4 ส.ค. เวลา 22:40 • หนังสือ

วันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ดร

​บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๑๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๘๓
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
ลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๙ กรกฎาคม มาถึงหม่อมฉันแล้ว คราวนี้มีกังวล เกิดเมื่อก่อนรับลายพระหัตถ์เล็กน้อย ด้วยเขาเคยส่งลายพระหัตถ์มาให้ในวันเสาร์เวลาเช้า หลายสัปดาห์แล้ว แต่เวลาเช้าวันเสาร์นี้ขาดไป หม่อมฉันให้คนไปถามที่สำนักงานไปรษณีย์ เขาบอกว่าจดหมายมาจากกรุงเทพฯ ได้ส่งหมดแล้วจึงเกิดรำคาญใจ ครั้นเวลาบ่าย ๑๓ นาฬิกา หม่อมฉันกำลังนั่งกินกลางวันอยู่ลายพระหัตถ์จึงมาถึงเป็นสิ้นรำคาญ
ทูลสนองความในลายพระหัตถ์
๑) หม่อมฉันได้เขียนตำนานเรื่องเครื่องถมถวายไปในจดหมายเวรฉบับลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ซึ่งผ่านกับลายพระหัตถ์ฉบับนี้ มีข้อความที่ทรงพระดำริอยู่ในนั้นมากแล้ว จะทูลแต่ถึงฝาบาตรถมที่หอพระสิหิงค์ ๒ ใบ ฝาบาตรคู่นั้นแปลกกว่าฝาบาตรอื่นที่มียอด เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (หนูพร้อม) เอาเข้าไปถวายสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเมื่อทรงรวมเครื่องถม เดี๋ยวนี้อยู่ในกรุงเทพฯ ที่ลายเครื่องถมเมืองนครชอบทำลายอย่างรัชกาลที่ ๒ ที่เป็นกนก​เทศและมีรูปอรหันต์เป็นต้นนั้น ส่อให้เห็นว่าการทำ
เครื่องถมที่เมืองนครเฟื่องฟูขึ้นครั้งเจ้าพระยานคร (น้อย) ในสมัยปลายรัชกาลที่ ๒ มาจนรัชกาลที่ ๓ ถมดำลายเงินนั้นเห็นจะเป็นวิชาเดิมที่ไทยรับมาจากพวกอิหร่าน สังเกตดูเครื่องถมที่ฝรั่งทำก็เป็นอย่างถมดำลายเงิน การที่ “ตะ” คือแต้มทองจะอยู่ในวิชาเดิมหรือมาประดิษฐ์ขึ้นในเมืองไทยข้อนี้สงสัยอยู่ แต่เห็นได้ว่าทำยาก สังเกตดูถ้าไม่ใช่ชิ้นที่ฝีมือดีจริง มักตะเลอะไม่เหมาะกับลาย เพราะถมตะทองเป็นของทำยากจึงเป็นของหายาก เป็นเหตุให้คนนับถือถมตะทอง คนที่ไม่รู้จักลวดลายเป็นแต่ว่ายิ่ง
มีทองตะมากก็ยิ่งเป็นของดี จึงเลยเป็นมูลให้เกิดถมทอง แต่ที่จริงการทำถมทองง่ายกว่า หรือถ้าจะว่าอีกนัยหนึ่งตรงกันข้ามกับถมดำ เพราะทำถมดำต้องคร่ำพื้นที่จะถมยามาก ทั้งต้องระวังลวดลายมิให้เสียเส้น แต่ทำถมทองทิ้งพื้นไว้สำหรับกาไหล่ทองมาก ต้องคร่ำแต่ตรงซอกที่จะถมยา ทำง่ายกว่าและแล้วเร็วกว่าทำถมดำ พวกช่างก็ชอบทำถมทอง เป็นเหตุประกอบกับที่คนชอบถมทอง ๆ จึงเลยแพร่หลาย เลยพาให้เครื่องถมดำเสื่อมสูญไป หม่อมฉันคิดเห็นดังนี้
๒) เรื่องรื้อหอพระสิหิงค์ของเดิม ที่เมืองนครศรีธรรมราชนั้น หม่อมฉันออกจะมีส่วนรับผิดชอบอยู่บ้าง จึงจะทูลคำให้การเจือเรื่องโบราณคดีต่อไป คือจวนที่อยู่ของผู้ว่าราชการเมืองนครศรี​ธรรมราชนั้น ชาวนครเรียกกันว่า “วัง” สืบมาตั้งแต่เจ้านคร ใครได้เป็นผู้ว่าราชการเมืองนครศรีธรรมราชก็เข้าไปครองวัง เพราะบรรดาผู้ว่าราชการเมือง
นครฯ ตั้งแต่ครั้งกรุงธนบุรีมาล้วนอยู่ในสกุลเดียวกันทั้งนั้น เจ้าพระยานครพัฒน เจ้าพระยานครน้อย เจ้าพระยานครน้อยกลาง และเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (หนูพร้อม) ได้เป็นพระยานครเมื่อปลายรัชกาลที่ ๔ ครั้นถึงรัชกาลที่ ๕ จะเป็นเพราะเหตุใดหม่อมฉันไม่ทราบ พระยานคร (หนูพร้อม) ถูกฟ้อง กระทรวงกลาโหมซึ่งว่าหัวเมืองปักษ์ใต้ในสมัยนั้น เรียกเอาตัวเข้ามากักไว้กรุงเทพฯ เกือบ ๒๐ ปี
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ พระองค์ท่านกับหม่อมฉันยังอยู่ในกรมยุทธนาธิการ ลงไปเที่ยวทางหัวเมืองปักษ์ใต้ด้วยกัน (คราวโกปิโฮ๊บ) ได้แวะตามตัวเมืองต่างๆ จนเมืองปัตตานี เพราะเหตุที่เคยไปครั้งนั้น ถึง พ.ศ. ๒๔๓๔ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงจะเสด็จประพาสหัวเมืองแหลมมลายู จึงโปรดให้หม่อมฉันโดยเสด็จเป็นมัคคุเทศเป็นครั้งแรก หม่อมฉันขออนุญาตต่อกระทรวงกลาโหมให้พระยานครฯ ออกไปจัดการรับเสด็จ เป็นครั้งแรกที่จะตั้งต้นชอบพอกันมาแต่งครั้งนั้น เมื่อเสด็จประทับอยู่ในเมือง
นครศรีรรมราช วันหนึ่งพอรุ่งเช้าพระยานครฯ ให้ผูกม้าขี่หลายตัว ชวนหม่อมฉันกับผู้อื่นอีกสักสองสามคนให้ไปดูเมืองนคร แกขี่ม้าตัวหนึ่งนำไปเอง ​พาเข้าไปดูวังที่แกเคยอยู่ ชักม้าเที่ยวซอกแซกให้เห็นหมดทั้งข้างหน้าข้างใน เมื่อดูทั่วแล้วพาไปนั่งพักหอพระสิหิงค์ แกจึงขยายความประสงค์ซึ่งชวนไปในวันนั้นให้เข้าใจ ด้วยจะให้เห็นว่าเรือนชานสถานที่ต่างๆ สำหรับวัง ซึ่งใหญ่โตระโหฐานผุพัง หักล้างเสียโดยมาก เพราะเหตุที่เอาตัวแกเข้าไปกักขังไว้ในกรุงเทพฯ ไม่มีใครซ่อมแซมรักษา ได้เห็นก็ออกสงสาร
สังเกตวังที่ยังเหลืออยู่ประกอบ กับได้เห็นสิ่งของที่เจ้าพระยาแต่ก่อนได้สร้างไว้ได้ความรู้ดีของผู้ครองเมืองนครฯ อย่าง ๑ ว่าตั้งใจถ่ายแบบของหลวงในกรุงเทพฯ ออกไปทำอย่างเดียวกัน แต่ลดอะไรเสียบ้างให้ผิดกับของหลวง ยกตัวอย่างที่นึกได้
เช่น มีพระพุทธรูปทรงเครื่องขนาดเท่าตัวอยู่ในหอพระสิหิงค์ ๒ องค์ ทำเลียนพระพุทธรูปฉลองพระองค์ของหลวง แต่ก็เป็นพระหุ้มเงินทรงเครื่องทองดังนี้เป็นต้น เรือนที่อยู่ก็มีท้องพระโรงอยู่หน้า ต่อเข้าไปมีเรือนใหญ่ ๓ หลังเรียงกันอย่างวิมาน แต่ทำด้วยเครื่องไม้ก่ออิฐ แต่เรือนบริวารรื้อสูญไปเสียมากแล้ว หอพระสิหิงค์เป็นสิ่ง
ซึ่งหม่อมฉันรำคาญตามาตั้งแต่วันนั้น เป็นหอก่ออิฐถือปูน มุงกระเบื้อง ๓ ห้อง มีเฉลียงเสาไม้แก่นรอบก่อบนพื้นถมสูงกว่าพื้นดินสัก ๓ ศอก ไม่มีอะไรน่าชมทั้งแบบรูปทรงแลทัพะสัมภาระที่สร้างพิจารณาต่อมาภายหลังเห็นว่า คงเป็นของสร้างใหม่​ในสมัยเจ้านคร เดิมพระพุทธรูปองค์นั้นเห็นจะอยู่แห่งใดแห่งหนึ่ง เรียกกันว่า “พระสญิง” และคงอ้างว่าเป็นองค์ที่เชิญมาจากลังกา เมื่อเจ้านครตั้งตัวเป็นพระเจ้าแผ่นดินจึงให้เชิญเข้าไปไว้ในวังนับถือเป็นพระศรีเมืองแต่นั้นมา หลักฐานทุกอย่างชวนให้
เห็นว่าจะเป็นดังว่ามานี้ เมื่อเสร็จการเสด็จประพาสครั้งนั้น พระยานครยังต้องกลับเข้าไปถูกกักอยู่ในกรุงเทพฯ อีกสัก ๔ ปีจนโอนหัวเมืองปักษ์ใต้มาขึ้นกระทรวงมหาดไทย หม่อมฉันจึงให้พระยานครกลับออกไปว่าราชการเมืองนครศรีธรรมราชตามเดิม เมื่อมาลาแกถามหม่อมฉันว่า “ให้ไปคราวนี้ จะเรียกกลับอีกหรือไม่” หม่อมฉันตอบว่า “ถ้าเป็นพระยานครก็ไม่เรียกกลับ” แกกลับออกไปซ่อมแซมเย่าเรือนอย่างปุยาแต่พออยู่ได้ตลอดมา
เมื่อทรงพระกรุณาโปรดให้สถาปนาพระยานครเป็นเจ้าพระยาสุธรรมมนตรีแล้ว หม่อมฉันออกไปเมืองนครฯ ท่านมาปรารภแก่หม่อมฉันว่าตัวท่านก็แก่ชรามากแล้ว ถ้าสิ้นอายุท่านก็เห็นจะไม่มีใครในวงศ์สกุลที่จะครอบครอง “วัง” ต่อไปได้ ท่านเป็นห่วงอยู่ด้วยพระอัฐิสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ และพระอัฐิเจ้านายเชื้อสายสกุล
นครที่ทูลกระหม่อมพระราชทานออกไปไว้ด้วยกันกับอัฐิของบุรพบุรุษนารีในสกุล ซึ่งรักษาไว้ที่เรือนผู้ว่าราชการเมืองสืบกันมา ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป หม่อมฉันตอบว่าที่วัง​นั้นใหญ่โตและเป็นที่ว่าการบ้านเมืองสืบมากว่า ๑๐๐ ปี นับว่าเป็นหลักของเมืองนครฯ สิ่งหนึ่ง ซึ่งจะให้ตกไปเป็นสมบัติของบุคคลหาควรไม่ เมื่อสิ้นท่านแล้ว
ควรจะสร้างสถานที่ต่างๆ ในการปกครองบ้านเมืองในที่วังนั้น ส่วนการรักษาพระอัฐินั้น หม่อมฉันเห็นควรว่าจะสร้างหอใหม่ที่ในบริเวณวัง ให้งดงามสักหลังหนึ่ง กั้นเป็น ๒ ห้อง ๑ เป็นที่ไว้พระสิหิงค์ อีกห้อง ๑ เป็นที่ไว้พระอัฐิและอัฐิของสกุล ณ นคร แต่จะขอเงินหลวงเกรงจะยากอยู่ ถ้าตัวท่านบริจาคทรัพย์สร้างหอนั้นจะสำเร็จได้ง่ายกว่า ทั้งเป็นเกียรติและกุศลแก่ท่านด้วย เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี เห็นชอบด้วยจึงได้สร้างหอพระสิหิงค์ใหม่และรื้อหอพระสิหิงค์เก่าด้วยประการฉะนี้
๓) เรื่องที่ชอบใช้ปี่พาทย์มอญในงานศพนั้น หม่อมฉันเคยได้ยินสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงตรัสเล่า ว่าปี่พาทย์มอญทำในงานหลวงครั้งแรกเมื่องานพระศพ สมเด็จพระเทพสิรินทราบรมราชินี ด้วยทูลกระหม่อมทรงพระราชดำริว่าสมเด็จพระเทพสิรินทราฯ ทรงเป็นเชื้อมอญ แต่จะเป็นทางไหนหม่อมฉันไม่ทราบ เคยได้ยินแต่ชื่อพระ
ญาติคน ๑ เรียกว่า “ท้าวทรงกันดาล ทรงมอญ” ว่าเพราะเป็นมอญ พระองค์ท่านคงจะทรงทราบดีกว่า คงเป็นเพราะเหตุนั้นงานพระศพพระเจ้าลูกเธอในรัชกาลที่ ๕ จึงโปรดให้มีปี่พาทย์มอญเพิ่มขึ้น โดยเป็นเชื้อสายของสมเด็จพระเทพสิรินทราฯ คน​ภายนอกอาจจะเอาอย่างงานพระศพหลวงไปเพิ่ม หรือไปหาเฉพาะปี่พาทย์มอญมาทำในงานศพโดยไม่รู้เหตุเดิม แล้วทำตามกันต่อมา คนเลยเข้าใจว่างานศพต้องมีปี่
พาทย์มอญจึงจะเป็นศพผู้ดี เหมือนกับเผาศพชอบจุดพลุญี่ปุ่นกันแพร่หลายอยู่คราวหนึ่ง อันที่จริงปี่พาทย์มอญ ๆ เขาก็ใช้ทั้งในงานมงคลและงานศพเหมือนกันกับปี่พาทย์ไทย กลองคู่กับปี่ชะวาและฆ้องประสมกันซึ่งเรียกว่าบัวลอย ก็ใช้ทั้งในงานศพและงานมงคล เช่นในงานมหรสพ ไต่ลวด ลอดบ่วง และนอนหอกนอนดาบในสนามหลวง ที่สุดจนกลองชนะก็ใช้ทั้งในงานมงคลและงานศพ เครื่องประโคมที่ใช้เฉพาะงานศพ เห็นมีอย่างเดียวแต่ปี่พาทย์นางหงส์อันมีผู้คิดกลองคู่บัวลอยเข้าประสมวง
พวกปี่พาทย์เห็นว่าเพลงนางหงส์เข้ากับกลองคู่ดีจึงใช้เพลงนั้น เลยกลายเป็นชื่อเครื่องประโคมอย่างนั้น ดังเช่นท่านทรงพระดำริ เมื่อครั้งงานศพหม่อมเฉื่อยของหม่อมฉัน เจ้าพระยาเทเวศท่านจัดปี่พาทย์นางหงส์อย่างประณีตไปช่วยที่สุสานหลวง ณ วัดเทพศิรินทร ท่านเพิ่มกลองมลายูขึ้นเป็น ๖ ใบ ปี่พาทย์ก็คือวงหลวงเสนาและพระประดิษฐ์ (ตาด) ทำไพเราะจับใจคนฟังทั้งนั้น จนหม่อมฉันออกปากเสียดายว่ามีกังวลด้วยงานศพ มิฉะนั้นก็จะนั่งฟังให้เพลิดเพลิน
​๔) คำวรรณโรคตามศัพท์แปลว่าโรคเกิดที่ผิวหนัง โดยลำพังศัพท์นั้นคงจะหมายความกว้าง ตลอดไปจนถึงโรคอื่นๆ ที่เกิดขึ้นที่ผิวหนัง แม้จนสิวและกลากเกลื้อน ฝีเป็นแต่อย่าง ๑ ในวรรณโรค ที่เอาคำวรรณโรคมาเรียกแต่ฝีน่าจะเกิดแต่อยากจะเรียกฝีของเจ้าด้วยราชาศัพท์ให้ผิดกับฝีของไพร่ เช่นเรียกว่า“พระเศียร” แทน “หัว” คงเรียกแต่ฝีที่เกิดตามผิวหนังก่อน แล้วเลยเข้าใจว่าคำวรรณโรคเป็นหมายความแต่ว่าฝีก็เลยเรียกวรรณโรคต่อไปถึงฝีในท้อง โดยมิได้คำนึงถึงศัพท์ “วรรณ”
๕) เรื่องผูกสีมาวัด หม่อมฉันได้ความรู้มูลเหตุซึมทราบจากเทศนาของสมเด็จพระวันรัตน (แดง) ถวายเมื่อครั้งผูกพัทธสีมาวัดเบ็ญจมบพิตร พระพุทธบัญญัติเดิม เมื่อโปรดให้พระสงฆ์พุทธสาวกพากันไปเที่ยวประกาศพระศาสนา มีเพียงว่าในเวลาเที่ยว
จารึกไปนั้นถ้าจะกระทำการอันใดในนามของ “สงฆ์” คือว่าที่จะต้องถือเหมือนกันหมด ให้ประชุมปรึกษากัน เรียกว่าทำ “สังฆกรรม” ก่อน เมื่อลงมติยินยอมพร้อมกันแล้ว การที่จะทำนั้นจึงทำได้ในนามของสงฆ์ ว่าอีกอย่าง ๑ ก็น่าพิศวงด้วยเหมือนกับลักษณะการของบริษัทที่ตั้งประกอบกิจการต่างๆ ทุกวันนี้นั่นเอง
มูลเหตุของสีมาเกิดขึ้นด้วยการที่พระสงฆ์จะประชุมกันทำสังฆกรรมเพราะพระพุทธสาวกแยกย้ายกันไปเป็นหลายพวกหลายหมู่ ​จะเรียกรวมกันอย่างไรให้สะดวกพระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติให้พระสงฆ์กำหนดเขต คือ ให้รู้กันไว้เสีย จะทำสังฆกรรมเมื่อใด ก็ให้พระภิกษุซึ่งอยู่ในเขตสีมาเดียวกันไปรวมกันทำ สังฆกรรมด้วยกัน
มีพระพุทธบัญญัติขยายความพิสดารต่อมา ถึงลักษณะที่จะกำหนดเขตสีมาให้มีที่หมายเป็นสำคัญ เช่นพระสงฆ์ที่อยู่บนเกาะ หรือในที่ลำน้ำล้อมรอบจะเอาทางน้ำเป็นเครื่องหมายเขตก็ได้ หรือจะเอาเขตปกครองฝ่ายอาณาจักรเช่นบ้านเมืองเป็นกำหนดสีมา หรือแม้ที่สุดจะเอาสิ่งซึ่งโดยธรรมชาติ เช่นศิลาและต้นไม้ อันเป็นของมั่นคงเป็นเขตสีมาก็ได้
ตามเค้าความที่ได้ฟังในเทศนา ดูการกำหนดเขตสีมาเดิมเป็นแต่ให้รู้กันในระหว่างพระสงฆ์ เมื่อพระสงฆ์ยังมีน้อยดูจะไม่ยากเท่าใดนัก มาเป็นการใหญ่และเป็นการยากต่อเมื่อพระพุทธศาสนารุ่งเรืองถึงเป็นศาสนาของบ้านเมือง เพราะมีวัดและพระสงฆ์มากมาย จะประชุมสงฆ์เท่าสังฆกรรมอย่างครั้งพุทธกาลไม่ได้ จึงต้องร่นเขตสีมาให้เล็กลงโดยลำดับจนที่สุด กำหนดเขตเพียงรอบโบสถ์หลังเดียว เพราะฉะนั้นหม่อมฉันเห็นว่าพิธีผูกสีมาที่ทำกันกวดขันอย่างเราเรียกกันว่า “เบี้ยขาวเบี้ยแดง” เป็นแต่วินัยกรรมเท่านั้น
๖) หม่อมฉันยินดีที่ทราบว่า อาการป่วยของพระเจนจีน​อักษรค่อยคลายขึ้นเห็นจะรอดได้ เมื่อตรงวันเกิดของหม่อมฉันแกมีจดหมายให้พรมาฉบับ ๑ อย่างเรียบร้อย แต่เขียนจดหมายอีกฉบับ ๑ ถึงหญิงเหลือให้แจ้งความแก่หม่อมฉันว่าแกป่วยมาก ถ้าหากไม่หายได้ก็ขอลาตายด้วยจดหมายฉบับนั้น แต่ว่าพระองค์ท่านได้ทรงพระกรุณาประทานเงิน ๒๐๐ บาท แกได้อาศัยเงินนั้นย้ายไปให้หลวงนิตย์รักษา ดูอาการ
ค่อยคลายขึ้นบ้าง หม่อมฉันเขียนจดหมายสั่งให้หญิงเหลือไปบอก ว่าที่ลาตายนั้นหม่อมฉันยังไม่อนุญาต เพราะยังอยากจะเห็นหน้าแกอีก ขอให้ตั้งใจรักษาตัวอย่างยิ่ง ถ้าพระเจนหายได้ก็เป็นอันได้ทรงช่วยชีวิตมนุษย์อย่างจริงแท้ เป็นพระกุศลสูงสุดที่ได้ทรงบำเพ็ญอย่าง ๑
ปกิรณก
๑) ที่หม่อมฉันทูลเดาไปถึงเหตุที่สร้างพระราชยานลงยานั้น ถ้ายังไม่ทรงพบหลักฐานลบล้างความคาดคะเนของหม่อมฉันไซร้ อยากจะทูลเพิ่มเติมอีกสักหน่อย ตามที่นึกขึ้นเมื่อส่งจดหมายเวรไปแล้ว
หม่อมฉันมาเห็นว่าความที่สร้างพระราชยานลงยานั้นน่าจะเป็นพระราชดำริของทูลกระหม่อม จะสร้างให้เป็นสำรับ ๓ องค์ดังทูลไปแล้ว แต่การค้างอยู่ มาทำสำเร็จในรัชกาลที่ ๕ ที่คิดอย่างนั้น​เพราะได้เคยเห็นพระราชยานลงยามีแต่ตอนต้นรัชกาลที่ ๕ พระชันษาของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงยังเยาว์วัยไม่ถึงขนาดที่จะทรงพระราชดำริเรื่อง เช่น สร้างพระราชยานลงยา แต่สมอย่างยิ่งที่จะเป็นพระราชดำริของทูลกระหม่อม
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๔๘๓
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
บังเกิดความรู้สึกขึ้น ว่าทำหนังสือเวรถวายก่อนได้รับลายพระหัตถ์นั้นสะดวกดี นึกอะไรได้ทั้งมีเวลาอยู่ก็เขียนไป ดีกว่าทำเมื่อได้รับลายพระหัตถ์แล้วเช่นนั้นติดจะตาเหลือกตาปลิ้น นึกอะไรไม่ใคร่ทัน จึงกราบทูลมาให้ทรงทราบไว้ว่าหนังสือซึ่งจะมีมาถวายต่อไป จะมีเรื่องบรรเลงมาก่อน แล้วจึงจะมีสนองความในลายพระหัตถ์ตอนหลัง
​เบ็ดเตล็ด
ร้อนใจที่จะกราบทูลสารภาพ ว่าที่วิจารณ์คำ “ช้าเจ้าหงส์” มาถวายนั้นผิดไปเสียแล้ว แท้จริงรำลึกชาติขึ้นได้ว่า “ช้าเจ้าหงส์” มาคนละทาง ไม่ใช่ไกวเป็นหงส์ในพิธีชิงช้าของพราหมณ์ที่เทวสถาน นั่นเขาเรียกโดยทางราชการว่า “กล่อมหงส์” คำ ช้าเจ้าหงส์ นั้นเป็นชื่อเพลง คือเพลงซึ่งโต้กันอย่างเพลงปรบไก่ แต่ลูกคู่ร้องรับยืนคำอยู่ ว่า “ช้าเจ้าหงส์เอย ปีกอ่อนร่อนลง เข้าในดงลำใย” เมื่อยังร้องซ้ำยืนอยู่นานเบื่อหูเข้า เขาก็ร้องรับยักไปเป็นว่า “อินนะชิตฤทธิรงค์ เข้าในดงลำใย” หรือ “หนนะมานชาญ
ณรงค์ เข้าในดงลำใย” เพลงนี้เขาเอามาเล่นบำเรอเมื่อไปเที่ยวเมืองนางรอง เรียกว่า “เพลงช้าเจ้าหงส์” เมื่อได้ฟังจึงรู้สึกใจขึ้นว่า คำ “อินนะชิตฤทธิรงค์ เข้าในดงกล้วย” นั้นมีมูล แต่เปลี่ยนชื่อต้นลำใยเสียเป็นต้นกล้วย เพื่อจะต่อคำซึ่งหยาบที่สุดตามภาษากักขละให้กินสัมผัสกันเท่านั้น เพราะเหตุเช่นกราบทูลมาแล้วนั้น จึงคิดว่าคำ “ช้า” จะเป็น “ชะ” หรือ “ฉา” เช่นเดียวกับลูกคู่เพลงปรบไก่ร้อง “ชะฉ่า” เมื่อต้นบทติดฉะนั้นไม่ใช่หมายความว่าชิงช้า อันทางวิจารณ์คำ “ช้า” นี้ ทำให้คิดคืบไปถึงคำ
“โหม่งครุ่มชะแม่” ในกฎมนเทียรบาล ว่าแต่ก่อนโน้นเขาจะร้องกันว่า “ชะแม่ชะ” กระมัง อนี้เทียบกับ​ที่ร้องว่า “ถัดทาถัด” ในภายหลังที่ร้อง “ถัดทาถัด” นั้นไม่ได้ความ กลัวจะร้องผิด อันคำซ้ำกันแต่ความต่างกันนั้น โบราณาจารย์ท่านก็รู้สึกเดือดร้อนมาแล้ว เห็นได้จากที่ท่านบัญญัติให้เขียนแก้ไว้ เช่น น่า หน้า ล่า หล้า เป็นต้น แก้กันใหม่เมื่อเร็วๆนี้เองก็มี เช่น เข้า ข้าว นายกุหลาบก็เคยคิดแก้ เจ้า จ้าว แต่ไม่สำเร็จ เพราะไม่มีใครตาม
ทำรูปพงศาวดารนั้นเห็นเป็นยากเต็มที มีแต่จะผิด ด้วยเราไม่รู้ว่าเวลานั้นเขาทำอะไรกันอย่างไร และแต่งตัวกันอย่างไร เอาตัวอย่างแต่เพียงที่ไม่สู้นานนัก เป็นต้นมีคำในหนังสือบาลีว่า “ผมประบ่าอ่าเอี่ยมไร” เท่านั้นก็เข้าใจยากเสียเต็มทีแล้ว ยิ่งสูงขึ้นไป เช่น ในกฎมนเทียรบาลกล่าวไว้ว่า “เกล้าหนูนยิกเกี้ยวแซม” จะทำรูปเป็นอย่างไรเล่า
พูดถึงพงศาวดารนึกขึ้นมาได้ ว่าเห็นหนังสือพิมพ์เขาลงว่า กรมศิลปากรประกาศ “รีเสิฟ” วัดหลายวัดในเมืองเลย มีวัดหนึ่งเรียกว่าวัดพระแก้ว ไม่เคยไปถึงเมืองเลย จะตรัสบอกได้หรือไม่ว่าวัดนั้นเป็นอย่างไร ชื่อวัดพระแก้วเพราะเหตุไร พระแก้วอะไร
เรื่องโบสถ์และสีมา คิดคาดว่าจะบัญญัติกันขึ้นทีหลัง ไม่ใช่พุทธกาลซึ่งพระเจ้าทรงบัญญัติ เรื่องที่ปรากฏในบาลีดูทำอะไรกันง่ายนัก ยังไม่ได้ไต่ถามพระเถรซึ่งท่านได้ดูหนังสือมามากๆ ​สีมาก็หมายความว่าเขต เขตก็ควรมีอะไรเป็นที่หมาย ถ้าไม่ได้สิ่งที่มีอยู่ประจำที่เป็นเครื่องหมายก็ต้องปักหลักหมาย หลักในเมืองเราก็ควรเป็นหลักไม้
เพราะเป็นสิ่งที่หยิบได้ง่าย ที่เป็นหลักศิลานั้นทำขึ้นด้วยความยากเย็นเป็นพิเศษ ใบเสมาหินที่ปักเป็นเขตไว้รอบโบสถ์ก็มาแต่เสาระเนียดล้อมเขตเมืองซึ่งหยักปลายเป็นรูปโคนหมากรุกเพื่อให้งาม ครั้นก่อเป็นกำแพงอิฐ ที่หยักปลายเสาก็เปลี่ยนเป็นเหลี่ยม เรียกชื่อว่าใบเสมาที่เอามาล้อมโบสถ์คือปักหลักหมายเขตนั้นเอง หลักจะเป็นไม้หรือหินก็คงเป็นเสมาเครื่องหมายเขตได้เหมือนกัน
ลายพระหัตถ์
เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ได้รับลายพระหัตถ์เวรตามกำหนดอันควรได้รับ และบริสุทธิ์ดี ในนั้นมีสำเนาลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ซึ่งกราบทูลขอมา และได้กราบทูลตอบแล้วด้วย จึงจะกราบทูลสนองความในลายพระหัตถ์ ฉบับซึ่งได้รับมาใหม่ ลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ลางข้อต่อไปนี้
พระดำรัสในเรื่องปราสาทพิมาย ตลอดถึงเมืองสุโขทัย ทำให้ได้สติคิดเห็นว่าเมืองซึ่งได้ชื่อว่า “สุโขทัย” นั้น เราจะรู้ไม่ได้เลยว่าตั้งอยู่ที่ไหนแน่ จะรู้ได้ก็แต่เพียงในจดหมายเหตุที่ใกล้ๆ ว่าพูดหมายถึงเมืองเมื่อตั้งอยู่ที่ไหนเท่านั้น วัดพระพายหลวงซึ่งทรง​สันนิษฐานว่าเป็นเมืองเก่านั้น อาจเป็นเขาสร้างมาแต่เดิมเช่นนั้นก็ได้ หรือใคร
จะสร้างประจบประแจงเอาทีหลังก็ได้ นึกเทียบถึงสถานที่เคารพต่างๆ ในเมืองเขมร เช่น นครวัดเป็นต้น เขาก็ทำคูและกำแพงไว้ดุจเมือง จึ่งได้ชื่อว่านครวัด เมืองหรือค่ายก็เป็นที่ต่อสู้เขมรเรียกเหมือนกันว่า “บันทาย” สถานที่เคารพอันทำเป็นลักษณะที่ต่อสู้นั้นมีมากซ้ำเรียกชื่อว่า “บันทาย” เสียทีเดียวก็มี เช่น “บันทายกฎี” เป็นต้น
โดยตัวอย่างอันนั้น วัดพระพายหลวงเขาอาจทำเป็นลักษณะเมืองมาแต่เดิมก็ได้ หรือจะสร้างประจบประแจงเข้าทีหลังก็ได้ เมืองพิมายก็เช่นเดียวกัน อาจทำมาแต่เดิมก็ได้ หรือจะสร้างประจบประแจงเข้าทีหลังก็ได้ ที่ตรัสเรียกว่า “ป้อม” นั้นก็ถูกแต่โดยปริยาย แท้จริง เมือง เวียง วัง ค่าย ป้อม กำแพง และอะไรอื่นอีก จะใหญ่หรือเล็กก็รวบลงเป็นว่าที่ต่อสู้เหมือนกันทั้งนั้น เขาจะทำสถานที่เคารพไว้เป็นที่อาศัยต่อสู้ด้วยก็ไม่มีขัดข้องเลย
ในข้อพระดำรัสถึงการทำเครื่องถม มีเรื่องเรือแตกปนอยู่ในนั้น เป็นเหตุให้รำลึกชาติขึ้นได้ ด้วยหญิงปลื้มจิตเคยสงสัย ว่าทำไมเรือเก่าๆ จึงกำมะลอนัก แตกบ่อยๆ เกล้ากระหม่อมก็ต้องอธิบายให้เข้าใจว่า การเดินเรือแต่ก่อนต้องเดินใกล้ฝั่ง เพื่ออาศัยดูฝั่งเป็นที่สังเกต ครั้นถูกพายุคลื่นใหญ่ก็ไม่ทำอย่างอื่นได้ นอก​จากเสือกเข้าไปหาฝั่งจึงไปกระทบกระทั่งอะไรเข้า ทำให้เรือต้องแตกเสียไปบ่อยๆ
พระราชยานถมนั้น จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าดูเหมือนกระจังเป็นทอง ถ้าเป็นเช่นนั้นจะทำต่อเติมกันขึ้นในนี้ดอกกระมัง พูดถึงพระราชยานก็เกิดปัญหาขึ้นในใจต่อไปว่าอันคานหามต่างๆมีหลายอย่างนัก ในที่นี้จะกล่าวถึงแต่คานหามสำหรับคนขี่ เมื่อรวมลงก็มีเป็นสองอย่างเท่านั้น คือนั่งห้อยเท้าอย่างนั่งเก้าอี้ชนิดหนึ่ง กับนั่งขัดสมาธิ
อีกชนิดหนึ่ง อย่างไหนจะมีมาก่อนมาหลังแก่กันนั้น คิดไม่เห็นอย่างนั่งเก้าอี้ทีก็เป็นเอาคานผูกเก้าอี้ คาดหน้าว่าเป็นแบบมาทางจีน อย่างนั่งขัดสมาธิทีก็เป็นเอาคานผูกแคร่ เหมาะสำหรับกิริยาพวกเรา ที่เรียกว่าแคร่อยู่เต็มตัวก็มี อาจเป็นแบบมาทางอินเดียก็ได้ โดยที่ยังไม่ทราบนี้ จึงลองตั้งปัญหามาถวายเผื่อจะได้ทรงทราบอะไรมาอย่างไรบ้าง
เรื่องชื่อวัดปิ่นบังอรคาดผิดไปถนัดใจ ประวัติประกอบกับชื่อวัดฟังก็พิลึก อันชื่อวัดในบ้านเราก็เป็นชื่อตามตำบลเป็นพื้น เหมือนกับวัด “บาตูลันจัง” ซึ่งแปลว่าหินลอยฉะนั้น วัดหินลอยถ้าจะเทียบกับบ้านเราก็ได้แก่วัดพระจันทร์ลอย พระจันทร์นั้นก็เป็นหิน
​เรื่องผลเงาะ “ปุละสัน” ก็คิดคาดผิดไปมากอีก นึกว่าเป็นของที่ปีนัง ก็กลายเปนของเกาะสุมาตราไป ชื่อซึ่งเข้าใจว่าคล้ายผลเงาะสามัญซึ่งเรียกว่า “รัมบุตัน” ก็ไม่คล้าย ต้องกันแต่พระรัษฎาเป็นผู้เอามาเหมือนกันเท่านั้น ทั้งหลายคนใดซึ่งตั้งใจส่งไปให้ อันควรที่จะบอกขอบใจก็ไม่ปรากฏ ในลายพระหัตถ์ปรากฏแต่หม่อมเจิมคนเดียว เพราะฉะนั้นจึงกราบทูลมาขอได้ทรงพระเมตตาโปรดบอกขอบใจ แก่ผู้ซึ่งตั้งใจจัดส่งไปให้จงทั่วกันด้วย ที่หม่อมเจิมอยู่คอยเวลาโรงเรียนเลิก เพื่อเอาหลานแมวกลับ
กรุงเทพฯ นั้นดีทีเดียว แล้วเรื่องพิธีตรุสซึ่งจะทรงฝากมาประทานนั้นก็ดีอย่างยิ่ง ตั้งใจคอยอยู่ ซ้ำได้พูดกับพระองค์ธานีให้รู้ด้วยว่าทรงแต่งอยู่ เธอก็ชอบใจเห็นว่ายังได้รับกับเธอว่าถ้าได้มาก็จะคัดมาให้ด้วย ที่รับดั่งนั้นก็ไม่ได้นึกว่าจะทรงแต่งยืดยาวเป็นหนังสือมากเลย เมื่อเป็นหนังสือมากก็จำต้องเปลี่ยนท่า เมื่ออ่านแล้วก็ส่งไปให้เธออ่าน แม้เธอชอบเธอต้องการจะมีฉบับไว้ก็ให้เธอคัดเอาเอง
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ดร
​บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๒๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๘๓
ทูล สมเด็จกรมพระยานริศ ฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม นั้นแล้ว คราวนี้เขาเอามาส่งแต่เวลาเช้าในวันเสาร์
ทูลสนองความในลายพระหัตถ์
๑) ที่ทรงพระดำริ จะเริ่มเขียนจดหมายเวรแต่ก่อนวันรับจดหมายของหม่อมฉันนั้นควรแล้ว เพราะไม่ต้องรีบร้อนมีเวลาทรงคิดอ่านได้มาก ส่วนวิธีเขียนของหม่อมฉันนั้นเอาเวลาเป็นหลัก แต่เช้าตั้งแต่ตื่นนอน พอกินกาแฟและอ่านหนังสือพิมพ์ข่าวแล้วก็ตั้งต้นเขียนหนังสือไปจนราวเที่ยงจริงจึงหยุดทุกวัน เขียนจดหมายเวรวันอาทิตย์กับวันจันทร์ บางทีถ้าความยาวก็ถึงวันอังคาร แต่คนส่งไปรษณีย์เวลาบ่ายวันอังคาร
เสมอ ถ้ามีเรื่องค้างเขียนไม่หมดทูลผลัดไว้เขียนในจดหมายฉบับหลัง ก็เริ่มเขียนความที่ค้างนั้นแต่วันอังคารไปจนแล้ว ถ้าไม่มีความค้างก็เขียนเรื่องอื่นแต่วันอังคารไปจนวันเสาร์ หม่อมฉันเขียนเรื่องพิธีตรุษเสร็จแล้ว เดี๋ยวนี้กำลังเขียนวิจารณ์เรื่องเห่กล่อมลูกหลวงตอบแทนคุณหอพระสมุดฯ ที่เขาส่งฉบับได้ใหม่มาให้ดู เมื่อสำเร็จหม่อมฉันจะคัดสำเนาส่งไปถวายด้วย
​๒) คำว่า “ช้า” ที่หมายว่า “ไกว” นั้นสำนวนเก่ามีอยู่ในตำราสมโภชพระเจ้าลูกเธอขึ้นพระอู่ ว่าเมื่อพราหมณ์เชิญพระราชกุมารขึ้นพระอู่แล้ว “ให้พระพี่เลี้ยงพระแม่นม ช้าข้างละ ๗ ท่า ช้ากล่อมข้างละ ๗ คำ” ดังนี้ คำ “ช้า” ดูหมายเป็นกิริยาว่า “ไกว” แต่ไกว ๗ ท่าคิดยังไม่เห็นว่าทำอย่างไร
คำอื่นเสียงเหมือนกันแต่หมายต่างกัน ที่เขาคิดแก้นั้น แก้ดีก็มีเหลวก็มีเช่นคำว่า “หน้า” กับ “น่า” เดิมมีบัญญัติว่าคำ “หน้า” ให้ใช้สำหรับหน้าสิ่งซึ่งมีชีวิต หม่อมฉันเคยถามพวกครูเก่าๆ ว่าหน้าทรากศพและหน้ากากจะควรเขียนอย่างไร ก็มักฉุน ที่มาบัญญัติว่า “หน้า” ควรใช้ที่นามศัพท์ และ “น่า” ควรใช้ที่กิริยาศัพท์นั้นหม่อมเจ้าประภากร เป็นผู้บัญญัติขึ้นเมื่อเป็นรองอธิบดีกรมศึกษาธิการ แต่บัญญัติคำหน้าน่าไม่
ทำให้ผิดความเดิมเหมือนกับค่าว่า “เท้า” กับ “ท้าว” เพราะคำ “เท้า” เดิมเป็นนามศัพท์ แสดงยศ เช่นเท้าสามนต์และเท้าวรจันทร์เป็นต้น คำท้าวเดิมเป็นกิริยาศัพท์ เช่นท้าวแขนเป็นต้น ที่เอาท้าวมาใช้เป็นนามศัพท์ทำให้ผิตความตามบัญญัติเดิมยุ่งไป แต่ที่บัญญัติคำ “เข้า” กับ “ข้าว” นั้นดีอยู่ ด้วยไม่เสียความที่เคยเข้าใจไปเป็นอย่างอื่น คำ “เจ้า” กับ “จ้าว” ที่นายกุหลาบบัญญัติให้​ใช้ต่างกันนั้นใช้ไม่ได้ เพราะจะเขียนเจ้าหรือจ้าวก็หมายความอย่างเดียวกัน ไม่เหมือนคำ “เข้า” กับ “ข้าว”
๓) เรื่องเขียนรูปภาพเข้าเรื่องพงศาวดารนั้น หม่อมฉันเห็นว่าเป็นอาจินตัยเพราะอยู่ในความสมมตของผู้เขียนทั้งนั้น ไม่เลือกว่าชาติใดภาษาใด จะยกตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆ เช่นรูปภาพเทวดา หรือรูปเท้าพระยาเดิมเขียนใส่ชฎายอดสูง พระองค์ท่านเองทรงพระดำริเขียนชฎาเป็นทรงเทริด เดี๋ยวนี้ก็เขียนกันเปนชฎาทรงเทริดทั้งบ้านทั้งเมือง ใครเขียนชฎาทรงสูงอย่างเดิมก็เหมือนไม่เป็นช่าง แต่ที่จริงเทวดาหรือท้าวพระยาแต่ก่อนเก่าก็มิได้ใส่ชฎาทั้งอย่างทรงสูงและทรงเทริด เป็นความคิดสมมตทั้ง
นั้น ดูเหมือนทูลกระหม่อมจะเป็นผู้เริ่มทรงพระราชดำริ ให้อาจารย์อินโข่งเขียนเรื่องพงศาวดารให้เป็นรูปภาพตามจริง แต่ก็สำเร็จผลเพียงแปลกกับรูปภาพแบบเก่า หาเป็นตามจริงได้ไม่ ยกตัวอย่างดังเช่นทำยุทธหัตถีด้วยช้างเครื่องคชาธารเป็นต้น เรื่องนี้ไม่พักต้องหาตัวอย่างถึงโบราณสมัย แม้รูปภาพการสงครามเวลานี้ที่เขียน หรือแม้รูปฉายที่ลงหนังสือพิมพ์ ฝ่ายไหนทำก็ทำแต่จะให้เห็นที่เป็นดีข้างฝ่ายนั้น หาได้เห็นที่จริงแท้ไม่
๔) ตรัสถามถึงวัดที่เรียกว่า “วัดพระแก้ว” ในเมืองเลยนั้น หม่อมฉันไม่เคยได้ยินว่ามีวัดพระแก้วที่เมืองเลย หรือว่า​เมืองเลยมีเรื่องเกี่ยวข้องกับพระแก้วมรกตมาแต่ก่อน อาจจะอ้างพระแก้วองค์อื่น เช่น “พระแก้วขาว” ที่กล่าวในพงศาวดารโยนก และมีเรื่องว่าต้องเที่ยวพาหนีภัยไปยังที่ต่างๆ (ซึ่งทำให้หม่อมฉันนึกว่าจะเป็นพระพุทธ
บุษยรัตน) ได้พาหนีจากเชียงใหม่ ผ่านมาทางเมืองเลยก็เป็นได้ แต่ตามที่หม่อมฉันทราบนั้นในแขวงเมืองเลยมีเจดีย์สถานที่สำคัญองค์ ๑ เรียกว่า “พระเจดีย์ศรีสมรัก” ซึ่งสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กับพระเจ้าชัยเชษฐาสร้างครั้งปักปันเขตแดนกรุงศรีอยุธยากับกรุงศรีสัตนาคนหุต แต่หม่อมฉันไม่ได้ไปเห็นเอง
๕) เรื่องสีมาวัด หม่อมฉันได้เขียนความเห็นถวายเพิ่มเติมไปในจดหมายฉบับที่ผ่านกับลายพระหัตถ์ฉบับนี้ ใจความก็ตรงกับกระแสพระดำริเห็นว่าพระพุทธบัญญัติเดิม คงเป็นการที่ทำได้ง่ายๆ มากลายเป็นวิจิตรพิสดารต่อภายหลังเมื่อล่วงพุทธกาลแล้วหลายร้อยปี
๖) เรื่องพระราชยานถมกระจังจะเป็นทองหรือถมนั้น หม่อมฉันก็ออกจะคลับคล้ายคลับคลา จำได้แต่กระจังพระที่นั่งพุดตาลถมทำด้วยทอง จึงสันนิษฐานว่ากระจังพระราชยานถมก็คงเป็นทอง แต่ถึงกระจังเป็นทองก็คงเป็นของเจ้าพระยานครฯ (น้อย) ทำถวาย จะผิดกันแต่ถ่ายแบบไปทำที่เมืองนคร หรือเข้ามาทำในกรุงเทพฯ เท่านั้น
​เนื่องในเรื่องพระราชยาน หม่อมฉันนึกขึ้นได้ถึงสาขาคดีอีกเรื่อง ๑ ซึ่งจะทูลต่อไปนี้ ครั้งหม่อมฉันออกไปเมืองเขมรเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ ไปเห็นพระราชยานทองคำที่ในพิพิธภัณฑ์สถานเมืองพนมเพ็ญ องค์ ๑ (นึกว่าท่านเสด็จไปเมื่อภายหลังก็คงได้ทอดพระเนตรเห็นเหมือนกัน) หม่อมฉันถามพวกขุนนางเขมรว่าเป็นของสร้างขึ้นเมื่อครั้งไหน เขาบอกว่าสมเด็จพระนโรดมให้มาทำออกไปจากกรุงเทพฯ เมื่อรัชกาลที่ ๕
หม่อมฉันนึกแคลงใจ เห็นว่าถ้าให้เข้าไปทำพระราชยานทองโดยเปิดเผยคงถูกห้าม จะไปซ่อนทำก็เป็นของขนาดใหญ่จะปกปิดอย่างไรได้ จึงเข้าไปพิจารณาดูก็เห็นเป็นฝีมือเขมรมิใช่ไทย อันฝีมือช่างทองเขมรกับไทยผิดกัน สังเกตได้ง่าย เครื่องราชูปโภคที่หม่อมฉันได้เห็นในครั้งนั้นบรรดาที่เป็นฝีมือไทย หม่อมฉันทายโดยไม่มีใครบอกก่อน ถูกทุกสิ่ง เป็นต้นแต่ศิราภรณ์มี ๔ องค์ คือ มกุฎ องค์ ๑ ชฎา ๕ ยอด
องค์ ๑ มหามาลา องค์ ๑ มาลาทรงประพาส องค์ ๑ หม่อมฉันทายว่ามกุฎกับมหามาลาเป็นของไทยก็ถูก เขาบอกว่าทูลกระหม่อมพระราชทานออกไป ฝีมือผิดกับชฎา ๕ ยอด กับมาลาทรงประพาสที่ทำในเมืองเขมร ที่ในคลังเครื่องราชูปโภคมีตู้ใบ ๑ ตั้งพานทองเรียงกันไว้บนชั้นหนึ่งหลายใบ หม่อมฉันสังเกตเห็นใบหนึ่งฝีมือจำหลักผิดเพื่อน ถามเขาว่าพานใบนั้นมาแต่เมืองไทยหรือทำ​เมืองเขมร เขาบอกว่าเป็นพานเครื่องยศทูลกระหม่อมพระราชทานสมเด็จพระหริรักษรามาธิบดี แม้ที่สุดเมื่อไปดูใน
หอพระอัฐิเห็นโกศทรงพระอัฐิสมเด็จพระหริรักษงามผิดโกศอื่นๆ ถามเขาว่าช่างที่ไหน เขาก็บอกว่าเป็นของทูลกระหม่อมพระราชทานออกไปจากกรุงเทพฯ ที่อ้างว่าราชยานทองของสมเด็จพระนโรดมเชื่อได้ว่าเป็นฝีมือเขมร ที่อ้างว่าให้มาทำไปจากกรุงเทพฯ น่าจะมีมูลเพียงให้คนเข้ามาลอบถ่ายแบบพระราชยานออกไป เช่นเดียวกับให้มาลอบถ่ายแบบพระแก้วมรกต ออกไปสั่งให้ห้างบักการาต์ช่างแก้วฝรั่งเศสหล่อขึ้นใหม่ ที่ประดิษฐานอยู่ในวัดพระแก้วเมืองพนมเพ็ญบัดนี้
แต่ข้อที่ว่าสมเด็จพระนโรดมสร้างราชยานทองคำ เมื่อสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้นชอบกลนักหนา ด้วยเข้ากับกิติศัพท์ซึ่งหม่อมฉันเคยได้ยินเล่ากันมาว่าสมเด็จพระนโรดม มีความเคารพยำเกรงทูลกระหม่อมมาก เมื่อไทยกับฝรั่งเศสทำหนังสือสัญญากันยอมให้กรุงกัมพูชาเป็นอิสระ พวกช่างฝรั่งเศสชักชวนให้สมเด็จพระนโรดมวางตัวตีเสมอกับไทย แต่ในสมัยเมื่อทูลกระหม่อมยังเสด็จอยู่สมเด็จพระนโรดมไม่ยอมทำตาม มี
เรื่องซึ่งยกเป็นตัวอย่าง เช่นจะให้ทำเศวตฉัตร ๙ ชั้นตั้งในท้องพระโรง สมเด็จพระนโรดมไม่ยอมทำว่าเกินวาสนา จนเมื่อทูลกระหม่อมเสด็จสวรรคตแล้วจึงตั้งต้นทำเทียม​กรุงเทพฯ เช่นสร้างปราสาทราชมนเทียรเป็นต้น ดูเข้าเค้ากับการสร้างพระราชยานทองคำในรัชกาลที่ ๕ อาจจะเป็นเพราะได้ยินสร้างพระราชยานทองคำในกรุงเทพฯ ก็เป็นได้
๗) ที่ทรงปรารภมาในลายพระหัตถ์ถึงเรื่องคานหามต่างๆ นั้น เดิมหม่อมฉันหมายจะทูลสนองในจดหมายฉบับนี้ แต่เมื่อคิดค้นหาหลักฐานเค้าเงื่อน มันเลยลึกเข้าไปจนถึงกฎมนเทียรบาล จะรวมมาคิดและเขียนในจดหมายเวรฉบับนี้ไม่ทัน ขอประทานผลัดไปเขียนจดหมายเวรฉบับหน้า
ปกิรณกะ
๘) หม่อมฉันได้ความรู้ใหม่ ควรจะทูลบรรเลงได้เรื่อง ๑ ที่สวนน้ำตกหรือที่มักเรียกกันว่าสวนลิงในปีนังนี้ แต่ก่อนมาไม่เคยมีเวลาปิด ใครจะไปเที่ยวกลางวันหรือกลางคืนเวลาใดก็ตามชอบใจ แต่เมื่อสัก ๒ เดือนมานี้เห็นเขาทำรั้วอย่างยกได้ ๒ ผืน ถึงเวลาค่ำเอารั้วนั้นตั้งแทนบานประตูปิดทางไม่ให้ใครเข้าไปเที่ยวในสวนเวลากลางคืน
เขาทำเช่นนั้นเพราะเหตุใดแต่แรกไม่ปรากฏ หม่อมฉันไม่ชอบไปเที่ยวสวนในเวลากลางคืน ก็ไม่ได้เอาใจใส่สืบให้ทราบเหตุที่ปิดสวน เพิ่งมาเห็นอธิบายเหตุในหนังสือพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ว่า เมื่อฝนแล้งอยู่คราวหนึ่งนั้น ต้องไขน้ำตกให้ไปลงถังประปาเสียโดยมาก ปล่อยให้น้ำไหลลงลำธารน้อยไป เป็นเหตุให้เกิดมีห้วงน้ำ​นิ่งใน
ลำธาร ยุงก็ลงไปไข่ในที่น้ำนิ่ง ในไม่ช้าก็เกิดยุงชุมที่ในสวน เขาจับเอายุงเหล่านั้นมาชันสูตร ปรากฏว่าเป็นยุงชนิดที่อาจพาเชื้อโรคมาเลเรียไปเข้าตัวมนุษย์ กรมเทศบาลเกรงว่าคนเข้าไปเที่ยวในสวนในเวลากลางคืน ไปถูกยุงกัดจะพาโรคมาเลเรียไปติดต่อแพร่หลาย จึงให้ปิดส่วนมิให้คนเข้าไปเที่ยวในเวลากลางคืนเดี๋ยวนี้ แม้มีฝนตกบ้าง ก็แล้งมาก กรมเทศบาลเห็นว่ายังจะต้องปิดสวนต่อไป จึงลงหนังสือพิมพ์ให้มหาชนทราบเหตุ
๙) ในสัปดาหะที่ล่วงมาเป็นเทศกาลเข้าพรรษา ตามวัดตามประทีปและมีคนพากันไปทำบุญตามเคย ปีนี้จำนวนพระสงฆ์จำพรรษาในปีนังอยู่ข้างน้อย วัดปิ่นบังอรมี ๕ รูป วัดปุโลติกุสกับวัดศรีสว่างอารมณ์มีวัดละ ๒ รูป วัดบุปผารามกับวัดจันทรารามมีวัดละรูป หม่อมฉันได้ไปบูชาพระที่วัดศรีสว่างอารมณ์กับวัดปิ่นบังอรและได้เลี้ยงพระ ๓ วัด ขอถวายพระกุศลแก่พระองค์ท่านกับทั้งพระญาติให้ทรงอนุโมทนา
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ น
​ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๔๘๓
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
แหนงใจ
ฉัตร ๓ คันซึ่งใช้นำเสด็จในกระบวนพยุหยาตรา เรียกกันว่าพระกันภิรมย์กันภิรุม เขียนเป็น “กรรภิรมย์” หรือ “กรรภิรุม” ขยับจะแปลเอาความไม่ได้ จะต้องคิดถึงความหมายอย่างไร ฉัตรกัน (ภัย) หรือฉัตรกรรม ถ้าหมายถึงกันภัยควรจะเขียน “พระกันภิรมย์” หรือ “พระกันภิรม” ถ้าหมายถึงกรรมก็ควรจะเขียน “พระกรรม์ภิรมย์” หรือ “พระกรรม์ภิรุม” ตัวอย่างที่อ่านกรรมเป็นกรรม์ก็มีอยู่ เช่น ชื่อพระที่นั่ง “คชกรรม์ประเวศ” เป็นต้น เมื่อนึกถึงที่ใช้ฉัตรนั้นก็นึกได้ ๓ อย่าง เอาลงผูกเสาในแพช้าง
เผือก แล้วเชิญนำหน้าช้างเผือกขึ้นบนบกอย่างหนึ่ง ใช้เชิญนำเสด็จในกระบวนพยุหยาตราอย่างหนึ่ง กับผูกเสาพระแท่นมณฑลอีกอย่างหนึ่ง แต่อย่างหลังนี้ว่าเป็นประเพณีจัดขึ้นใหม่ ฉัตรก็คือร่ม ร่มเป็นเครื่องกั้น ฉัตรพระคชาธารก็ปักไว้ด้วยจงใจให้กั้นพญาซึ่งอยู่ที่คอช้าง เศวตฉัตรก็คือร่มขาว มีคำอยู่ว่า “เจ้าร่มขาวหลวงพระ
บาง” แต่มาในที่ใดนึกไม่ออก ​สัญญาใจว่าเป็นคำฉันท์ เจ้าร่มขาวคือเศวตฉัตรเชิญนำเสด็จเสียไม่กั้นติดจะผิดทาง แต่ก็ได้ชุดกับเครื่องพระอภิรุม ที่ใช้ชื่อว่า “พระกรรภิรุม” อาจตั้งใจให้เข้าชุดกับเครื่องพระอภิรุมก็เป็นได้
เบ็ดเตล็ด
ตั้งใจว่าแต่นี้ต่อไป ถ้าไม่ถูกที่จำเป็นแล้วจะไม่ใช้คำมคธสังสกฤต เราติดจะถนัดมาก เช่น “อัลยิบรา” ซึ่งไม่มีภาษาไทยเราก็มาผูกขึ้น เรียกว่า “พิชคณิต” ทำเช่นนั้นก็ให้ต้องเรียนสองชั้น คือเรียนว่า “พิชคณิต” ได้แก่อะไรนั้นชั้นหนึ่ง แล้วเรียน “อัลยิบรา” ว่าเป็นอย่างไรนั้นอีกชั้นหนึ่ง ป่วยการไปหนักหนา เป็นการประหลาดที่ภาษามคธสังสกฤตเข้ามาปนอยู่ในภาษาของเรามาก คิดดูก็เห็นเหตุ คนเราถ้าแสวงความรู้ก็ต้อง
วิ่งเข้าหาพระ พระท่านถนัดในคำมคธสังสกฤตเพราะท่านเรียนทางพระศาสนาย่อมต้องเรียนภาษามคธสังสกฤต ตามที่พระศาสนามาทางนั้น ท่านจึงเอามาสอนให้พวกเราต่อไป นึกก็เห็นขันที่เขาว่าบาทหลวงไปสอบสวนพวกไทยที่อยู่เมืองจีนว่าถือศาสนาอะไร พวกนั้นไม่เข้าใจ เหตุด้วยคำว่าศาสนาเป็นภาษาสังสกฤต พวกนั้นไม่รู้ภาษาสังสกฤตเลย ท่านบาทหลวงก็จนแต้มที่จะหาคำไทยแทนคำศาสนาพูดกับพวกนั้นให้เข้าใจกัน เลยไม่ได้เรื่อง
​เมื่อวันที่ ๑๙ เข้าไปวัดพระแก้วในการพระราชกุศลเข้าวรรษาเป็นวันพระจึงได้นุ่งแดง ใช้ผ้านุ่งแคบสั้นที่เขาขายดั่งได้กราบทูลมาแล้ว แต่แม่โตประเชิญให้โดยเรียบร้อย ชายกระเบนไม่หลุด ขอถวายพระกุศลในการที่ได้นุ่งผ้าประเชิญนั้น จะกราบทูลให้ทรงทราบต่อไปอีก ว่าผ้าม่วงที่เขาขายกันทุกวันนี้ลายทีก็มีนอกมีในด้วย
จะนุ่งโดยไม่ดูแลอย่างแต่ก่อนไม่ได้ เมื่อยังรุ่นๆ เคยได้ยินผู้ใหญ่เขาว่า ผ้านุ่งนั้นถ้าเย็บชายติดกันเสียแล้วดี เพราะนุ่งหมุนไปได้ไม่สึกหรอแต่จำเพาะแห่ง มานึกดูเวลานี้ก็เห็นว่าจะหมุนไปได้ก็แต่ด้านที่ม้วนเป็นชายกระเบนเอาตะเข็บไว้ข้างใน ประมาณว่าจะเลื่อนไปได้ก็เพียง ๑/๘ ถ้ากว่านั้นเห็นจะไม่ได้ ตะเข็บมาอยู่ที่หน้าขาจะดูได้หรือ
เมื่อวัน ๒๐ ไปจุดเทียนวรรษาที่วัดพระเชตุพน ได้ไถลเที่ยวดูอะไรหลายอย่าง มีลางอย่างที่จะกราบทูลเป็นรายงานต่อไปนี้
๑) รูปพัดยศ ที่ในพระอุโบสถนั้น มีแต่ที่หลังบานประตู ส่วนหลังบานหน้าต่างนั้นเขียนเป็นลายวงกลม มีดอกบัวอยู่ภายใน ใจกลางดอกเป็นหนังสือบอกชื่อตำแหน่งพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์สิ้นด้วยกัน
​๒) ที่เชิงบานพระอุโบสถด้านนอกเขียนเรื่องเด็กร้องเล่นถูกตามพระดำรัส แต่ดูไม่ออก “ตก” เสียเป็นอันมาก เช่นเป็นรูปคนขี่เรือลากแหนั่นจะแปลว่ากระไรก็ไม่ออก เป็นด้วยเราใหม่และตื้น ที่แปลออกก็มี เช่นเขียนเป็นสำเภามีหมาอยู่ในนั้น มีรูปคน
ตีนเป็นนกเกาะอยู่ที่หัวเรือ พอเห็นก็เข้าใจว่าเขาเขียนเรื่องบท “จิงโจ้มาโล้สำเภา” คนตีนนกนั้นเขาตั้งใจจะเขียนเป็นจิงโจ้ นึกตามไปว่าจิงโจ้ควรจะเขียนรูปเป็นอย่างไรก็จน เราเรียกแกงกะรูว่าจิงโจ้ก็มี เรียกแมงมุมชนิดหนึ่งซึ่งเดินยุ่มย่ามอยู่บนหลังน้ำว่าจิงโจ้ก็มี เรียกทหารผู้หญิงว่าจิงโจ้ก็มี เห็นเป็นว่าตั้งชื่อไส่ไคล้ให้ทั้งนั้น ออก
เห็นใจช่างเขียนว่าจะเขียนจิงโจ้เป็นรูปอย่างไรนั้นยากเต็มที ที่โบสถ์พระนอนก็มีเขียนอย่างเดียวกัน ต้องตามพระดำรัส แต่ก็ดูไม่ออกเสียมาก เช่นเป็นรูปกษัตริย์ว่ายน้ำอยู่ในลูกคลื่น เป็นนางตัวเดียวก็มี เป็นพระกับนางก็มี มีที่ดูออกนั้นเขียนเป็นเรือหงส์เล็กๆ มีคนขี่สามคน คนกลางถือฉัตร คนหัวถือธง คนท้ายพายเรือ พอเห็นก็รู้ได้ว่าเขาเขียนบท “วัดโบสถ์” บทนั้นเป็นบทกล่อมลูก อาจเขียนแบ่งเป็นบทต่างกันกับในพระอุโบสถก็ได้ แต่ว่าเอาแน่ไม่ได้เพราะดูไม่ออกมาก
๓) ที่กราบทูลว่าศิลาจารึกคุณเสือขอบุตรหายนั้นไม่หาย แต่ย้ายที่เอาไปฝังติดไว้ที่หลังพระโลกนาถ จะเห็นจะอ่านได้ก็แต่​คนที่ซนปีนขึ้นไปบนบัวฐานมุดเข้าไปหลังพระเท่านั้น ในการที่ได้พบว่ายังอยู่ ต้องยกความชอบให้ชายงั่วเพราะแกซุกซนเข้าไปจึ่งได้เห็นได้พิจารณาวิหารพระโลกนาถเห็นปรากฏว่าต้องมีการทำแก้ เพราะเชิญพระองค์ใหญ่เข้าไปประดิษฐานนั้นหลายอย่าง เป็นต้นว่าเพดานห้องที่ตั้งพระก็
ต้องตัดเลื่อนให้สูงขึ้น แม้กระนั้นพระรัศมีก็ยังระเรี่ยอยู่กับเพดาน ทำให้รำลึกถึงพระดำริของฝ่าพระบาทที่ว่าถ้าเอาไว้ในพระอุโบสถจะเป็นดี ประตูหน้าวิหารก็ต้องแก้ขยายให้ใหญ่สูงขึ้นอีกมาก แต่ก็ผิดส่วนกับประตูตามปกติไม่งามเลย เห็นจะหวังให้เห็นองค์พระได้ถนัดข้างนอก แม้องค์พระโลนาถก็ทำแปลก มีจีวรเป็นกลีบ แต่กลีบห่างตามทางที่ช่างทำโดยเห็นงาม ไม่เหมือนพระห่มผ้าย่นตามจริง อย่างอินเดียข้างเหนือหรือสมัยใหม่ในกรุงเทพฯ และไม่เป็นริ้วอย่างลังกาหรืออินเดียลางองค์ด้วย
๔) จะกราบทูลถึงทางฝีมือช่าง ดูบานมุกด์เรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งเขาว่าเจ้ากรมอ่อน (พระพรหมประกาสิต) เป็นผู้เขียนให้อย่างนั้น รู้สึกเพลิดเพลินดีเต็มที และที่ทำเป็นรูปภาพเรื่องนั้นแปลกทางจากที่เคยทำมาแล้วแต่ก่อนด้วย ส่วนพนักจำหลักศิลาที่พระอุโบสถเขาว่าอาจารย์ใจ (พระหรหมพิจิตร) เขียนให้อย่าง ดูยังอ่อนแต่ท่าทาง
เอาการแล้ว เวลานั้นอาจารย์ใจเห็นจะยังเด็ก ส่วนยักษ์ยืนข้างประตูเข้าเขตวิหารยอด เขาว่าหลวงเทพ (รจนา) ปั้น ​เห็นดีแต่หน้า ตัวคลายมาก สู้ยักษ์ของ “ครูดำ” ที่พระมณฑปวัดพระแก้วไม่ได้หลุด หลวงเทพชื่อนี้ เคยได้เห็นหน้าโขนของท่าน ทำดีมาก แต่พร้อมทั้งตัวคลายไป ช่างดีในทางทำหน้าโขนมักเป็นเช่นนั้น เพราะหมกมุ่นทำอยู่จำเพาะแต่หน้า ครั้นถึงต้องทำตัวด้วยก็ดูไม่ดี
๕) ที่ตั้งพระอัฐิกรมสมเด็จพระปรมานุชิตเห็นไม่ควรตั้งที่ตรงนั้น ที่ซึ่งตั้งอยู่ดูเป็นอาสนสงฆ์ ที่ว่าเทียบกับการเปรียญตามวัด ห้องนั้นทีจะเป็นท้องพระโรงที่พระสงฆ์เข้าเฝ้า หรือจะอย่างไรก็เป็นการเก่าทราบไม่ได้ ที่เห็นไม่สมควรก็ดูเป็นเอาพระอัฐิมาตั้งไว้ริมทาง จะถามเอาเหตุแก่ใครก็ไม่มีใครสามารถที่จะบอกได้นึกถึงเหตุก็เห็นอยู่อย่างเดียว ว่าเอามาตั้งไว้ในที่ใกล้ซึ่งจะเสด็จไปทรงบูชาได้ง่ายๆ เท่านั้น
ลายพระหัตถ์
เมื่อวันอาทิตย์เดือนนี้ วันที่ ๒๑ ได้รับลายพระหัตถ์เวรซึ่งลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม หนังสือนั้นบริสุทธิ์ ได้ความรู้ในลายพระหัตถ์ฉบับนั้นขึ้นใหม่หลายอย่าง จะกราบทูลสนองลางข้อต่อไปนี้
ข้อพระวินิจฉัยในเรื่องเครื่องถม ที่ว่าถมดำต้องทำพื้นมากนั้นถูกต้องทีเดียวแล้ว ถมชนิดที่เกล้ากระหม่อมเรียกว่าถมบางขุนพรหมนั้นเกือบไม่มีพื้น จะเรียกว่าถมทองคู่กับถมดำก็ควรจะได้ ​ได้ความรู้ใหม่ว่า ฝาบาตรพระสิหิงค์ที่เมืองนครนั้นเป็นถมละครทำอย่างถมดำ ที่มียอดนั้นเกล้ากระหม่อมเห็นก็ไม่ชอบ ด้วยของแบนใหญ่เช่นฝาบาตรทำยอดแหลมเล็กขึ้นไปตรงกลางนั้นผิดหลัก หลักข้างไทยยอดอะไรก็ต้องทำเป็นทรงจอมแห เช่นเม็ดทรงมัน เป็นต้น จะกราบทูลเล่าบรรจง พระเทพกวี (มณี) วัด
บวรนิเวศ สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณท่านทรงมอบหมายให้ดูแลการทำฐาน และจัดตั้งพระรูปในพระอุโบสถ เกล้ากระหม่อมเป็นผู้ทำแบบฐานถวาย ท่านจึงมาที่บ้านบ่อยๆ เพื่อถามเอาความเข้าใจในแบบและที่ตั้ง ครั้งหนึ่งสนทนากันถึงอะไรก็ลืมไปเสียแล้ว เป็นเหตุให้ท่านโจษถามขึ้นว่า “ทรงมัน” จะหมายความว่าอะไร เกล้ากระหม่อมก็ตอบพุ่งถวายว่า ทรงมัณฑป ท่านเห็นด้วย ในการที่ทำยอดฝาบาตรเล็กจิ๋มขึ้นไปนั้น นึกว่าตั้งใจจะติดเทียน เข้าใจว่าบาตรนั้นจะใช้ทำน้ำมนต์ เมื่อพูดถึง
บาตรน้ำมนต์นึกขึ้นมาได้ ว่าฝ่าพระบาทไปได้บาตรเก่าที่ไหนมา ตรัสให้เกล้ากระหม่อมคิดแบบเชิงและฝาถวาย เห็นได้ทรงใช้ทำน้ำมนต์อยู่ คิดเห็นว่าเป็นถูกที่สุด น้ำมนต์จะต้องทำด้วยบาตร ที่ใช้ขันใช้หม้ออย่างใดๆ นั้นเห็นหาควรไม่ ไม่คิดจะมีบาตรน้ำมนต์ใช้เหมือนกัน แต่จะให้ทำขึ้นในเมืองเราก็รู้สึกว่าจะได้ของกำมะลอเต็มที จะให้ทำมาแต่ต่างประเทศก็ใช่ที่ อีกประการหนึ่งก็ไม่ตกลงใจว่าควรทำรูปเปนอย่างไร ​นึกถึงบาตรที่ประทานไปให้คิดฝาและเชิงนั้นมีรูปแบนมาก ยังได้นึกว่า
บาตรอะไรจึงแบนดังนั้น มาคิดดูเดี๋ยวนี้ก็เห็นว่าถูกทีเดียว เพราะมีบทในพระวินัยห้ามไม่ให้เสียบาตร บาตรเดี๋ยวนี้เสียได้เมื่อไหร่ บาตรจะต้องแบนกว้างจึงจะเสียได้ อีกบทหนึ่งห้ามไม่ได้เอาบาตรหนุนหัว นั้นก็บ่งว่าบาตรต้องแบบถ้าสูงอย่างเดี๋ยวนี้จะหนุนหัวอย่างไรได้ เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่าบาตรที่ทรงได้มานั้นใกล้ด้วยข้อวินัยเป็นอย่างยิ่งแล้ว หอพระสิหิงค์ก็เพิ่งทราบ ว่าเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (พร้อม) ทำ นึกว่าทำกันขึ้นภายหลังคราวเดียวกับสร้างตึกที่ว่าการเมือง
อันนครศรีธรรมราชนั้นเปลี่ยนแปลกไปไม่ใช่แต่ที่คนทำ แม้ธรรมชาติก็เปลี่ยนแปลกด้วย ได้บอกแก่ลูกว่าตะเข้แยะ ที่บอกดังนั้นก็เพราะได้ไปเห็นเมื่อครั้ง “โกปิโฮบ” แต่กลายเป็นขี้หกไม่มีสักตัวเดียว กรมการเขาเห็นกระสับกระส่ายในเรื่องตะเข้ เขาก็อุตส่าห์เอาเบ็ดราวไปลาก ได้มาให้ดูตัวเดียวยาวสักศอกคืบเท่านั้น
เรื่องปี่พาทย์มอญในงานศพ เพิ่งได้ทราบมูลเหตุซึ่งตรัสบอกในครั้งนี้ดีมาก แต่ก่อน “งมหมู” ไม่ทราบอะไร คำว่า “บัวลอย” ก็เป็นชื่อเพลงที่ปี่เป่าไม่ใช่ชื่อเครื่องนางหงส์ซึ่งใช้กลอง​มลายูหลายคู่เห็นจะเป็นกลองชนะนำไป อันเครื่องประโคมทั้งหลายไม่ว่าสิ่งไร เห็นจะมาแต่ “ปัญจดุริยางค์” ทั้งสิ้น คือมีเสียงเป็น ๕ อย่าง เสียงกลองใหญ่กลางเล็ก กับเสียงเครื่องลมเครื่องทองเหลือง จะเป็นเครื่องมากอย่างหรือน้อยอย่างก็มีเท่านั้นเอง
เรื่องสีมา ตามที่เกล้ากระหม่อมกราบทูลโดยเดา ก็ลงรอยกันกับที่ตรัสโดยได้ทรงทราบอย่างแท้จริงมาแล้วนั้นทีเดียว
พระเจนเขียนหนังสือมาทูลลาตายไม่ทรงอนุญาต รู้สึกเห็นเป็นเรื่องขันและนำไปให้คิดถึงที่เขาส่งดอกไม้ธูปเทียนมาทูลลาตาย ประเพณีเดิมที่เขาจะส่งมาก่อนตายเมื่อรู้ตัวว่าตายแล้ว ที่ลูกหลานส่งมาถวายเมื่อตายแล้วดูไม่เป็นควรเลย ที่เป็นเช่นนั้นหากจะเป็นการที่ตายโดยไม่รู้ตัวนำไปก็ได้
เรื่องพระราชยานทองลงยา กระแสพระดำริของฝ่าพระบาทเห็นเหมาะมาก เกล้ากระหม่อมก็ยังไม่พบหลักฐานอันใดซึ่งจะถือเอาเป็นแน่ได้
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ดร
​บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๓๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๘๓
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้ทูลผลัดไปในจดหมายเวรฉบับก่อน ว่าจะเขียนเรื่อง “ยั่วยานคานหาม” ที่ตรัสถามมาถวายต่อภายหลัง และได้เขียนมาทุกวันตั้งแต่วันอังคารที่ ๒๓ จนได้รับลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๒๓ กรกฎาคม เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๗ จึงจะทูลวิจารณ์เรื่องนั้นก่อน
วิจารณ์ลักษณะยั่วยานคานหาม
สิ่งซึ่งเรียกรวมกันว่า ยั่วยานคานหามในวิจารณ์ที่เขียนนี้ หมายความว่ายานอย่างที่ใช้คนหาม ยั่วยานคานหามที่ใช้เมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยา ระบุไว้ในกฎมนเฑียรบาลเรียกชื่อต่างกันเป็น ๘ อย่าง และมีอธิบายศักดิ์ของยานนั้นๆ ดังนี้
ยานสำหรับเจ้า
๑) ราเชนทรยาน สำหรับพระเจ้าแผ่นดิน
๒) ราชยาน สำหรับพระเจ้าแผ่นดิน
ราชยานมีจำลอง สำหรับพระอัครมเหสี และพระมเหสี
​๓) เทวียานมีมังกรชู สำหรับพระราชเทวีและพระอัครชายา
๔) ทิพยานทอง สำหรับสมเด็จหน่อพระพุทธเจ้า ทิพยานนาก สำหรับพระมหาอุปราช
๕) ยานมาศกลีบบัว สำหรับ (เจ้าฟ้า) ลูกเธอกินเมือง
เครื่องยศพระเยาวราช (คือพระองค์เจ้าลูกเธอ) ในกฎมนเทียรบาลว่า พระเยาวราช ช้างตัว ๑ ม้าตัว ๑ คนกว่า ๒๐ “กว่านั้นเอาออก” ดังนี้ ส่อว่ายานเจ้าที่พรรณนามาทรงได้แต่ชั้นที่เป็นเจ้าฟ้า
ยานสำหรับขุนนาง
๖) คนหามเก้าอี้ทอง สำหรับ (เจ้าพระยา) ศักดินา ๑๐,๐๐๐ กินเมือง (เอก) ทั้ง ๔ และเท้านั่งเมือง (เจ้าประเทศราช) คานหามเก้าอี้ (สามัญ) สำหรับเจ้าเมือง (โท) ศักดินา ๑๐,๐๐๐
๗) ยั่ว สำหรับขุนนางผู้ใหญ่ในกรุง ศักดินา ๑๐,๐๐๐ และหัวเมือง (เจ้าเมืองตรี) ศักดินา ๕,๐๐๐
๘) ยาน สำหรับขุนนาง ศักดินา ๓,๐๐๐
ยานต่างๆ สำหรับขุนนางที่พรรณนามาก็มีจำกัดใช้ได้แต่ขุนนางเพียงชั้นถือศักดินา ๓,๐๐๐ ขุนนางศักดินาชั้นต่ำกว่านั้นจะใช้ไม่ได้
​ยั่วยานคนหามที่ใช้ในกรุงรัตนโกสินทร์ คงเรียกชื่ออย่างในกฎมนเทียรบาลก็มี เช่น พระเชนทรยาน ยานมาศ และราชยาน เป็นต้น แต่ยานมีชื่ออย่างเรียกในกฎมนเทียรบาลหายสูญไปเสียก็มาก เช่นเทวียาน ทิพยาน คานหาม เก้าอี้ และยั่วยาน ไม่มีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้ จะเข้าใจว่าเป็นด้วยเลิกยานอย่างที่เคยใช้เสียก็เห็นจะไม่ได้ เพราะความจำเป็นต้องใช้ยานอย่างคนหามยังมีอยู่ และมีชื่อยานที่เรียกกันในกรุงรัตนโกสินทร์ผิดกับที่เรียกในกฎมนเทียรบาลก็หลายอย่าง เช่น วอ เสลี่ยง และแคร่
เป็นต้น จะว่าเป็นยานเพิ่งคิดประดิษฐ์ขึ้นใหม่ก็เห็นจะไม่ถูก ความจริงน่าจะเป็นแต่แก้ไขรูปร่างยานอย่างเก่าแล้วเรียกยานอย่างทำใหม่เป็นชื่ออื่น แต่ลักษณะยานเก่ายังคงอยู่อย่างเดิม ดังเช่นเรื่องจะยกเป็นตัวอย่างต่อไปข้างหน้า แต่จะเอาชื่อยานที่เรียกในกฎมนเทียรบาลกับชื่อยานที่เรียกในกรุงรัตนโกสินทร์ปรับกันให้รู้ว่าอย่างไหนตรงกับอย่างไหนยากอยู่ ได้แต่พิจารณาลักษณะของยานต่างๆ ที่ผิดกันเป็นข้อสำคัญ เป็นหลักของวินิจฉัย
ยานต่างๆ ที่ใช้คนหามผิดกันด้วยกระบวนคนหามอย่าง ๑ คือยานประเภท ๑ คนหามเดินเรียงตัวกันเป็นแถวเดียว เช่นเสลี่ยงหิ้วหาม ๒ คน เสลี่ยงสามัญหาม ๔ คน คนหามเดินเรียงเป็นแถวเดียวกัน ยานอีกประเภท ๑ คนหามเดินเป็น ๒ แถว เช่นพระ​ยานมาศและพระราชยานที่พระเจ้าแผ่นดินทรง เป็นต้น กระบวนหาม ๒ ประเภทนี้พิเคราะห์ดูเห็นได้ว่าอย่างหามเรียงตัวนั้นไปไหนไปได้สะดวก แม้ทางแคบเพียงมี
รอยคนเดินก็ไปได้ แต่อย่างคนหาม ๒ แถวนั้นไปทางแคบไม่สะดวกเพราะคนหามเดินไม่ถนัด สะดวกแต่ในทางกว้างเช่นท้องถนนหรือสนาม เพราะฉะนั้นยานที่สำหรับใช้ไปมาโดยปกติจึงชอบใช้อย่างหามเรียงตัว แต่การหามเรียงตัวหามได้เพียง ๔ คนเป็นอย่างมาก จึงต้องเป็นยานเบา ถ้าเป็นยานหนักหาม ๔ คนไม่ไหว ต้องใช้คนหามมากขึ้นก็ต้องหามเป็น ๒ แถว แม้พระราชยานของพระเจ้าแผ่นดินที่หาม ๘ คนก็เพราะหนักมาก ด้วยมีพระราชกุมารขึ้นพระราชยานด้วยดังกล่าวในกฎมนเทียรบาล
ถ้าพระเจ้าแผ่นดินเสด็จไปในทางแคบ เช่นประพาสภายในพระราชวัง ก็ทรงพระราชยานคนหามแถวเดียวแต่ ๔ คน หรือมิฉะนั้นก็ทรงเสลี่ยงหิ้ว ซึ่งมีคนหามแต่ ๒ คน ลักษณะหามยานยังผิดกันอีกสถาน ๑ คือยานประเภท ๑ เอาเชือกผูกลำคาน ๒ ข้าง ทำเป็นสาแหรกขึ้นไปผูกกับคานน้อยอีกอัน ๑ คนหามๆ ปลายคานน้อยทั้ง ๒ ข้าง ถ้าหาม ๔ คน คนหามเดินกลางระหว่างลำคาน ถ้าหาม ๘ คนทำคานหามขวางผูกกับลำคานอีกอัน ๑ ยื่นปลายออกไปพ้นลำคานทั้ง ๒ ข้าง ลักษณะหามอีกอย่าง
๑ นั้นเอาลำคานขึ้นพาดบนบ่าคนหามทีเดียว ลักษณะหาม ๒ อย่างเช่นว่ามา ผิดกันที่หาม​อย่างเอาลำคานขึ้นพาดบ่าอาจจะหามยานที่มีน้ำหนักมาก เพราะจะหามกว่า ๑๐ คนก็ได้ แต่ลำบากที่ต้องเลือกคนหามที่สูงได้ขนาดไล่เลี่ยกันทั้งหมด ถ้ามิฉะนั้นน้ำหนักก็ไปตกอยู่แต่แก่คนสูง แต่อย่างที่หามด้วยมีสาแหรกถึงคนหามจะสูงต่ำผิดกันก็ไม่ขัดข้อง แต่จะหามคนน้ำหนักมากนักก็ไหว คงเป็นเพราะเหตุนี้ด้วยอีกอย่าง ๑ ยานที่ใช้กันในการไปมาโดยมากจึงใช้อย่างมิสาแหรกหาม
มีข้อพึงสังเกตอีกสถาน ๑ ที่ยานอย่างหามเอาลำคานขึ้นบ่า ตั้งแต่พระราเชนทรและพระยานมาศ เป็นต้น ตลอดจนยานอย่างที่เรียกกันในกฎมนเทียรบาลว่า “คานหามเก้าอี้” คนขี่นั่งห้อยตีนทั้งนั้น ข้อนี้ส่อว่ายานอย่างหามลำคานขึ้นบ่าเป็นยานสำหรับผู้เป็นใหญ่ยิ่งถืออาญาสิทธิ์ในที่นั้นๆ ขี่เมื่อแห่แหนเป็นเกียรติยศ เพราะฉะนั้นเสนาบดี
ศักดินา ๑๐,๐๐๐ อยู่ในกรุงจึงขี่ไม่ได้ ส่อต่อไปอีกอย่าง ๑ ว่า บรรดายานที่มีสาแหรกหามคนขี่นั่งราบกับพื้นทั้งนั้น ยิ่งเป็นยานสำหรับผู้หญิงจะเรียกชื่อว่าราชยานหรืออะไรก็ตาม ล้วนเป็นยานนั่งราบมีสาแหรกหามหมดทุกอย่าง
มียานลักษณะไม่ตรงกับที่ได้กล่าวมาอยู่ ๓ อย่าง เรียกว่าเสลี่ยงกงอย่าง ๑ เสลี่ยงแปลงอย่าง ๑ คานหามอย่าง ๑ ลักษณะต่างกันดังนี้
​เสลี่ยงกง คือเอายานมาศมาผูกสาแหรกหาม ๘ คน ขี่ได้แต่เจ้าได้ยินว่าเป็นของคิดประดิษฐ์ขึ้นใหม่ แต่จะเป็นเมื่อไรไม่ทราบ ปรากฏแต่ว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้กรมสมเด็จเดชาดิศรทรงเสลี่ยงกงเป็นพระเกียรติยศพิเศษผิดกับเจ้านายพระองค์อื่น ซึ่งทรงเสลี่ยงสามัญ ตามเสด็จในกระบวนพยุหยาตราเลียบพระเนตร
เสลี่ยงแปลง มีลักษณะขยายส่วนเสลี่ยงสามัญให้สูงขึ้นสักหน่อยและคนหามลำคานขึ้นบ่าเช่นเดียวกับยานมาศ พิเคราะห์ดูตรงกับที่เรียก “คานหามเก้าอี้” ในกฎมนเทียรบาล จะประดิษฐ์ขึ้นเมื่อใดไม่ทราบ สำหรับพระยาผู้แทนพระองค์พระเจ้าแผ่นดินขี่ในกระบวนแห่ในพิธีแรกนาและพิธียืนชิงช้า
ยานอีกอย่าง ๑ เรียกว่า “คานหาม” เป็นของมีมาแต่โบราณ แต่ในกฎมนเทียรบาลไม่ระบุชื่อ เห็นจะเป็นเพราะเป็นยานชั้นศักดิ์ต่ำอยู่นอกจำกัด ลักษณะคานหามนั้นมีลำคานอันเดียวคนหาม ๒ คน แบกหัวลำคานขึ้นบ่าข้างหน้าคน ๑ ข้างหลังคน ๑ ตรงกลางลำคานผูกเปลสำหรับคนขี่ จะนั่งก็ได้หรือนอนก็ได้ พวกขุนนางชั้นพระหลวงที่แก่ชรายังขี่คานหามจนในรัชกาลที่ ๕ คานหามทำตามแบบยานของพวกขอมแต่
โบราณ ยังมีรูปภาพจำหลักศิลาที่ระเบียงพระนครวัด เป็นกระบวนแห่พระเจ้าแผ่นดิน จำหลักรูป​พระมเหสีทรงคานหามมีหลังคาอย่างสีวิกาปรากฏอยู่ ใช่แต่เท่านั้น เครื่องทองสัมฤทธิ์ของโบราณที่ขุดได้ในมณฑลนครราชสีมา ก็พบสิ่งซึ่งหล่อเป็นปลอกสวมคานหามมีขอสำหรับเกี่ยวเปล ทั้งห่วงสำหรับผูกด้ายที่เปลไปแขวนกับขอนั้น (มีตัวอย่างอยู่ในพิพิธภัณฑสถาน) ส่อให้เห็นว่าไทยเราได้แบบคานหามมาจากพวกขอม แต่ไทยไม่นับถือจึงกำหนดเป็นยานชั้นต่ำกว่าเพื่อน
ว่าถึงการเปลี่ยนชื่อยานเพราะแก้ไขรูปร่างบ้างเล็กน้อย มีตัวอย่างอยู่ในหนังสือพงศาวดารรัชกาลที่ ๓ (หน้า ๗) เจ้าพระยาทิพากรวงศ์เล่าถึงการแก้แบบ “แคร่” และ “วอ” ในสมัยนั้น เรื่องแก้แบบแคร่ท่านเล่าว่า “ขุนนางผู้ใหญ่แต่ก่อน (มา) ที่เป็นผู้ใหญ่อายุมากก็ทำแคร่ไม้จริง มีเสามีกันยาหลังคากันแชงเตย มีพนักหลัก คานไม้
ลำมะลอก (ขี่) เข้ามาในพระราชวังเรียกว่า “แคร่กันยา” ที่เป็นขุนนางมีเครื่องยศได้รับพระราชทานพานทอง ก็ยกกันยาเสียมีแต่แคร่เปล่า ครั้งนั้นเจ้าพระยาพระคลัง (บิดาของท่าน ซึ่งภายหลังได้เป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์) จึงดำริการทำให้งามดีขึ้น จัดหาไม้ที่ลายประหลาดมาประกอบเป็นแม่แคร่แล้วหุ้มทองเหลืองหุ้มเงินที่มุม (แคร่) ไม้คานนั้นใช้ไม้แก้วบ้างไม้ลายต่างๆ บ้าง ไม้แสนสารไม้กะพี้เขากระบือบ้าง มีปลอกหุ้ม ที่อื่นก็ทำขึ้นใช้เป็นแบบอย่างมาจนทุกวันนี้”
​พิเคราะห์ตามคำที่เจ้าพระยาทิพากรวงศ์เล่า ดูมีเค้าเข้ากับวินิจฉัยเรื่องยานที่เขียนนี้อยู่บ้าง เป็นต้นที่ท่านว่า “แต่ก่อน” ข้าราชการผู้ใหญ่ขี่แคร่กันยา คำ “แต่ก่อน” ตรงกับอดีตกาลไม่มีจำกัด อาจจะเป็นถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาก็ได้ สิ่งซึ่งเรียกว่า “แคร่กันยา” นั้นก็ต้องเป็นของมีแบบแผน มิใช่คิดทำขึ้นขี่เข้าวังได้ตามชอบใจ เพราะฉะนั้นดูน่าจะตรงกับที่ในกฎมนเทียรบาลว่าข้าราชการศักดินา ๑๐,๐๐๐ ขี่ยั่ว ต่อลง
มาท่านว่าข้าราชการชั้นกินพานทองยกกันยาเสียขี่แต่แคร่เปล่า ก็น่าจะตรงกับที่ในกฎมนเทียรบาลว่า ข้าราชกาลศักดินา ๓,๐๐๐ ขี่ยาน แต่ว่าห้วนไปควรจะว่าข้าราชการในกรุงฯศักดินาต่ำกว่า ๑๐,๐๐๐ ลงมาจนศักดินา ๓,๐๐๐ ขี่ยาน ถ้าเช่นนั้นก็ต่อกันกับแบบที่ข้าราชการศักดินาไม่ถึง ๓,๐๐๐ ขี่คานหาม และตรงกับคำที่คนมักเรียกรวมกันว่า “ยั่วยานคานหาม”
แคร่ที่เจ้าพระยาพระคลังคิดใหม่นั้น ดูเหมือนประสงค์จะให้หามไปได้เร็วกว่าเพราะเบากว่าแคร่อย่างเก่าเป็นสำคัญ จึงลดขนาดแคร่ให้เล็กลงเป็น ๔ เหลี่ยมพอจุที่นั่ง และตัดพนักพิงออกเสีย แต่เป็นการแก้แบบเดิมมิใช่คิดยานขึ้นอย่างใหม่ แต่เมื่อมีขึ้นแล้ว ข้าราชการชั้นที่มีศักดิ์ขี่ยั่วยานได้ก็เปลี่ยนไปใช้แคร่อย่างใหม่ ยั่วยานอย่างเดิมก็เลยสูญ คำที่เรียกว่าแคร่อาจจะเกิดขึ้นครั้งนั้นสำหรับ​เรียกยานที่เจ้าพระยาพระคลังประดิษฐ์ขึ้นก็เป็นได้
เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ยังเล่าเรื่องแก้ไข “วอ” ต่อไปอีกเรื่อง ๑ ว่าเมื่อในรัชกาลที่ ๒ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ทรงพระดำริเอาแบบแคร่กันยาของขุนนางไปทำวอ ดาดหลังคาด้วยผ้าขี้ผึ้งผูกม่านแพรสำหรับทรงเสด็จเข้าวัง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อยังเป็นกรมโปรด จึ่งให้ทำพระวออย่างนั้นขึ้นทรงบ้าง พระราชทานนามว่า “วอประเวศวัง” ครั้นเสร็จเสวยราชพระราชทานพระวอประเวศวังนั้น แก่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแต่ยังทรงผนวช ให้ทรงต่อมา
ความที่ท่านเล่าในเรื่องวอมีประโยชน์อยู่ ที่ให้เค้าที่จะสันนิษฐานว่า แคร่กันยาและยั่ว รูปร่างจะเป็นอย่างไร ด้วยเปรียบกับลักษณะวอที่ทำใหม่ ยั่วและยานอย่างเดิมแคร่คงเป็น ๔ เหลี่ยมรี มีพนักหลังและพนักข้าง มีเสา ๔ เสารับหลังคาดาดกระแชงบางทีขนาดเขื่องกว่าวอที่ทำใหม่ แต่วอที่ทำใหม่ก็มิใช่เจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ทรง
ประดิษฐ์คิดทำยานขึ้นอย่างใหม่ เพราะวอสีวิกาซึ่งลักษณะอย่างเดียวกันก็มีมาแล้วช้านาน เจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์เป็นแต่แก้ขนาดและเครื่องตกแต่งให้ผิดกับของเดิม แต่ชื่อที่เรียกว่า “วอ” นี้หน้าพิศวงอยู่ ด้วยไปพ้องกับภาษาพม่า เขาเรียกพระยานมาศ (อันอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานที่เมืองมันดเล) ว่า “วอ” แต่ยาน​ในกฎมนเทียรบาลไม่มีชื่อวอ ส่อว่ายานที่เรียกวอจะมีขึ้นใหมในเมืองไทยต่อภายหลัง
ในหนังสือพงศาวดารรัชกาลที่ ๓ มีอีกแห่ง ๑ (หน้า ๗) ในตอนตั้งข้าราชการเมื่อแรกเสวยราช ว่าพระราชทานเกียรติยศพิเศษแก่เจ้าพระยาอภัยภูธร (น้อย) ที่สมุหนายก กับเจ้าพระยาอัครมหาเสนาบดี (สังข) ที่สมุหกลาโหม ซึ่งเป็นตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีมาแต่ในรัชกาลก่อนทั้ง ๒ คน ให้ขี่เสลี่ยงกั้นกรดเข้าพระราชวังได้ การที่พระราชทานเกียรติยศพิเศษอย่างว่ามิใช่แบบใหม่ เคยมีเยี่ยงอย่างมาแล้วแต่ครั้งกรุง
ศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี จะวิจารณ์ในที่นี้แต่ด้วยคำว่า “เสลี่ยง” อันไม่มีในชื่อยานที่พรรณนาในกฎมนเทียรบาล และคำว่าเสลี่ยงจะเป็นภาษาใด ไทยเอามาใช้แต่เมื่อใดยังไม่ทราบ แต่ตามที่เข้าใจกันทั่วไปนั้น เสลี่ยงเป็นยานสำหรับแต่เจ้าทรง เพราะฉะนั้นเมื่อโปรดให้ขุนนางคนใดขี่เสลี่ยง จึงถือว่ายกเกียรติยศขึ้นเทียมเจ้า แต่ประหลาดอยู่ด้วยยานที่เรียกว่าเสลี่ยงมีหลายอย่าง เป็นต้นแต่พระราชยานพระอย่างเจ้าแผ่นดินทรงโดยปกติ แม้ในบัตรหมายหรือคำพูดเรียกว่า พระราชยาน แต่พระเจ้า
แผ่นดินเองตรัสเรียกว่าเสลี่ยงเป็นนิจจนในรัชกาลที่ ๕ มีราชยานอีกอย่าง ๑ สำหรับทรงเวลาประพาสภายในพระราชวัง ทำขนาดย่อมแต่มีที่พอประทับกับพนักพาดพระเขนยอิง คน​หามด้วยตะพายสายแถบสาแหรกพาดบ่า ๒ คน เรียกว่า “เสลี่ยงหิ้ว” มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา และมีพระเสลี่ยงหิ้วของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นตัวอย่าง อยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานองค์ ๑ ต่อไปก็เสลี่ยงที่เจ้านายทรงกันเปนสามัญ และยังมีเสลี่ยงเจ้านายทรงอีกอย่าง ๑ เรียกว่า “เสลี่ยงป่า” รูปเหมือนแคร่
แบบเจ้าพระยาพระคลัง เป็นแต่ขอบแคร่จำหลักปิดทอง เห็นจะเป็นของคิดใหม่ พิเคราะห์ตามความที่พรรณนามาชวนให้เห็นว่าคำ “เสลี่ยง” จะเป็นชื่อที่เรียกยานต่างๆ ประเภท ๑ เพราะฉะนั้น จึงลองคิดวินิจฉัยตามประเภทของยานต่างๆ รวมกันทั้งที่ปรากฏในกฎมนเทียรบาล และมามีในภายหลัง พิเคราะห์ดูต่างกันเป็น ๔ ประเภท จะเรียกชื่อตามสะดวกว่า ยานมาศ ประเภท ๑ เสลี่ยง ประเภท ๑ วอ ประเภท ๑ และ คานหาม ประเภท ๑
ยานประเภทยานมาศ มีลักษณะรวมกันดังนี้ คือ
๑) คนขี่นั่งห้อยตีนอย่างนั่งเก้าอี้
๒) คนหามแบกลำคานพาดบ่า
๓) ใช้แต่ในการพิธีเฉลิมเกียรติ
ยานต่างๆ ที่เรียกว่า พระราเชนทรยาน ยานมาศ ยานมาศกลีบบัว (สำหรับลูกเธอกินเมือง) คานหามเก้าอี้ (สำหรับ​ศักดินา ๑๐,๐๐๐ กินเมืองเอก และสำหรับเจ้าประเทศราช) อยู่ในประเทศนี้
ยานประเภท เสลี่ยง มีลักษณะร่วมกันดังนี้ คือ
๑) คนขี่นั่งราบ
๒) หามลำคานมีสาแหรก
๓) เป็นอย่างโถงไม่มีหลังคา
๔) ใช้ในการไปมาเป็นพื้น
ยานต่างๆ ที่เรียกว่า ราชยาน ทิพยาน เสลี่ยง ยาน แคร่ อยู่ในประเภทนี้
ยานประเภท วอ มีลักษณะร่วมกันดังนี้ คือ
๒) คนขี่นั่งราบ
๒) หามมีสาแหรก
๓) มีหลังคาและม่าน
๔) ใช้ในการไปมาเป็นพื้น
ยานต่างๆ ที่เรียกชื่อว่า ราชยานมีจำลอง เทวียาน ศรีวิกา วอ ยั่ว (อย่างแคร่กันยา) อยู่ในประเภทนี้
ยานประเภทคานหามที่ไทยใช้มีอย่างเดียวแต่
๑) คนขี่เปลนั่งหรือนอนก็ได้
๒) หามปลายลำคานหัวท้ายพาดบ่าข้างละคน
​๓) ใช้ในการไปมา บางทีจะเหมาะสำหรับเดินทางไกล พวกขอมอาจจะชอบใช้เพราะเหตุนั้น
ยานต่างๆ ที่ระบุชื่อในกฎมนเทียรบาลก็ดี หรือที่เรียกชื่ออื่นในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ก็ดี ล้วนเป็นเครื่องยศสำหรับบุคคลต่างชั้น แต่ลักษณะที่ใช้ยานดูต่างกันเป็น ๒ อย่างคือ “ใช้เต็มยศ” อย่าง ๑ “ใช้เป็นปกติ” อย่าง ๑ ยกตัวอย่างดังเช่นพระเจ้าแผ่นดินทรงพระราเชนทรยานก็ดี หรือเจ้าพระยาศักดินา ๑๐,๐๐๐ เจ้าเมืองเอกขี่คานหามเก้าก็ดี เป็นอย่างเต็มยศ บุคคลชั้นอื่นขี่ยานอันกำหนดตามยศก็เป็นขี่อย่างเต็มยศโดยทำนองเดียวกัน แต่อาจใช้ยานอย่างอื่นซึ่งไม่สูงกว่าชั้นยศของตนได้โดยปกติ ยก
ตัวอย่างดังเช่น โดยปกติพระเจ้าแผ่นดินย่อมทรงพระราชยานหรือพระเสลี่ยงต่อเป็นการเต็มยศ เช่นเสด็จเลียบพระนครโดยกระบวนแห่พยุหยาตราจึงทรงพระราชเชนทรยาน ข้อนี้ฉันใด เจ้านายที่มียศศักดิ์ทรงทิพยานและยานมาศ ก็คงทรงแต่เวลาเต็มยศ โดยปกติคงทรงเสลี่ยงโดยทำนองเดียวกัน ถึงเจ้าเมืองที่มีศักดิ์ถึงขี่คานหามเก้าอี้โดยปกติหรือเข้ามาในราชธานีก็คงขี่ยั่วหรือยานตามสะดวก เหมือนอย่างขุนนางในกรุงชั้นศักดินา ๑๐,๐๐๐ ด้วยกัน ตามที่ว่ามามีตัวอย่างชี้ได้ในกรุง
รัตนโกสินทร์นี้ เช่นกำหนดว่า เจ้านายทรงวอได้แต่ที่เป็นเจ้าต่างกรม แต่โดยปกติเจ้าต่างกรมก็มักทรงเสลี่ยงป่า ​ขุนนางผู้ใหญ่ที่ได้พระราชทานเสลี่ยงเช่นสมเด็จเจ้าพระยาบรมหาศรีสุริยวงศ์ โดยปกติก็ขี่แคร่เหมือนอย่างข้าราชการชั้นพระยาพานทองสามัญ ความส่อต่อไปถึงยานสำหรับนารีมีศักดิ์ ซึ่งเรียกในกฎมนเทียรบาลว่า ราชยาน ก็ดี เทวียาน ก็ดี คงอยู่ในพวก วอ ทั้งนั้น ยังมีแบบอยู่ ๒ อย่าง อย่าง ๑ ดาดทองทั้งตัวมีช่อฟ้า เรียกว่า “วอศรีวิกา” สำหรับหามก็มี สำหรับตั้ง
บนรถกระบวนแห่งพระบรมศพก็มี สำหรับตั้งหีบศพนารีมีศักดิ์ก็มี วออย่างศรีวิกาเป็นวอเต็มยศและเป็นแบบเก่า มีวออีกอย่าง ๑ เรียกว่า “วอประเทียบ” หลังคาไม่มีช่อฟ้าแกะดาดสี ไม่ใช้ทอง เห็นจะสำหรับใช้โดยปกติ แต่ “วอประเทียบ” แบบเดิมจะเป็นอย่างไรสงสัยอยู่ ด้วยวอประเทียบที่ใช้ในชั้นหลังเหมือนกันกับวอเจ้านายต่างกรม ที่เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ว่าเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ทรงคิดแบบขึ้น ไม่เห็นผิดกันอย่างไร
ยานอย่างคนหามดูใช้กันมาแต่โบราณทุกประเทศ ลักษณะบางอย่างพ้องกัน ลักษณะบางอย่างผิตต่างกันตามประเพณีของประเทศนั้นๆ พิเคราะห์ลักษณะที่เหมือนกันดูจะเป็นความสะดวกพาให้คิดพ้องกัน มิใช่ตั้งใจเอาอย่างกันและกัน ยกตัวอย่างดังยานเกี้ยวของจีน คงเป็นเพราะทางไปทางบกในเมืองจีนคล้ายกับในเมืองไทย แบบเกี้ยวจึงทำเป็นอย่างที่มีคานหามขึ้นบ่า ๒ คน คล้าย​กับคานหามก็มี ผูกสาแหรกอย่าง ๔ คนอย่างเสลี่ยงก็มี ผูกสาแหรกหาม ๘ คน อย่างพระราชยานก็มี
แต่ประเพณีจีนอยู่บ้านเรือนนั่งเก้าอี้มิได้นั่งราบกับพื้น เกี้ยวจีนทำที่คนนั่งเป็นอย่างเก้าอี้ทั้งนั้น เมืองฝรั่งชอบใช้ขี่ม้าขี่รถเป็นพื้น ถึงกระนั้นแต่ก่อนก็ยังมีเก้าอี้เก๋งคนหามหิ้ว ๒ คน คล้ายกับเสลี่ยงหิ้วสำหรับไปสู่หากันใกล้ๆ ในอาฟริกาพวกฝรั่งที่ไปเที่ยวบุกป่าฝ่าดงก็ชอบขี่เปลมีคานหามอย่างเดียวกันกับคานหามของไทย คงเป็นเพราะไปได้สะดวกกว่ายานอย่างอื่น ยานประเทศต่างๆ เห็นจะพ้องกันโดยธรรมดา ดังว่ามานี้
ทูลสนองความในลายพระหัตถ์
๑) เรื่องฉัตรพระกันภิรุม หรือ พระกรรม์ภิรุม มูลจะมีมาอย่างไรหม่อมฉันยังไม่เคยคิดค้น คิดเมื่อได้รับลายพระหัตถ์ฉบับนี้ก็ยังไม่เห็นเค้าเงื่อน แต่คำว่า “ร่มขาว” นั้นเห็นว่าคำแปล “เศวตรฉัตร” ภาษาสังสกฤตเป็นภาษาไทยตรงๆ ไม่หมายอะไร ยิ่งไปกว่านั้น ที่ในหนังสือพงศาวดารและคำฉันท์ดุษฎีสังเวย เรียกว่า “เจ้าร่มขาวหลวงพระบาง” ก็เป็นแต่เอาคำที่ไทยชาวลานช้างมาแกล้งเรียกให้ต่างกับเศวตรฉัตรเท่านั้น
๒) แต่มูลของเศวตรฉัตรนั้นพอคิดเห็นว่าเดิม
ก) คงมาแต่ผู้เป็นนายใหญ่ ย่อมมีคนถือร่มกันบังแดด
​ข) เวลายกพลไปรบพุ่ง ผู้เป็นนายคุมพล เปรียบว่านายกองพัน ย่อมมีคนกั้นร่มพวกพลเห็นร่มอยู่ตรงไหนในสนามรบก็รู้ว่านายใหญ่อยู่ที่นั้น
ฆ) เมื่อรวมหลายกองพลเป็นกองทัพ ก็จำต้องมีเครื่องหมายให้รู้ว่าแม่ทัพอยู่ที่ไหนในสนามรบ จึงคิดให้แม่ทัพมีร่มขาวหลายคันอยู่ประจำตัวอย่างจำหลักที่ระเบียบพระนครวัด แต่ต่อมาเห็นไม่เหมาะจึงเปลี่ยนเป็นเอาร่มขาวซ้อนกันเป็นหลายชั้น เช่นฉัตรพระคชาธาร เห็นว่ามูลของเศวตรฉัตร น่าจะมีประวัติมาดังนี้ แบบเศวตรฉัตรจึงมีเป็น ๒ อย่างคือ เป็นอย่างร่มเช่นพม่าใช้ และกั้นพระประธานในเมืองไทยอย่าง ๑ ตั้งซ้อนกันขึ้นไปหลายชั้นอย่าง ๑
๓) เรื่องใช้คำภาษามคธ และสังสกฤตปนกับภาษาไทยนั้น หม่อมฉันได้เคยคิดแต่จะต้องทูลสนองยาว ขอประทานผลัดไปอีกสักเวร ๑ หรือ ๒ เวรจึงจะเขียนถวาย เพราะกำลังจะรีบเขียนวิจารณ์เห่ช้าลูกหลวงให้ทันฝากหม่อมเจิมไปกรุงเทพ ฯ
๔) ที่เสด็จไปวัดพระเชตุพน พบจารึก “โคลงคุณเสือ” นั้นดีนัก หม่อมฉันนึกว่าจะสูญเสียแล้วเสียดายอยู่ ถ้าโปรดให้ชายงั่วหรือใครไปคัดสำเนาส่งประทานมา หม่อมฉันจะขอบพระคุณมาก
​๕) ที่ตั้งตู้พระอัฐิกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ บนอาสนสงฆ์นั้น เพื่อแต่จะให้สะดวกแก่การทรงบูชาเป็นแน่ ตำหนักหลังนั้นหม่อมฉันเคยพิศวง ด้วยทำพื้นต่ำมากและเป็นห้องใหญ่เกินต้องการ นึกว่าเมื่อกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ เสด็จอยู่ เห็นจะมีฝาประจันห้อง แต่รื้อเสียเมื่อตั้งพระศพ แต่อาสนสงฆ์นั้นจะทำใหม่เพื่อเหตุใด หรือจะมีมาแต่เดิม ข้อนี้คิดไม่เห็น
๖) เรื่องเครื่องถม หม่อมฉันพบหลักฐานใหม่อีกแห่ง ๑ ในกฎมนเทียรบาลว่าขุนนางศักดินา ๑๐,๐๐๐ กินเมือง “กินเจียดเงินถมยาดำรองตะลุม” ดูตรงกับเจียดรัชกาลที่ ๑ ถ้าเป็นแบบมาแต่ตั้งกฎมนเทียรบาลครั้งสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ราว พ.ศ. ๒๐๐๐ ก่อนรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ฯ ราว ๒๐๐ ปี ตำนานที่หม่อมฉันคาดดังได้ทูลไปก็ผิด แต่นึกว่าจะเพิ่มลงในกฎมนเทียรบาลเมื่อภายหลังก็เป็นได้
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
โฆษณา