วันนี้ เวลา 02:00 • อสังหาริมทรัพย์

กวาดล้างนอมินีจีนเทาฮุบบ้านหรู สะเทือนตลาดอสังหาฯไทย

  • ทางการกำลังกวาดล้างเครือข่ายทุนจีนสีเทาที่ใช้คนไทยเป็น "นอมินี" ในการซื้อและครอบครองอสังหาริมทรัพย์หรูจำนวนมาก
  • เครือข่ายต่างชาติใช้วิธีจัดตั้งบริษัทโดยให้คนไทยถือหุ้น 51% เพื่อเลี่ยงกฎหมาย แต่ผู้มีอำนาจและผลประโยชน์ที่แท้จริงเป็นชาวต่างชาติ
  • มาตรการที่เข้มงวดส่งผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพากำลังซื้อจากต่างชาติ อาจทำให้กำลังซื้อชะลอตัวและกระทบผู้ประกอบการ
การกวาดล้างเครือข่ายทุนจีนสีเทาที่ใช้ "นอมินี" เข้าถือครองอสังหาริมทรัพย์ไทย กำลังกลายเป็นประเด็นใหญ่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งตลาดบ้านหรูและคอนโดมิเนียม หลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบเครือข่ายใช้บริษัทคนไทยบังหน้าเข้าซื้อบ้านหรูจำนวนมาก โดยผู้ประกอบการในวงการอสังหาริมทรัพย์มองว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เกิดขึ้นต่อเนื่องมานาน เพียงแต่ครั้งนี้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังมากขึ้น
  • คดีบ้านหรู 33 หลัง กดดันการกวาดล้าง
คดีล่าสุด เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบการเข้าซื้อบ้านหรู 33 หลัง มูลค่ารวมกว่า 1,275 ล้านบาท ในย่านพัฒนาการและกรุงเทพกรีฑา โดยเชื่อมโยงกับเครือข่ายทุนจีนสีเทา ใช้บริษัทอำพรางกว่า 33 แห่ง และมีคนไทยทำหน้าที่เป็นผู้ถือหุ้นแทน (นอมินี) กระจายถือ ครองบ้านหรูในหลายโครงการ
แม้กรณีดังกล่าวจะได้รับความสนใจอย่างมาก แต่แหล่งข่าวในวงการอสังหาริมทรัพย์ยืนยันว่า รูปแบบนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีกำลังซื้อชาวต่างชาติสูง เช่น กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่
  • ใช้ช่องกฎหมาย 49:51 ตั้งบริษัทซื้ออสังหาฯ
แหล่งข่าวระบุว่า ช่องทางที่นิยมใช้คือการจัดตั้งบริษัทไทย โดยให้คนไทยถือหุ้น 51% และต่างชาติถือหุ้น 49% ตามกรอบของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เดิมกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในภาคอุตสาหกรรม หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกนำมาใช้เป็นช่องทางถือครองอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะบ้านหรูและที่ดิน ผ่านบริษัทที่มีคนไทยถือหุ้นเพียงในนาม ขณะที่ผู้มีอำนาจบริหารและผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงเป็นชาวต่างชาติ
กฎหมายตั้งใจส่งเสริมการลงทุนในภาคผลิต แต่ปัจจุบันถูกนำมาใช้ซื้อบ้าน ซื้อที่ดิน และถือครองอสังหาริมทรัพย์แทน
ซื้อผ่านบริษัทตัวเอง-บริษัทบัญชี-บริษัททนาย แหล่งข่าวระบุว่า วิธีการที่พบส่วนใหญ่ ได้แก่ ตั้งบริษัทของตัวเองขึ้นมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ ใช้บริษัทด้านบัญชีหรือสำนักงานกฎหมายเป็นผู้ดำเนินการ ใช้บริษัทหลายแห่งกระจายการถือครอง
ใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทน เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของกฎหมายในหลายกรณี หากตรวจสอบหนังสือรับรองบริษัทจะสามารถเห็นโครงสร้างผู้ถือหุ้นและกรรมการ ซึ่งทำให้ผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจสามารถสังเกตความผิดปกติได้
  • บ้านหรูกรุงเทพกรีฑา-ราชพฤกษ์ ถูกจับตา
แหล่งข่าวระบุว่า ปัจจุบันพื้นที่กรุงเทพกรีฑา ซึ่งเป็นตลาดบ้านระดับ 200-400 ล้านบาท มีโครงการเปิดตัวจำนวนมาก และเชื่อว่าหลายโครงการมีลูกค้าต่างชาติใช้บริษัทเข้าซื้อเป็นจำนวนมาก
บางโครงการมีการจัดเตรียมโครงสร้างบริษัทและผู้ถือหุ้นไว้พร้อม เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ซื้อ ขณะที่บางโครงการมีเจ้าของหรือผู้พัฒนาเป็นชาวต่างชาติด้วยพื้นที่ที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ กรุงเทพกรีฑาราชพฤกษ์ พัฒนาการ พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ ฯลฯ
  • ไม่เฉพาะบ้านหรู คอนโดฯ และบ้านราคาปานกลางก็ถูกตรวจ
แม้กระแสข่าวจะมุ่งไปที่บ้านระดับลักชัวรี แต่การตรวจสอบของภาครัฐครอบคลุมถึงบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียมทุกระดับราคา แหล่งข่าวระบุว่า การใช้บริษัทถือครองอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่ความผิด หากดำเนินธุรกิจจริงและเป็นไปตามกฎหมาย แต่หากใช้บริษัทเป็นเพียงเครื่องมืออำพรางการถือครองแทนบุคคลต่างชาติ ย่อมเข้าข่ายความผิดฐานใช้นอมินี
นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และหน่วยงานด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ควรตรวจสอบเส้นทางการเงินควบคู่กัน โดยเฉพาะกรณีซื้ออสังหาริมทรัพย์จำนวนมากผ่านบริษัทเดียวหรือหลายบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกัน
  • กระทบผู้ซื้อจริงทั้งไทยและต่างชาติ
การเข้มงวดของภาครัฐส่งผลให้ผู้ซื้อที่มีความสัมพันธ์กับชาวต่างชาติได้รับผลกระทบไปด้วย ตัวอย่างที่พบ คือ กรณีสามีชาวต่างชาติ ภรรยาคนไทย ที่ใช้เงินของฝ่ายสามีซื้อบ้าน ในราคาเพียง 5ล้านบาทยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ เนื่องจากกังวลเรื่องการถือครองทรัพย์สิน เมื่อภาครัฐเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเส้นทางการเงินและสถานะผู้ถือกรรมสิทธิ์ ทำให้ขั้นตอนการโอนซับซ้อนมากขึ้นทั้งบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียม จึงอยู่ภายใต้การตรวจสอบทั้งหมดโดยเฉพาะระดับราคา3-5ล้านบาทขึ้นไป
  • ตลาดอสังหาฯ เสี่ยงสูญเสียกำลังซื้อต่างชาติ
อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการยอมรับว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยพึ่งพากำลังซื้อต่างชาติอย่างมาก หลังกำลังซื้อคนไทยชะลอตัว โดยมูลค่าการซื้อของชาวต่างชาติปีละ3หมื่นล้านบาทต่อปี ทั้งกลุ่มผู้ซื้อประกอบด้วยชาวจีน เมียนมา ไต้หวัน รัสเซีย และชาติอื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม เมื่อภาครัฐเร่งปราบปรามนอมินีและตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างเข้มข้น อาจทำให้กำลังซื้อต่างชาติบางส่วนชะลอตัว ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่เคยพึ่งพาตลาดต่างชาติได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะโครงการระดับบน
  • ปลายปีจับตายอดโอน-สภาพคล่องผู้ประกอบการ
แหล่งข่าวประเมินว่า ภาพรวมตลาดปลายปีมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ทั้งจากกำลังซื้อในประเทศที่ยังอ่อนแอ ความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ และการตรวจสอบนอมินี ที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์พึ่งพาตลาดต่างชาติ
ผู้ประกอบการหลายรายยังต้องเร่งสร้างยอดขายและยอดโอน เพื่อรักษาสภาพคล่อง ขณะที่บางบริษัทชะลอการเปิดโครงการใหม่ ส่วนผู้ประกอบการรายเล็กจำนวนหนึ่งเริ่มลดบทบาทในตลาด เนื่องจากเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก
แหล่งข่าวมองว่า การปราบปรามนอมินีเป็นสิ่งจำเป็นต่อการบังคับใช้กฎหมายและป้องกันการฟอกเงิน แต่ภาครัฐควรสร้างสมดุลระหว่างการจัดการผู้กระทำผิดกับการรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจโดยรวม
โฆษณา