกมาก ควรนับว่าเป็นหนังสือแต่งนอกรีตน่าอ่าน ถ้าไม่มีที่ตำหนักโปรดให้ชายงั่วไปหามาถวายก็เห็นจะได้ ควรทรงอ่านเฉพาะตอนท้ายเล่ม ๖ เล่มเดียวเท่านั้น
คิดต่อไปถึงทำนองสวด ดูขึ้นชื่อว่าสวด คือท่องว่าอะไรยาวๆ แล้วเป็นต้องมีทำนองหมดทุกอย่าง เบื้องต้นแต่กล่อมเด็ก ขับเสภา อ่านหนังสือ หรือเทศน์ให้คนฟัง ถึงไม่จงใจ สำเนียงและกระบวนที่กล่าวคำเข้ากันเป็นทำนองๆ ของใครไพเราะชอบหูก็จำอย่างไปใช้เช่นนั้นบ้าง แม้ทำนองเทศนาของพระมหาเถรแต่ปางก่อน ก็มีผู้นำเอาไป
ให้ชื่อ เช่นเรียกว่า “ทำนองกระต่ายติดแร้ว” “ทำนองแก้วป้อนลูก” เป็นต้น เอาเป็นแบบอย่างเทศน์กันต่อไป ท่านทรงจำได้หรือไม่ พระราชาคณะที่เทศน์ทำนองอย่างเก่าองค์หลังที่สุดคือ พระธรรมดิลก (น่วม) วัดสระเกศ ฟังไพเราะมาก ตั้งแต่สิ้นท่านองค์นั้นแล้วก็ไม่ได้ยินทำนองอย่างเก่าอีก
๔) เรื่องที่ใช้อักษร ร กับ ล สับปลับกันนั้น หม่อมฉันมีโบราณคดีที่จะเล่าบรรเลงถวาย เมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จเลียบหัวเมืองมณฑลฝ่ายเหนือ ใน พ.ศ. ๒๔๔๕ หม่อมฉันเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย สั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไปรับเสด็จที่ชายแดน แล้วลงเรือพระที่นั่งโดยเสด็จสำหรับกราบทูลสนอง​พระราชดำรัสถามกิจการต่างๆ ถ้าเสด็จประพาสเฉพาะอำเภอให้นายอำเภอเป็นผู้ทูลสนอง ครั้งนั้นใครทูลสนองต้องพระราชหฤทัยก็โปรด ถึงได้รับพระราชทานบำเหน็จก็มี เช่น
เจ้าพระยามุขมนตรี (อวบ เปาโรหิต) เวลานั้นยังเป็นที่พระวิเศษชัยชาญ ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทองไปรับเสด็จ ทรงซักไซ้ไปกลางทางทูลสนองได้พอพระราชหฤทัย เสด็จไปถึงเมืองอ่างทองตรัสชมว่า พระวิเศษชัยชาญเอาใจใส่สอดส่องรู้กิจการบ้านเมืองดี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้นเป็นพระยาอินทรวิชิต ในเวลาประทับอยู่ที่เมืองอ่างทองนั้น เมื่อเสด็จประพาสอำเภอเมืองสรรคบุรี ก็ตรัสชมหลวงสรรคบุรานุรักษ์ (ฉาย) นายอำเภอ เป็นเหตุที่ได้เลื่อนขึ้นเป็นพระวิเชียรปราการ ผู้ว่าราชการ
จังหวัดกำแพงเพชร ครั้นเสด็จถึงเมืองนครสวรรค์ วันหนึ่งเสด็จประพาสตลาดปากน้ำโพ ขุนทิพบุรารักษ์ นายอำเภอเป็นผู้นำเสด็จประพาสตลาดบก แล้วขากลับเสด็จลงเรือพระที่นั่งคอนโดเลอพายประพาสทางแม่น้ำ ขุนทิพบุรารักษ์ลงนั่งที่กระทงท้ายเรือหลังที่ประทับ พอออกเรือ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงผันพระพักตรไปตรัสถามขุนทิพ ฯ ว่า “เจ้าเป็นที่อะไร” ขุนทิพฯ กราบทูลฯ ว่า “ข้าพระพุทธเจ้าเป็นที่ขุนทิพบุลาลักษ์” พอได้ทรงฟังก็สบัดพระพักตรหันมาตรัสแก่เจ้านายว่า “อ้ายเอา ร เป็น ล นี่มัน
เกิดขึ้นในแผ่นดิน​พระจุลจอมเกล้าแท้ๆ แต่ก่อนหามีไม่” แล้วเลยตรัสเล่าต่อไปว่า เมื่อรัชกาลที่ ๔ เกิดพูดเสียง ร เจือ ว (ที่กรมหลวงประจักษเขียนว่ากะหยะ กะเยียม เพราะไม่มีตัวอักษรที่จะเขียนเสียงนั้นได้) เพราะลิ้นสมเด็จเจ้าพระยาว่าเสียง ร ไม่ชัด คนอื่นก็เอาอย่างไปพูดเสียงเช่นนั้นบ้าง (คือในพวก อมาตยกุล เป็นต้น) แต่เมื่อสิ้นสมเด็จเจ้าพระยาแล้ว เสียงเช่นนั้นก็หายไป แต่มาเกิดเอา ร เป็น ล แทน หม่อมฉันนั่งฟังตรัสออกนึกสงสารขุนทิพฯ ว่าเคราะห์ร้าย ถ้าไม่ทูลเอา ร เป็น ล บางทีก็เห็นจะ
ตรัสชม แต่เรื่องเอา ร เป็น ล อย่างประหลาดยิ่งนั้นที่ภาษาจีนไม่มีสำเนียง ร พูดใช้ ล แทน และภาษาญี่ปุ่นไม่มีสำเนียง ล พูด ใช้ ร แทน ไฉนจึงมาตรงกับไทยเอา ร เป็น ล ดูน่าพิศวง แต่พิเคราะห์ดูมิใช่ไทยเอาอย่างจีนและญี่ปุ่นมาพูดเอา ร เป็น ล เพราะเป็นแต่บางคน น่าจะเป็นด้วยเอาอย่างไทยด้วยกันเองดังพระราชดำริ แต่โรงเรียนแก้ไขได้มากแล้ว จีนและญี่ปุ่นรุ่นหลังก็ว่าได้ถูกทั้ง ร, ล ไทยที่ชอบเขียนเอา ร เป็น ล ดูก็น้อยลงมากแล้ว
๕) ข้อที่คำพูดเสียงเดียวกันหมายความต่างกัน แต่อาจจะเข้าใจได้ด้วยอาศัยคำอื่นอันอยู่ใกล้เคียง อังกฤษเรียกว่า Context นั้น จริงดังทรงพระดำริ คำเช่นนั้นที่น่ากลัวอย่างยิ่ง คือ คำ ใกล้ กับ ไกล อันหมายความตรงกันข้าม มีที่สังเกตว่าผิดกันเพียง​เสียงไม้โท แต่ก็ไม่เห็นใครเข้าใจผิด เพราะคงมีคำประกอบให้เข้าใจเช่นว่า “ใกล้
แล้ว” หรือ “ยังไกล” เป็นต้น การใช้วรรณยุกต์หมายเสียงสูงต่ำจะว่าไม่จำเป็นก็ว่าได้ เช่นพระยาคำแหงสงคราม (จันท์) แกชมว่า “กรมขุนสรรพสิทธิท่านเป็นช้างใหญ่” ก็ไม่มีใครเข้าใจผิด หนังสือเขียนกันแต่ก่อนสมัยมีโรงเรียนก็มิใคร่ใช้วรรณยุกต์ เราอ่านก็ไม่เคยเข้าใจผิด
๖) ที่ต้องทรงทิ้งวังท่าพระ ไปประทับที่ตำหนักปลายเนินเพราะไปเคยพระองค์เป็นเหตุนั้นมิใช่แต่พระองค์ท่าน แม้สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็ต้องทิ้งพระบรมมหาราชวังด้วยเหตุอย่างเดียวกัน เมื่อตอนแรกสร้างพระราชวังดุสิต ก็ทรงพระราชดำริจะสร้างเป็นที่สำหรับประทับชั่วคราว เคยตรัสแก่หม่อมฉันว่าจะเสด็จออกไปประทับทุกปลาย
สัปดาหะ (Week End) คือวันเสาร์กับวันอาทิตย์ หม่อมฉันเคยกราบทูลสนองว่า “ข้าพระพุทธเจ้าเกรงแต่จะทรงพระเสียคน เมื่อคุ้นอากาศสบายแล้วจะทนที่ในวังไม่ไหว” ต่อนั้นมาไม่ถึงปี เสด็จประทับอยู่ในวังเวลาสงกรานต์หม่อมฉันเข้าไปเฝ้า พอทอดพระเนตรเห็นก็ตรัสว่า “กรมดำรง ฉันเสียคนเสียแล้วอย่างเธอว่า ปีนี้เข้ามาถูกร้อนในวังถึงเป็นลม”
๗) เทียนที่เขาให้มาทูลลาตายนั้น หม่อมฉันเคยสังเกตว่าผิดเทียนอื่นเพียงเมื่อจับขี้ผึ้งมักบุบเข้าไป เพิ่งมาทราบว่าเป็นกล​อุบายค้าขายของคนฟั่นเทียนขาย เมื่อตรัสบอกมาในลายพระหัตถ์ และขอบใจคุณโตผู้เผยแผ่ความรู้ด้วย
ข่าวทางปีนัง
๘) มีความรู้แปลกที่จะทูลเรื่อง ๑ ด้วยเมื่อเร็วๆ นี้ เจ้าของตึกซินนามอนฮอลเขาขออนุญาตให้ฝรั่งคน ๑ มาตรวจดูตามห้องที่ในเรือน เขาบอกว่าเพื่อจะจัดการกันปลวกขึ้น ต่อมาเขาตกลงกันกับบริษัทที่ไปรับปราบปลวกให้คนมาลงมือทำการปราบอยู่แล้ว วิธีปราบปลวกที่ทำนี้เป็นอย่างใหม่ ว่าคิดขึ้นได้ในออสเตรเลีย ด้วยมีผู้เชี่ยวชาญวิชาตรวจพบแมลง Microbe อย่าง ๑ ซึ่งไม่ให้ร้ายมนุษย์แต่เป็นเชื้อโรคแก่ปลวก เขาเอาตัวแมลงนั้นประสมกับอาหารล่อให้ปลวกกิน นัยว่าเมื่อปลวกตัวใด
กินแมลงนั้นเข้าไปก็เกิดเป็นทรพิษติดตัว แล้วพาพิษไปติดต่อถึงพวกปลวกเป็นโรคระบาดอาจจะตายได้หมดทั้งรัง แป้งปราบปลวกนั้นทำได้ด้วยไม่ต้องลงทุนมาก จึงมีพวกตั้งบริษัทรับจ้างปราบปลวกเรียกค่าจ้างย่อมเยากว่าปราบด้วยวิธีอย่างอื่น จึงมีผู้เจ้าของบ้านเรือนจ้างกันมาก หม่อมฉันพิจารณาดูวิธีปราบที่พวกบริษัทมาทำ ณ ซินนามอน ฮอล ดูเหมือนชั้นแรกผู้ชำนาญมาตรวจก่อน ว่ามีปลวกอยู่ที่ตรงไหนบ้าง หมายที่ตรงนั้นไว้ แล้วให้ลูกน้องมาทำการปราบ แต่ละคนมีคบไฟฟ้าดวง ๑ เหล็ก
แหลมอัน ๑ กับกลักยา​และเครื่องฉีดสำรับ ๑ เที่ยวดูตามที่หมายไว้ เอาไฟฟ้าส่องและเอาเหล็กแหลมคว้านขยายรูจนเห็นตัวปลวกแล้วก็ฉีดแป้งยาพิษเข้าไป เวลานี้ยังไม่เห็นผลปรากฏว่าจะเป็นอย่างไร แต่ในแหลมมลายูตอนใต้รวมทั้งเมืองสิงคโปร์และปีนังปลวกชุมกว่าในเมืองไทยมาก ถ้าบริษัทปราบปลวกได้ดังอ้างก็เห็นจะรวย เพราะเขาปิดสรรพคุณยาปราบปลวกไว้เป็นความลับ ปราบด้วยวิธีนี้ได้แต่พวกเขาบริษัทเดียว
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๓ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๔๘๓
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
เมื่อวันที่ ๙ เดือนนี้ ได้รับลายพระหัตถ์เวร ซึ่งลงวันที่ ๔ มิถุนายน เรียบร้อยตามเคย มีตราสั่งผ่านเลข ๓๒ หนังสือฉบันนี้มากับรถไฟซึ่งถึงกรุงเทพฯ วันที่ ๘ แต่เขาส่งช้าไปวันหนึ่งหาเป็นไรไม่ จะกราบทูลสนองความในลายพระหัตถ์นั้นแต่ลางข้อต่อไปนี้
​สนองลายพระหัตถ์
บานประตูมุกด์สามคู่ ลงพุทธศักราชเหลวอย่างทรงพระดำริคาดแม่นแล้ว ความแน่ต้องอยู่ที่ ปีมะแม ปีระกา ปีกุน นั่นจะไม่พลาดไปได้เลย
เรื่อง ๑๒ นักษัตร ได้ทรงเริ่มเรื่องขึ้นทีหนึ่งแล้ว นึกเอาใจใส่อยู่เป็นอันมาก แต่ปัญหานั้นโรยราไม่เป็นผลสำเร็จไปได้ ก็คิดอยู่ที่จะสืบต่อไปเพื่อรู้เป็นส่วนจำเพาะตัว ตามที่ตรัสแนะนำให้ถามพระเจนจีนอักษรนั้นเป็นพระดำริที่ควรอย่างยิ่ง แต่เวลานี้แกเจ็บแกนึกตายเสียด้วยซ้ำ คิดจะไปเยี่ยมฟังอาการว่าหนักเบาเพียงไรก็ยังไม่ได้ไป แม้จะถามแกก็เป็น “อกาโล” แต่ไม่เป็นไร มีทางที่จะรู้ได้ถมไป จะสืบสวนดู ถ้าได้ความเป็นล่ำสันอย่างไรก็จะกราบทูลมาให้ทรงทราบด้วยทางแถบเราใช้กันมาก
หนังสือ เรื่องกามนิตจะจัดหาส่งมาถวายไม่ยากอะไร
การปลูกมะพร้าวในที่ฝังรกเด็กนั้น เพื่อประโยชน์อุดหนุนเด็กเป็นแน่ พอเด็กโตมะพร้าวก็ออกลูก ได้เป็นกำลังแก่เด็ก งามจะเป็นเช่นนั้น ข้อพระดำริที่ว่าครัวใหญ่ขึ้นแยกเรือนไปนั้นถูกต้อง เคยคิดอยู่ว่าคำ “อพยพ” ก็คือ “อวยว” ควรจะเป็นความหมายถึงครัวที่แยกออกไปนั้น เหตุไฉนจึงเข้าใจกันว่าเป็นยกย้าย แต่ได้รับพระราชนิพนธ์ของทูลกระหม่อมแห่งหนึ่ง ​ทรงใช้ในที่ยกย้ายครัวเรือนไปพร้อมด้วยสาขา ก็เป็นอันเข้าใจฟังได้สนิทดี
เรื่องสมโภชสามวันกับสมโภชเดือน เอาเป็นตกลงว่าใช้พระสังข์ด้วยกัน และองค์หญิงองค์ชายก็ใช้เหมือนกันไม่ควรต่างกัน เพราะเป็นการกระทำเพื่อประกอบการสมโภช อย่างที่ทรงพระดำรินั้นชอบยิ่งแล้ว
บทกล่อมพระเจ้าลูกเธอ เคยเห็น
“ปางนั้นพระสุริย์วง ษอสัญญะแดหวา
อุ้มองค์วนิดา กรตระกองตระการชม”
เขาว่าหลวงสารประเสริฐ (นุช) แต่ง เข้าใจว่าเป็นคำกล่อมพระเจ้าลูกเธอตามปกติ จะจัดว่าเป็นช้าลูกหลวงด้วยหรือไรก็ไม่ทราบ และบทที่เรียกว่าช้าหลวงจะใช้มาแต่ขึ้นพระอู่หรือไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน
เมืองบาณบุรี ทรงพระดำริว่าจะเป็น เมืองวาฬบุรี ไม่ใช่ ปราณบุรี เป็นพระวินิจฉัยอันประกอบด้วยเหตุ และเป็นพระดำริรับรองในความเห็นที่ว่าขนสินค้าข้ามเขาเข้ามาทางบก
โบสถ์วัดวงษ์มูลซึ่งหันหน้าออกทางด้านแป เมื่อฟังตรัสเล่าก็นึกขึ้นได้ว่าเคยได้ยินมาเหมือนกันว่าแก้ทีหลัง แต่ไม่ได้ยินเหตุว่าแก้เพราะเหตุไร โบสถ์พระปฐมเจดีย์นั้นทรงพระวินิจฉัย​ดีนัก เป็นแน่ดังนั้นด้วยมีวิหารทิศอยู่เป็นพยาน อันวิหารทิศนั้น เกล้ากระหม่อมเคยคิดว่าเดิมทีทำไว้เป็นที่ไหว้พระธาตุ ไม่มีพระพุทธรูปตั้ง เห็นได้ว่าทูลกระหม่อมก็ทรงพระราชดำริเช่นนั้น จึงทรงทำวิหารหน้าแห่งพระปฐมเจดีย์มีแต่แท่นบูชา ตกมาถึงรัชกาลที่ ๖ โปรดให้แก้เป็นเปิดโปร่งเห็นองค์พระปฐมเจดีย์เสียด้วยซ้ำ
จะประทานอธิบายถึงเรื่องโบสถ์ ว่ายกขึ้นเป็นประธานสำคัญเมื่อไรนั้นดีนัก เกล้ากระหม่อมก็เป็นแต่สังเกตเห็น แต่ไม่ทราบอายุว่ายกกันขึ้นเมื่อไร ในการที่สร้างพระเจดีย์ไว้หลังโบสถ์ก็มาแต่วิหารที่นมัสการพระเจดีย์นั่นเอง หากถูกแก้ให้เป็นโบสถ์เสียในภายหลัง วัดทางเหนือเห็นใช้โบสถ์น้ำทำเป็นแพกันเกลื่อนกลาด ดูเป็นไม่นับถือโบสถ์จริงๆ
ตรัสถึงการฉลาดลวงของคนขายของ เรื่องในชาติปางก่อนก็มาผุดขึ้นในใจเรื่องหนึ่ง คิดจะขันดีจึงจะนำมาเล่าถวาย ในกาลครั้งหนึ่งเมื่ออยู่บ้านเจ้าพระยาเทเวศรที่คลองเตย ได้ชวนกันขึ้นรถไฟ (ก่อนเขาทำรถไฟฟ้า) พุ่งไปเที่ยวปากน้ำแล้วลงเรือจ้างไปเที่ยวปากลัด ขึ้นรถรางไปบางคอแหลมข้ามเรือจ้างไปขึ้นรถรางอีกฟากหนึ่ง ถึงหัวลำโพงขึ้นรถเจ๊กกลับบ้านคลองเตย ครั้งนั้นเขาไม่เดินรถรางทางไป
คลองเตยในเวลาค่ำจึ่งต้องใช้รถเจ๊ก ​ก็เป็นอันได้ขี่รถทุกอย่างต่างรื่นรมย์ไปด้วยกันทั้งนั้น เมื่อไปถึงปากลัดได้พากันไปเที่ยวตลาดเช้าไปในร้านแห่งหนึ่ง เจ้าของร้านดีอกดีใจต้อนรับเป็นอันดีชงน้ำชามาเลี้ยง เกล้ากระหม่อมเห็นผ้าเขาแขวนไว้ขายตีพิมพ์เป็นรูปสัตว์ จึงคะเนว่าถ้าเอาไปตัดเสื้อให้เด็กจะพอใจมาก ลูกหญิงปลื้มจิตรเห็นดีด้วยจึงสั่งให้เขาตัด อารามแกตื่นเต้นก็ไปโดนถ้วยน้ำชาหกรดผ้าที่ตัดไว้เข้า
แกก็กุลีกุจอซับน้ำที่เปื้อนผ้านั้น เจ้าของร้านบอกว่าไม่เป็นไร เอาใหม่ก็แล้วกัน ลูกหญิงปลื้มจิตรก็ขอบอกขอบใจเขา เขาก็ตัดห่อกระดาษส่งให้ลูกหญิงปลื้มจิตร ยังพูดชมเขามาตลอดทางว่าเขาใจดี ครั้นถึงที่อยู่ก็แก้ห่อออกอวดคนที่ไม่ได้ไปด้วย จึงพบปรากฏว่าผ้านั้นขาดตรงกลางไปตั้งคืบใช้อะไรไม่ได้ แปลว่าถูกสับเปลี่ยน ก็เป็นแต่หัวเราะกันไม่ได้โกรธเคืองอะไรเขา ด้วยเหตุที่เป็นไปก็เพราะเราเขลาเท่านั้นเอง
พระมหาภุชงค์กลับกรุงเทพฯ ได้เห็นข่าวเขาลงพิมพ์ในหนังสือ “บางกอกไตมส์” แต่นึกว่าคงกลับมาชั่วคราว หรือมิฉะนั้นก็คงจัดผลัดเปลี่ยนไม่นึกเลยว่าจะมีเหตุเกิดถ้อยร้อยความ จะตรัสเล่าประทานให้ได้ทราบเรื่องนั้นดีนัก เพื่อตัดความงมงาย นึกก็น่าเสียดายที่เธออุตส่าห์เรียนภาษาฮกเกี้ยนจนเทศน์ได้ ย่อมเป็นประโยชน์แก่ชาวเกาะปีนังมากทีเดียว
​ปกิรณกะ
ในกรุงเทพฯ สิ่งที่มาสู่จำเพาะหน้าก็ไม่มีอะไร นอกจาก “ใบดำใบแดง” ไหลมาเทมาเป็นกระบุงหู แต่ก็ไม่มีใบใดซึ่งควรจะกราบทูลให้ทราบ เว้นแต่ ๒ ใบซึ่งเห็นขันจึงจะเล่าถวายให้ทรงทราบ ว่าอานุภาพแห่งใบดำใบแดงนั้นเดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร
๑. มีคนเอา “ใบดำ” มาให้ในนั้นลงชื่อพระญาณโสภณ เจ้าอาวาสวัดสังเวชบอกจะเผาศพไม่มีญาติซึ่งอยู่ที่วัด ๒๕๐ ศพ เชิญไปเผา เกล้ากระหม่อมก็นึกว่าท่านประสงค์จะเรี่ยรายเอาเงิน ได้ทำใจว่าจะส่งเงินไปถวาย แต่อีกครู่เดียวเด็กมาบอกว่า คนที่เขาถือการ์ดมา เขาอยากทราบว่าจะเสด็จไปได้หรือไม่ได้ก็ทำให้เข้าใจทันทีว่าเขาต้องการตัว ไม่ใช่ต้องการเงิน จึงบอกว่า “ไม่ไป” เห็นเป็นคำเพลาที่สุดอยู่แล้ว
๒. นายอำเภอบางกรวยจดหมายมาให้นำเงินค่านาที่คลองมหาสวัสดิ์ไปชำระ ในกาลอันเดียวกันนั้นส่ง “ใบแดง” มาให้ด้วย บอกว่าจะมีการบวชนายสละ เจิดสวัสดิ์ ที่วัดชะลอ ใกล้ที่ว่าการอำเภอบางกรวย ใครก็ไม่ทราบไม่รู้จักมักจี่มีเกี่ยวข้องอะไรกันแม้แต่นิดเดียว ตกลงเป็น “นิ่งเสียดี” เพราะในการ์ดก็มี​แต่ว่า “ขอประทานทูลกราบเรียน เรียนเพื่อทรงทราบ และเพื่อทราบ” เท่านั้น ไม่ได้เคี่ยวเข็ญให้ทำอย่างไรจึงเป็นแต่ทรงทราบเท่านั้น
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๓ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๑๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๓
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
ลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๑๑ มิถุนายน มาถึงหม่อมฉันแล้วโดยเรียบร้อย คราวนี้เขาส่งเร็วขึ้นได้รับในวันศุกร์ที่ ๑๔ เวลาบ่าย
ทูลสนองความในลายพระหัตถ์
๑) ได้ทราบว่าพระเจนจีนอักษรป่วย อาการมาก ออกวิตกและเป็นห่วง อายุแกเห็นจะพอเข้า ๗๐ แต่ร้ายอยู่ที่ตัวแกท้อใจเสียด้วย ถ้าท่านเสด็จไปเยี่ยมคงจะเกิดความปีติยินดีอาจจะช่วยให้แกสบายได้บ้าง
​๒) เห่ช้าลูกหลวง นั้นเป็นเรื่องน่าพิจารณา หม่อมฉันกำลังจะตั้งต้นเขียนวินิจฉัยตามบทที่มีอยู่ที่นี่ นึกขึ้นได้ว่าหม่อมฉันเคยรวมบทเห่กล่อมให้หอพระสมุดฯ พิมพ์ครั้ง ๑ ได้ขอฉบับเข้าไปแล้ว เมื่อได้มาจะรวมวินิจฉัยเขียนถวายทั้งเรื่อง
๓) เรื่องโบสถ์แพนั้น “เห็นจะเป็นคติซึ่งพวกพระที่ไปบวชลังกาพาเข้ามา เพราะที่ในเมืองลังกาตั้งแต่ต้องย้ายราชธานีหนีข้าศึกลงมาตั้งทางข้างใต้ชอบใช้นทีสีมา มีปรากฏมาแต่ในจารึกกัลยาณีของพระเจ้าหงสาวดีธรรมเจดีย์ (ร่วมสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถครองกรุงศรีอยุธยา) ว่าเมื่อให้พระเถระมอญออกไปบวชแปลงเป็นลังกาวงศ์ พระเจ้าภูวเนกพาหุตั้งเมืองชัยวัฒนเป็นราชธานี อยู่ใกล้เมืองโคลัมโบเดี๋ยวนี้ โปรดฯให้ผูกเรือขนานทอดทำเป็นโบสถ์อุปสมบทพระเถระมอญในนทีสีมา
กลางแม่น้ำกัลยาณี เพราะฉะนั้นจึงขนานนามโบสถ์ ซึ่งพระเจ้าธรรมเจดีย์ทรงสร้างใหม่ว่า กัลยาณีสีมา เลยมาเป็นชื่อของศิลาจารึกด้วย แท้ที่จริงเห็นจะเป็นเพราะไม่มีโบสถ์หรือมีแต่ไม่ได้ผูกพัทธสีมาอันปราศจากความรังเกียจ จึงให้ทำสังฆกรรมในที่สีมาให้สิ้นสงสัย เหมือนอย่างเมื่อแรกตั้งนิกายธรรมยุตก็ทำพิธีอุปสมบทกันในโบสถ์แพ จอดที่หน้าวัดราชาธิวาสจนนี้โบสถ์ผูกสีมา หมดความรังเกียจแล้วก็ไปทำสังฆกรรมกันในโบสถ์บนบก
​๔) เรื่องการเชิญด้วยบัตร ใบดำใบแดง ที่ตรัสเล่ามาคิดดูอยู่ข้างจะขันที่พระญาณโสภณจัดการเผาผีไม่มีญาติพร้อมกัน ๒๕๐ ศพนั้นก็เป็นการกุศลอย่างแปลกอันไม่เคยมีในวัดนั้น หรือแม้วัดอื่นๆ มาแต่ก่อน ตัวท่านคงเห็นเป็นการใหญ่โต คงจะมีคนรับช่วย และมีคนไปดูกันมาก จึงประสงค์เลยไปถึงจะให้มีพระบรมวงศ์ผู้หลักผู้ใหญ่
ไปประทานเพลิงให้เป็นเกียรติยศแก่งานนั้น ไม่ได้นึกถึงมูลของการเผาศพ ส่วนใบแดงที่นายอำเภอบางกรวยส่งมาถวายคล้ายกับเชิญเสด็จไปช่วยบวชนายสละ เจิดสวัสดิ์ นั้นก็ไม่รู้มูลของการนั้นอย่างเดียวกัน ดูเป็นบัตรประเภทเกิดขึ้นใหม่ น่าเรียกว่า “ใบเหลือง”
ที่จริงลักษณะบอกแขกในการเผาศพ แต่งงานและบวชนาคต่างกันเพราะมูลของการบอกแขกเผาศพนั้นเพื่อให้โอกาสแก่คนเคยรู้จักกับคนตาย โดยเป็นญาติหรือมิตรหรือแม้เป็นสัตรู ซึ่งอาจจะมีเวรกรรมต่อกันมาแต่หนหลังจะได้ไปขมาศพในวาระที่สุดให้เป็นอโหสิกรรม เจ้าภาพจะเชิญหาควรไม่ ควรแต่บอกให้รู้ว่าจะเผาศพเมื่อวันนั้น
การที่จะไปหรือไม่ไปแล้วแต่ใจแขกเขาจะตัดสิน ถ้าเขานึกว่ามีเวรกรรมกับผู้ตายเขาก็ไปขมา ที่เขาไม่รู้จักกับผู้ตายไม่มีกรรมเวรต่อกันก็ไม่ไป เพราะไม่มีกิจที่จะต้องไปขมา แต่เจ้าภาพมักเข้าใจว่า ถ้ามีคนสำคัญไปช่วย​เผาศพเป็นเกียรติยศ เป็นการเข้าใจผิดทั้งเรื่อง
ใบแดงที่เชิญแขกแต่งงานสมรสนั้น ที่จริงก็ควรเชิญแต่สมาชิกในสกุลฝ่ายเจ้าบ่าวกับสกุลฝ่ายเจ้าสาวแต่ ๒ สกุลเท่านั้น เพื่อให้ทั้ง ๒ สกุลยอมรับผู้ที่เป็นเขยหรือเป็นสะใภ้ เข้าเป็นสมาชิกในสกุลต่อไป การรดน้ำเดิมก็เห็นจะรดแต่เฉพาะผู้เป็นหัวหน้าใน ๒ สกุลนั้น แสดงกิริยายินยอม เพราะฉะนั้น ที่เชิญผู้อื่นนอกสมาชิกในสกุลเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวนั้นโดยเข้าใจผิด ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นใหม่ๆ ไม่ช้านัก ถ้าเชิญแต่เจ้านายหรือผู้หลักรู้ใหญ่ที่อยู่ในสกุลหรือฐานะปกครองเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็พอควร
ใบเหลืองที่บอกแขกบวชนาค หม่อมฉันเพิ่งได้ยินครั้งแรกจากตรัสมาในลายพระหัตถ์ ตามประเพณีเดิมถ้าใครจะบวช ผู้นั้นก็เอาดอกไม้ธูปเทียนมาลาเอง หรือถ้ายังไม่เคยรู้จักกันญาติผู้ใหญ่ก็พามาลา ที่จะเป็นแต่ส่งใบบัตรมาบอกว่าจะบวช หรือให้ผู้อื่นจะมาลาแทนผู้บวชหามีไม่ ข้างฝ่ายเราก็ตั้งเป็นธรรมเนียม ถ้าใครมาลาบวช ถึงจะเป็นคนเคยรู้จักหรือไม่รู้จักก็ถวายเครื่องบริขารช่วยทุกคน ไปถวายเองบ้าง ให้
คนอื่นไปแทนบ้าง แต่ถ้าใครไม่มาลาถึงจะเคยรู้จักก็ไม่ไปช่วยและไม่ไปถวายบริขาร ผู้อื่นที่ไปช่วยงานบวชนาคก็คงเป็นเพราะเจ้านาคได้อำลา ผิดกันแต่ให้ดอกไม้ธูปเทียนบ้างและไม่ให้บ้าง ว่าโดยย่อกิจที่​เผาศพกับที่รดน้ำแต่งงานและบวชนาค มูลผิดกันทั้งนั้น แต่กลายมาเป็นออกใบดำ ใบแดง ใบเหลือง โดยประสงค์แต่จะให้เป็นเกียรติด้วยมีคนไปช่วยมากเป็นประมาณ จึงดูขันอยู่
๕) จะทูลเลยไปถึงการที่ถวายดอกไม้ธูปเทียนกันในกรณีต่างๆ หม่อมฉันได้เคยคิดว่า มูลจะมาแต่อะไร คิดไปเห็นเหตุอย่างเดียว ที่จะปรับเข้ากับการถวายดอกไม้ธูปเทียน ในกรณีต่างๆ ได้ คือ “บอกการเปลี่ยนฐานะของผู้ถวาย” ดังบรรยายต่อไปนี้ คือ
๑. ถวายเมื่อลาโกนจุก หมายว่าเปลี่ยนฐานะจากเด็กเป็นหนุ่มสาว
๒. ถวายเมื่อลาบวช หมายว่าเปลี่ยนฐานะจากคฤหัสถ์เป็นบรรพชิต
๓. ถวายเมื่อแต่งงาน หมายว่าเปลี่ยนฐานะจากเป็นโสดเป็นผู้มีครัว
๔. ถวายเมื่อถวายตัว หมายว่าเปลี่ยนฐานะจากเป็นอิสระเป็นบริวารชน
๕. ถวายเมื่อรับกรม หมายว่าเปลี่ยนฐานะจากเป็นพระราชกุมาร เป็นเจ้าครองเมือง หรือครองกรม
๖. ถวายเมื่อทูลลาไปรับราชการหัวเมือง หมายว่า​เปลี่ยนฐานะจากเป็นข้าราชการในกรุงไปเป็นข้าราชการหัวเมือง
ยังคิดไม่เห็นเหตุอย่างเดียวแต่ถวายดอกไม้ธูปเทียนในงานเฉลิมพระราชมณเฑียร นออกจากนั้นไปก็เป็นเครื่องบูชาและเครื่องขมา อย่างนี้ไม่มัดธูปเทียนเป็นแพ ขอให้ทรงพิจารณาดูเถิด
ปกิรณกะ
๒) จะทูลบรรเลง เรื่องใบเสมาโบสถ์ เป็นอนุสนธิต่อกับเรื่องโบสถ์ที่ได้ทูลไปในจดหมายเวรฉบับก่อน นานมาแล้วหม่อมฉันอ่านหนังสือเรื่องเมืองไทย ที่มองสิเออ เดอลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศส เข้ามาครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่งไว้ ในตอนพรรณนาว่าด้วยวัด เขาบอกอธิบายว่า ถ้าเป็นวัดหลวงมีใบเสมาหินซ้อน ๒ ใบ ถ้าเป็นวัดราษฎร์ มีใบเสมาหินแต่ใบเดียว หม่อมฉันสงสัยไปพิจารณาดูใบเสมาวัดหลวง เช่นวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพนและวัดสุทัศน์ ก็เป็น ๒ ใบซ้อนกันทุกวัด
วัดราษฎร์นั้นได้เห็นก็เป็นเสมาใบเดียวจริงเหมือนเช่นว่า แต่ก็ยังคิดไม่เห็นว่า เพราะเหตุใดจึงทำให้ผิดกันเช่นนั้น ต่อมาหม่อมฉันขึ้นไปเที่ยวเมืองสรรคโลกสุโขทัย เจ้าพระยาสุรบดินทร (พร จารุจินดา) เป็นสมุหเทศาภิบาลอยู่ในเวลานั้น พาหม่อมฉันไปดูวัดเขารังแร้งที่เมืองสัชนาลัย วัดนั้นมีโบสถ์ขนาดย่อมๆ เจ้าพระยาสุรบดินทรชี้ให้​หม่อมฉันดูว่าวัดนี้มีใบเสมาซ้อนกัน ๓ ใบ แปลกกับวัดอื่น พอหม่อมฉันเห็นก็นึกขึ้นในขณะนั้น ว่าที่โบสถ์มีใบเสมาใบเดียวหรือหลายใบซ้อนกัน เห็นจะเป็นด้วยพระ
สงฆ์ต่างนิกายผูกพัทธสีมา นิกายไหนผูกก็ปักใบเสมาของนิกายนั้นไว้เป็นสำคัญ เพราะผูกหลายคราวใบเสมาจึงมีซ้อนกันเป็นหลายชั้น ต่อมาหม่อมฉันขึ้นไปเมืองเชียงใหม่ ไปพิจารณาดูสีมาโบสถ์ที่นั่น เขาทำเป็นสลักหินไม่ทำเป็นใบเสมาเช่นที่เมืองสวรรคโลก สุโขทัย แต่โบสถ์ต่างวัดมีหลักเสมาขนาดต่างกันปักเรียงซ้อนถึง ๓ ชั้น ๔ ชั้น ก็มี ก็แน่ใจว่า โบสถ์ที่มีใบเสมาซ้อนเป็นเพราะพระต่างนิกายผูกพัทธสีมาต่างคราวกัน ได้ทูลความตามที่คิดเห็นแก่สมเด็จพระมหาสมณะฯ ท่านตรัสว่า เสมา
๓ ใบซ้อนที่วัดเขารังแร้งนั้นท่านก็ได้เคยทอดพระเนตรเห็น แต่ไม่ได้ทรงพระดำริถึงเหตุที่ทำอย่างนั้น ด้วยเวลานั้นมีพระประสงค์จะทรงตรวจแต่ลูกนิมิตรของโบราณว่าทำอย่างไร ได้ให้ขุดชันสูตรตรงที่เสมาพังหมดแล้วแห่งหนึ่ง ค้นเท่าไรก็ไม่พบลูกนิมิตร จึงเข้าพระทัยว่าแต่โบราณเห็นจะถือเอาหินใบเสมาเองเป็นนิมิตร ทรงรับรองวินิจฉัยของหม่อมฉันในเรื่องใบเสมาว่าถูกเป็นแน่ และตรัสกำชับว่าให้เขียนวินิจฉัยนั้นลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่าให้ความสูญเสีย ความที่ทูลมาเพียงนี้ เป็นเรื่องเดิม
​ทีนี้จะทูลวินิจฉัยเหตุที่โบสถ์วัดหลวงทำใบเสมาซ้อน ๒ ใบมาจนในสมัยกรุงรัตนโกสินทรนี้ ในทำเนียบพระสงฆ์เรียกเป็น ๒ ฝ่ายมาแต่โบราณ คือ พระสงฆ์คามวาสี แปลว่า อยู่ในละแวกบ้าน ฝ่าย ๑ พระสงฆ์อรัญวาสี แปลว่า อยู่ชายป่า ฝ่าย ๑
วินิจฉัยความว่า พระสงฆ์คามวาสีสังวรคันถธุระ จึงอยู่ในบ้านเมืองอันเหมาะแก่ภาระ ส่วนพระสงฆ์อรัญวาสีสังวรวิปัสนาธุระอันต้องอาศัยที่สงัดจึงออกไปอยู่ตามชายป่า ข้อที่ถือวัตรปฏิบัติต่างกันนั้น เป็นมูลของนิกายต่างกัน โบสถ์วัดของนิกายไหนนิกายนั้นก็ผูกพัทธสีมา มีใบเสมาชั้นเดียวเป็นสำคัญเหมือนกันทั้ง ๒ นิกาย แต่โบสถ์ของ
พระสงฆ์คามวาสีมักอยู่ในบ้านเมือง โบสถ์ของพระสงฆ์อรัญวาสีก็อยู่ในที่อรัญญิก ใครบวชในนิกายไหนก็ไปทำอุปสมบทกรรมในโบสถ์ของนิกายนั้น มีเรื่องตัวอย่างในศิลาจารึก เมื่อพระมหาธรรมราชา พระยาลิไท ละราชสมบัติออกทรงผนวช ทรงบรรพชาในพระราชมณเฑียรแล้วเสด็จไปอุปสมบทที่วัดป่ามะม่วง ในอรัญญิก อันเป็นที่สถิตของพระมหาสวามีสังฆราชซึ่งมาจากเมืองลังกา การที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จทรงผนวชคงเป็นปัจจัยให้คนนิยมเอาอย่างเป็นธรรมดา อย่างไรก็ดี เมื่อมีคนนิยม
บวชกันแพร่หลายก็เกิดการสร้างโบสถ์มากขึ้น ความลำบากด้วยเรื่องสีมาจึงเกิดขึ้น เพราะพระอรัญวาสีรังเกียจ​สีมาโบสถ์ฝ่ายคามวาสี พระคามวาสีก็รังเกียจสีมาโบสถ์ฝ่ายอรัญวาสีเช่นเดียวกัน พระเจ้าแผ่นดินทรงสร้างโบสถ์วัดหลวง จึงทรงอาราธนาพระสงฆ์ให้ผูกพัทธสีมาทั้ง ๒ นิกาย มิให้เป็นที่รังเกียจแก่นิกายใด โบสถ์วัดหลวงจึงมีใบเสมาปักซ้อนเป็น ๒ ชั้นด้วยประการฉะนี้ แต่วัดราษฎร์ยังคงทำอย่างเดิมจึงมีใบเสมาใบเดียว เลยเป็นแบบต่อมาจนในสมัยเมื่อพระสงฆ์คามวาสีและอรัญวาสีเป็นนิกายเดียวกันแล้ว
โบสถ์ที่มีใบเสมากว่า ๒ ใบขึ้นไป เช่นที่วัดเขารังแร้งและที่เมืองเชียงใหม่ ก็คงเป็นเพราะมีพระสงฆ์นิกายอื่นมาจากลังกาเมื่อภายหลัง มีตัวอย่างดังเช่นนิกายลังกาแก้ว ลังการาม ลังกาชาติ ลังกาเดิม ที่มีชื่ออยู่ ณ เมืองนครศรีธรรมราช มารังเกียจพัทธสีมานิกายอื่นผูกไว้แต่ก่อน เจ้าของวัดก็ให้ผูกซ้ำใหม่ และปักเสมาเพิ่มขึ้นทุกครั้ง จึงมีเสมาซ้อนกันมากเช่นนั้น
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๓ น
​ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๔๘๓
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
รถไฟเข้าถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันเสาร์ เขานำลายพระหัตถ์ซึ่งลงวันที่ ๑๓ มิถุนายนไปส่ง เรียบร้อยและเหมือนเคย ไม่มีอะไรแปลกไปทุกอย่าง จะกราบทูลสนองลายพระหัตถ์นั้นลางข้อต่อไปนี้
สนองลายพระหัตถ์
เรื่องโบสถ์ ทำให้บังเกิดความดีใจ ในข้อที่ทรงพระดำริลงกันว่า สถานที่ติดกับพระเจดีย์นั้นเป็นที่ประชุมนมัสการและทำบุญมาก่อน เกล้ากระหม่อมเคยคิดเห็นว่าเมื่อหลังเดียวไม่พอก็ทำเพิ่มขึ้นเป็นสองหลัง เอาไว้ตรงกันข้าม เมื่อสองหลังไม่พอ ก็ทำ
เพิ่มขึ้นเป็นสี่หลังเอาไว้สี่ทิศ อย่างที่มีพระระเบียงล้อมก็เป็นความคิดอย่างเดียวกัน ทีหลังจึงเอาที่นมัสการสี่ทิศประสมกับพระระเบียง จึงเป็นวิหารทิศประกอบด้วยพระระเบียง แต่การแก้ที่นมัสการเป็นโบสถ์นั้นยังไม่เคยคิดเป็นได้จริงๆ อย่างง่ายๆ ไม่ต้องทำอะไรนอกจากผูกเสมาขึ้นล้อมเท่านั้น
ธาตุเจดีย์นั้น มีมานานแล้วก่อนพุทธกาล จะฝังกระดูกใครก็ได้ มักทำในที่สาธารณะไม่เกี่ยวแก่วัด เช่นพระเจดีย์กลางเมือง​ย่างกุ้งก็มีอยู่ในกลางทางสี่แพร่ง ทั้งนี้ก็ต้องกับพระดำริซึ่งแบ่งออกเป็นพุทธาวาสและสังฆาวาส ตลอดจนทรงพระดำริแปลชื่อวัดสังกวาดนั้นด้วย เกล้ากระหม่อมเคยคิดว่า พระสงฆ์เข้าไปตีคลุมเอาพระธาตุเป็นวัด ก็
เพราะเข้าไปหากินที่พระธาตุ ด้วยมีสัปปุรุษไปประชุมไหว้พระธาตุและทำบุญอยู่มาก ความคิดอันนี้ก็มิใช่เหลวไหล มีตัวอย่าง เช่นพระมหาธาตุนครศรีธรรมราช แต่ก่อนก็ไม่เป็นวัด เดี๋ยวนี้กลายเป็นวัดไปแล้วด้วยมีพระสงฆ์เข้าไปอยู่ อีกอย่างหนึ่งชื่อ “วัดหน้าพระธาตุ” ก็ยังบ่งให้เห็นอยู่ว่า มีสังฆาวาสต่างหากอยู่หน้าพระธาตุ พระธาตุเป็นพุทธาวาส ไม่เกี่ยวแก่วัด โบสถ์ที่พระธาตุนครศรีธรรมราชนั้น มีคนพูดกันว่ากรมศักดิ์
สร้าง แต่เห็นไม่จริง ไปครั้งก่อนตอนสมเด็จชายทรงซ่อม ได้เห็นทวยใหญ่ด้านหน้าเพราะว่างดไม่ทำเสาเห็นจะกลัวกีด นั่นก็เป็นผิดที่กับครั้งกรมศักดิ์ไปมาก แล้วไปคราวหลังก็ไปเห็นรูปช้างสามเศียรสำหรับพระอินทร์ทรง แต่ไม่มีองค์พระอินทร์ เพราะฉลักด้วยไม้ผุขาดหายไป ไม่อยู่บริบูรณ์ เขาเก็บเอาไปไว้ที่ฐานโพธิ์ ถามเขาบอกว่าหน้าบรรพ์เก่าแห่งโบสถ์ ช้างนั้นที่งวงฉลักเป็นดอกไม้ เห็นก็เข้าใจได้ว่าเขาตั้งใจทำเป็นลาย ไม่ได้ตั้งใจจะทำเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างสามเศียรจริงๆ ทั้งสอง
อย่างเห็นเป็นเก่าก่อนครั้งกรมศักดิ์ โบสถ์​หลังนั้นจะต้องสร้างมานานแล้ว แต่การที่มีโบสถ์ก็ไม่ใช่เป็นการแสดงว่ามีพระอยู่ จะสร้างไว้สำหรับมีงานเช่นโบสถ์วัดพระแก้วก็ได้ แต่คงเป็นสร้างทีหลังไม่ใช่คราวเดียวกับสร้างพระธาตุ ด้วยโบสถ์นั้นก็ตั้งอยู่ห่างไกลจากองพระธาตุไม่เกี่ยวกัน ในการที่ทูลกระหม่อมของเราทรงถอยหลังเข้าคลองนั้น ก็อยู่ในความสังเกตเห็นอยู่แล้วไม่ผ่านไป จะจำไว้ว่าฝ่าพระบาททรงวินิจฉัย ว่าที่เอาโบสถ์เป็นประธานแห่งวัดทั้งหลายนั้น เกิดขึ้นในชั้นปลายกรุงเก่า
จะกราบทูลซ้ำเติมในเรื่องบวช เราบวชกันสามเดือนสึก ก็เป็นประเพณีที่ชินกันไป แต่ได้สังเกตพระจีนพระญวนเห็นไม่เป็นเช่นนั้น จึงได้ถามพระจีนวงศ์สมาธิวัตร (พระอาจารย์แมว) ว่าทางพระข้างจีนมีข้อบังคับหรือว่าบวชแล้วสึกไม่ได้ ท่านบอกว่าไม่มี แต่เป็นประเพณีที่บวชแล้วสึกนั้นเขาอายกัน มีเหมือนกันที่บวชแล้วสึก แต่เขาไปสึกกันในประเทศอื่น ซึ่งประเทศนั้นไม่รู้ว่าเขาผู้นั้นได้บวชมา ทานบอกว่าการบวชทาง
ข้างจีนเขาเลือก ผู้ที่จะบวชย่อมเข้าไปรับใช้ในวัดก่อน ปฏิบัติพระพุทธพระสงฆ์ มีการจัดปักธูปเทียนให้เรียบร้อย กับทอดเบาะถวายพระสงฆ์และสัปปุรุษซึ่งไปไหว้พระ ทั้งปัดกวาดพุทธาวาสให้สะอาดด้วย (ทั้งนี้ ก็ตรงกับทางพระพุทธศาสนาซึ่งเรียกว่า “สิกขามานา”) เมื่อเห็นทนได้ดีและมีใจสมัครจะบวช ก็ให้บวชเป็นเณรก่อน เมื่อเห็นเรียบร้อยและมีใจสมัครจะบวชเป็น​พระก็บวชให้ เพราะเหตุเช่นนั้น พระจีนจึงไม่ใคร่มีสึก ท่านว่าผิดกันกับทางไทยใครๆจะบวชก็บวชให้ บวชแล้วก็สึกกันเป็น
จ้าละหวั่น ท่านพูดดังนี้เกล้ากระหม่อมรู้สึกอายท่าน เราเสียทีที่มีประเพณีว่าอายุครบแล้วก็ต้องบวช ถ้าไม่บวชก็เป็นคนดิบแม้ใครคิดไปในทางที่ควรก็ถูกญาติเคี่ยวเข็ญด้วย ซุดลงที่ตรงนี้ จะทรงสังเกตได้ในคำว่า “ศึก” นั่นคือศึกษา บวชเพื่อศึกษา เหมือนที่ตรัสว่า เข้ามหาวิทยาลัย แต่ “บุญ” เข้ามาค้ำอยู่ทำให้เข้าใจผิดไปหมด ผู้บวชไม่มีใจสมัครก็ต้องบวช แต่ก่อนนี้บวชไม่ต้องเรียนก็ได้ แต่เดี๋ยวนี้วัดใหญ่ในพระนครจะเป็นดังนั้นไม่ได้ ท่านบังคับให้เรียนนับว่าดีขึ้น
เรื่องพระมหาภุชงค์กลับ ฟังเรื่องราวซึ่งตรัสเล่าก็เบาใจที่ไม่ใช่พระของเราทำผิดอันใด เรื่องดูไม่ควรจะยากเลย อยู่ในที่ของเขา แม้เจ้าของที่จะเป็นใครก็ตามไม่เต็มใจให้อยู่ ท่านผู้จัดส่งให้ไปอยู่ก็ควรเรียกถอนออก ส่วนองค์พระนั้นไม่สำคัญ เธอสะดวกใจจะอยู่ที่ไหนก็ได้ เป็นอันพ้นจากความรับผิดชอบของท่านผู้จัดส่งสิ้นแล้ว
พระดำรัสเล่าเรื่องทรงได้ยินพระสวดมนต์ที่พระนครวัด น่าเสียดายที่ล้มละลายเสียทรงตามไม่พบ เขมรเขามีทำนองแปลกๆ ซึ่งน่าเอาใจใส่อยู่ การสวดมนต์กระทุ้งไม่ใช่แต่ภาณยักษ์ สวดอะไรๆ กระทุ้งกัน เกล้ากระหม่อมก็เคยได้ยิน ฝ่าพระบาทคงทรงระลึกได้ถึง “ขรัวทุม” ท่านจะเป็นอะไรก็ไม่ทราบ นั่นเป็นบรม​กระทุ้งอย่างเอก
พวกเราสนุกกันนาก สุเร สุรัม เกล้ากระหม่อมไม่เคยได้ฟังนักสวด แต่เคยได้ฟังเทศน์มหาชาติ ว่า “ฝูงเทพยดาก็มาโล้สำเภาพระพุทธโฆษา ก็กล่าวเป็นอัตถะพระคาถาว่าดังนี้ สุเร สุรา สุเรสุรรีสุรัมยำสาหร่ายกับมะละกอ” ว่า “อั้วลิไม่ฮ้อขื่อติกอล้าย” เลือนเหลวเป็นตลกไปดังนี้ ทราบเหมือนกันว่ามีเรื่องเป็นหลักฐานเป็นหนังสือ แต่จับไม่ติดว่าอยู่ที่ไหน เมื่อตรัสบอกตำแหน่งก็ดีแล้วจะให้ไปหามาดู ฉบับที่บ้านไม่มี
ท่านเจ้าน่วมนั้นเกินกว่าจะรู้จัก ชอบกันเสียด้วย ไม่ใช่แต่เทศน์ใช้ทำนองเก่าดีเท่านั้น แม้เนื้อความที่ท่านเทศน์ก็แต่งดีเสียด้วย เกล้ากระหม่อมชอบมากกว่าที่แต่งกันสมัยใหม่อย่างทุกวันนี้ไปเสียอีก
ตามที่ตรัสเล่าถึงเรื่องขุนทิพบุรารักษ์ กราบบังคมทูลแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ในรัชกาลที่ ๕ เอา ร เป็น ล แล้วตรัสว่าอย่างไรนั้นจับใจเป็นอันมาก แม้แต่ก่อนที่มีพูดตัว ร เจือ ว นั้นก็ยังรู้ได้ว่าเป็นตัว ร ดีกว่าที่พูด ร เป็น ล, ล เป็น ร มาก การใช้อักษรไขว้เขวนั้นเลวมาก ต้องปรับว่าโง่เขลาไม่รู้จักภาษาของตน
แต่ภาษานั้นสังเกตได้ว่าสำคัญที่ความ ไม่ใช่สำคัญที่อักษร ดูแต่หม่อมเจ้าพรประสิทธิ์ พูดได้แต่ตัว อ ตัวเดียวก็ยังคุยกันไปได้ เพราะฉะนั้น การพูดหรือเขียนหนังสือผิดจึงไม่ได้ทำให้เข้าใจผิดไป ​กลับแสดงให้เห็นปรากฏว่า ผู้พูดหรือผู้เขียนนั้นบกพร่อง ยังเรื่องวรรณยุกต์นั้นก็อีก สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณตรัสเล่าว่า เสด็จ
ไปนครศรีธรรมราช เขามาทูลอะไรแก่ท่านเสียงดังโช้งเช้งไปอย่างหนึ่ง แต่ครั้นเขาเขียนหนังสือมาถวายก็ถูกต้องหมดทุกอย่าง เป็นเหตุให้ทรงสงสัยในพระทัย ว่าเขาสังเกตเอาอะไรต้องตรัสถาม เขาทูลว่าจำเท่านั้นเอง ว่าชาวบางกอกเขียนคำไรใช้ไม้อะไร จึงตระหนักพระทัยได้ว่า วรรณยุกติ์สำหรับเขียนเสียงชาวบางกอกเท่านั้นเอง ไม่ใช่สำหรับเขียนเสียงคนไทยทั่วไป ในเรื่องเหล่านี้ทำให้เกล้ากระหม่อมตระหนักใจ
ว่า ที่คิดจะเขียนหนังสือให้เป็นบรมถูกนั้นเป็นพ้นวิสัยที่จะทำได้ เพราะว่าเราอ่านสัปปลับไปเสมอ เอาแต่หมิ่นๆ เช่นคำว่า “ราช” ลางแห่งฐานว่า “ราดชะ” ลางแห่งอ่านว่า “ราชะ” ลางแห่งอ่านว่า “ราด” เฉยๆ “หราด” ก็มี จะบอกถี่ถ้วนไปได้อย่างไร เรื่องอื่นก็มีอีก สมเด็จชายตรัสเล่าว่า ได้ตรัสเรียกเด็กมาอ่านหนังสือซักซ้อมถวาย ถึงคำว่า “มณฑป” เด็กอ่าน “มนทบ” จึงตรัสสอนว่า ฑ หยักอ่านเป็นเสียง ด อีกประเดี๋ยวเดียวก็มีคำ “ไพฑูรย์” เด็กอ่านถวายว่า “ไพดูน” ตรัสว่าเล่นเอาพูดไม่ออก
เรื่องยาฉีดปลวก ที่ในกรุงเทพฯ ก็มีบริษัทเข้าไปตั้งทำแล้ว แม่โตก็ได้ไปจ้างให้มากำจัดปลวกที่ตึกถนนราชวงศ์ เพราะผู้เช่า​ห้องขายผ้าร้องขอลดราคาค่าเช่าว่าปลวกกินผ้า เห็นว่าจะลดค่าเช่าก็เป็นการต้องเสียเสมอไป จึงไปจ้างเขามากำจัด ซึ่งเป็นการต้องเสียคราวเดียว ซ้ำกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ก็ได้เล่าให้ฟังอีกด้วย นั่นปลวกขึ้นกินกระดาษโรงพิมพ์ของเธอที่เก็บไว้ ต่างก็เป็นผลสำเร็จไปทั้งนั้น
ถวายพระพร
หนังสือนี้ ตามกำหนดก็จะมาถึงพระหัตถ์ตรงด้วยวันประสูติ ขอถวายพระพรมาพร้อมด้วยญาติทั้งบ้าน ขอให้เจริญพระชันษาได้เป็นที่พึ่งแก่บรรดาพระญาติทั้งหลาย สรรพภยันตรายใดๆ อย่าได้มีมาแผ้วพาน ทรงพระเกษมสำราญเป็นนิจเถิด
ทูลถาม
เกล้ากระหม่อมถูกเขาถามว่า พระราชยานถม กับ พระราชยานทองลงยาเป็นของทำขึ้นในรัชกาลใด เกล้ากระหม่อมทราบไม่ดี ตอบเขาไม่ได้ถนัด จึงกราบทูลถามมาที่ฝ่าพระบาทโดยหวังว่าจะได้ทรงทราบดีกว่า พระราชยานถมนั้น เป็นถมละคร หรือพระยาเพชรพิชัยอธิปไตย ฯลฯ ทำ ส่วนพระราชยานทองลงยานั้นทำในรัชกาลที่ ๕ แน่ แต่ใครเป็นผู้ทำหาทราบไม่
ปกิรณกะ
สมุด “กามนิต” ขออุปลีสาณเขาได้มาแล้ว ให้หญิง​อามจัดมาถวายโดยทางไปรษณีย์วัตถุ แต่ก็พอดีที่หม่อมเจิมไปลา ว่าจะออกมาเฝ้าฝ่าพระบาทที่ปีนัง หญิงอามจึงฝากมาถวายด้วย.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๓ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๒๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๓
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๑๘ มิถุนายนแล้วโดยเรียบร้อย แต่เขาเอามาส่งต่อวันเสาร์ที่ ๒๒ เวลาเช้า เห็นจะเป็นเพราะหนังสือมาคราวเมล์นี้มีมาก
ทูลสนองความในลายพระหัตถ์
๑) หม่อมฉันขอบพระเมตตาคุณทั้งสองพระองค์ท่านและพระญาติหาที่สุดมิได้ ที่ประทานพรมาในวันเกิด อันเป็นเหตุให้ชื่นใจ และขอบพระคุณที่โปรดประทานหนังสือเรื่องกามนิตมาด้วย จะทูลเล่าถึงการทำบุญวันเกิดข้างท้ายจดหมายนี้
​๒) พระระเบียงที่มีตามวัดสร้างสำหรับอะไร เคยได้ยินกล่าวกันเป็น ๒ นัย นัยหนึ่งว่าเป็นที่สำหรับพระภิกษุเดินจงกรม อีกนัยหนึ่งว่าสำหรับเป็นที่พักพวกสัปปุรุษ หม่อมฉันพิจารณาดูพระระเบียงหลายแห่งตั้งแต่ที่นครวัดเป็นต้น คิดเห็นเป็นแน่ใจว่า สร้าง
เป็นที่พักสัปปุรุษ พระจะเข้าไปเดินจงกรมในพระระเบียงดูขัดข้องแทบทุกแห่ง ยกตัวอย่างดังเช่นวัดพระแก้วอยู่ในพระราชวัง วัดมหาธาตุ วัดพระเชตุพน วัดสุทัศน์ พระระเบียงก็อยู่ห่างต่างบริเวณกับที่พระอยู่ ลักษณะจงกรมเนื่องกับการนั่งกรรมฐานในที่สงัด เมื่อเกิดเมื่อยขบจึงเปลี่ยนอิริยาบถไปเดินจงกรมพอให้หายเมื่อย ในพระระเบียง
มิใช่ที่สำหรับนั่งกรรมฐาน แต่นัยที่ว่าเป็นสัปปุรุษนั้นเหมาะทุกประการ และตามจริงก็ยังเป็นอยู่เช่นนั้นทุกแห่ง พระระเบียงพระนครวัดสร้างด้วยความคิดอย่างสุขุม เอาพระระเบียงชั้นสูงเป็นที่พักของพวกนักบวช พระระเบียงชั้นล่างเป็นที่พักของพวกคฤหัสถ์ จำหลักรูปภาพเป็นเรื่องต่างฟ ให้คนพักดูชวนใจให้เกิดเลื่อมใสในศาสนาและพระบารมีของพระเจ้าแผ่นดิน ที่เขียนรูปภาพเรื่องรามเกียรติ์ไว้ที่พระระเบียงวัดพระแก้ว ก็เอาอย่างมาแต่นครวัดโดยนัยนั้น ที่ไม่เขียนเรื่องมหาภาระตะ เพราะไทย
ถือว่าพระเจ้าแผ่นดินไทยเป็นพระนารายณ์ อวตารมาเป็นพระรามาธิบดี ตรงกับเรื่องรามเกียรติ์ คิดต่อไปถึงมูลที่ตั้งพระพุทธรูปรายในพระระเบียง ซึ่งบางคนเห็นว่า​น่าจะเกิดแต่เก็บพระหักพังมาบูรณะปฏิสังขรณ์แล้วไม่มีที่รักษา จึงเอาไปฝากตั้งไว้ตามพระระเบียง อาจจะเป็นความจริงได้แต่เฉพาะในกรณีบางเรื่อง แต่มิใช่มูลเหตุ ๆ คงเพื่อคนพักบูชา และเจริญความเลื่อมใส เช่นเดียวกันกับพวกถือศาสนาพราหมณ์ จำหลักรูปภาพเรื่องมหาภารตะและเรื่องรามเกียรติ์ไว้พระระเบียงนั่นเอง
๓) เรื่องสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ คือวัดมหาธาตุ หม่อมฉันพิจารณาตามบรรดาเมืองที่มีวัดมหาธาตุ ดูเหมือนจะเป็นเมืองที่มีป้อมปราการเท่านั้น แม้ที่สุดจนเมืองพระประแดงมีวัดหน้าพระธาตุ ก็เป็นเมืองมีป้อมปราการอยู่แต่เดิม และยังคิดถอยหลังขึ้นไปได้อีก ถึงเมืองที่สร้างป้อมปราการในสมัยเมื่อยังถือลัทธิมหายาน ก่อนลัทธิหินยานลังกาวงศ์พาพระบรมธาตุเข้ามามีแพร่หลาย ยกตัวอย่างดังเมืองพิมาย
เมืองสุโขทัยเดิม (ที่วัดพระพายหลวง) เมืองเชลียง เมืองลพบุรี เป็นต้น ย่อมสร้างพระปรางค์พุทธเจดีย์เป็นสิ่งสำคัญไว้กลางเมืองทุกแห่ง หม่อมฉันได้เคยพิจารณาดูที่เมืองพิมายและที่วัดพระพายหลวงเมืองสุโขทัยโดยเฉพาะ เห็นว่าที่สร้างพระพุทธเจดีย์เช่นนั้นมูลมาแต่การเมือง ศาสนาเป็นแต่ปัจจัย คือโดยปกติเป็นที่ประชุมทำบุญ ถ้าเวลาเกิดฉุกเฉินใช้เป็นที่ประชุมบัญชาการรักษาบ้านเมือง ครั้นถึงสมัยนับถือคติ
หินยานลังกาวงศ์ ได้พระบรมธาตุมาจากเมืองลังกา มาบรรจุไว้ในพระพุทธเจดีย์ที่สำคัญสำหรับบ้าน​เมือง จึงได้นามว่าวัดมหาธาตุ คงเป็นวัดพุทธาวาสทุกแห่ง มีตัวอย่างเป็นอย่างดีอยู่ที่วัดมหาธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งมีวัดสังฆาวาสเรียกชื่ออื่นต่างหากอยู่ “หน้าพระธาตุ” ทั้ง ๔ ด้าน เป็นที่อยู่ของพระสงฆ์คณะลังกาแก้ว ลังกาชาติ ลังการาม ลังกาเดิม พนักงานรักษาวัดมหาธาตุคณะละด้าน และมีโบสถ์สำหรับทำสังฆกรรมเป็นของกลางอยู่ในวัดมหาธาตุ ทูลกระหม่อมจึงโปรดเอาอย่าง
มาตั้งพระครูบุริมานุรักษ์ พระครูทักษิณานุกิจ พระครูปัจจิมทิศบริหาร พระครูอุตรการบดี รักษาพระปฐมเจดีย์องค์ละด้าน ทำสังฆกรรมที่โบสถ์วัดพระปฐมเจดีย์ด้วยกัน เหตุใดจึงมีวัดมหาธาตุแต่เมืองที่สร้างป้อมปราการ ข้อนี้คิดดูก็พอเห็น คือเมืองแรกตั้งขึ้นเมื่อยังมีกำลังน้อย ไม่แน่ใจว่าจะตั้งต่อศัตรูไหวหรือไม่ ต้องเตรียมทิ้งที่หนีภัยจึงยังไม่สร้างของถาวร จนเห็นว่ามีกำลังมากพอจะต่อสู้ศัตรูได้จึงสร้างป้อมปราการด้วยของถาวรเป็นที่มั่น มูลคงเป็นเช่นนั้นทุกแห่ง
๔) วิธีบวชพระบวชเณรของนิกายมหายาน ที่พระอาจารย์จีนวงศ์สมาธิวัตร (แมว) ทูลนั้นเป็นแต่เค้าความ ความพิสดารมีอยู่ในหนังสือ “ลัทธิของเพื่อน” ภาค ๑ ตอน ๒ ซึ่งเสฐียรโกเศศ กับ นาคประทีปแปลพรรณนาไว้ ได้ความรู้เป็นกิจลักษณะน่าอ่านอยู่ ถ้าตรัสเรียกหนังสือนั้นจากพระยาอนุมานก็เห็นจะส่งมาถวายด้วย​ความยินดี
๕) เรื่องพุทธโฆสนิทานที่ใคร่จะทรงอ่านนั้น หม่อมฉันรับลายพระหัตถ์ฉบับนี้ ประจวบกับจะส่งหนังสือวิสุทธิมัคค์เล่ม ๖ อันมีพุทธโฆสนิทานอยู่ข้างท้ายคืนไปยังพระมหาภุชงค์ที่วัดราชประดิษฐ์จึงสลักหลังทิ้งไปรษณีย์ส่งมาถวายให้ทรงเสียก่อน จะได้ไม่ต้องเที่ยวเสาะหา ทรงแล้วโปรดให้ส่งไปยังพระมหาภุชงค์ เธอเคยบอกว่าไม่ต้องรีบร้อนอันใด
๖) ตรัสถามมาถึงเรื่องพระราชยานถมนั้น หม่อมฉันพอจะทูลได้ด้วยมีในหนังสือพงศาวดารรัชกาลที่ ๓ ซึ่งเจ้าพระยาทิพากรวงศ์แต่ง ว่าเมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๓๖๑ เจ้าพระยานครฯ (น้อย ทูลกระหม่อมตรัสเรียกในพระราชหัตถเลขาว่า น้อยคืนเมือง) เข้าไปกรุงเทพฯ นำพระเสลี่ยง (คือพระราชยาน) กับพระแท่น (เสด็จออกขุนนาง) ถม เข้าไปถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่เขียนในหนังสือพงศาวดารนั้นลำดับผิด ว่าเจ้าพระยานครฯ ถึงอสัญกรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๒ ต่อนั้นไปจึงว่าเจ้าพระ
ยานครฯ เอาพระราชยานกับพระแท่นถมเข้าไปถวายเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๓ (เมื่อถึงอสัญกรรมแล้วได้ปี ๑) แต่ค้นความจริงได้ง่าย ด้วยในหนังสือพงศาวดารรัชกาลที่ ๓ นั้นเอง ว่าเกิดขบถตีเมืองไทรใน พ.ศ. ๒๓๖๑ มีในหนังสือ “จดหมายหลวงอุดมสมบัติ” ว่าเวลารู้ข่าวเกิดขบถ เจ้าพระยา​นครฯ อยู่ในกรุงเทพฯ (ในคราวที่เอาพระราชยานกับพระแท่นถมเข้ามาถวาย) แล้วกล่าวยุติต้องกันไปว่า เจ้าพระยานครฯ กลับไปจากกรุงเทพฯ ในเวลามีอาการป่วยยังไม่หาย ไปถึงเมืองนครโรคกลับกำเริบขึ้นถึงอสัญกรรมใน พ.ศ. ๒๓๖๒
๗) จะทูลบรรเลงต่อไปถึงเรื่องถมเมืองนครฯ การทำเครื่องถมในเมืองไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ทำแต่ในกรุงเทพฯ กับที่เมืองนครศรีธรรมราช ๒ แห่งเท่านั้น คนนับถือกันว่าฝีมือช่างถมเมืองนครฯ ทำดีกว่าในกรุงเทพฯ จนเครื่องถมที่ทำดีมักเรียกกันว่า “ถมนคร” เลยมีคำกล่าวกันว่าช่างถมเดิมมีแต่ที่เมืองนครฯชาวกรุงเทพฯ ไปเอาอย่างมาทำยังสู้ฝีมือครูไม่ได้
เมื่อหม่อมฉันเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยลงไปเมืองนครศรีธรรมราชอยากดูการทำเครื่องถม การนั้นพวกช่างก็ทำตามบ้านเรือนของตนอย่างเดียวกับที่บ้านพานถมในกรุงเทพฯ พวกกรมการเขาพาไปดูหลายแห่ง สังเกตดูช่างถมแต่งตัวเป็นแขกมลายูทั้งนั้น ที่เป็นคนไทยหามีไม่ หม่อมฉันประหลาดใจถามเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (หนูพร้อม) เมื่อยังเป็นพระยานครฯ ท่านกล่าวความหลังให้ฟังจึงรู้เรื่องตำนานว่า เมื่อตอนปลายรัชกาลที่ ๒ เจ้าพระยานครฯ (น้อย) ยังเป็นพระยานครฯ ลงไปตีเมืองไทร
ได้เชลยมลายูมามาก จึงเลือกพวกเชลยให้หัดทำการช่างต่างๆ หาครูลงไปจากกรุงเทพฯ ​บรรพบุรุษของพวกนี้ได้หัดเป็นช่างถมสืบกันมาจนทุกวันนี้ ได้ฟังก็คิดเห็นตลอดถึงเหตุที่ว่าฝีมือช่างถมนครฯ ดีกว่าช่างถมกรุงเทพฯ ที่จริงเป็นเพราะช่างถมเมืองนครฯ เป็นเชลย เจ้าพระยานครฯ กวดขันอย่างเราเรียกว่า “ทอดน้ำมัน” ให้ทำให้ได้ดังใจ แต่ช่างถมในกรุงเทพฯ ไม่มีใครบังคับกวดขันทำตามใจตนเอง หาได้พอกินแล้วก็พอใจ อันนี้เองเป็นมูลที่เครื่องถมเมืองนครทำฝีมือดีกว่ากรุงเทพฯ
เครื่องราชูปโภคทำด้วยถมมีของสำคัญ ๕ สิ่ง คือ
๑. พระราชยาน
๒. พระแท่นเสด็จออกขุนนาง
สองสิ่งนี้รู้ได้โดยมีหลักฐานว่าเจ้าพระยานครฯ (น้อย) ทำถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังทูลมาแล้ว
๓. พนักเรือพระที่นั่งกราบ
๔. พระเก้าอี้ ที่ใช้เป็นพระที่นั่งภัทรบิฐ
สองสิ่งนี้ไม่มีเรื่องปรากฏ หม่อมฉันอยากจะสันนิษฐานว่าเป็นของเจ้าพระยานครฯ (น้อยกลาง) ทำถวายทูลกระหม่อมเมื่อรัชกาลที่ ๔ เพราะอนุโลมเป็นราชยานสิ่ง ๑ เป็นราชอาสน์สิ่ง ๑ ตามเค้าของที่เจ้าพระยานครฯ (น้อย) ผู้บิดาได้ทำถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
๕. พระแท่นพุดตานที่ตั้งในท้องพระโรงกลางพระที่นั่งจักรีฯ ​สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงโปรดให้เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (หนูพร้อม) ทำ ดำรัสว่าจะได้เป็นเกียรติสืบสกุล พิเคราะห์ดูเข้าเรื่องกันดีตลอด ๓ ชั่วคน
เรื่องทางเมืองปีนัง
จะทูลถึงการทำบุญวันเกิดของหม่อมฉันเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ปีนี้ทำบุญแปลกกับปีก่อนๆ ด้วยเหตุพระสงฆ์ไทยคณะธรรมยุตที่วัดศรีสว่างอารมณ์ก็กลับไปกรุงเทพฯเสียแล้ว พระคณะมหานิกายวัดปิ่นบังอรสมภารก็ไม่อยู่ วัดปุโลติกุส หม่อมฉันก็ไม่รู้จัก
สมภารที่เป็นขึ้นใหม่ นึกขึ้นถึงที่อยากจะฟังทำนองสวดมนต์อย่างลังกาดังเคยทูลไปแต่ก่อน หม่อมฉันจึงนิมนต์พระอาจารย์คุณรัตนกับพระภิกษุลังกาอีก ๒ องค์ที่อยู่ด้วยกัน ณ วัดมหินทรารามให้ทำพิธี หม่อมฉันไปนิมนต์เองด้วยจะไต่ถามถึงลักษณะการพิธีอย่างลังกา จะได้ทำให้ถูกต้อง พระลังกาก็ยินดีรับนิมนต์ทั้ง ๓ องค์
ถึงวันศุกร์ที่ ๒๑ มิถุนายน จัดที่ทำพิธีในห้องกลางชั้นบนตึกซินนามอนฮอล ตั้งพระพุทธรูปกับคัมภีร์หนังสือเทศนา ๕๐ กัณฑ์ ซึ่งหม่อมฉันสร้างใหม่และหม้อน้ำมนต์บนม้าหมู่พร้อมด้วยเครื่องสักการบูชา และวงสายสิญจน์แต่ที่บูชานั้นไปทอดกลุ่มไว้ที่อาสนสงฆ์ เวลาเช้า ๙ นาฬิกาเศษให้รถยนต์ไปรับพระลังกา ๓ องค์มานั่งเรียงกันบนอาสนสงฆ์ หม่อมฉันนั่งหน้าอาสนสงฆ์ตรงที่พระอาจารย์คุณรัตน​นั่ง คนอื่นก็นั่งรายกันไปในห้องนั้น
เมื่อหม่อมฉันจุดเทียนธูปเครื่องนมัสการแล้ว ท่านคุณรัตนคลี่สายสิญจน์ให้พระถือตลอดแล้วแล้วส่งกลุ่มสายสิญจน์มาให้หม่อมฉัน ๆ นึกถึงเจ้านายโสกันต์ก็เข้าใจว่าแบบลังกาเห็นจะโยงสายสิญจน์ถึงตัวผู้เป็นหัวหน้า จึงรับสายสิญจน์มาคลี่พาดบ่าไว้
ขณะนั้นผู้เคยเป็นพนักงานมาแต่ก่อนอาราธนาศีล แต่ท่านคุณรัตนนิ่งเฉยเสีย หม่อมฉันก็นึกเห็นเหตุว่า ประเพณีลังกาตัวผู้เป็นคฤหบดีเห็นจะอาราธนาศีล จึงอาราธนาเองท่านก็ให้ศีลโดยเรียบร้อย ลักษณะพระลังกาให้ศีลนั้นเหมือนอย่างพระธรรมยุติกา คือมีระยะที่เราต้องรับ อามภนฺเต เมื่อจบสรณาคมครั้ง ๑ เมื่อจบเบญจศีลครั้ง ๑
เมื่อให้ศีลแล้วตั้งต้นสวดมนต์ พระนั่งถือตาลปัตรกับสายสิญจน์ด้วยกันทั้ง ๓ องค์ ตาลปัตรนั้นเป็นพัดใบลานขนาดเท่ากันกับพัดน้ำร้อน แลบางทีเห็นใช้พัดรำเพยลมด้วย ข้อนี้เคยได้ยินสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงตรัสเล่าว่า สมัยเมื่อพระไทยยังใช้วิชนีเป็นพัดรอง พระก็ชอบเอาพัดรองรำเพยลมเหมือนกัน หม่อมฉันฟังสวดมนต์ด้วย
ตั้งใจใคร่จะรู้ว่าพระลังกาสวดอะไรบ้าง แต่ลำบากด้วยหูตึง ถ้าพ้องกับสวดมนต์ไทยได้ยินเพียงวรรค ๑ ก็เข้าใจว่าอะไร แต่ที่ผิดกับของไทยไม่รู้ว่าอะไรก็มี แต่ที่ไม่รู้นั้นมีน้อย แต่มีข้อสำคัญที่ต้องทูลก่อน เพราะประหลาดใจและผิดคาด ด้วยทำนองพระลังกาสวดมนต์ไพล่​ไปเหมือนทำนองพระมหานิกายถึงอาจจะสวดด้วยกันได้ ผิดกันแต่ออกเสียงอักขระเท่านั้นต้องนึกชมพระมหานิกายว่าอุส่าห์รักษาทำนองที่ได้จากลังกามาเป็นช้านาน
ลักษณะที่พระลังกาสวดมนต์นั้น ท่านคุณรัตนหัวหน้าเป็นผู้ขัดตำนานเชิญประชุมเทวดา ข้อนี้เป็นแบบเดิม สมเด็จพระมหาสมณเคยตรัสว่าคำ “เห” ที่ลงท้ายขัดตำนานเป็นคำผู้ใหญ่พูดกับผู้น้อย ส่อว่าสังฆนายกเป็นผู้ขัดตำนาน ทูลกระหม่อมจึง
ทรงเปลี่ยนเป็น “เส” สำหรับองค์อื่นขัด ท่านคุณรัตนขัดตำนานจะขึ้นต้นว่ากะไรหม่อมฉันไม่ได้ยิน สังเกตแต่ว่าสั้นกว่าบท “สคฺเค” อย่างพระไทยขัดตำนาน แต่ลงท้ายว่า “ธมฺมสฺสวนกา โล อยมฺภทนฺตา” เหมือนกัน ขัดตำนานครั้งเดียวเท่านั้น แล้วตั้งนโม ต่อนโมสวด ๑) พระปรมัตถบท ปฏิจจสมุปบาท ๒) อิติปิโส ๓) สวากฺขาโต ๔) สุปฏิปนฺโน เพิ่มคาถาต่อท้ายว่า เอเตน สจฺจวชฺเชน (ลงท้ายว่ากะไรไม่ได้ยิน)
๓ ครั้ง ๕) พาหุํ ๖) ภวตุสพฺพ ๗) นกฺขตฺตยกฺขํ ๘) มงคลสูตร เพิ่มคาถาต่อท้ายว่า เอเตน สจฺจวชฺเชน โหตุชยมํคลํ ว่า ๓ ครั้ง ๙) รัตนสูตรเพิ่มคาถาต่อท้ายว่า เอเตน สจฺจวชฺเชน สุวตฺถิ โหตุ สพฺพทา ว่า ๓ ครั้ง ๑๐) กรณียเมตตสูตร เพิ่มคาถาต่อท้ายว่า ๓ หนอย่างสูตรก่อนๆ ๑๑) นตฺถิเม ๑๒) มหาการุณิโกนาโถชยนฺโต ๑๓) ยํกิฺจิรตนํ ๑๔) สพฺพีติโย ๑๕) ทุกขปฺปตฺตา ๑๖) สกฺกตฺตวา ๑๗) ภวตุสพฺพ ๑๘) นกฺขตฺตยกฺข
​สวดมนต์จบแล้วเลี้ยงพระอย่างนั่งโต๊ะเก้าอี้ พระฉันแล้วกลับมานั่งอาสนสงฆ์ถวายไทยธรรมตรวจน้ำ ท่านคุณรัตน ยถา พระรับ สพฺพี แล้วสวดกาเล ภวตุสพฺพ อนุโมทนาแล้วท่านคุณรัตนบอกขอโอกาสให้พระภิกษุหนุ่มองค์ที่มาใหม่ อันเป็นผู้ได้ปริญญาภาษาอังกฤษ ถวายเทศน์ในภาษานั้น หม่อมฉันจึงเลื่อนลงไปนั่งตรงหน้า
พระภิกษุนั้น เธอเทศน์เริ่มต้นว่าหม่อมฉันบำเพ็ญกุศลตามสัปปุรุษวิสัย หม่อมฉันเกิดในสกุลสูงและทรงคุณวิเศษต่างๆ มีอายุยืนได้การณ์ต่างๆ ในโลกมามาก พึงเห็นได้ว่ามนุษย์โลกนี้ไม่เที่ยง มนุษย์ที่รวมกันตั้งประเทศต่างๆ ก็ไม่พ้นวิบากบาปกรรมรบราฆ่าฟันกัน ในโลกนี้มีเที่ยงแต่พระธรรม ผู้จะพ้นบาปกรรมได้ก็แต่ธรรมจารี ด้วยความสัจที่กล่าวนั้นขอให้หม่อมฉันเจริญสุข ฯลฯ เทศน์แล้วเป็นเสร็จพิธีตอนเช้า
เวลาบ่าย ๕ โมง หม่อมฉันเอาหนังสือเทศนา ๕๐ กัณฑ์ที่หม่อมฉันสร้างไปถวายพระที่วัดปิ่นบังอร กับถวายปัจจัยแทนเลี้ยงพระ หนังสือเทศน์นั้นมหามงกุฎราชวิทยาลัยคิดตีพิมพ์เป็นกระดาษสีเหลืองทำเทียมคัมภีร์ใบลาน แต่เป็นกระดาษแผ่นเดียวพับกลับอย่างสมุดไทย เลือกเทศนาของท่านธรรมกถึกที่มีชื่อเสียงมาพิมพ์สำหรับพระเทศน์วันธรรมัสสวนะ จำหน่ายราคาถูกๆ ​มีผู้คุ้นเคยกันส่งตัวอย่างมาให้
หม่อมฉัน ๆ ชอบจึงสั่งให้ซื้อครบทั้งชุดสำหรับถวายวัดปิ่นบังอรในการทำบุญวันเกิดปีนี้ หม่อมฉันได้ให้ไปบอกพระไว้ก่อนว่าขอให้พระลงมาคอยรับหนังสือและอนุโมทนาที่ในโบสถ์สัก ๓ องค์ ไปถึงเห็นตกแต่งในโบสถ์ราวกับรับกฐิน พระเณรลงรับหมด และบอกพวกอุบาสกอุบาสิกามานั่งคอยชมบุญอยู่ที่หน้าโบสถ์ด้วย เมื่อถวายหนังสือและพระสวดอนุโมทนา ยถา สพฺพี ชยนฺโต เต อตฺถลทฺธา สพฺพุทฺธา ภวตุสพฺ แล้ว ให้พระองค์ ๑ อ่านคำอนุโมทนาซึ่งแต่งขึ้นเป็นพิเศษ ดังสำเนาที่ถวายมาด้วย
เวลาค่ำพระยารัษฎาฯ มีแก่่ใจเอาเกาเหลามาเลี้ยงกินกันในครัวเรือน และได้เชิญมิตรสหายบางคน มีพระองค์หญิงประเวศเป็นต้นมาเสวยด้วย เสร็จการฉลองวันเกิดเวลา ๔ ทุ่ม
หม่อมฉันขอถวายส่วนกุศลที่ได้บำเพ็ญเมื่อวันเกิด แก่พระองค์ท่านกับทั้งพระญาติให้ทรงอนุโมทนาด้วย
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
.
โฆษณา