4 ส.ค. เวลา 17:53 • หุ้น & เศรษฐกิจ

🇱🇷เมื่อสหรัฐฯ ลงมาช่วยญี่ปุ่น “อุ้มเงินเยน”🇯🇵

สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินโลกได้เห็นภาพที่แทบไม่เกิดขึ้นเลยในรอบเกือบ 30 ปี
หลังเงินเยนอ่อนค่าลงไปแตะเกือบ 164 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนที่สุดในรอบเกือบ 40 ปี ญี่ปุ่นก็เข้าแทรกแซงตลาดค่าเงิน โดยใช้เงินมากที่สุดครั้งหนึ่งกว่า 8.5 ล้านล้านเยน และค่าเงินแข็งค่าทันทีกว่า 3%
แต่ครั้งนี้ ญี่ปุ่นไม่ได้สู้เพียงลำพัง
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เข้าร่วม “ซื้อเงินเยน” ด้วย นับเป็นการร่วมมือกันครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1998
ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่า นี่คือจุดเปลี่ยนของค่าเงินเยนหรือไม่
แต่สำหรับผม คำถามที่น่าสนใจกว่ามีอยู่สองข้อ
ทำไมสหรัฐฯ ต้องลงมาช่วยญี่ปุ่น? และถ้าต้นตอของปัญหาคือส่วนต่างดอกเบี้ย ทำไม BOJ ไม่ขึ้นดอกเบี้ยให้จบ?
คำตอบของทั้งสองคำถามนี้ พาเราไปสู่เรื่องที่ใหญ่กว่าค่าเงินเยนมาก
BOJ ไม่ได้เลือกระหว่าง “ขึ้น” หรือ “ไม่ขึ้น”
ญี่ปุ่นเป็นธนาคารกลางขนาดใหญ่แห่งสุดท้ายที่ออกจากยุคดอกเบี้ยศูนย์และนโยบาย QE เพราะต้องการให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืดอย่างยั่งยืน หลังต่อสู้กับปัญหานี้มานานกว่าสองทศวรรษ
เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว ช่วงปี 2023 เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน แต่ BOJ พยายามยื้อเวลาไม่ยอมขึ้นดอกเบี้ย ส่วนต่างดอกเบี้ยจึงกว้างขึ้น นักลงทุนย้ายเงินจากเยนไปถือสินทรัพย์ดอลลาร์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า และถูกโจมตีต่อเนื่อง เงินเยนจึงอ่อนค่าต่อเนื่อง
ฟังดูเหมือนคำตอบจะง่าย
ถ้าปัญหาคือส่วนต่างดอกเบี้ย ก็แค่ขึ้นดอกเบี้ย
แต่สำหรับ BOJ เรื่องนี้ไม่ง่ายขนาดนั้น
หากขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไป การฟื้นตัวที่เพิ่งเริ่มก็อาจสะดุด ญี่ปุ่นอาจกลับเข้าสู่วงจรเงินฝืดอีกครั้ง ขณะเดียวกัน หนี้สาธารณะที่สูงกว่า 250% ของ GDP ก็หมายความว่าการขึ้นดอกเบี้ยจะเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ
พูดอีกแบบหนึ่งคือ BOJ ไม่ได้กำลังเลือกระหว่าง “ขึ้นดอกเบี้ย” กับ “ไม่ขึ้นดอกเบี้ย”
แต่กำลังเลือกระหว่าง ต้นทุนสองแบบ
ยอมรับผลข้างเคียงของเงินเยนอ่อน
หรือเสี่ยงให้เกิดปัญหาทางการคลัง และเศรษฐกิจกลับไปซบเซาอีกครั้ง
การแทรกแซง…เพื่อเปลี่ยน “ความเชื่อ” ของตลาด
ส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้าง ทำให้เงินเยนกลายเป็นแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำของโลก นักลงทุนกู้เงินเยนไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า หรือที่เรียกว่า Yen Carry Trade
เมื่อกลยุทธ์นี้ทำกำไรได้ต่อเนื่อง ตลาดก็เริ่มเชื่อว่า
“ขายเยน ไม่มีทางผิด”
และเมื่อทุกคนอยู่ฝั่งเดียวกัน ตลาดก็ยิ่งเปราะบาง
เราเคยเห็นตัวอย่างมาแล้วในเดือนสิงหาคม 2024 เมื่อ BOJ ปรับขึ้นดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย แต่แรงปิดสถานะ Carry Trade กลับลุกลามไปทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย ทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานของไทยแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลง นักลงทุนรีบปิดสถานะขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกและเอาเยนเงินกลับคืนไปคืน
เป้าหมายของการแทรกแซงจึงไม่ใช่การเปลี่ยนปัจจัยพื้นฐาน แต่คือการเปลี่ยน “ความเชื่อ” ของตลาด จาก One-way Bet ให้กลับมาเป็น Two-way Market
อย่างไรก็ตาม การแทรกแซงก็มีข้อจำกัดที่สำคัญ
การทำให้ค่าเงินอ่อน ธนาคารกลางสามารถพิมพ์เงินของตัวเองออกมาขายได้แทบไม่จำกัด
แต่การทำให้ค่าเงินแข็ง ต้องใช้เงินสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งมีจำกัด หรือการขายสินทรัพย์มาแทรกแซงอาจจะทำให้สินทรัพย์อย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐได้รับผลกระทบ
ตลาดรู้เรื่องนี้ดี
และนั่นคือเหตุผลที่การมีสหรัฐฯ ยืนอยู่ข้าง ๆ จึงเปลี่ยนสมการไปอย่างมาก
แล้วสหรัฐฯ ได้อะไร?
ประเด็นแรก คือเสถียรภาพของตลาดการเงิน
สหรัฐฯ ไม่ต้องการให้ปัญหาของญี่ปุ่นลุกลามจนกระทบตลาดการเงินโลก เพราะหากปล่อยให้เยนอ่อนค่าไปเรื่อยๆ Carry Trade อาจจะกลับมาอีก และถ้าเกิดทิศพร้อมกันอีก นักลงทุนทั่วโลกอาจเร่งขายสินทรัพย์จนส่งผลกระทบต่อทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ
ยิ่งไปกว่านั้น หากญี่ปุ่นต้องสู้เพียงลำพัง แหล่งดอลลาร์ที่ง่ายที่สุดคือการขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ถืออยู่จำนวนมหาศาล
นี่จึงเป็นเหตุผลที่การเปิดให้ญี่ปุ่นใช้ FIMA Repo Facility ของธนาคารกลางสหรัฐ เพื่อกู้ดอลลาร์โดยใช้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเป็นหลักประกัน อาจมีความสำคัญไม่แพ้การแทรกแซงค่าเงินเอง เพราะช่วยให้ญี่ปุ่นระดมดอลลาร์มาขายได้โดยไม่ต้องเทขายพันธบัตรจนกระทบดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐ
ประเด็นที่สอง คือการค้าและความสามารถในการแข่งขัน
รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ไม่ได้พูดถึงเพียงการลดความผันผวนของตลาด แต่ยังระบุว่าการสนับสนุนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรับมือกับค่าเงินเยนที่อ่อนกว่าปัจจัยพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ
เพราะเมื่อค่าเงินอ่อนลง สินค้าญี่ปุ่นก็มีราคาถูกลงในสายตาผู้บริโภคอเมริกัน และช่วยหักล้างผลของกำแพงภาษีที่สหรัฐฯ ใช้เพื่อลดการขาดดุลการค้า
และการที่ญี่ปุ่นต้องพึ่งสหรัฐฯ เพื่อช่วยพยุงค่าเงิน ก็อาจถูกมองได้เช่นกันว่าเป็นสัญญาณของข้อจำกัดเชิงนโยบาย มากกว่าจะเป็นสัญญาณของความแข็งแกร่ง
บทเรียนที่ใหญ่กว่าค่าเงินเยน
ทุกครั้งที่ Carry Trade คลายตัว สินทรัพย์ในเอเชียมักได้รับผลกระทบไปด้วย ไม่ใช่เพราะปัจจัยพื้นฐานของแต่ละประเทศเปลี่ยน แต่เพราะทุกคนกำลังใช้แหล่งเงินทุนเดียวกัน
แต่บทเรียนที่สำคัญกว่านั้น คือเรื่องของการออกจากนโยบายพิเศษ
ดอกเบี้ยต่ำและ QE ช่วยให้ญี่ปุ่นผ่านช่วงเวลาที่ยากที่สุดของภาวะเงินฝืดมาได้ และหากย้อนเวลากลับไป BOJ ก็คงตัดสินใจไม่ต่างจากเดิม
แต่ยิ่งใช้นโยบายเหล่านี้นานเท่าไร ทางออกก็ยิ่งแคบลง จนวันหนึ่งสิ่งที่เคยเป็นเครื่องมือ กลับกลายเป็นข้อจำกัด
การแทรกแซงครั้งนี้อาจซื้อเวลาให้ BOJ ได้อีกระยะ และผู้ว่าการ BOJ ก็เริ่มส่งสัญญาณชัดเจนขึ้นว่าพร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ย หากเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเป็นไปตามที่คาด
แต่สุดท้ายแล้ว ตลาดจะไม่ได้ตัดสินความสำเร็จของการแทรกแซงจากจำนวนเงินที่ใช้
หากจะตัดสินจากสิ่งที่ BOJ ทำหลังจากนี้
หากการแทรกแซงเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว โดยไม่มีการปรับนโยบายรองรับ ตลาดก็อาจกลับมาทดสอบเงินเยนอีกครั้ง และครั้งต่อไป สิ่งที่เดิมพันอาจไม่ใช่เพียงค่าเงิน
แต่คือความน่าเชื่อถือของนโยบาย
เพราะในตลาดการเงิน การแทรกแซงซื้อเวลาได้
แต่ความน่าเชื่อถือจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเวลาที่ซื้อมา ถูกใช้เพื่อเปลี่ยนปัจจัยพื้นฐานจริง ๆ
และน่าสนใจนะครับว่าวันนี้ดอกเบี้ยเราก็ต่ำกว่าดอกเบี้ยข้างนอกพอควร…
โฆษณา