6 ส.ค. เวลา 03:18 • หุ้น & เศรษฐกิจ

หุ้น P. vs D.

ช่วงนี้สนใจหุ้นอยู่ 2 ตัวสมมุติชื่อ P กับ D
2 ตัวนี้มีความสัมพันธ์กันน่าสนใจ จะว่า toxic ก็คงใกล้เคียง
P กับ D เคยเป็นพันธมิตรกันมาก่อน รายหนึ่งสร้าง อีกรายทำวัสดุก่อสร้าง ก็ดูเกื้อกูลกันดี
วันหนึ่งจากที่เป็นพันธมิตรธุรกิจ ซื้อขายของกัน ก็พัฒนามาเป็นหุ้นส่วน โดย D เริ่มเก็บหุ้น P ที่รายย่อยถืออยู่มาเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่ง ต้องทำ tender offer
ความขัดแย้งแรก - พอจะทำ tender offer จู่ๆ D ก็ประกาศเลิก ยุติ ให้เหตุผลตามที่เปิดเผยได้ทำนองว่า ความเห็น ทิศทางบริษัทไม่ตรงกับ P ส่วนเบื้องลึกเบื้องหลัง คนนอกก็ไม่รู้
หลังจากนั้น ในที่ประชุม AGM D ก็แสดงพลัง โหวตคว่ำทุกวาระ แต่ก็ไม่กระไร เสียงของกลุ่ม D ถึงจะเกิน 1/3 แต่ก็ไม่เกินครึ่ง วาระส่วนใหญ่ผ่านได้ ยกเว้นวาระค่าตอบแทนกรรมการ ที่ต้องได้เสียง 2/3 ก็ถูกคว่ำไป
กรรมการก็ทำงานฟรี ไม่ได้ค่าตอบแทน จากเดือน 4 กว่าจะเคลียร์กันลงตัว จัดประชุมวิสามัญ ผ่านเรื่องนี้ได้ก็ปลายเดือนตุลา
ผ่านปีแรกไป ความขัดแย้งเหมือนจะจบ
ระหว่างนั้น D ที่ถือหุ้นมากกว่า 1/3 ว่ากันแฟร์ๆ ก็คงคาดหวังเก้าอี้บอร์ดในสัดส่วนเดียวกัน เพื่อมีส่วนในการบริหาร ร่วมตรวจสอบ กำหนดทิศทางบริษัทที่ตนถือหุ้นด้วย
P จัดสรรให้ 1 เก้าอี้ถ้วน ตั้งแต่ช่วงรักกัน จนเก็บหุ้นเกิน 1/3 ก็ 1 ที่ จนความขัดแย้งเริ่มจนจบก็ 1 ที่ถ้วน ตอนนั้นก็เห็นสัญญาณปัญหาที่น่าจะยังไม่จบ แค่รอวันประทุใหม่
AGM ปีที่ 2 เรียบร้อยดี...
ความขัดแย้งรอบใหม่ - AGM ปีที่ 3 - ล่าสุด กรรมการของ D ครบวาระ P เปิดหน้า เปลี่ยนตัวกรรมการ เอาคนของ P มาแทน D ซึ่งมี 1 ที่ซึ่งก็น้อยอยู่แล้ว ล่าสุดเหลือ 0 คนถ้วน
ถือหุ้น 1/3 แต่เอาคนเขาออก ใครจะยอม D โหวตคว่ำเหมือนเดิม และก็ตีตกวาระเดิมที่ค่าตอบแทนกรรมการ เท่ากับกรรมการทำงานฟรีอีก (เอาจริงเขาก็จ่ายย้อนหลังแหละนะ)
D พยายามเสนอประชุมวิสามัญ เพิ่มกรรมการ ขอใส่คนของตัวเองสัก 2 ที่ ขอมีส่วนร่วมบ้าง ทำอะไรลับลมคมใน มีอะไรในกอไผ่ไหม วาระนี้ก็ถูกกลุ่มอำนาจเก่าขวางเต็มที ปัดตกอีก นี้เป็นความคืบหน้าล่าสุดตามที่ประกาศ
จะว่ากลัวเปลืองเงินจ้างกรรมการก็ไม่น่าใช่ ถ้าไม่อยาก replace คนเก่า จะเพิ่มคนใหม่ก็แค่ไม่เกินล้าน ไม่เป็นภาระอะไรนัก คงมีอะไรลึกกว่านั้น
จากความขัดแย้งรอบใหม่นี้ สรุปสถานการณ์ ผลกระทบก็ราวนี้
ผลกระทบต่อ P - วาระที่ต้องใช้เสียง 2/3 ถูกตีตกหมด ที่เห็นชัดเลยก็เรื่องค่าตอบแทนกรรมการ กดดันกรรมการให้อึดอัด ได้รับค่าตอบแทนช้าลง จนกว่าเขาจะคุยกันได้ ผ่านวาระเพิ่มทุน เพิ่มวงเงินหุ้นกู้ไม่ได้ (ยังออกหุ้นกู้ได้แต่ในวงที่อนุมัติแล้ว ก็ยังดีที่ roll over ได้ แม้ดอกเบี้ยจะสูงขึ้นก็ตาม)
ผลกระทบต่อ D - แทบไม่มี นอกจากว่าเงินจมกับ P อยู่ก้อนหนึ่ง แต่ไปดูโครงสร้าง ผถห D ก็ควบคุมเบ็ดเสร็จ เกิน 3/4 ไม่ได้มีแรงกดดันจาก ผถห คนอื่นๆ ฐานะการเงินก็ไม่ได้แย่ ยังรันธุรกิจได้สบายๆ แม้กำไรน้อยหน่อย แต่ประคองตัวไปได้
ข้างบนนี้เป็นข้อเท็จ บวกกับการตีบความร่วมกับ AI
ข้างล่างนี้เป็นการมโน ความเห็นส่วนตัว
เกมนี้ P ตึงตัวกว่า D เยอะเลย การบริหารจัดการเงินต่างๆ จะตึงตัว การขยายก็อาจจะยากหน่อยเพราะไม่มีทุน คิดว่าช่วงนี้ก็คงไม่ปันผล เพราะปันแล้วจะทำให้สภาพคล่องที่ตึงอยู่แล้วยิ่งตึงไปอีก แถมไปเติมกระสุนให้ D อีก แม้จะนิดหน่อย เล็กน้อยมากก็ตาม แต่ก็ทำให้ผถห P เองก็ต้องลำบากไม่รับปันผลไปด้วย
P เป็นบริษัทกงสีที่ถือกันทั้งครอบครัว การจะยอมยุติ เสียอำนาจควบคุมให้คนนอก ดูจากที่ผ่านมาก็คงไม่ยอมแน่ แล้วจะทำอะไรได้บ้าง ?
ถ้าตัดวิศวกรรมการเงินที่ซับซ้อนเกินออกไปก่อน ทางหนึ่งที่คิดออกก็คือซื้อหุ้น
แล้วจะซื้อหุ้นจากไหน ? มันก็มีแค่ 2 ที่หลักๆ
1. รายย่อยทั่วไป แต่ปริมาณหุ้นที่อยู่ในมือรายย่อยตอนนี้ก็น้อยมาก เหลือราวๆ 5% เท่านั้น ต่อให้เก็บมาได้ทั้งหมดก็ไม่ได้ทำให้มีอำนาจเพิ่มขึ้น ข้อนี้เป็นไปได้ยาก แต่มั่นใจได้ว่าถึงไม่ซื้อเพิ่ม แต่ก็ไม่ขายแน่นอน จะยิ่งทำให้อีกฝ่ายอำนาจเพิ่มขึ้น
2. ขอซื้อจาก D เอง ในเมื่อปัญหาคือ D ถือหุ้นเยอะ ก็ซื้อคืนจาก D มันซะเลย เป็นแนวทางที่ตรงที่สุด อาจจะซื้อเอง หรือหาพันธมิตรรายใหม่มาช่วยรับไป ข้อนี้เป็นไปได้มาก แต่ตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่ในช่วงที่ผลงานดีนัก หาพันธมิตรน่าจะยากกว่าซื้อเอง ถ้าเสนอราคา premium ที่ D เองได้กำไร พอใจก็คงพร้อมถอย อย่างไรเสียปัจจัยหลักในการลงทุนก็เรื่องเงินๆทองๆ อยู่แล้ว
D เริ่มซื้อหุ้น P ตั้งแต่ 63 ตอนนั้นน่าจะบาทกลางๆ และสะสมมาเรื่อย ราคาเฉลี่ยของ P 5 ปีย้อนหลังอยู่ที่ 2 บาทกลาง ปัจจุบันวิ่งเล่นอยู่ที่บาทกลางๆ การจะซื้อคืนนั้นก็น่าจะต้องบวกไปจากทุนอีกนิดหน่อย ไม่งั้น D ก็คงไม่ยอมขาย ทนถือชวนทะเลาะไปเรื่อย
ถ้า P ต้องซื้อหุ้นจาก D ในราคาที่บวกกำไรให้หน่อย จากราคาปัจจุบันบาทกลางๆ ไป 2 บาทกลางๆ ก็คิดเป็นบวกอย่างน้อยๆ จากปัจจุบัน 70-80% ดูเหมือนเยอะ แล้วไม่น่าเป็นไปได้ที่จะยอมบวกให้เยอะไปจากราคาปัจจุบันระดับนั้น
แต่เอาจริงแล้ว ด้วยหุ้นที่สภาพคล่องน้อยมาก ต่างคนต่างเหนียวหุ้นไม่ยอมขาย แต่ก็ไม่มีคนซื้อเพราะผลงานก็ไม่ค่อยดี หลายวันซื้อขายกันหลักหมื่นบาท หลายวันไม่มีคนซื้อขายเลย ถ้าหากมีใครไม่ว่าจะ P หรือ D หรือใครก็แล้วแต่มาซื้อหุ้น แปปเดียวก็ขึ้นได้ หุ้นอยู่ในสภาพที่พร้อมถูก corner
ถ้าเป็นแบบนั้นหุ้น P ก็รอวันขึ้น
ในทางเดียวกัน ถ้า D ขายหุ้นได้ก็รับเงินก้อนคืน พร้อมกำไร ผลประกอบการก็ดีขึ้น
หุ้น D ก็รอวันขึ้นเช่นกัน
อยู่ที่ว่าเมื่อไรจะขยับ....
~ ความเห็นส่วนตัว บวกกับการมโนของ AI โปรดใช้วิจารณญาณ
โฆษณา