8 ส.ค. เวลา 01:08 • ไลฟ์สไตล์

[Diary] SPEED OF AGE เมื่อเวลาแห่งความสุข ผ่านไปไวเหมือนอายุของเรา

รู้สึกบ้างไหมคะว่าทำไมเดี๋ยวนี้เวลาถึงเดินผ่านไปไวจัง?
ยิ่งเป็นวันที่ได้หยุด เหมือนตื่นมาหายใจสองครั้งก็หมดวันเสียแล้ว😂 เราใช้ชีวิตกันแบบตื่นเช้าไปทำงาน เลิกงาน เข้านอน แล้วก็ต้องตื่นมาใช้ชีวิตวนแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า (Loop) บางวันยังรู้สึกว่ายังไม่ทันได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันด้วยซ้ำ เวลาก็หมุนผ่านไปอีกแล้ว...
อันที่จริง การที่เรารู้สึกว่าเวลาผ่านไปไว มันมีอธิบายไว้ทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาด้วยนะคะ
🧠นักประสาทวิทยาอธิบายว่า ตอนเรายังเป็นเด็ก โลกทั้งใบคือความแปลกใหม่ที่เราอยากเรียนรู้ สมองต้องทำงานหนักมากในการประมวลผลและบันทึกความทรงจำใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ทำให้ 1 วันในวัยเด็กจึงรู้สึกยาวนานและมีเรื่องราวมากมาย
เมื่อเติบโตเข้าสู่วัยทำงาน ชีวิตเราเริ่มเข้าสู่โหมด Autopilot เราทำสิ่งเดิม เดินทางเส้นเดิม สมองจึงเลิกบันทึกรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไปโดยไม่รู้ตัว
พอได้มีเวลามานั่งทบทวนเรื่องราวชีวิตของตัวเองในวันนี้ถึงได้เข้าใจว่า "โลกไม่ได้หมุนไวขึ้นหรอกค่ะ" เพียงแต่เราคิดว่ามีสิ่งที่เราต้องทำให้สำเร็จให้ไวขึ้นก็เท่านั้น อาจได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจากค่านิยมทางสังคมที่บอกให้เราต้องมีสิ่งนั้นสิ่งนี้ ถึงจะเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จ (เช่น ก่อน 30 ควรมีอะไรบ้าง แต่งงาน มีลูก มีเงินล้านแรก เที่ยวรอบโลก ฯลฯ)
ความกลัวว่าจะตกขบวน (Fear of Missing Out: FOMO) บีบให้เราต้องออกวิ่งให้ไวขึ้น เร่งสปีดชีวิตจนลืมมองความสวยงามตลอดทางที่เราได้ผ่านมา และหลงลืมไปว่า สิ่งเหล่านั้นคือความสุขและความสำเร็จที่เราต้องการจริงๆ หรือเปล่า?
และในวันนี้ ตัวฉันในวัยเลข 3 ครั้งแรก ก็ได้ตกตะกอนบางอย่างในชีวิต บางอย่างที่แสนจะธรรมดาแต่มีคุณค่าทางจิตใจเหลือเกิน
เราเป็นคนชอบจดบันทึกค่ะ ถึงส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวในชีวิตประจำวันก็ตาม แต่เวลามีความคิดหรือไอเดียอะไรดีๆ ก็อดไม่ได้ที่จะพิมพ์เป็นโน้ตเก็บไว้ในโทรศัพท์ และสิ่งที่จะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากโน้ตของเราค่ะ
## ทุกวันช่างแสนธรรมดา แต่พอเราให้ความสำคัญขึ้นมา กลับกลายเป็นพิเศษ
จำได้ว่าโน้ตนี้ถูกจดไว้ในวันปีใหม่พอดีเลยค่ะ พอลองมาคิดดูแล้ว วันเกิด วันครบรอบ หรือวันสำคัญต่างๆ มันก็คือวันธรรมดาที่มี 24 ชั่วโมงเท่าเดิม แต่เป็นตัวเราเองต่างหากที่เลือกจะ 'ตั้งใจให้ความหมาย' กับมันมากกว่า มันเลยมีคุณค่า... เพราะเราเป็นคนให้คุณค่ากับมันเอง
ปีนี้เราได้อ่านหนังสือหลายเล่มมากเลยค่ะ หนึ่งในนั้นคือหนังสือเรื่อง Grateful Living ชีวิตเต็มไปด้วยของขวัญ ของคุณนิ้วกลม เล่มนี้เป็นการมัดรวมประโยคเด็ดจากหนังสือหลายๆ เล่มที่เขาเคยเขียนไว้ แล้วเราก็ไปเจอประโยคหนึ่งที่โดนใจมากค่ะ
ที่จริงแล้ว เราได้รับของขวัญจากคนที่เรารักในทุกๆวัน เพียงแค่ของขวัญชิ้นนั้นไม่ได้มี 'กระดาษห่อ' เหมือนกับของขวัญที่เราได้รับในวันพิเศษก็เท่านั้น
นิ้วกลม
พอได้อ่านประโยคนี้ ทำให้เรามองย้อนกลับไปถึง 'ของขวัญที่ไม่ห่อกระดาษ' ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา
จริงๆ แล้ว เราต่างได้รับ 'ของขวัญ' ในทุกๆ วัน โดยที่เราไม่ทันได้นึกคิด อาจมาในรูปแบบคำพูดจากครอบครัวหรือคนที่รักที่มักคอยถามว่า "วันนี้เหนื่อยไหม หิวไหม ไปหาอะไรอร่อยๆ ทานกันเถอะ" ความรัก ความห่วงใย ความปรารถนาดีจากคนรอบตัว และเรื่องราวต่างๆ อีกมากมายที่เราอาจจะมองว่าเป็นแค่เรื่องธรรมดา เราได้รับมันจนเกิดเป็นความเคยชิน จนไม่ได้รู้สึกว่ามันพิเศษ...แต่สำหรับเราแล้ว ของขวัญที่ดีที่สุดไม่ใช่สิ่งของ แต่เป็นคนที่ตั้งใจมอบอะไรดีๆ เหล่านั้นให้เรามากกว่า
## ไม่ว่าจะเผชิญกับความยากลำบากเพียงใด อย่าได้เสียใจกับสิ่งใดก็ตามที่สร้างรอยยิ้มให้เราเป็นอันขาด
เป็นประโยคเด็ดจากซีรีส์เกาหลีเรื่อง 18 Again ย้อนรัก ย้อนวัยฝัน ที่นางเอกได้พูดกับพระเอกค่ะ ประโยคนี้เตือนสติเราได้ดีมากๆ จนต้องจดบทไว้เลย
ชีวิตเราไม่มีเรื่องไหนที่จะราบรื่นหรือ Smooth as Silk ไปซะหมด ไม่งั้นเราจะมีสิ่งที่เรียกว่า 'บทเรียนชีวิต' ได้อย่างไร
ทุกบาดแผล ทุกความผิดพลาด หรือแม้กระทั่งความเสียใจในวันนั้น มันไม่ได้เข้ามาเพื่อทำลายเรา แต่มันเข้ามาเพื่อเป็นบททดสอบและหล่อหลอมให้เรากลายเป็นคนที่เข้มแข็ง อบอุ่น เข้าใจโลกและชีวิตมากขึ้น
## มีเงินทองมากมายไม่ได้ทำให้มีความสุข (ที่แท้จริง) การได้ใช้เวลาอยู่กับคนที่เรารักต่างหากคือของจริง
ความสำเร็จในวัย 29 ที่ผ่านมาของฉัน อาจไม่ใช่การร่ำรวยด้วยเงินทองมากมาย แต่สิ่งที่หัวใจต้องการจริงๆ คือ 'การร่ำรวยด้วยรอยยิ้ม' ต่างหาก
จริงอยู่ที่เงินทองสามารถนำไปซื้อความสะดวกสบายและความสุขได้ แต่ถ้า ณ จุดที่เรายืนอยู่ตรงนั้น ไม่มีคนที่เรารักอยู่ร่วมเสพความสุขไปด้วยกันแล้ว ความหมายของเงินมันคงลดลงไปเยอะเลยจริงไหมคะ
อย่างที่ได้กล่าวไว้ในหัวข้อแรก 'เมื่อเราให้คุณค่ากับอะไร สิ่งนั้นก็จะสำคัญ' วันนี้เลยขอเลือกที่จะใช้ทั้งเงินและเวลาไปกับครอบครัวและคนที่รักให้มากที่สุดค่ะ
## ตั้งเป้าหมายเพื่อให้มีจุดมุ่งหมาย ไม่ใช่กดดันตัวเอง
พอทำงานมาสักพักหนึ่งแล้ว ก็คงไม่แปลกที่เราจะเริ่มรู้สึกอิ่มตัวและต้องการความท้าทายใหม่ๆ ให้กับชีวิต ด้วยเหตุนี้เอง เราเลยมีความคิดที่จะพาตัวเองไปเติบโตในพื้นที่ใหม่ๆ ซึ่งยุคนี้การใช้คะแนนภาษาอังกฤษหรือการสอบวัดระดับต่างๆ ก็กลายมาเป็นเกณฑ์มาตรฐานในการรับสมัครงานไปแล้ว
แน่นอนว่าการขยับขยายครั้งนี้ ทำให้เราต้องกลับมาปัดฝุ่นอ่าน TOEIC อย่างจริงจังทั้งที่ไม่ได้สอบมานานมากแล้ว (จนกลายมาเป็นรีวิวสอบ TOEIC 2 ครั้งติดในโพสต์ก่อนหน้านี้นั่นเองค่ะ) แถมยังต้องกลับมานั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบข้อเขียนใหม่อีกต่างหาก
แต่แปลกมากเลยค่ะ... การเตรียมตัวสอบในครั้งนี้ เรากลับไม่ได้รู้สึกกดดันตัวเองเหมือนแต่ก่อน อาจเพราะเรามีงานประจำรองรับอยู่แล้วด้วยส่วนหนึ่ง และอีกส่วนคือเราคิดว่า ไม่ว่าผลลัพธ์ของความพยายามครั้งนี้จะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งที่เราได้รับกลับมาแน่ๆ คือ "ตัวเราคนใหม่" คนที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา คนที่เชื่อมั่นว่าสักวันจังหวะเวลาจะเป็นของเรา และที่สำคัญคือ เราได้มีเป้าหมายให้ตัวเองได้พัฒนาไปเป็นเวอร์ชันที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน
การมีเป้าหมายมันดีตรงนี้เองค่ะ มันช่วยรวบรวมจุดโฟกัสว่าเราต้องเดินไปทางไหน ดึงให้เรากลับมาทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจเพื่อพิชิตสิ่งที่เราต้องการ
ลองคิดภาพตามง่ายๆ นะคะ เวลาที่เราลงวิ่งแข่งมาราธอน กับตอนที่เราซ้อมวิ่งธรรมดา ทั้งที่ใช้พลังงานเท่าๆ กัน แต่ในวันแข่งจริง เรากลับรู้สึกมีแรงฮึดมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด นอกจากเรื่องการซ้อมแล้ว สิ่งที่เรามองข้ามไม่ได้เลยคือ "เส้นชัยและรางวัลที่รออยู่" ซึ่งมันตรงกับ ทฤษฎีการเสริมแรงของสกินเนอร์ (Skinner's Reinforcement Theory) ในทางจิตวิทยาเลยค่ะ ที่อธิบายว่ามนุษย์เราจะมีแรงขับเคลื่อนอย่างมหาศาลเมื่อรู้ว่าปลายทางมี 'สิ่งตอบแทน' รออยู่
การใช้ชีวิตของเราเองก็เช่นกัน การตั้งเป้าหมายไม่ได้มีไว้เพื่อกดดันให้เราเครียดจนไร้ความสุข...แต่มันมีไว้เป็น 'รางวัล' และแรงใจ ที่ทำให้เราอยากลุกขึ้นมาวิ่งข้ามขีดจำกัดของตัวเองในทุกๆ วันต่างหากค่ะ
พอลองนำโน้ตบันทึกทั้งหมดมาวางเรียงกันในวันนี้ ถึงได้คำตอบกับตัวเองว่า "SPEED OF AGE" หรือความเร็วของเวลาที่หมุนผ่านไปไวจนน่าใจหาย จริงๆ แล้วมันอาจจะไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราเคยคิด
จากที่เคยตั้งคำถามด้วยความกังวลว่า 'ทำไมเวลาเดินไวจัง?' พอได้มองย้อนกลับมาด้วยสายตาในวัย 30 ปี ฉันกลับรู้สึกว่า เวลาเดินไว ก็น่ารักไปอีกแบบเหมือนกันนะคะ เพราะความเร็วของมันนี่แหละ ที่คอยเตือนสติให้เรารู้นึกถึงคุณค่าของสิ่งตรงหน้า คอยเตือนให้เราหลุดออกจากโหมด Autopilot เพื่อหันมากอด 'ของขวัญที่ไม่ห่อกระดาษ' และใช้เวลาอันมีค่ากับคนที่เรารักในทุกๆ วัน
หากต่อจากนี้ เข็มนาฬิกาของชีวิตจะยิ่งหมุนไวขึ้นเรื่อยๆ ก็ไม่เป็นไรเลยค่ะ ตราบใดที่เราเลือกที่จะเดินในจังหวะของตัวเอง ใส่ใจกับ 'วันธรรมดา' ตรงหน้า และโอบรับทุกบทเรียนอย่างงดงาม ทุกวินาทีที่แล่นผ่านไปใน Speed of Age ฉบับของฉัน มันก็คุ้มค่าและแสนพิเศษแล้วล่ะค่ะ
ปล. อย่าลืมมีเวลาให้กับตัวเองและคนที่รักด้วยนะคะ เราไม่มีทางรู้เลยว่าเรามีเวลาอยู่บนโลกนี้เท่าไหร่ แต่ขอให้ใช้มันอย่างคุ้มค่าที่สุด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายทีหลังนะคะ
生まれてきてくれてありがとう :)
#happybirthdaytome🎂✨
โฆษณา