วันนี้ เวลา 04:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ภาษีมรดกสหรัฐฯ ความเสี่ยงใหญ่ ที่นักลงทุนหุ้นนอกอาจคาดไม่ถึง

ทุกวันนี้ การซื้อหุ้นต่างประเทศไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เราสามารถซื้อหุ้นบริษัทชั้นนำระดับโลกอย่าง Apple, Nvidia และ Microsoft
รวมถึงซื้อกองทุน ETF ที่ลงทุนอิงดัชนี S&P 500 อย่าง SPY หรือ VOO ได้ง่าย ๆ เพียงไม่กี่ขั้นตอน
2
หลายคนลงทุนเพื่อเป้าหมายเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณ และหวังส่งต่อความมั่งคั่งก้อนนี้เป็นมรดกให้ลูกหลานในอนาคต
แต่รู้หรือไม่ว่า การลงทุนหุ้นสหรัฐอเมริกาโดยตรง อาจมีความเสี่ยงใหญ่ ที่หลายคนยังไม่ได้คิดถึงซ่อนอยู่ นั่นคือ ภาษีมรดกสหรัฐฯ ที่มีอัตราภาษีสูงสุดถึง 40%
แล้วภาษีนี้เกี่ยวข้องกับนักลงทุนไทยอย่างไร และเรามีทางเลือกในการรับมือแบบไหนบ้าง ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
หลายคนอาจคิดว่า ภาษีมรดกสหรัฐฯ เป็นเรื่องไกลตัว และคงเก็บเฉพาะกับคนอเมริกันเท่านั้น
แต่ในความเป็นจริงแล้ว นักลงทุนไทยที่ซื้อหุ้นสหรัฐอเมริกาโดยตรง ก็มีโอกาสที่จะต้องโดนภาษีนี้ได้เช่นกัน
เพราะตามกฎหมายของสหรัฐฯ ชาวต่างชาติอย่างเรา ๆ ที่ไม่ได้มีถิ่นที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา หรือที่เรียกกันว่า Nonresident Aliens (NRAs) จะได้สิทธิยกเว้นภาษีมรดกเพียงแค่ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ
หรือคิดเป็นเงินไทยก็จะอยู่ที่ราว ๆ 2 ล้านบาทเท่านั้น..
นั่นหมายความว่า ถ้าเราปั้นพอร์ตหุ้นสหรัฐฯ จนมีมูลค่าเกิน 2 ล้านบาท แล้ววันหนึ่งเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา มูลค่าส่วนที่เกินจะเข้าข่ายต้องเสียภาษีมรดกให้รัฐบาลสหรัฐฯ ทันที
โดยส่วนที่เกินมานี้จะถูกคิดในรูปแบบขั้นบันได เริ่มต้นตั้งแต่ 18% และไต่ระดับขึ้นไปสูงสุดถึง 40%
เพื่อให้เห็นภาพว่า พอร์ตการลงทุนของเราจะไปแตะเพดานภาษีที่ขั้นไหน ถ้าคำนวณคร่าว ๆ ที่อัตราแลกเปลี่ยน 33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จะได้ว่า
- พอร์ต 5 ล้านบาท หัก 2 ล้านบาทแรกออก
ส่วนเกินจะโดนภาษีไต่ระดับขึ้นไปสูงสุดที่ 28%
- พอร์ต 10 ล้านบาท หัก 2 ล้านบาทแรกออก
ส่วนเกินจะโดนภาษีไต่ระดับขึ้นไปสูงสุดที่ 32%
- พอร์ต 20 ล้านบาท หัก 2 ล้านบาทแรกออก
ส่วนเกินจะโดนภาษีไต่ระดับขึ้นไปสูงสุดที่ 37%
- พอร์ต 35 ล้านบาทขึ้นไป หัก 2 ล้านบาทแรกออก
ส่วนเกินจะโดนภาษีไต่ระดับขึ้นไปสูงสุดที่ 40%
และความโหดร้ายคือ ภาษีมรดกของสหรัฐฯ ไม่ได้รอให้เงินตกทอดไปถึงมือลูกหลานแล้วค่อยตามไปเก็บภาษีมรดกเหมือนบ้านเรา
แต่กฎหมายจะพุ่งเป้าไปเก็บที่ตัวกองมรดกโดยตรง ตั้งแต่ก่อนที่ทรัพย์สินนั้นจะถูกแบ่งหรือโอนให้ทายาทเลย
อย่างไรก็ตาม แม้เราจะเปิดพอร์ตลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ก็ไม่ได้แปลว่าหุ้นทุกตัวจะถูกนำมาคิดรวมในวงเงินที่ต้องเสียภาษีมรดกทั้งหมด
ทรัพย์สินที่เข้าข่ายโดนหักภาษีมรดกที่เกี่ยวข้องกับเราหลัก ๆ คือ
- หุ้นของบริษัทสหรัฐฯ
- กองทุน ETF ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ
1
แต่หากในพอร์ตหุ้นของเรามีหุ้นอย่าง..
- TSMC ยักษ์ใหญ่ผลิตชิปจากไต้หวัน
- SK Hynix ผู้นำชิปหน่วยความจำระดับโลกจากเกาหลีใต้
- Alibaba เจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซจากจีน
- Novo Nordisk บริษัทยายักษ์ใหญ่จากเดนมาร์ก
แม้เราจะกดซื้อหุ้นบริษัทเหล่านี้ผ่านกระดานตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่หุ้นเหล่านี้มีสถานะเป็น ADRs (American Depositary Receipts)
ซึ่งเป็นหุ้นของบริษัทต่างประเทศที่ถูกนำเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เท่านั้น
ทำให้หากเรามีหุ้นเหล่านี้รวมอยู่ มูลค่าของมันจะไม่ถูกนับรวมเป็นกองมรดกที่ต้องเสียภาษีให้รัฐบาลสหรัฐฯ
ถึงตรงนี้ หลายคนก็อาจจะยังมีข้อสงสัยตามมาว่า..
แล้วถ้าเราซื้อหุ้นสหรัฐอเมริกาผ่านโบรกเกอร์ ที่ให้บริการส่งคำสั่งซื้อขายในรูปแบบบัญชีรวมหรือ Omnibus Account
ซึ่งไม่เปิดเผยรายชื่อลูกค้าโดยตรงในระบบรับฝากหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ แต่เป็นการถือครองผ่านบัญชีรวมของบริษัท แล้วค่อยแยกสิทธิของแต่ละคนด้วยระบบบัญชีภายใน
กรณีแบบนี้ เราก็ไม่ต้องเสียภาษีมรดกสหรัฐฯ แล้วใช่ไหม ?
อ้างอิงข้อมูลจาก EY (Ernst & Young) บริษัทที่ปรึกษาด้านภาษีและการเงินระดับโลก ได้มีการระบุไว้ว่า..
1
การถือครองหุ้นสหรัฐฯ ผ่านบัญชีโบรกเกอร์นอกสหรัฐฯ หรือการถือครองผ่านตัวแทนนอมินี ที่ผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodian) ทำขึ้นเพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการนั้น
ไม่สามารถใช้เป็นเกราะป้องกันภาษีมรดกของสหรัฐฯ ได้ เพราะผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงจากทรัพย์สินดังกล่าว ยังคงเป็นตัวนักลงทุนแต่ละคน
ดังนั้น การหวังพึ่งระบบบัญชี Omnibus เพื่อซ่อนชื่อ ก็อาจไม่ใช่ทางออกที่ปลอดภัยที่จะช่วยให้เรารอดพ้นจากภาษีมรดกสหรัฐฯ ได้
จริงอยู่ว่าในปัจจุบัน เราอาจจะยังไม่เคยเห็นเคสที่นักลงทุนรายย่อยบ้านเรา โดนเรียกเก็บภาษีมรดกสหรัฐฯ แบบเป็นเรื่องเป็นราว
แต่การหวังพึ่งพาช่องโหว่นี้ ก็ไม่ต่างอะไรจากการทิ้งระเบิดเวลาไว้ให้ครอบครัวและลูกหลานในอนาคตเลย
สำหรับใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ อยากลงทุนในบริษัทชั้นนำของสหรัฐอเมริกา หรืออยากซื้อกองทุนอิงดัชนี S&P 500 โดยไม่อยากมานั่งกังวลเรื่องภาษีมรดกแบบนี้
นอกจากการทยอยโอนกลับมาให้ทายาท ในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่แล้ว
ในโลกของการลงทุนก็ยังมีทางออกที่นักลงทุนทั่วโลกนิยมใช้กัน นั่นคือ..
- ETF ที่จดทะเบียนในไอร์แลนด์
ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าเราอยากซื้อ ETF ที่อิงดัชนี S&P 500 แทนที่จะซื้อ SPY, VOO หรือ IVV ซึ่งจดทะเบียนในสหรัฐฯ
ก็อาจจะเปลี่ยนไปซื้อ CSPX หรือ VUAA ที่จดทะเบียนในไอร์แลนด์ และซื้อขายในตลาดหุ้นลอนดอน (LSE) แทน
พูดง่าย ๆ มันก็เหมือนเป็นการเปลี่ยนชื่อ ETF และเปลี่ยนตลาดซื้อขาย โดยที่ไส้ในยังคงนำเงินไปลงทุนอิงดัชนี S&P 500 เหมือนเดิม
- กองทุนรวมในไทย
อีกหนึ่งวิธีที่ง่ายและใกล้ตัวที่สุด สำหรับนักลงทุนชาวไทย ก็คือการสลับมาซื้อกองทุนรวมต่างประเทศที่ออกโดย บลจ. ในบ้านเรา
ซึ่งต้องบอกว่า นี่ถือเป็นทางเลือกที่กำลังมาแรง เพราะในปัจจุบันหลาย บลจ. ก็หันมาออกกองทุนที่เน้นลงทุนอิงดัชนี ให้เลือกหลากหลายมากขึ้น
จุดเด่นของกองทุนประเภทนี้ คือมักมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำ ทำให้นักลงทุนอย่างเรา ๆ ได้ประโยชน์ไปเต็ม ๆ
และเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนโดยตรง ที่เราต้องคอยกังวลทั้งภาษีมรดกสหรัฐฯ ที่เพดานสูงถึง 40% แถมยังต้องปวดหัวกับภาษีหุ้นนอก ตอนขายแล้วนำกำไรกลับเข้ามา
การลงทุนผ่านกองทุนรวมในบ้านเรา จึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ปลอดภัย คุ้มค่า และตอบโจทย์คนที่ต้องการปั้นพอร์ตลงทุนหุ้นต่างประเทศในระยะยาวได้อย่างลงตัวที่สุด
อ่านมาถึงตรงนี้ เราคงเห็นแล้วว่า ภาษีมรดกสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่เราเคยคิด เพราะสิทธิยกเว้นภาษีมรดกสหรัฐฯ มีเพดานอยู่แค่ราว 2 ล้านบาท
ซึ่งสำหรับคนที่ตั้งใจปั้นพอร์ตหุ้นระยะยาว เพื่อหวังใช้เป็นเงินเกษียณหรือตั้งใจเก็บไว้เป็นมรดก มูลค่าพอร์ตระดับนี้ถือเป็นเป้าหมายที่หลายคนมีโอกาสไปถึงได้ไม่ยากเลย
ดังนั้น แทนที่จะยอมเสี่ยงวัดดวงกับความไม่แน่นอน การมองว่าภาษีมรดกสหรัฐฯ คือหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่เราต้องวางแผนรับมือตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
การปรับโครงสร้างพอร์ต ด้วยการกระจายช่องทางการลงทุน และไม่กระจุกเงินลงทุนทั้งหมด ไว้กับการถือครองหุ้นสหรัฐฯ โดยตรงเพียงอย่างเดียว
จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า และช่วยให้เราลงทุนแล้วนอนหลับได้อย่างสบายใจที่สุดนั่นเอง..
 
#WealthPreservation
#ภาษี
#หุ้นนอก
โฆษณา