3 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

ผลไม้ล้นตลาด ราคาตกต่ำ ปัญหาคลาสสิกของเกษตรกรไทย

ไทยส่งออกผลไม้หลักแสนล้านบาทในแต่ละปี ขึ้นชื่อว่า เป็นผู้ผลิตและส่งออกผลไม้เมืองร้อนเบอร์ต้น ๆ ของโลก
แต่ปัญหาผลไม้ล้นตลาด ราคาตกต่ำ ดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่อยู่คู่กับภาคเกษตรไทยมาอย่างยาวนาน
คำถามคือ ปัญหานี้มีต้นตอมาจากอะไร ?
และทางออกของเรื่องนี้มีอะไรบ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ต้องบอกว่า ความได้เปรียบของประเทศไทยในด้านเกษตรกรรมนั้นคือ ตำแหน่งที่ตั้งที่อยู่ในเขตร้อนชื้น ใกล้เส้นศูนย์สูตร ได้รับแสงแดดตลอดปี
บวกกับมีภูมิประเทศและภูมิอากาศที่หลากหลาย
มีแม่น้ำลำคลองอุดมสมบูรณ์ และดินที่เหมาะสม
ด้วยปัจจัยที่เอื้อดังกล่าว ทำให้ผลไม้ไทยกลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่สร้างรายได้เข้าประเทศ
ปัจจุบัน ไทยถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกผลไม้เมืองร้อนรายสำคัญของโลก ไม่ว่าจะเป็น
- ประเทศผู้ส่งออกทุเรียนอันดับ 1 ของโลก โดยมีสัดส่วนเกินครึ่ง ของการส่งออกทุเรียนของโลก
- 1 ใน 2 ประเทศผู้ผลิตมังคุดรายใหญ่ของโลก ร่วมกับอินโดนีเซีย
- 1 ใน 3 ประเทศผู้ผลิตลำไยรายใหญ่ของโลก ร่วมกับจีน และเวียดนาม
ดูเผิน ๆ หลายคนอาจคิดว่า การเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ทั้งภูมิประเทศและภูมิอากาศ เมื่อรวมกับความรู้ของภาคเกษตรไทยที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน บวกกับเทคโนโลยีการเกษตรที่ก้าวหน้ามากขึ้น
น่าจะส่งผลดีต่อภาคเกษตรกรรม และเกษตรกรไทย
แต่ในความเป็นจริง ปัญหาผลไม้ล้นตลาด ราคาผลไม้หลายอย่างกลับตกต่ำลง ยังคงวนเวียนเกิดขึ้นมาถึงปัจจุบัน..
ตามหลักเศรษฐศาสตร์ง่าย ๆ ถ้าอุปทานของสินค้ามากกว่าอุปสงค์ โดยทั่วไปก็มักจะทำให้ราคาสินค้าชนิดนั้น ๆ ลดลง
ลองมาดูทางฝั่งอุปทานกันก่อน
ปัจจุบันปริมาณผลผลิตผลไม้เศรษฐกิจหลักของไทย 3 ชนิด คือ ทุเรียน ลำไย และมังคุด คิดเป็น 76% ของผลผลิตผลไม้ทั้งหมด
ในปีที่ผ่านมา ผลผลิตของผลไม้ทั้ง 3 ชนิดเพิ่มขึ้นทุกประเภท
- ปริมาณผลผลิตทุเรียน ปี 2568 จำนวน 1.68 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อน
- ปริมาณผลผลิตมังคุด ปี 2568 จำนวน 0.41 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 36% จากปีก่อน
- ปริมาณผลผลิตลำไย ปี 2568 จำนวน 1.57 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อน
ทำให้เฉพาะแค่ผลไม้หลัก 3 ชนิดนี้ ก็มีปริมาณผลผลิตรวมกันถึง 3.66 ล้านตัน เพิ่มขึ้นถึง 22% จากปีก่อน
ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ปริมาณผลผลิตของผลไม้ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย และปริมาณฝนที่ตกมากขึ้น
บวกกับพื้นที่เพาะปลูกที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะทุเรียน ที่เป็นกระแสทำให้เกษตรกรหันมาปลูกกันมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ทีนี้เราลองมาดูฝั่งอุปสงค์กันบ้าง
 
ด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจผลไม้ของไทยนั้น ปัจจุบันเราไม่ได้ปลูกเพื่อเน้นบริโภคกันเองภายในประเทศ แต่เน้นไปที่การส่งออกเป็นหลักมาโดยตลอด
บวกกับยังมีปัจจัยกดดันปริมาณการบริโภคในประเทศ จากโครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัย กำลังซื้อในประเทศที่มีจำกัด ตามภาวะเศรษฐกิจของไทยที่เติบโตช้าลง
รวมทั้งกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ที่มีแนวโน้มลดลง
ทำให้การบริโภคในประเทศ ก็แทบไม่มีทางดูดซับผลผลิตทั้งหมดนี้ได้หมด
ซึ่งในมุมการส่งออกเอง ก็เผชิญกับความท้าทายไม่แพ้กันเลย..
รู้ไหมว่า ปี 2568 ที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกผลไม้สดมีมูลค่าประมาณ 171,222 ล้านบาท โดยประมาณ 88% เป็นการส่งออกไปประเทศจีน
ตัวเลขนี้บอกได้เป็นอย่างดีว่า การส่งออกผลไม้ของไทยนั้นมีความกระจุกตัวโดยพึ่งพาตลาดจีนสูงมาก
และมูลค่าการส่งออกผลไม้สดไปที่จีนเอง กลับมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ
ปี 2566 มูลค่าการส่งออก 168,552 ล้านบาท
ปี 2567 มูลค่าการส่งออก 163,744 ล้านบาท
ปี 2568 มูลค่าการส่งออก 151,003 ล้านบาท
โดยที่ผ่านมา มาตรการนำเข้าของจีนเข้มงวดขึ้นอย่างมาก การแข่งขันที่สูงขึ้นจากคู่แข่งอย่างเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย รวมทั้งกำลังซื้อในจีนที่ชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ
และเมื่อการบริโภคในประเทศไม่สามารถรองรับปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น รวมกับการส่งออกไปยังตลาดหลักอย่างจีนเจอกับความท้าทาย
ทำให้มักได้ยินข่าวเกษตรกรหลายรายพูดถึงเรื่องราคาผลไม้ตกต่ำ
บางรายถึงกับนำผลไม้มาเททิ้ง เพราะราคาที่ขายนั้นต่ำกว่าต้นทุนที่ต้องแบกรับ ไม่ว่าจะเป็นค่าปุ๋ย ค่ายา และค่าแรงงาน เป็นต้น
ซึ่งปัญหานี้ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคการเกษตรไทย ที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นมาไม่กี่ปีมานี้
ซึ่งยังคงวนลูปกลับมาทำร้ายเกษตรกรไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่งผลกระทบมายังเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ
หัวใจสำคัญของทางออกในเรื่องนี้ จึงต้องแก้ตั้งแต่ต้นทางอย่างฝั่งอุปทาน ที่มักเกิดจากเมื่อไรก็ตามที่เห็นผลไม้ชนิดไหนราคาดี มีอุปสงค์สูง เกษตรกรก็จะแห่ปลูกตาม ๆ กัน
จนปริมาณพื้นที่เพาะปลูกพุ่งสูงขึ้น และเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวพร้อม ๆ กัน อุปทานมหาศาลก็ล้นทะลักเข้าสู่ตลาด
ด้วยการหยุดพฤติกรรมแห่ปลูกตามกระแส ที่ขาดข้อมูลและแผนการบริหารจัดการ
ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรไทย จากผู้ที่ปลูกเก่ง ไปสู่ผู้ที่ขายเป็น
ทั้งการนำผลไม้มาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ยืดอายุสินค้า การสร้างแบรนด์ผลไม้พรีเมียม และการกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดส่งออกใหม่ ๆ โดยไม่ผูกติดกับตลาดใดตลาดหนึ่งมากจนเกินไป..
โฆษณา