Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
มินิซีรี่ย์
•
ติดตาม
3 ส.ค. เวลา 22:41 • หนังสือ
คำอนุโมทนา
(สำเนา)
วัดปิ่นบังอร
๓๗๙ ครีนเลน ปีนัง
๒๑ มิถุนายน ๒๔๘๓
ขอถวายพระพรทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ
พระองค์ผู้ทรงพระปรีชาปัญญาญาณ ถึงซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กับทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ ทรงเชื่อคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปฏิบัติตามโดยสัจจะเคารพด้วยความไม่ประมาท ทรงอุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสงฆ์ประชาราษฎร์ แลราชบริพารให้มีความสุขสำราญอยู่เป็นนิตย์เสมอมา
ดิถีที่ตรงกับวันประสูติของพระองค์ เคยได้ทรงบำเพ็ญพระกุศลประจำทุกๆ ปีมา
วันนี้เป็นวันคล้ายกับวันประสูติของพระองค์ แม้จะทรงประทับอยู่ต่างประเทศ ก็ยังทรงพระราชศรัทธาสร้างหนังสือเทศนาถวายคณะสงฆ์ไว้สำหรับวัดปิ่นบังอร เพื่อให้เป็นประโยชน์แด่ประชาชนนิกรผู้สดับฟัง จักยังจิตให้รื่นเริงบันเทิงผ่องใสในพระธรรมคำสอนเป็นอานิสงส์
แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้มีแล้วในอดีต จักมีมาในอนาคตแลมีอยู่ในปัจจุบัน พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น ล้วนเคารพในพรสัทธรรมทั้งสิ้น เหตุสร้างหนังสือเทศนาชื่อว่าเป็นกุศลทางสุคติสวรรค์ฯ ในบุญกิริยาที่พระองค์ทรงบำเพ็ญในวันตรงกับวันประสูติ ณ วันนี้
อาตมาภาพพร้อมด้วยคณะสงฆ์ที่ประชุมอยู่ในที่นี้ ขอกล่าวอ้างคุณพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธปฏิมากร และพระรูปของกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าเป็นประธาน และสิ่งอันศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกนี้ ขอจงมาประสิทธิผลให้พระองค์ทรงมีพระชนมายุยืนยาวนาน เป็นสุขเกษมสำราญ นิราศโรคัน อุปัทวันตรายทั้งปวง
ขอจงเป็นผลสำเร็จ ขอจงเป็นผลสำฤทธิ์ ขอจงเป็นผลชัยยะสิทธิ์
โสตฺถิ เต โหตุสพฺพทา
ขอความสวัสดี จงมีแด่พระองค์ ทุกทิพาราตรีกาล เทอญ.
ขอถวายพระพร
คณะสงฆ์วัดปิ่นบังอร.
วันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๓ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๔๘๓
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
เมื่อวันเสาร์เป็นกำหนดควรได้รับลายพระหัตถ์เวร แต่ไม่ได้รับ คิดว่าเขาจะจ่ายไม่ทัน คอยจนวันอาทิตย์ก็ไม่ได้รับ จึงเขียนหนังสือเวรฉบับนี้ถวายมีแต่บรรเลงไม่มีสนองลายพระหัตถ์
เรื่องผ้านุ่งที่เขาขาย ได้ทราบความจากหญิงอี่หนักขึ้นไปกว่าที่กราบทูลมาอีกว่าต้องต่อริมเพราะมันแคบ และต้องต่อชายเพราะมันสั้น หนักเข้ามันก็เป็นผ้าสีชมพูซึ่งเราผูกทำขวัญสิ่งใดๆ อยู่นั้น นั่นก็คิดว่าเดิมคงเป็นผ้าห่มสีชมพู แล้วก็ย่นเล็กลงทุกที กลายเป็นผ้าโตเพียงเท่าสองสามนิ้วมือก็ใช้ได้ โฉมหน้ามันจะสิ้นอายุเหมือนโคมรั้วและอื่นอีก ฉะนั้น มันเหลือแต่รูปใช้อะไปไม่ได้จริงๆ
เมืองบาณ ตามพระวิจารณ์ว่าจะเป็น เมืองวาน แล้วย้ายไปตั้งใหม่ในรัชกาลที่ ๒ เรียกว่า เมืองใหม่ หรือ เมืองนางรม แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่ในรัชกาลที่ ๔ เป็นเมืองประจวบคีรีขันธ์ หมดนั้นก็ไม่มีเมืองปราณอยู่เลย แต่อย่างไรก็ดี ในการขนสินค้าเข้ามาในเวลาโน้นปรากฏอยู่แล้ว ว่าใช้เมืองมะริดเป็นท่าในการขนสินค้าจากเมืองวาน
เข้าไปกรุงเก่านั้น ไม่จำเป็นต้องใช้เรือกำปั่น ไม่จำเป็นที่ต้องเป็นแม่น้ำอันมีอ่าวจอดเรือกำปั่น ใช้เรือเสาเรือใบซึ่งเคยเดินอยู่แล้วประทุกหย่อยเข้าไปก็ได้ สุดแต่มีทางบกที่จะขนสินค้ามาได้โดยสะดวก จนถึงที่มีเรือเสาเรือใบอยู่มากๆเท่านั้นเป็นพอ คลองวานเกล้ากระหม่อมก็เคยตามเสด็จไปถึง แต่ไม่ได้เอาใจใส่ในเมืองเก่า ไป
เอาใจใส่แต่ในเรื่องปูหิน ได้ให้คนลงงมเอาขึ้นมาดู ได้รู้ว่าน้ำนั้นเจือด้วยปูนจับหุ้มกระดองปูซึ่งตายอยู่ก้นคลองให้กลายเป็นหินเหมือนกิ่งไม้เป็นหินที่พุท้องช้างไทรโยค มีคนเก็บเอามาตื่นกันเกือบตาย พูดถึงพุท้องช้างก็เสียดายที่ได้ทราบว่าพังเสียแล้ว สิ้นของงามไปอย่างหนึ่ง ปูหินในคลองวานซึ่งงมขึ้นมาได้ไม่พบที่สมบูรณ์เลยสักตัวเดียว มีก้ามและกระดองติดกันเป็นกลุ่มอยู่ เป็นแต่เพียงรู้ได้ว่าเพราะน้ำเจืออยู่ด้วยปูน แม้เชื่อว่าขลังยอมเสียเวลางมก็อาจหาที่สมบูรณ์ได้สักตัวหนึ่ง
ในขณะนี้มีการฉลองวันชาติ มีอะไรบ้างย่อมจะทอดพระเนตรเห็นในหนังสือพิมพ์ “บางกอกไตมส์” แล้ว ไม่จำต้องกราบทูลรายละเอียดซ้ำ ดูข่าวรบในหนังสือพิมพ์รู้สึกยุ่งพิลึก ถ้าลงเอยกันเสียได้สักทีก็จะดี
ไม้สิบสอง เช่นลองโกศเป็นต้น แต่แรกก็ไม่เข้าใจอะไร จนได้ขึ้นไปเที่ยวพระพุทธบาทพร้อมด้วยฝ่าพระบาท จึ่งไปเห็นมณฑปเล็กที่ครอบรอยพระพุทธบาท เขาทำเป็นเสามุมละสามเสา สี่มุมเป็นสิบสองเสา วางห่างกันจนอาจเอาฝ่ามือแบสอดเข้าไปได้ จึงเข้าใจว่าไม้สิบสองนั้นเป็นของแยกต่างหากจากกัน แต่เมื่อมาทำบุษบกเล็กๆ จะทำเป็นสิบสองเสาไม่ได้ จึงเซาะเอาแต่พอเปนที แล้วก็หลงทำไม้สิบสองเป็นอย่างเซาะกันไปหมดนั้นจนดูหลง พูดถึงมณฑปก็เห็นขัน ปราสาท มณฑป และบุษบกก็เป็นอันเดียวกันนั้นเอง ถ้ามีมุขเรียกว่าปราสาท ถ้าไม่มีมุขและคนเข้าไป
ได้หลายคนเรียกว่ามณฑป ถ้าเล็กเข้าได้คนเดียวหรือไม่ได้เลยเรียกว่าบุษบก ที่จริงเราเอาคำบาลีมาใช้ผิด ทางบาลีปราสาทท่านหมายถึงเรือนชั้น แม้จะเป็นหลังคาตัดก็เรียกว่าปราสาท มณฑปนั้นเป็นสิ่งที่ปลูกขึ้นชั่วคราว แม้ปะรำก็เป็นมณฑป บุษบกนั้นถ้าแปลตามคำก็ว่าทำด้วยดอกไม้ ไปฉวยเอาชื่อรถของกุเพรซึ่งทศกรรฐ์ไปแย่งเอามาใช้ ทั้งสามอย่างเราล้วนแต่เป็นยอดทั้งนั้น แต่ทางบาลีเรือนที่เป็นยอดท่านมีชื่อเรียกไปอย่างหนึ่งว่า “กูฏาคาร”
องค์ธานีแต่งวินิจฉัยในเรื่องศพใส่โกศ เช่นเคยกราบทูลปรารภมาก่อนแล้วคัดมาให้ดู ในความเห็นของเธอก็ไม่ตกล่องปล่องชิ้นอะไรไปได้ แต่เจ็บปวดที่มีคัดศิลาจารึกของจามมา มีความว่าพระเจ้าแผ่นดินจามทำโกศขึ้นครอบพระศิวลึงค์ ซึ่งทรงสร้าง
ทำให้รู้สึกตัวว่าที่เขียนโกศสกด ศ ตามที่นักปราชญ์เขาเขียนกันนั้น ดูกระไรๆ อยู่ เพราะโกศนั้นแปลว่าลึงค์ตัวผู้ เราไม่ได้ทำโกศขึ้นครอบศิวลึงค์อย่างจาม โบราณท่านเขียนโกศสกด ฐ แปลว่าคลััง ว่าห้อง ว่าปิด แม้จะไม่ถูกกับคำเดิมก็ดูเข้าที จึงทำใจว่าแต่นี้ต่อไปจะเขียนเป็นโกฐสกด ฐ ตามที่โบราณท่านเขียนกันมา
นึกถึงคำของเรา ที่มีเสียงเหมือนกัน แต่ความต่างกันนั้นมีมาก เหมือนหนึ่งสอบ หมายความว่าตรวจก็ได้ หรือหมายความว่ารวมเข้าก็ได้ หนักกว่าพูดผิด ร เป็น ล ล เป็น ร เป็นกองสองกอง ยังไม่ทำให้เข้าใจผิดไปได้ บทจะเข้าใจผิดก็ผิดสำคัญ เหมือนหนึ่งคำว่า เสด็จ พากันเข้าใจว่าไป แต่ไม่ใช่เลย หมายความว่าท่าน ต่างหาก มีเสด็จพระองค์ใหญ่ เสด็จพระองค์เล็ก เป็นประธานอยู่ และคำว่า โล้ นึกมาจาก
เทวดาลงมาโล้สำเภาพระพุทธโฆษา นั่นก็เข้าใจผิดกันไปเหมือนกันว่า โยกโยน แต่หาใช่ไม่ โล้เป็นของสิ่งหนึ่งพวกแจวพายและตกูด มีคำปรากฏอยู่ว่า ไม่เป็นโล้เป็นพาย” พูดถึงโล้ถึงพาย ใจก็นึกไถลไปถึง “ฮ่า วู้ๆ” ไปถึงเมืองปตานี เขาว่าศพกปิตันจีนฝังไว้ที่ในสวน ได้คิดจะเข้าไปเยี่ยมศพแต่เขาว่าสวนปิด จะต้องไปโวยวายให้เปิด เวลาก็มีไม่พอเป็นอันเริศไป
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
กรกฎาคม
วันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๘๓
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
ลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน มาถึงหม่อมฉันแล้ว เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๙ เวลาเช้า ประหลาดใจที่ท่านไม่ได้รับจดหมายเวรของหม่อมฉัน ฉบับลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ตามกำหนดเช่นเคย บางทีก็จะเป็นแต่เจ้าพนักงานส่งช้าไป ถึงกระนั้นหม่อมฉันก็ให้คัดสำเนาส่งถวายซ้ำมากับจดหมายฉบับนี้ด้วย ให้แน่ใจว่าจะไม่ขาด
ทูลสนองความในลายพระหัตถ์
๑) หญิงอี่ถูกเจ้าผ้าเอาเปรียบนั้น ส่อให้เห็นว่าการขายผ้าฉ้อคนซื้อด้วยวิธีลดขนาดจะมีแพร่หลายในท้องตลาด เห็นอุบายที่จะแก้มีอย่างเดียว แต่ผู้ซื้อจะต้องให้ผู้ขายคลี่ผ้าออกวัดดูเสียก่อน ถ้าไม่ยอมคลี่หรือวัดไม่ได้ขนาดก็ไม่ซื้อ ถ้าผู้ซื้อระวังอย่างนั้นมากด้วยกัน ผู้ขายก็จะต้องขวนขวายขายผ้าให้ได้ขนาดเอง ขืนยอมซื้อผ้าต่ำขนาดเอามาประเชินนุ่งเสมอไป ลงปลายก็จะต้องกลับนุ่งจีบหรือทำเป็นถุงนุ่งเหมือนอย่างมอญ
๒) เรื่องที่ทรงปรารภว่าไทยเราทำปราสาทกับมณฑปและบุษบกด้วยแบบอย่างเดียวกัน โดยไม่รู้หรือไม่นิยม ว่าที่จริงปราสาทเป็นแต่เรือนหลายชั้น มณฑปเป็นโรงปลูกใช้ชั่วคราว และบุษบกเป็นซุ้มประดับดอกไม้ ไม่จำเป็นจะต้องมียอดทั้ง ๓ อย่าง
แต่มาถือเอายอดเป็นสำคัญนั้นจับใจอยู่ หม่อมฉันลองคิดต่อไปว่า เหตุไฉนปราสาทที่สร้างกันในเมืองพม่า มอญ ไทยจึงต้องมียอด เห็นว่าเกิดแต่การแก้ไขโดยมีเหตุ แต่คนภายหลังซึ่งไม่รู้เรื่องเดิมสำคัญผิด หลักเดิมเป็นเช่นท่านทรงพระดำริ คือบรรดาเรือนที่ยกพื้นเป็นหลายชั้นเรียกว่าปราสาท เป็นชื่อชนิดของเรือน เปรียบ
เหมือนเรียกเรือนชนิดหนึ่งว่า “เก๋ง” แม้ในพระบาลีก็มีปรากฏว่า เศรษฐีและคฤหบดีในอินเดียอยู่ปราสาทกันโดยมาก เพราะเรือนราษฎรพลเรือนเป็นเรือนชั้นเดียวพื้นอยู่ติดกับแผ่นดิน ปราสาทจึงเป็นเครื่องหมายว่าเป็นเรือนของผู้มีบุญกว่าคนสามัญ แต่ปราสาทย่อมสร้างต่างกันตามกำลังพาหนะและยศศักดิ์ของผู้เป็นเจ้าของ ตั้งแต่เป็นเรือน ๒ ชั้นขึ้นไปจนถึง ๗ ชั้น จึงเป็นเหตุให้ถือกันอีกอย่างหนึ่ง ว่าผู้มีบุญมากย่อมอยู่ปราสาทสูงหลายชั้นขึ้น ผู้มีบุญน้อยก็อยู่ปราสาทเตี้ยมีพื้นน้อยชั้นลงมา ความ
เข้าใจในมูลเดิมมีเพียงเท่านี้ ก็แต่ปราสาทกับเรือนราษฎรในอินเดียแต่โบราณผิดกันอีกอย่างหนึ่ง ด้วยบรรดาเรือนราษฎรยอมก่อด้วยดินดิบหรือก้อนหินและอิฐเผา แต่ปราสาทนั้นก่อเพียงชั้นล่าง ชั้นบนต่อขึ้นไปจะทำด้วยเครื่องก่อหนักนัก จึงทำด้วยเครื่องไม้ มีรูปปราสาทเช่นว่าในลายจำหลักศิลาปรากฏอยู่ คิดดูโดยพิจารณาลักษณะโบราณวัตถุ เห็นว่าปราสาทจะเริ่มมียอดขึ้นด้วยสร้างเทวสถาน อันต้องการใช้เพียงชั้นเดียว แต่จะให้เป็นปราสาทให้เป็นบ้านเรือนชนิดศักดิ์สูงสมเป็นเทวสถาน
จึงคิดเอาลักษณะปราสาทหลายชั้นร่นส่วนลงมาประดิษฐ์เป็นปรางค์ไว้กลางตรงห้องไว้เทวรูป แล้วต่อมุขออกจากปราสาท เป็นต้นแบบปราสาทราชมณเฑียรทำกันภายหลังต่อมา อันพึงสังเกตได้ว่า ยอดปราสาทก็เป็นลักษณะเรือนหลายชั้นย่อลงอย่างเทวสถานที่ว่ามา เพราะไม่ทำเช่นนั้นก็ไม่เป็นเรือนหลายชั้นตรงกับชื่อที่เรียกว่าปราสาท ยยดปราสาทที่จริงเป็นแต่ของสมมติแต่ทำกันจนชินมา ก็เลยเข้าใจกันว่าต้องมียอดเช่นนั้นจึงเป็นปราสาท
หลังคามณฑป บุษบก แม้ที่สุดจนฝาโกศ เช่นโกศกุดั่นและโกศแปดเหลี่ยมก็ทำยอดอย่างหลังคาปราสาท ด้วยสมมติต่อลงไปว่าวัตถุที่ประดิษฐานไว้ในนั้นสูงศักดิ์อยู่ในปราสาท หรือเพียงเห็นว่ายอดอย่างนั้นเป็นแบบหลวง ก็เลยเอาเป็นแบบอย่างทำกันแพร่หลาย ลืมคิดถึงมูลเดิม
๓) คำพูดที่เหมือนกันแต่หมายความต่างกัน หม่อมฉันนึกได้อีกคำ ๑ คือคำว่า “ช้า” หมายความตรงกันข้ามกับ “เร็ว” ได้อย่าง ๑ และหมายความว่า “ไกว” ได้อีกอย่าง ๑ เช่นใช้ว่า “ช้าลูกหลวง” “ช้าเจ้าหงส์” และ “ชิงช้า” อันคำ “ช้า” ที่หมายว่า “ไกว” ดูน่าจะเป็นศัพท์ภาษาอื่นที่เสียงคล้ายๆ กัน ไทยเราเอาเหยียดเป็น “ช้า” แต่จะเป็นภาษาไรยังคิดไม่เห็น
คำว่า “โล้” นั้นน่าจะเป็นภาษาจีน จะเป็นนามศัพท์หรือกริยาศัพท์สังเกตตามที่เอามาใช้ในภาษาไทยเป็นได้ทั้ง ๒ อย่าง ถ้าเป็นนามศัพท์ หมายความว่ากระเชียงจีนอย่างใหญ่ที่ใช้ผูกพุ้ยข้างท้ายให้เรือแล่น คำภาษิตว่า “ไม่เป็นโล้เป็นพาย” ดูหมายเป็นนามศัพท์ ที่ใช้คำโล้เป็นกิริยาศัพท์ เช่นกล่าวว่า “โล้สำเภา” อาจเป็นเรืออย่างใช้กระเชียงโล้ จูงเรือสำเภาเมื่ออับลม เช่นว่าพระยาจีนจันตุ “ให้โล้เรือสำเภา” หนี
สมเด็จพระนเรศวร และเทวดามาช่วยโล้สำเภาพระพุทธโฆษาจารย์ คำที่ว่า “โล้ชิงช้า” ก็น่าจะหมายตรงที่คนเอาเชือกฉุดชิงช้าให้ไกว แม้ภาษิต “ไม่เป็นโล้เป็นพาย” จะหมายเป็นกิริยาติว่า “ไม่ทำเองและไม่ให้ผู้อื่นทำ” ก็อาจเป็นได้ แต่ที่เอาไปใช้ถึงเรียกว่า “เก้าอี้โล้” นั้นผิด เพราะเป็นแต่กิริยาโยกมิใช่โล้
๔) ในลายพระหัตถ์ตรัสถึงฝีพายเมืองปัตตานี เตือนใจหม่อมฉันให้นึกขึ้นถึงโบราณคดีเรื่องฝีพาย เห็นเป็นเรื่องน่าเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร จึงจะทูลบรรเลงถวายต่อไปในจดหมายฉบับนี้ ตามประเพณีมีมาแต่โบราณ การเลือกสรรฝีพายเรือพระที่นั่ง เพื่อจะให้ได้คนมีกำลังและไว้ใจได้ จึงใช้คนกำหนดเป็นตำบล คือบรรดาคนในตำบลที่กำหนดนั้นงดเว้นราชการอื่นหมด ให้เป็นแต่ฝีพายเรือหลวงอย่างเดียว ยกตัวอย่างเช่นคนในตำบลบ้านผักไห่และบ้านตาลาน ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เป็นต้น และยังมีตำบลอื่นอีกแต่หม่อมฉันจำชื่อไม่ได้ เป็นฝีพายทั้งนั้น แม้เรือดั้งคู่ชักก็มีฝีพายประจำตำบลลำ ๑ ใช้คนบ้านใหม่แขวงจังหวัดอ่างทองอีกลำ ๑ ใช้คนบ้านโพธิ์เรียงในแขวงจังหวัดอ่างทองเหมือนกัน เมื่อใดเรียกระดมฝีพาย พวกนายหมวดนายกองต้องเลือกคนฉกรรจ์ที่กำลังล่ำสันส่งเข้ามาให้พอพายเรือหลวง ฝีพายเรือพระที่นั่งเดิมแต่งตัวนุ่งกางเกงผ้ามัสหรู่ คาดผ้ากราบ ตัวเปล่าไม่ใส่เสื้อ และมีพระราชกำหนดว่า ถ้าฝีพายต้องรับพระราชอาญาห้ามมิให้เฆี่ยนหลัง เพราะจะทำให้
เสียโฉม และมีประเพณีเนื่องต่อออกไปอีกอย่าง ๑ ถ้าเสด็จพระราชทานพระกฐินวัดที่มีเจ้าของ เช่นวัดประยูรวงศ์เป็นต้น หรือวัดในหัวเมือง เช่น วัดเฉลิมพระเกียรติในแขวงจังหวัดนนทบุรีเป็นต้น เจ้าของวัดและเจ้าเมืองย่อมแจกผ้าคาดสีนวลชุบน้ำหอมแก่ฝีพายเรือพระที่นั่ง สำหรับเช็ดเหงื่อและให้ชื่นใจด้วยกลิ่นหอม แล้วคาดผ้าเปียกนั้นไว้กับอกตามนิยนกันในสมัยนั้นพายเรือพระที่นั่งได้ไม่ห้ามปราม ดูเหมือนจะให้ฝีพายเรือพระที่นั่งใส่เสื้อเมื่อรัชกาลที่ ๔ หรือเมื่อรัชกาลที่ ๕ ก็เป็นได้ เมื่อ
หม่อมฉันเป็นนายทหารมหาดเล็ก เคยไปจอดเรือดูกระบวนกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญเสด็จไปทอดพระกฐินวัดสุวรรณารามครั้ง ๑ เห็นทรงเรือที่นั่งกราบหลังคากันยาดาดกระแชง ฝีพายยังตัวเปล่าไม่ใส่เสื้อ เสื้อฝีพายเรือพระที่นั่งนั้น แรกใส่เสื้อกระบอกผ้าขาวมาจนคัดฝีพายเป็นทหาร จึงเปลี่ยนเป็นแต่งเครื่องแบบ ใส่หมวกทรงประพาส เสื้อสักหลาดสีแดง คาดเข็มขัดคันชีพ นุ่งกางเกงดำ หม่อมฉันได้เป็นราชองครักษ์ลงเรือพระที่นั่ง เมื่อฝีพายแต่งเป็นทหารเสียแล้ว พลอยได้รับผ้าขาวม้าแจก
ด้วย แต่เมื่อฝีพายใส่เสื้อเสียแล้วได้ผ้าแจกไปก็เป็นแต่ใช้เช็ดหน้าแล้วคาดพุงนอกเข็มขัดพายเรือกลับมา ตามหัวเมืองใหญ่เช่นเมืองนครศรีธรรมราช และเมืองมลายูประเทศราช เช่นเมืองไทร เมืองกลันตัน แม้จนเมืองปัตตานี คงเอาแบบในกรุงเทพฯ ลงไปจัดฝีพายในเมืองนั้น จึงมีฝีพาย ๆ เรือแข็งทุกแห่ง เรื่องที่เล่ากันมาว่าถ้าเรือไม่เร็วได้ดังใจ เจ้าพระยานครฯ น้อยให้เอาเรือขึ้นคว่ำให้ฝีพายถองลงโทษเรือ ก็จะมาแต่ฝึกหัดกวดขันฝีพายเมืองนครนั่นเอง
ปกิรณกะ
๕) ที่หม่อมฉันทูลไปในจดหมายเวรฉบับลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ถึงพระเก้าอี้ถมที่ทำเป็นพระที่นั่งภัทรบิฐนั้น บัดนี้มาพบหลักฐานเพิ่มเติมขึ้น เห็นได้ว่าถวายทูลกระหม่อมเมื่อใด และใช้เป็นพระที่นั่งภัทรบิฐเมื่อใด ด้วยมีในหนังสือพงศาวดารรัชกาลที่ ๔ ที่เจ้าพระยาทิพากรวงศ์แต่ง (ฉบับพิมพ์หน้า ๑๙๐) ว่าเมื่อปีมะแม พ.ศ. ๒๔๐๒ มีงานเฉลิมพระราชมณเฑียรพระอภิเนาวนิเวศน์ และว่าตรงนั้นทูลกระหม่อมทรงพระราชปรารภว่า
“เมื่อทำการพระบรมราชาภิเษกแต่ก่อน กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสดับเทียนชัยเสียก่อน การยังไม่ทันแล้ว ก็ครั้งนี้จะทำให้เหมือนการบรมราชาภิเษกเทียนชัยจะได้เอาไว้จนเสร็จการจึงดับ”
แล้วพรรณนารายการพระราชพิธีอย่างละเอียดต่อไปหลายหน้า มีเสด็จประทับพระที่นั่งอัฐทิศและพระที่นั่งภัทรบิฐอยู่ในนั้นด้วย ส่อหลักฐานน่าเชื่อ ว่าเจ้าพระยานครฯ (น้อยกลาง) คงเข้ามาเฝ้าในงานเฉลิมพระราชมณเฑียร เมื่อปีมะแม พ.ศ. ๒๔๐๒ และเอาพระเก้าอี้ถมกับพนักเรือพระที่นั่งกราบเข้ามาถวายในครั้งนั้น ทูลกระหม่อมจึงโปรดให้ใช้พระเก้าอี้ถมเป็นพระแท่นภัทรบิฐในงานนั้น หม่อมฉันเคยได้ยินเจ้าพี่ๆ ท่านตรัสเล่า ว่าทูลกระหม่อมโปรดให้ตั้งทั้งพระที่นั่งอัฐทิศและ
พระที่นั่งภัทรบิฐ ครั้งนั้นประจำอยู่ในพระที่นั่งอนันตสมาคม (คนได้เห็นพระเก้าอี้ถมเป็นพระที่นั่งภัทรบิฐ) ต่อมาจนตลอดรัชกาล ชวนให้เข้าใจต่อไปว่า เดิมพระที่นั่งอัฐทิศกับพระที่นั่งภัทรบิฐเห็นจะเป็นของทำสำหรับใช้ชั่วคราว จะเพิ่งเป็นของทำประจำอยู่เสมอเมื่องานเฉลิมพระราชมณเฑียรครั้งนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อถึงงานบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๕ จึงใช้พระเก้าอี้ถมเป็นพระที่นั่งภัทรบิฐโดยไม่มีปัญหา.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๔๘๓
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
เมื่อวันเสาร์โน้น คือวันที่ ๒๒ มิถุนายน รถไฟเข้า ไม่ได้รับลายพระหัตถ์เวร นึกว่าเขาคงเอามาส่งวันอาทิตย์ก็ไม่มี จึงนึกต่อไปว่า คงคลาดเมล์ แต่ถึงเมล์วันอังการ คือวันที่ ๒๕ มิถุนายน ก็ไม่มีมาอย่างคาด ครั้นถึงวันเสาร์อีก คือวันที่ ๒๙ มิถุนายน นึกว่าจะได้รับ ๒ ฉบับซ้อนก็ได้รับฉบับเดียว ซึ่งลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน แต่ก็เรียบร้อยดีตกลงเป็นขาดหายไปฉบับหนึ่ง ซึ่งประมาณว่าจะลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ถ้าได้โปรดประทานเข้าไปได้ โปรดให้คัดสำเนาส่งไปประทานเข้าซ้ำไปด้วย จะเป็นพระเดชพระคุณมาก
สนองลายพระหัตถ์
จะกราบทูลสนองลายพระหัตถ์ ซึ่งลงวันที่ ๒๕ มิถุนายนต่อไป
การทำพระระเบียง ตามที่พูดกันอยู่ ๒ อย่างดังที่ตรัสบอกนั้น อย่างใช้เป็นที่จงกรมเห็นพ้องกับพระดำริว่าไม่ได้ อย่างที่ว่าใช้เป็นที่พักสัปปุรุษนั้นเห็นด้วย เกล้ากระหม่อมเคยคิดมา ว่าพระระเบียงนั้นย่อมทำล้อมที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งพวกใดนับถือสิ่งใดก็สิ่งนั้น เป็นที่พักสัปปุรุษซึ่งไปประชุมไหว้และทำบุญ อย่างเล็กก็เป็นคดอยู่ ๔ มุมที่ขาดกลางเป็นช่องเข้า อย่างกลางตรงช่องที่ขาดนั้นทำเป็นโรงประตูแซกเข้าอย่างที่ภาษาฮินดูเรียกค่า “โคปุร” อย่างใหญ่ “โคปุร” นั้น ทำเป็นวิหารซึ่ง
เรียกว่าวิหารทิศหรือเรียกว่า “ธรรมศาลา” อะไรก็สุดแต่จะเรียกไปต่างๆ ตามใจ หมดนั้นย่อมเป็นที่พักหรือที่ประชุมผู้ไปไหว้ไปทำบุญทั้งสิ้น ในการจำหลักหรือเขียนผนังพระระเบียงก็เป็นการจิตรกรรมเรื่องรามเกียรติ์นั้นเดิมทีก็เห็นจะทำสำหรับสถานพระนารายณ์ แล้วก็ไหลเล่อลืมไปเอาทาทำในที่อื่นอันไม่เกี่ยวกับพระนารายณ์เลย ที่พระระเบียงนครวัดก็ฉลักเป็นหลายเรื่องจับฉ่าย เป็นเหมือนหนึ่งจะนึกอะไรได้ก็ฉลักขึ้นภายหลังที่ฉลักค้างอยู่ก็มี ที่เอาพระพุทธรูปตั้งในพระระเบียงก็เป็นการเก็บเอา
พระพุทธรูปเก่าๆ มาปฏิสังขรณ์แน่ แล้วไม่มีที่จะตั้งก็ตั้งไว้ในพระระเบียงอันไม่เป็นที่ควรตั้งด้วยซ้ำ เคยได้ยินพวกคริสตังติเตียน เขาว่าพระที่นับถือควรจะตั้งไว้แต่บนที่บูชา ที่เอามาตั้งไว้ตามหนทางนั้นผิด เกล้ากระหม่อมก็เห็นพ้องด้วยคำติเตียนอันนั้นเปนอย่างที่สุด แล้วมาได้สังเกตเห็นเรือนผู้ดีสมัยใหม่ เอาพระพุทธรูปเก่าๆ ตั้งไว้ตามหัวกะได เห็นเป็นเอาอย่างฝรั่งโดยไม่มีความคิด ฝรั่งเขาไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนาเขาก็ทำเช่นนั้น แล้วเราผู้นับถือพระพุทธศาสนาจำเขามาทำบ้าง เห็นเป็นผิดที่สุด
ปราสาทพิมายเป็นพุทธาวาส ไม่ใช่เมือง เห็นได้จากประตูเข้าเขตซึ่งทำเป็นช้างสามเศียรไว้ที่มุมนั้นเล็กนิดเดียว ช้างม้าล้อเกวียนเข้าไม่ได้ จะเป็นเมืองอย่างไรได้ ทางขี่ม้าเข้าต้องตัดเทินดินข้างประตู เมืองต้องอยู่ต่างหาก ศาสตราจารย์เซเดส์เคยบอกตามที่ได้พบศิลาจารึกว่าเมืองตั้งอยู่ทางตะวันออกแห่งปราสาทพิมาย เรียกว่าเมือง
ขะเวียว คนภายหลังที่จะซ่อมเมืองเก่าไม่ไหว เห็นปราสาทพิมายเป็นที่กว้างขวาง จะทำให้เปนเมืองขึ้นทีหลังว่าไม่ถูก เหมือนนครวัดก็เป็นเทวสถานเท่านั้น ที่เรียกว่านครวัดแปลว่าเมือง วัดนั้นเรียกทีหลัง เพราะเห็นมีเนื้อที่กว้างใหญ่ซึ่งราวกับว่าเมือง พวกนักปราชญ์ฝรั่งเศสเขาพบศิลาจารึก มีความว่าแรกสร้างนครธมนั้นได้สร้างปราสาทที่ “ยโสธรคิรี” ขึ้นก่อน พวกนักปราชญ์ฝรั่งเศสเขาถือเอากำแพงนครธม ซึ่งปรากฏอยู่
เดี๋ยวนี้เป็นเขตเมือง เขาก็ชี้เอาปราสาทบายนเป็นยโสธรคิรีเข้าก่อน ทีหลังเขาไปพบศิลาจารึกเข้าอีก ปรากฏว่าไม่ใช่เขาก็เลื่อนไปชี้เอาวิมานอากาศเข้า มาเมื่อศาสตราจารย์เซเดส์เข้ามากรุงเทพฯ บอกว่าได้พบรากกำแพงนครธมเก่าจมดินอยู่ กว้างใหญ่อ้อมเอานครวัดเข้าไว้ในเมืองด้วย เกล้ากระหม่อมก็ออกความเห็นว่า งั้นยโสธรคิรีก็เป็นปราสาทพนมบาแคงนั่นสิ ศาสตราจารย์เซเดส์ก้มหัวรับ เป็นการแสดงกิริยาว่าถูก นี่แหละเป็นพยานว่า สิ่งที่เราไม่รู้นั้นมีอยู่จะหาประมาณมิได้
ข้อพระดำรัสที่ว่าพระธาตุย่อมสร้างในเมือง ซึ่งมีป้อมกำแพงนั้นถูกแล้ว ป้อมกำแพงก็สำหรับป้องกันข้าศึกซึ่งมารบกกน แม้เป็นเมืองเล็กก็ทำไม่ได้ด้วยไม่มีกำลังพอ ต้องเป็นเมืองใหญ่มีกำลังพอจึงจะทำได้ เมื่อมีกำลังสามารถทำป้อมกำแพงได้แล้ว ทีหลังก็มีกำลังเหลือ จะทำอะไรอีกก็ได้ เป็นเหตุให้พวกอาจารย์ในศาสนาต่างๆ กะเสือกกะสนเข้าหาผู้มีกำลังและอำนาจเหล่านั้น พูดชักนำให้นับถือสิ่งที่ตนนับถือ เพื่อ
บำรุงสิ่งที่ตนนับถือกับทั้งตัวเองด้วย แม้ในทางพระพุทธศาสนา เมื่ออาจารย์แสวงได้พระบรมธาตุมาก็ไปให้ผู้มีอำนาจก่อพระมหาธาตุบรรจุไว้เป็นที่สักการะ เพราะฉะนั้นเมืองใหญ่ซึ่งพร้อมไปด้วยป้อมกำแพงอันผู้มีกำลังได้ทำขึ้น จึงมีพระมหาธาตุเป็นที่บูชาทุกเมืองอย่างที่พระดำรัส
หนังสือ “ลัทธิของเพื่อน” มีฉบับอยู่ที่บ้านแล้ว ไม่ต้องขอ เว้นแต่ดูอย่างผ่านๆ และก็นานมาแล้วด้วย ต้องขอประทานโทษดูดีๆ เสียก่อน
เรื่องพุทธโฆษนิทาน ประทานแวะไปนั้นดีเต็มที ไม่ต้องไปหาฉบับมาดู เมื่ออ่านแล้วจะนำไปส่งถวายพระมหาภุชงค์ตามรับสั่ง
พระราชยานถม ที่ตรัสบอกว่าเป็นของเจ้าพระยานคร (น้อย) ว่าถวายพร้อมกับพระแท่นออกขุนนางนั้น เป็นหลักฐานดีเต็มที พระเก้าอี้ถมซึ่งใช้เป็นภัทรบิฐนั้นเคยสืบมาพักหนึ่งแล้วก็ไม่ได้ความ ได้เคยกราบบังคมทูลถาม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงพระแท่นภัทรบิฐเก่ามาคราวหนึ่งแล้ว ตรัสบอกว่าของเก่าทำกำมะลอด้วยไม้มะเดื่อ เสร็จงานแล้วก็ทิ้งพังไป ทั้งนี้ก็บกพร่องที่ไม่ได้กราบ
บังคมทูลถาม ว่าเอาพระเก้าอี้ถมมาใช้แทนเมื่อไร และใครเป็นผู้ทำถวายพนักเรือพระที่นั่งนั้นไม่เคยสืบ ตามที่ตรัสเล่าถึงช่างถมที่นครศรีธรรมราช ทอดพระเนตรเห็นเป็นมลายูนั้น เกล้ากระหม่อมก็เคยไปดูมูเซียมในประเทศมลายูมาหลายแห่ง พบเครื่องถมที่ทำในมลายูก็มีเหมือนกัน เป็นอันว่าการกระทำพ้องกัน กลัวจะเป็นต่างเอาอย่างเครื่องบั้งกาหลีของอินเดียมาทำด้วยกัน เพราะฉะนั้น ที่ว่าเจ้าพระยานคร (น้อย)
เอาครูในกรุงเทพฯ ออกไปสอนนั้นฟังยาก กลัวจะเป็นการสันนิษฐานไปตามความคิดเห็น อนึ่งถมละครซึ่งว่าดีนั้นกลัวจะเป็น: “ฮือ” ตามความสังเกตของเกล้ากระหม่อมไม่เห็นผิดกันกับถมบางขุนพรหมไปเลย ผิดกันแต่ที่ถมละครมีชิ้นใหญ่ๆ นั่นก็เพราะเจ้าพระยานคร (น้อย) เป็นผู้มีเงินทุนให้ทำ พวกร้านย่อยบ้านพานถมมีแต่ของเล็กๆ เพราะไม่มีทุนและไม่มีโอกาสจะทำของใหญ่เท่านั้น เรื่องพระราชยานทองยาที่กราบทูลถามมาด้วย ยังไม่ได้ตรัสบอกเค้าเงื่อนอะไรไปให้ทราบบ้างเลย
เกล้ากระหม่อมกับทั้งญาติในครัวเรือน ต่างยินดีอนุโมทนาในพระกุศสราศีซึ่งได้ทรงบำเพ็ญให้เป็นไปในวันประสูตินั้นเป็นอย่างยิ่ง พิธีของพระลังกาตามที่ตรัสเล่านั้นซึมซาบดีอย่างยิง ข้อที่ส่งสายสิญจน์มาถวายนั้นควรอย่างยิ่ง เหมือนกับพิธีโกนจุกของเรา บทที่สวดมนต์ดูเป็นเอา ๒ ภาคมารวมสวดคือตั้งแต่ ปฏิจจสมุปบาท ถึง นักขัตตยักษ์นั้นภาคหนึ่ง ตั้งแต่มงคลสูตต์ ถึง นักขัตตยักข์ นั้นอีกภาคหนึ่ง แต่ภาค
ใดท่านจะใช้สวดในพิธีอย่างใดนั้นเรารู้ไม่ได้ เพราะไม่คุ้นเคยกับการสวดมนต์ของพระลังกา แต่ได้เคยสังเกตมาเมื่อเกล้ากระหม่อมมีอายุครบ ๕๐ เวลานั้นไปรักษาตัวอยู่ที่ศรีมหาราชาได้นิมนต์พระวัดศรีมหาราชา (ซึ่งเวลานั้นเป็นมหานิกาย) มาสวดมนต์และฉัน ท่านดับเทียนทำน้ำมนต์ให้เมื่อสวด ธชคฺคสูตต์ ถึง อิติปิโส เป็นเหตุให้เข้าใจได้ว่าแต่ก่อนทำน้ำมนต์ด้วยรตนคุณ ที่มาใช้ รตนสูตต์ นั้นทูลกระหม่อมของเราทรงเปลี่ยน เพราะฉะนั้นภาคหนึ่งซึ่งพระลังกาสวด คะเนว่าจะสวดเพื่อทำน้ำมนต์
ถวายก็ได้ ส่วนภาคสองก็คือ ๗ ตำนานย่อเรานี่เอง สวดถวายเพื่อทรงพระจำเริญ การขัดตำนานนั้นทราบมานานแล้วว่าเป็นของหัวหน้ากล่าว เหมือนกับ หันทมยัง ฉะนั้น ที่ให้องค์อื่นขัดตำนานนั้นผิด การให้ศีลก็เหมือนกัน งานวันประสูติของฝ่าพระบาทเป็นงานจำเพาะพระองค์ ควรที่ฝ่าพระบาทจะทรงรับศีล ใครจะรับศีลผู้นั้นก็ต้องขอด้วยตนเอง ที่ผู้เข้าใจการพิธีขอแล้วรับศีลกันทั่วไปนั้นเป็นการสาธารณะ เพราะผิดทางไปท่านจึงนิ่งเสีย คอยให้ฝ่าพระบาทตรัสขอเอง ข้อที่ทำนองสวดมนต์
เหมือนกับพระไทยอย่างเก่าก็เข้าใจได้ ด้วยพระไทยเราก็สืบมาแต่ลังกา ซ้ำพระลังกาก็เคยเข้ามาปัวเปียอยู่กับพระไทย มีท่านลังกา ๔ พวกซึ่งเป็นเวรกันรักษาพระมหาธาตุนครศรีธรรมราช กับทั้งท่านมหาสวามีซึ่งมาเป็นใหญ่ปกครองคณะสงฆ์อยู่ครั้งเมืองสุโขทัยเป็นต้น ถ้าสวดมนต์ไม่เหมือนกันแล้วจะอยู่ไปด้วยกันอย่างไรได้ เทศนาอนุโมทนาของพระลังกา ผู้เรียนรู้ทางสมัยใหม่มา ก็เป็นการที่เอาทางข้างฝรั่งมาปรุงเข้ากับทางพระพุทธศาสนา แต่ก็ฟังดีมาก
หนังสือเทศนา ๕๐ กัณฑ์ ตามที่ตรัสเล่าว่าเหมือนสมุดไทยนั้นเป็นอย่างใหม่ซึ่งเกล้ากระหม่อมยังไม่เคยเห็น เคยเห็นแต่อย่างเก่าเขาทำเป็นใบๆ ร้อยเชือกเหมือนใบลานทีเดียว จะทักคำอนุโมทนาที่พระวัดปิ่นบังอรทูลถวาย ซึ่งโปรดคัดประทานไปนั้นใช้คำ “พระพุทธเจ้าทั้งหลาย” หมายถึงพระพุทธเจ้าใน อดีต ปัจจุบัน อนาคต นั้นเป็นทางมหายาน แต่ก็ไม่เสียหายอะไร ในสวดมนต์ของเราก็มีอยู่มาก เช่น “เย จ อตีตา” เป็นต้น เป็นเรื่องที่เก็บออกไม่หมดเท่านั้น ที่ชื่อวัดชื่อว่า “ปิ่นบังอร” นั้น เห็นจะหมายความว่า กวีนวิกโตเรีย.
ปกีรณก
เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ได้ไปเผาศพพระยาวุฒิการบดี (เฟื่อง พรหมจินดา) ที่วัดจักรวรรดิตามใบดำ ด้วยเป็นผู้คุ้นเคยกันมา ในงานนั้นเขาแจกหนังสือ “อภิธัมมัตถสังคหย่อ” ไม่ได้พยายามที่จะส่งมาถวายเพราะเห็นติดจะจืด อย่างไรก็ดี การแจกหนังสือในงานศพนั้นฝ่าพระบาททรงริขึ้น เป็นผลสำเร็จดีที่เป็นแฟชั่นทำกันทุกงาน แต่เรื่องราวนั้นจืดบ้างเค็มบ้างเป็นธรรมดาเท่านั้น
เมื่อวันอาทิตย์ วันที่ ๓๐ มิถุนายน ได้รับประทานผลเงาะชนิดหนึ่ง ซึ่งทรงพระเมตตาโปรดประทานไป เป็นพระเดชพระคุณล้นเกล้า ได้เคยเห็นเมื่อมาเฝ้าที่ปีนัง คิดจะส่งถวายสมเด็จพระพันวัสสสาแต่มีน้อยนัก จึงเกณฑ์พระยารัษฎานุประดิษฐ์ให้ออกวิ่งหาก็ได้มา แกบอกว่าเขาเรียกอะไรก็ลืมไปเสียแล้ว จำได้แต่ว่าคล้ายกับชื่อเงาะ
สามัญซึ่งเรียกกันว่า “รัมบุตัน” จะทึกเอาว่าเรียก “รัมบุตัม” เป็นอันได้ส่งเข้าไปถวายตามประสงค์ แต่ไม่ได้ชิมว่ารสเป็นอย่างไร ต่อเมื่อประทานเข้าไปคราวนี้จึ่งได้ชิมรสต่างกันกับเงาะสามัญมาก คงจะโปรดประทานฝากหม่อมเจิมเข้าไป แต่เป็นคิดคาดเท่านั้น ไม่ได้พบตัวหม่อมเจิมว่ากลับแล้วหรือยัง เป็นแต่ที่วังวรดิศส่งไปให้.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๘๓
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
ลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๒ กรกฎาคม มาถึงหม่อมฉันแล้ว จดหมายเวรของหม่อมฉันฉบับลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ซึ่งไปหายเสียในระหว่างทางนั้น พอหม่อมฉันได้ทราบจากลายพระหัตถ์เวรฉบับก่อนว่ายังไม่ได้ทรงรับ ก็ได้สั่งให้ได้คัดสำเนาส่งไปถวายพร้อมกับจดหมายเวรฉบับลงวันที่ ๒ กรกฎาคม แต่ก่อนได้รับลายพระหัตถ์ฉบับนี้ หวังใจว่าจะไปถึงแล้วโดยเรียบร้อย
ทูลสนองความในลายพระหัตถ์
๑) ที่หม่อมฉันทูลความเห็นว่าปราสาทหิน เช่นที่เมืองพิมาย “เมือง” นั้นมารู้สึกว่าใช้คำผิดไป ควรจะใช้คำว่า “ป้อม” จึงจะตรงกับความที่หมาย ความคิดเช่นนั้นเกิดขึ้นโดยมีเรื่องดังจะทูลต่อไป
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๔ หม่อมฉันไปเมืองระนองครั้งแรกเดินทางบกจากเมืองชุมพรข้ามแหลมมลายูไปถึงเมืองกระแล้วลงเรือล่องลำน้ำปากจั่นไปยังเมืองระนอง ก็ลำน้ำปากจั่นนั้นเป็นแนวหมายเขตแดนไทยกับอังกฤษ ทางฝั่งตะวันออกเป็นเขตจังหวัดระนองของไทย ทางฝั่งตะวันตกเป็นเขตอำเภอเมืองมลิวัน จังหวัดมะริดของอังกฤษ หม่อมฉันใคร่จะเห็นเมืองมลิวัน พระยารัษฎานุประดิษฐ (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เวลานั้นเป็นที่พระอัษฎงคตทิศรักษา เจ้าเมืองกระ เคยคุ้นกันกับอังกฤษเจ้าเมืองมลิวัน ให้คนล่วง
หน้าลงไปบอกว่าหม่อมฉันใคร่จะไปแวะที่เมืองมลิวัน เขาก็แสดงความยินดี และจัดการรับรองอย่างดีที่สุดซึ่งสามารถจะทำได้ในที่นั้น เมื่อหม่อมฉันไปถึงเขารับรองณ ที่ว่าการ แล้วพาเที่ยวดูสถานที่ต่างๆ ล้วนสร้างด้วยเครื่องไม้ มีสถานที่ว่าการเมืองและเรือนเจ้าเมืองกรมการพนักงานต่างๆ รายกันไป แต่มีสถานที่สำคัญแห่ง ๑ คือสถานีตำรวจ (Police Station) ทำเป็นค่ายปักเสาไม้แก่นเป็นระเนียด มีช่องยิงปืนจากข้างใน และมีป้อมตรงมุมกับสะพานสำหรับคนขึ้นรักษารอบค่าย ตรงศูนย์กลาง
ค่ายมีวงระเนียดอีกชั้นหนึ่ง เป็นที่เก็บเครื่องอาวุธยุทธภัณฑ์และเงินตรา มีหอคอยที่กลางวงระเนียดนั้นไว้เป็นที่บัญชาการต่อสู้รักษาค่าย ในคลังเงินก็เห็นแปลก ด้วยทำพื้นก่ออิฐดาดปูน แล้วเทเงินเหรียญรูปีลงกองไว้อย่างนั้นเผื่อจะมีโจรผู้ร้ายจู่โจมเข้าไปไม่ทันรู้ตัว เอาเงินกองไว้เช่นนั้นโจรจะมีเวลาเอาเงินไปได้เพียงคนละฟายมือ ไม่เอาไปได้มากเหมือนใส่ถุงหรือใส่หีบ อีกประการ ๑ โดยปกติพนักงานตรวจตราแลเห็นเงินอยู่เสมอสะดวกแก่การรักษาด้วย
เมื่อเที่ยวดูค่ายเสร็จแล้วกลับมานั่งพักฟังเขาชี้แจงต่อไป ว่าที่ต้องทำค่ายเช่นนั้น เพราะชาวเมืองที่อยู่ในปกครองเป็นคนต่างชาติต่างภาษา พวกที่มาปกครองเป็นชาวต่างประเทศและมีน้อยตัวด้วยกัน ในเวลาปกติก็แยกกันอยู่ได้ตามสบาย แต่เวลาเกิดเหตุฉุกละหุกจำต้องมีที่สำหรับรวบรวมกันต่อสู้สัตรู จึงต้องมีป้อมหรือค่ายเช่นนั้นทุกแห่ง ในบรรดาเมืองที่อังกฤษไปตั้งปกครองคนต่างชาติต่างภาษา ได้ฟังอธิบายมาจากเมืองมลิวันเป็นปฐมดังนี้
เมื่อถึงสมัยในรัชกาลที่ ๖ หม่อมฉันขึ้นไปเที่ยวเมืองสุโขทัย เจ้าพระยาสุรบดินทร (พร จารุจินดา) เวลานั้นยังเป็นสมุหเทศาภิบาล พาหม่อมฉันไปดูวัดพระพายหลวงอยู่่นอกเมืองสุโขทัยทางด้านเหนือ เป็นปรางค์ ๓ ยอดแบบขอมเหมือนอย่างปรางค์ ๓
ยอดที่เมืองลพบุรี เมื่อดูตัวปรางค์แล้ว เจ้าพระยาสุรบดินทรพาไปดูเขตบริเวณวัดนั้น ว่ากว้างขวางและขุดคูทำกำแพงรอบราวกับเป็นเมืองผิดกับวัดอื่นๆ เป็นเหตุให้หม่อมฉันเข้าใจว่าที่วัดพระพายหลวงนั้นเป็นที่มั่นเมื่อครั้งพวกขอมปกครอง ตัวเมืองสุโขทัยที่ปรากฏเป็นเมืองไทยสร้าง แล้วเลยรำลึกถึงอธิบายที่ได้ฟัง ณ เมืองมลิวัน
คิดประสานกับเรื่องพงศาวดาร เห็นว่าธรรมดามนุษย์ถึงจะต่างชาติต่างถิ่นฐานและต่างสมัยกัน พฤติการณ์อาจจะทำให้มีความคิดเป็นคลองเดียวกัน เมื่อเมืองสุโขทัยอยู่ในอำนาจขอม พลเมืองเป็นคนต่างชาติกับขอมโดยมาก ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ ๒ ในหนังสือประชุมจารึกสยามภาคที่ ๑ ว่าขอมตั้งข้าหลวงไปอยู่ปกครอง เป็นทำนองเดียวกันกับอังกฤษปกครองเมืองมลิวัน และพวกข้าหลวงขอมคงระแวงภัยเช่นเดียวกัน จึงคิดทำบริเวณวัดพระพายหลวงให้เป็นป้อม สำหรับป้องกันตัวในเวลา
เกิดเหตุฉุกเฉิน และความปรากฏในศิลาจารึกว่าได้มีเหตุฉุกเฉินเช่นนั้นจริง เมื่อพระร่วงยังเป็นพ่อขุนบ้านกลางทาว เจ้าเมืองบางยางกับพ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราดช่วยกันตีเมืองสุโขทัย ได้รบกับพวกข้าหลวงขอม พวกขอมแพ้จึงทิ้งเมืองสุโขทัยหนีไป อธิบายที่ทูลมานี้เป็นเหตุให้หม่อมฉันคิดเห็นว่าวัดและเทวสถานที่พวกขอมทำบริเวณคล้ายเป็นป้อมเช่นที่เมืองพิมาย เพื่อประโยชน์ในการเมืองด้วย แต่ไม่เกี่ยวถึงราชธานีหรือเมืองที่ผู้คนร่วมชาติกันโดยมาก มิใช่จะเหมือนกันทุกแห่งไป
๒) เรื่องพระเก้าอี้ถมที่ทำเป็นพระที่นั่งภัทรบิฐ หม่อมฉันได้พบหลัก ฐานเพิ่มเติม ดังทูลไปในจดหมายเวรฉบับลงวันที่ ๒ กรกฎาคม นั้นแล้ว
จะทูลบรรเลงเรื่องเครื่องถมต่อไปอีกสักหน่อย นานมาแล้วหม่อมฉันได้เห็นในหนังสือฝรั่งแต่ง เขาว่าชาวยุโรปได้วิชาทำเครื่องถมไปจากประเทศอิหร่าน (เปอร์เซีย) เช่นเดียวกับได้การเล่นหมากรุกและเล่นตีคลี หม่อมฉันเกิดอยากรู้ว่าไทยเราจะได้วิชาทำเครื่องถมมาแต่ไหน เพียรค้นดูในหนังสือเก่า พบกล่าวถึงเครื่องถมเป็นครั้งแรกเมื่อในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปรากฏอยู่ในบัญชีเครื่อง
บรรณาการซึ่งแปลเป็นภาษาฝรั่ง ว่าเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ให้ทำไม้กางเขนด้วยเครื่องถมส่งไปถวายโป๊ปอันหนึ่ง ส่อให้เห็นว่าไทยเห็นจะเพิ่งทำเครื่องถมได้ในสมัยนั้น นับถือกันว่าเป็นของแปลก วิชเยนทร์จึงทำให้เป็นไม้กางเขนส่งไปถวายโป๊ป เรื่องในพงศาวดารก็ชวนให้เข้าใจว่าไทยคงได้วิชาทำเครื่องถมตรงมาจากประเทศอิหร่าน
เหมือนกับฝรั่ง ด้วยปรากฏว่าพวกชาวอิหร่านที่เราเรียกว่า “แขกเจ้าเซน” ต้นวงศ์ของพวกพระยาจุฬาราชมนตรี แรกเข้ามาตั้งค้าขายณกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่่รัชกาลพระเจ้าทรงธรรม และเมืองไทยยังมีทางไมตรีกับประเทศอิหร่านสืบมา จนในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ ดังปรากฏในเรื่องประวัติของวิชเยนทร์ ว่าเมื่อแรกเข้ามาเป็นพ่อค้าอยู่ณกรุงศรีอยุธยา ครั้งหนึ่งคุมเรือไปค้าทางทะเลถึงชายแหลมอินเดียทางด้านตะวันตก ไปถูกพายุใหญ่เรือแตกแต่ตัวรอดขึ้นฝั่งได้ เมื่อเดินอยู่บนหาดทรายเห็นคนถูก
เรือแตกอีกพวกหนึ่งสักสองสามคนเดินสวนมา เมื่อเข้าใกล้ วิชเยนทร์เห็นเหมือนไทย เข้าไปไต่ถามได้ความว่า เป็นราชทูตไทยไปประเทศอิหร่านกลับมาถูกพายุอันเดียวกันเรือแตกรอดขึ้นฝั่งได้ที่นั่น วิชเยนทร์มีเงินติดตัวอยู่บ้าง จึงขวนขวายช่วยพาพวกทูตไทยโดยสารเรือพ่อค้ากลับมาถึงกรุงศรีอยุธยา พวกทูตเสนอความชอบของวิชเยนทร์ต่อเจ้าพระยาโกษา (ขุนเหล็ก) เจ้าพระยาโกษาให้ตำแหน่งรับราชการในกรมการเป็นบำเหน็จ และเป็นมูลเหตุที่วิชเยนทร์จะได้เข้ารับราชการ เรื่องชั้นต้น
ของเครื่องถมไทยมีมาดังนี้ เครื่องถมไทยของเก่าที่เป็นฝีมือช่างครั้งกรุงศรีอยุธยามาทำขึ้นในรัชกาลที่ ๑ เช่นพานพระศรีที่อยู่ในตู้เครื่องถมของหลวงเป็นต้น หรือแม้เครื่องถมที่ทำครั้งกรุงศรีอยุธยา ก็ยังมีตัวอย่างอยู่สังเกตได้ด้วยชอบทำลายกนกไทยและมีพื้นถมมาก เครื่องถมที่ทำในกรุงเทพฯ ครั้งรัชกาลที่ ๑ ยังทำดีมาก ฝีมือน่าจะมาทรามลงเมื่อรัชกาลที่ ๒ เป็นหัวต่อที่เครื่องถมเมืองนครฯ จะเฟื่องฟู เข้าใจว่าเรื่องประวัติเครื่องถมชั้นหลังจะมีมาดังนี้
๔) ที่ตรัสถามเรื่องพระราชยานลงยา ว่าสร้างเมื่อรัชกาลไหนนั้น หม่อมฉันใคร่จะทูลตอบว่า “ไม่ทราบ” เพราะนึกค้นความรู้เหตุที่สร้างไม่ออก แต่มีเงาอยู่ในญาณว่าสร้างเมื่อรัชกาลที่ ๕ เพราะฉะนั้น ต้องอ้างเหตุแต่โดยเดา คือเมื่อรัชกาลที่ ๔ ทูลกระหม่อมทรงสร้างพระราชยานงาขึ้นองค์ ๑ และทรงพระราชยานนั้นในวันพระ เป็น
อันมีพระราชยานทำด้วยของวิเศษ ๒ องค์ คือ พระราชยานถมมีขึ้นเมื่อรัชกาลที่ ๓ องค์ ๑ พระราชยานงามีขึ้นเมื่อรัชกาลที่ ๔ ต่อมาอีกองค์ ๑ อาจจะมีผู้เห็นว่าเป็นของเฉลิมพระเกียรติประจำรัชกาล เข้าทางเดียวกับเรือยาวพระที่นั่ง ถึงรัชกาลที่ ๕ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงจะทรงพระราชปรารภเอง หรือจะเป็นปรารภของท่านผู้หลักผู้ใหญ่ในราชการสมัยนั้นกราบทูลเสนอก็เป็นได้ เห็นว่าควรจะสร้างพระราชยานด้วย
ของวิเศษให้มีขึ้นเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ ๕ ตามเยี่ยงอย่างรัชกาลก่อน เหตุที่สร้างเป็นพระราชยานลงยานั้นยังมีทางคิดพิเคราะห์เทียบกับบายศรีต่อไป พระราชยานถมทำด้วยเงินเปรียบเหมือนบายศรีเงิน พระราชยานงาทำด้วยงาต่างแก้วเปรียบเหมือนศรีแก้ว จึงเห็นควรทำเป็นพระราชยานทองเทียบบายศรีทองให้ครบสำรับ แต่พระราชยานถมเป็นเงินถมยา พระราชยานทองก็ควรเป็นทองลงยาให้เข้าชุดกัน หม่อมฉันคิดเดาเหตุ เห็นน่าจะเป็นอย่างเช่นทูลมา
ยังมีเงาในญาณต่อไป ว่าดูเหมือนสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง จะได้โปรดให้ส่งพระราชยานงาองค์แรก ไปถวายพระเจ้าแผ่นดินองค์ใดองค์หนึ่งในยุโรป แล้วสร้างพระราชยานขึ้นใหม่แทนของเดิมอีกองค์ ๑ เข้าใจว่าโปรดให้กรมหมื่นปราบปรปักษ์เป็นผู้ทำ ขอให้ทรงพิจารณาดูเถิด
๕) ชื่อวัดปิ่นบังอรนั้นเป็นชื่อขนานใหม่เมื่อไม่ช้านานนัก วัดนั้นเดิมเรียกชื่อตามตำบลที่ตั้งวัดว่า “วัดบาตูลันจัง” เป็นภาษามลายูแปลว่า “หินลอย” เหตุที่เปลี่ยนชื่อเป็นวัดปิ่นบังอรนั้น หม่อมฉันได้ยินเขาเล่ากันว่าเมื่อสมเด็จกรมพระสวัสดิ์ฯ ยังประทับอยู่ที่เมืองปีนัง นางสาวสนาน อมาตยกุล ซึ่งเป็นธิดาพระยาอภัยรณฤทธิ์ (ถวิล) และคุณหญิงทรามสงวน ออกมาเฝ้าพักอยู่ที่บริเวณตำหนักสมเด็จกรมพระ
สวัสดิ์ วันหนึ่งนางสาวสนานไปทำบุญวันเกิดหรือเพื่อเหตุอันใดอันหนึ่ง ณ วัดบาตูลันจัง เกิดโสมนัสศรัทธาบริจาคทรัพย์ช่วยการปฏิสังขรณ์บ้าง ครั้นทำบุญกลับมาในค่ำวันนั้นฝันไป ว่าคุณหญิงทรามสงวนผู้มารดามาบอกว่าให้เปลี่ยนชื่อวัดบาตูลันจังเป็นวัด “ปิ่นบังอร” ด้วยจึงจะเจริญสุข นางสาวสนานทูลความฝันให้สมเด็จกรมพระสสัสดิ์
ทรงทราบ ต่อมาอีก ๒ วัน เผอิญสมภารวัดบาตูลันจังได้ไปทูลขอให้สมเด็จกรมพระสวัสดิ์ขนานนามวัด จึงประทานนามว่าวัดปิ่นบังอรตามสุบินนิมิตรของนางสาวสนาน และโปรดให้ทำป้ายเป็นรูปใบเสมาจารึกชื่อวัดปิ่นบังอรติดปลายเสาปักไว้ที่ริมถนนข้างวัด และเสร็จไปทำพิธีเปิดคลุมป้ายด้วยวันหนึ่ง เรื่องที่ทูลมานี้ได้ขึ้นคำบอกเล่า หม่อมฉันหาได้มีกิจเกี่ยวข้องแก่เรื่องนั้นอย่างใดไม่ เพราะในสมัยนั้นหม่อมฉันยังทำบุญที่วัดปุโลติกุสอันอยู่ห่างไกลกับวัดปิ่นบังอรมาก
๒) การส่งเงาะผลใหญ่ไปถวายนั้น หม่อมฉันมีความชอบเพียงให้อนุโมทนาสาธุการเท่านั้น วันนั้นพระยารัษฎาเอาลูกเงาะนั้นมาให้ พอพวกลูกหญิงกับหม่อมเจิมเห็นก็พร้อมใจกันขอส่งไปถวายสมเด็จพระพันวัสสากับพระองค์ท่านทั้งหมด เพราะสบโอกาสที่จะฝากไปได้ในวันรุ่งขึ้น ลูกเงาะอย่างนั้นพระยารัษฎาบอกว่าเรียกว่าปุละสัน (Pulasan) มาแต่เกาะสุมาตรา เมื่อส่งไปถวายหม่อมฉันนึกเกรงจะไปหายเสียกลาง
ทาง มาได้ทราบว่าไปถึงได้ตามจำนงก็ยินดี หม่อมเจิมนั้นยังอยู่ที่นี่ รอโรงเรียนปิดจะพาหลานแมวกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ หม่อมฉันจะฝากหนังสือเรื่องตำนานพิธีตรุษให้หม่อมเจิมนำไปถวายด้วย เพราะเป็นหนังสือมากเกินขนาดจะใส่ซอง ครั้นจะม้วนห่อส่งทางไปรษณีย์ก็เกรงจะไปยับเยินเสียกลางทาง จึงคิดจะเอาเข้าแฟ้มส่งไป เห็นจะทรงได้หลายวัน และหวังใจว่าจะโปรด
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๔๘๓
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
ยังไม่ถึงวันอันกำหนดที่จะได้รับลายพระหัตถ์เวร อยู่ว่างๆ ก็เขียนร่างหนังสือนี้เล่นตามชอบใจ เพื่อส่งถวายเป็นการบรรเลง
ไขความเก่า
พระเก้าอี้ถม เกล้ากระหม่อมก็เคยคิดว่าจะเป็นรัชกาลที่ ๔ เข้ารอยเดียวกับกระแสพระดำริ ได้ถามเจ้าพระยาบดินทร์เดี๋ยวนี้ ด้วยเห็นว่าเป็นวงศ์นครเผื่อจะทราบบ้าง แต่ก็ไม่ทราบ พระยาพจนปรีชาสงสัยว่าจะเคยใช้ตั้งพระที่นั่งอนันตสมาคมองค์เก่ามาก่อน ถึงแก่ได้ไปดูสอบรูปออกแขกเมืองฝรั่งเศส ซึ่งแขวนอยู่ที่พระที่นั่งจักรี แต่ก็ไม่ละเอียดพอที่จะเห็นได้ ตกลงเป็นอันไม่รู้แน่อยู่จนเดี๋ยวนี้
เครื่องถมนั้นชอบกล เป็นของที่มีทำนานมาแล้ว ของเก่าเรียกกันว่า “ถมดำ” เพราะลายห่างเห็นพื้นดำมาก เกล้ากระหม่อมได้สังเกตเห็นของเก่าทีเดียว เป็นพื้นดำลายเงินถัดมามีตะทองสลับกับเงิน ถัดมาอีกเป็นลายตะทองล้วน ต่อนั้นมาก็เปลี่ยนเป็นทำพื้นแคบเข้า ลายถี่แน่นเข้า ตกมาถึงถมบางขุนพรหมมีพื้นน้อยเต็มที มีลายเป็น
ทองอร่ามไปทั้งนั้น เข้าใจว่าเป็นด้วยคนสมัยหลังต้องการให้มีทองมาก ถือกันว่าเป็นของดี ถมละครก็เป็นอย่างเดียวกับถมบางขุนพรหม เกล้ากระหม่อมไปนครศรีธรรมราช ไม่ได้ไปดูบ้านช่างทำเครื่องถม เป็นแต่ให้ไปหาเครื่องถมละครมาดูเพื่อจะซื้อ แต่สิ่งที่ได้มาก็เห็นเหมือนกับถมบางขุนพรหม จะซื้อมาก็เห็นเปลืองแรงขนจึ่งไม่ได้ซื้อ
เมื่อไปนครศรีธรรมราชคราวแรก (ครั้ง “โกปิโฮบ”) ได้เห็นฝาบาตรที่หอพระสิหิงค์ เป็นถมชนิดที่เรียกกันว่า “ถมดำ” ในลายเต็มไปด้วยรูปอรหันต์ เข้าใจว่าตั้งใจจะให้เป็นลายฝรั่ง รูปอรหันต์นั้นเข้าใจว่าเอาอย่างเทวดาฝรั่งซึ่งมีปีกมาทำ ถ้าความคิดคาดเช่นนั้นเป็นถูกก็จะต้องเป็นของทำในรัชกาลที่ ๒ เป็นอย่างสูง ถ้าถูกดั่งนั้นการทำ “ถมดำ” ก็ได้ทำมาจนถึงในรัชกาลที่ ๒
พูดถึงพระสิหิงค์ก็นึกได้ว่ามีประมูลกันอยู่ถึงสามองค์ คือที่เชียงใหม่องค์หนึ่งที่กรุงเทพฯ องค์หนึ่ง กับที่นครศรีธรรมราชองค์หนึ่ง พระองค์เจ้าประดิฐวรการท่านว่าองค์ที่นครศรีธรรมราชเป็นอย่างใกล้ที่สุด เพราะในตำนานมีว่าเรือแตก ราชทูตเชิญพระสิหิงค์ขึ้นเหนือหัวว่ายน้ำไป แสดงว่าพระสิหิงค์นั้นองค์เล็ก ถ้าเอาพระสิหิงค์ที่เชียงใหม่หรือที่ในกรุงเทพฯ ขึ้นทูลหัวแล้ว คอราชทูตจะต้องหัก
พูดถึงหอพระสิหิงค์ ไปนครศรีธรรมราชคราวที่สุด เห็นว่าหอพระสิหิงค์ทำใหม่เป็นตึก และสิ่งใดๆ ซึ่งตั้งใจจะไปดูของเก่า ก็รื้อสร้างเป็นอะไรใหม่ไปเสียเกือบสิ้น ตลอตจนถึงวัดและป้อมกำแพง ให้นึกฉุนว่าที่ว่างมีถมไป อยากสร้างเมืองใหม่ก็ไปสร้างในที่ว่างๆ ก็แล้วกัน ทำไมจะต้องรื้อของเก่าเอาคงไว้ให้ชมจะดีกว่า แต่ความเห็นอันนี้ก็เป็นเรื่องใฝ่ใจในอ้ายพังๆ ลางคนเขาก็ทนไม่ได้ ไม่เป็นสิ่งซึ่งพึงปรารถนา มีความเห็นลงในหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยๆ เป็นต้นว่าปราสาทพิมาย เสียงหนึ่งว่าเป็นอนุสาวรีย์
ของเขมร เอาไว้ให้เสียเกียรติยศทำไม ควรรื้อลงเสียให้ราบเป็นหน้ากลอง แล้วมีอีกเสียงหนึ่งค้านว่า จริงดอกที่ปราสาทนั้นเป็นอนุสาวรีย์ของเขมร แต่ก็ปรากฏว่าที่ดินผืนนั้นเดิมเป็นของเขมรแล้วเราได้มา แม้รักษาให้คงไว้ก็จะเป็นเกียรติยศ ไม่ใช่เสียเกียรติยศหนังสือพิมพ์เขาชอบเสียงหลัง เกล้ากระหม่อมก็เห็นด้วย “ไม่เข้าใคออกใค” เพราะชอบอ้ายพังๆ
คำ “อ้ายอี่” เดิมก็ประสงค์จะยกย่อง แล้วกลายเป็นต่ำช้าไปดูก็ขัน
ข่าวใหม่
หมวดนี้เคยจ่าหน้าว่า “ข่าวในกรุงเทพฯ” แต่เห็นไม่ตรง ข่าวในกรุงเทพฯ มี ๑๐๘ ที่กราบทูลมานั้นติดจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวแก่ตัว และซ้ำเลือกกราบทูลแต่เรื่องที่ควรทรงทราบด้วย จึงยักจดเสียใหม่ดั่งที่เขียนไว้ข้างบนนี้
มีข่าวตาย ๒ ราย คิดว่าเป็นคนที่ทรงรู้จักจึ่งกราบทูลมา
๑) ได้รับใบดำ บอกว่าจะเอาศพหม่อมเชงจ๋าย บุนนาค ที่วัดอนงคาราม วันที่ ๓ กรกฎาคม อ่านทราบความก็ตกตลึง ไม่ทราบว่าเจ็บเป็นไรตายเมื่อไร แกเคยทำกับข้าวให้กินไม่รู้ว่ากี่หนต่อกี่หน คิดถึงคุณแกและคิดถึงคุณมนตรีด้วย ก็ต้องไปส่งสการศพเท่านั้น ไปถึงวัดถามพวกลูกๆ คุณมนตรีบอกว่า “เป็นลม” ตายเมื่อวันที่ ๒๗ เดือนก่อน อายุ ๘๒ รู้สึกว่าแก่พอใช้ ที่เอาศพไว้หกเจ็ดวันแล้วเผานั้นดี เป็นการตัดความเป็นห่วงให้สิ้นไปเสียโดยเร็ว
พอไปถึงเขาก็ให้นั่งพักที่ศาลาการเปรียญ ขึ้นไปก็เห็นปี่พาทย์มอญตั้งอยู่ นึกถามตัวเองว่าทำไมการศพจึงต้องประโคมด้วยปี่พาทย์มอญ นึกไปก็นึกได้เป็นชั้นๆ แต่ก่อนใช้กลองมลายูหลายใบประโคม เรียกกันว่า “นางหงส์” ดูเป็นชื่อเครื่องประโคม แต่
เห็นจะไม่ใช่ ทีจะเป็นชื่อเพลงที่ประโคม ต่อลงมาเปลี่ยนเป็นกลองมลายูแต่สองใบ เรียกกันว่า “กลองคู่” นั่นนึกได้ว่าเปลี่ยนไปตามที่เล่นคอนเสิทกัน ด้วยอยากจะให้ดี แต่ที่เปลี่ยนเป็นปี่พาทย์มอญนั้นนึกไม่ออก ไม่ว่าที่ไหน สุดแต่เป็นงานศพแล้วก็ใช้ปี่พาทย์มอญกันทั้งนั้น คิดดูก็ไม่เห็นหลักฐานอะไร นอกจากเป็น “แฟชั่น” เท่านั้นเอง
๒) พระยาศรีกฤดากร (ตุ่ม) ลูกเจ้าพระยาเทเวศร อยู่ที่บ้านคลองเตย ใกล้กับบ้านปลายเนิน ตายแล้วเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม หนังสือพิมพ์ลงว่าอายุ ๕๙ เหตุที่ตายนั้นว่ากันเป็นหลายเสียง เสียงหนึ่งว่าเป็นมะเรง ดอกบุกที่คอ อีกเสียงหนึ่งว่าเป็นฝีในท้องจะอะไรแน่ก็ไม่ทราบ แต่เจ็บออดแอดมานานแล้ว เขาเอาศพไปฝังไว้ที่วัดมกุฎกษัตริย์
นึกก็เห็นขันอีก ที่คำ “วรรณโรค” ถูกผูกขาดเอาเป็นชื่อฝีในท้อง เดิมที่ผูกคำนั้นขึ้นใช้เรียกฝีซึ่งเป็นขึ้นที่ผิวหนัง แม้แปลตามคำก็ยังเห็นอยู่ว่าเป็นโรคผิวหนัง แล้วถูกต่อให้ไพเราะเรียกฝีในท้องว่า “วรรณโรคภายใน” แล้วถูกตัดคงเหลือแต่ “วรรณโรค” แล้วถูกผูกขาดเอาไปเป็นชื่อจำเพาะโรคฝีในท้อง ต่อไปนี้จะเรียกที่เกิดบนผิวหนังว่า
“วรรณโรค” ไม่ได้ จะต้องผูกชื่อใหม่ การผูกชื่อนั้นชอบกล เห็นในรายงานหมอตรวจพระอาการพระองค์เจ้า เขาเรียกท่อหายใจว่า “หลอดพระวาตะ” นั่นมาแต่คำ “หลอดลม” ออกไม่เห็นด้วย เห็นว่าควรเรียก “หลอดพระอัสสาสะ” จะดีกว่า “หลอดพระวาตะ” ควรเป็นลำไส้
เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ได้รับหมายมาแต่สำนักพระราชวัง ๓ ฉะบับ
๑) หมายบวชนาคหลวง มีหลวงพงศ์นวรัตน (ม.ร.ว.พงศ์ นวรัตน์) ลูกหม่อมเจ้าปราณีนวบุตรคนหนึ่ง กับหม่อมราชวงศ์ตุ๊ นวรัตน์ ลูกหม่อมเจ้านพมาศอีกคนหนึ่ง มีหมายกำหนดการใบพิมพ์ส่งมาด้วย คนก่อนบวชแล้วไปอยู่วัดราชประดิษฐ์ คนหลังบวชแล้วไปอยู่่วัดมกุฎกษัตริย์ กำหนดวันที่ ๑๑ ทำขวัญ วันที่ ๑๒ บวช
๒) หมายการพระราชกุศลเข้าพรรษาในวันที่ ๑๙ มีหมายกำหนดการใบพิมพ์ให้มาด้วย สั่งให้เกล้ากระหม่อมไปจุดเทียนวรรษาที่วัดพระเชตุพนตามเคย ในวันที่ ๒๐
๓) หมายสั่งประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไปเปลื้องเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตน์ การนี้ไม่มีเกี่ยวข้องอะไรแก่เกล้ากระหม่อม แต่ได้รับหมายก็กราบทูลมาด้วยเท่านั้นเอง
อยากทักถึงเครื่องทรงพระแก้ว ที่คิดเปลี่ยนเป็น ๓ ฤดูนั้น เป็นคิดกว้างขวาง แต่เห็นงามอยู่เพียงเครื่องทรงฤดูฝนเท่านั้น เครื่องทรงฤดูหนาวก็เห็นรุงรังไป เครื่องทรงฤดูร้อนควรจะงาม แต่ดูไม่งามเลย ดูแล้วก็รู้สึกในใจว่าพระพุทธรูปนั้นตั้งใจจะให้ทรงเครื่องอย่างไรก็ต้องทำพระรูปให้สมควรแก่เครื่องทรงนั้น จะเปลี่ยนเครื่องทรงไปให้เป็น ๓ ฤดูเห็นไม่ได้
หมายกำหนดการใบพิมพ์ คราวนี้ไม่ได้ส่งมาถวาย เพราะได้มาแต่ฉบับเดียวไม่มีจะแบ่ง แต่อย่างไรก็ดี เป็นการตามเคย ซึ่งทรง “ทราบเกล้ากระหม่อม” อยู่แล้ว ไม่จำต้องส่ง
ลายพระหัตถ์
เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ได้รับลายพระหัตถ์เวร ซึ่งลงวันที่ ๒ กรกฎาคม กับทั้งสำเนาลายพระหัตถ์เวร ลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ซึ่งไม่ได้รับนั้นด้วยเรียบร้อยตามเคยเว้นแต่ได้รับช้าไปวันหนึ่ง แต่ก็ไม่เป็นไร จะกราบทูลสนองความในลายพระหัตถ์ต่อไปนี้
เรื่องผ้านุ่ง เขาตัดไม่ให้เสียเศษไม้หนึ่งเป็น ๖ ผืน ใครจะซื้อหรือไม่ซื้อก็ตามใจ เข้าใจว่าเขาสั่งออกไปทีเดียว ว่าให้ทำมากว้างเท่านั้น และไม้หนึ่งยาวเท่านั้น ถ้าพร้อมกันไม่ซื้อเสียอย่างพระดำรัส ก็เป็นแน่ว่าผู้ขายต้องสั่งให้ทำเปลี่ยนขนาด แต่เป็นการที่บินกันคนละทีสองที ลางคนจะไม่ซื้อ ลางคนจะซื้อเพียงเอาไปเป็นของกำนัล ถึงแคบสั้นก็ช่างเป็นไร ผู้ขายก็ยังขายอยู่ได้ที่ตรงนี้แหละเป็นเหตุให้เปลี่ยนไปได้ยาก
ปราสาท ซึ่งเปลี่ยนจากเรือนหลายชั้นลงเป็นชั้นเดียว ตามพระวิจารณ์ว่าเทวาลัยนำไปนั้นถูกที่สุด เกล้ากระหม่อมไม่เคยคิดไปถึง เคยคิดแต่ว่ายอดไม้หรือยอดปรางค์เป็นอันเดียวกัน ยอดปรางค์แม้ของเก่าที่เป็นของใหญ่ ก็เห็นปรากฏอยู่เป็นชั้นอย่างเดียวกันกับยอดไม้ ผิดกันแต่แอ่นเข้ากับโค้งออกเท่านั้น เพราะยอดปรางค์จะทำแอ่น
เข้าไม่ได้ พัง จึงต้องแก้เป็นโค้งออก ปราสาทไม้นั้นปราสาทพม่ายังปรากฏเห็นชัดอยู่ว่าเป็นเรือนชั้น เหมือนถะไม้ข้างจีน ยอดโกศก็ได้นึก ว่ามาแต่ยอดปราสาทที่ต่อมุข นักปราชญ์ทางเขมรเขาก็อธิบายถึงเทวาลัย ว่าต่อมุขเดียวก็มี สองมุขสามมุขจนถึงสี่มุขก็มี สุดแล้วแก่ต้องการ
คำเดียวซึ่งหมายความได้สองทางมีเพื่อนที่หมิ่นๆ อีกถมไป เช่น ขัด สี สุก สวน เป็นต้น ที่ทรงพระดำริค้นเอาคำช้ามานั้นลี้ลับไปมาก คำ ช้า นั้นมีปัญหาไปอีกทางหนึ่งมีผู้รู้มาถามว่า “ต่ำช้า” ทำไมถึงต้องมีช้า เกล้ากระหม่อมก็จน “ป่าช้า” ก็มีคนแปลความแต่เกล้ากระหม่อมฟังไม่ชอบ “ช้าลูกหลวง” เห็นจะหมายถึงทำนองว่าร้องช้า อย่างเดียวกับที่แทงไว้ในบทละคร “ช้าเจ้าหงส์” นั่นหมายถึงชิงช้าแน่
คำ “โล้” จะต้องสืบคำจีน เรียกชื่อกันว่า “เรือโล้” ก็มี หมายถึงเรือเล็กที่พายใหญ่ ตามที่ทรงพระวิจารณ์ในคำ “โล้สำเภา” ว่าจะเป็นเอา “เรือโล้” จูงสำเภานั้นเหมาะมาก แจวพายก็หมายไปได้สองทาง เป็นนามศัพท์ก็ได้นามและกิริยานี้เป็น “กรหม่า” ในทางภาษามคธ ได้แต่เอามาเปรียบฟังกันเล่น จะยืมเอามาใช้จริงๆ หาได้ไม่ เพราะภาษาผิดกัน คำไทยที่แยกไม่ออกว่าเป็นนามหรือกิริยามีมาก
ข้อพระวินิจฉัยในเรื่องฝีพายตามทางโบราณคดีนั้นถูกต้องแล้ว จะกราบทูลซ้ำเติมแต่ว่าที่สวมเสื้อกระบอกนั้น อาจเป็นรัชกาลที่ ๔ ได้ เพราะเสื้อกระบอกเป็นของในรัชกาลนั้น ที่ฝีพายเรือพระที่นั่งทรงที่นั่งรองสวมเสื้อแดง หมวกทรงประพาสนั้น เป็นรัชกาลที่ ๕ แน่ ยังจำได้ แม้เรือในกระบวนเช่นเรือดั้ง เรือประตู เรือตำรวจ เป็นต้น ก็ยังใช้เสื้อกระบอกอยู่
เรื่องพระเก้าอี้ถม ตามที่ทรงค้นหลักฐานได้ใหม่ จมเข้าไปในความคาดถูกกว่าครึ่งตัว
เรื่องโบสถ์เรื่องสีมานั้น ให้เห็นเป็นเรื่อง “เบี้ยขาวเบี้ยแดง” พระพุทธประสงค์ก็จะมีเพียงว่า อย่าให้ไปทำสังฆกรรมในที่ซึ่งมีเจ้าของหวงแหน เช่นในบ้าน ในนาของเขาเป็นต้น ซึ่งเขาอาจไล่ให้ไปเสียจนกรรมต้องแตกเท่านั้น ตามที่ว่านี้โดยเข้าใจว่าที่ใน
ป่าจะไปตั้งทำสังฆกรรมที่ไหนก็ได้ เพราะไม่มีเจ้าของหวงแหน ไม่มีใครจะมาไล่ให้เกิดอันตรายได้ หินรูปใบเสมาก็เหลว ที่แท้ไม่จำเป็นต้องเป็นรูปใบเสมา เป็นหลักอย่างที่เคยทอดพระเนตรเห็นที่พายัพมาก็ได้ หรือแม้แต่เป็นหินก้อนก็ใช้ได้ มีลูกนิมิตรเป็นพยานอยู่ ที่สุดต้นไม้ก็ได้ สุดแต่ให้เข้าใจกันว่ามีเขตเพียงนั้น เท่านั้นก็พอ
ที่ทำเป็นรูปใบเสมาก็เพราะชื่อ สีมา กับ เสมา เป็นคำเดียวกัน จึ่งเอาใบเสมาซึ่งพ้องชื่อมายัดโครมเข้าให้ ตามที่ว่านี้ จะได้ลบล้างพระวิจารณ์ ที่ว่าเสมาใบเดียวสองใบสามใบ เป็นผูกโบสถ์หนเดียวสองหนสามหนนั้นหามิได้ คำที่เขียนหนังสือว่า “โบสถ์” นั้นก็สงสัย กลัวจะเป็นเอาคำว่า “อุโบสถ” มายัดเข้าให้ ที่แท้คำว่า “อุโบสถ” นั้นเป็นชื่อวัน เช่น “วันอุโบสถ” “รักษาอุโบสถ” หาใช่ชื่อสถานที่ไม่ ถ้าเขาไปรับศีลกันที่ไม่ใช่โบสถ์จะโปรดว่ากระไร
ที่เกล้ากระหม่อมเรียกว่าใบดำใบแดงนั้น มันดำแดงจริงๆ ไม่ได้ใส่ไคล้ ใบดำนั้นเขาใช้กระดาษกรอบดำ ใบแดงนั้นเขาย้อมกระดาษด้วยสีแดงให้เป็นสีชมภู ข้อความในบัตรนั้นลางทีก็เกาะเชิญ ลางทีก็เป็นแต่บอกให้ทราบ ตามพระดำรัสอธิบายนั้นถูกแล้ว แต่ถูกตามประเพณีโบราณ สมัยนี้เขาต้องการให้ไปกันมากๆ ไม่ว่าจะทำอะไร เป็นการมีหน้ามีตา
พระดำรัสชวนให้คิดถึงการถวายดอกไม้ธูปเทียน ได้ตริตรองแล้วเห็นความไปอย่างหนึ่งว่า ดอกไม้ธูปเทียนเป็นเครื่องบูชา การถวายก็เป็นการบูชา ย่อมสมควรที่สุดที่ผู้น้อยจะมาบูชาผู้ใหญ่ แต่จะบูชาทุกวันไปก็เป็นการพร่ำเพรื่อ จึ่งบูชากันแต่เวลามีโอกาส
พิเศษซึ่งมีอยู่สองอย่างคือ โอกาสจำเพาะตัว เช่นในเวลาไปบอกจะโกนจุกหรือจะบวชเป็นต้นนั้นอย่างหนึ่ง กับเป็นโอกาสทั่วไปเช่นเฉลิมราชมนเทียรเป็นต้นนั้นอีกอย่างหนึ่ง ความเห็นอันนี้มีพยานอยู่ที่ผู้สูงศักดิ์ไม่ถวายแก่ผู้ต่ำศักดิ์ คือไม่บูชาแก่ผู้ต่ำศักดิ์กว่านั้นประการหนึ่ง หรือผู้ถวายรู้สึกตนว่าต่ำศักดิ์ จึงจัดถวายแก่ท่านผู้สูงศักดิ์ แต่ท่านผู้สูงศักดิ์เห็นว่าท่านเป็นลูกเป็นหลาน ท่านไม่รับก็มีนั้นอีกประการหนึ่ง
ย่อมเป็นพยานที่เห็นอยู่ได้ การจัดธูปเทียนหลายเล่ม มัดเป็นแพ หรือจัดร่วงๆ นั่นเป็นการตกแต่งซึ่งทำไป “ตามเคย” เท่านั้น จะถือเอาเป็นหลักฐานอันใดหาได้ไม่ ก็ตกเป็นบูชาเหมือนกันมีความเห็นดังนี้ จะผิดถูกอย่างไรก็เป็นความเห็นแล้วแต่จะโปรด
พระเจนจีนอักษร ได้ข่าวว่าเปลี่ยนหมอ ให้หลวงนิตยเวชชวิสิษฐ์รักษาว่าอาการฟื้นดีขึ้นแล้ว
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
1 บันทึก
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย