[รีวิวอัลบั้ม] Music, Fashion, Film - Charli XCX >>> ศิลปะยืนยาว
-ฟังครั้งแรก สิ่งที่แว๊บในหัวผม “นี่คืออัลบั้มอยากทำอะไรก็ทำ” (ฮ่าๆๆ) จะว่าไปเมื่อดู track record ที่ผ่านมาของ Charli ก่อนที่จะดังระเบิดในยุคอัลบั้ม BRAT จะว่าไป นางก็ติดนิสัย “อยากทำอะไรก็ทำ” มาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่หว่า การข้ามมาในเลน Glam Rock, Alternative (Post-Punk Revival, New Wave บลาๆ) ไม่ใช่แค่อยากจะท้าทายตัวเอง ลองสิ่งใหม่ ไม่ซ้ำรอย hyperpop แบบเดิม แต่มันกลายเป็นวาระที่เหมาะสมในการ “อยากทำอะไรก็ทำ” เพื่อที่จะหลีกหนีออกจากกรอบความคาดหวังได้อย่างชาญฉลาดพอสมควร
-ผมเชื่อว่า Charli ไม่น่าแคร์เสียงบ่นก่นด่าตั้งแต่ปล่อยซิงเกิ้ลแรก Rock Music แล้วล่ะครับ มันคือเพลงร็อคในแบบของเธอที่ไม่ต้องการการยอมรับจากสาวกเพลงร็อคแอนด์โรลอนุรักษ์นิยมอยู่แล้ว เธอยังคงสั่นลูกคอด้วย autotune เธอยังคงติดแกลมและ glam ไปพร้อมๆกัน เธอไม่เน้นโยกหัว ยังคงโยกตูดบิดจริตกะเทยเลยด้วยซ้ำ ความกล้าได้กล้าเสียที่ไม่กลัวชาวร็อคจะด่า และเป็นการปักธงเพื่อเข้าสู่ยุคใหม่ที่ทิ้งร้าง “ฟลอร์เต้นรำ” ไปในตัวด้วย
-แค่ชื่ออัลบั้มและปกอัลบั้มก็น่าจะบ่งบอกถึงการคารวะ “ครูเพลง ครูแฟชั่น ครูภาพยนตร์” ที่เธอเคารพบูชาจนเป็นศาสนาประจำตัว ในมุมมองของผม Music, Fashion, Film คืองานเพลงที่ถอยกลับมาอยู่ในจุดค้นหาตัวตนใหม่ของ Charli เลยก็ว่าได้ การตั้งชื่ออัลบั้มแบบนี้เหมือนจงใจพูดถึงการอยู่กับสิ่งเหล่านี้จนซึมซับมันมาทั้งชีวิต การจับปู่ John Cale, ลุง Marc Jacob และปู่ Martin Scorsese มาอยู่ในปกอัลบั้มจึงเป็นแค่การบ่งบอกเทสต์ส่วนตัวมากกว่าการเล่าเรื่องของทั้ง 3 ท่าน
อีกทั้งความสำเร็จอันล้มหลามของ BRAT ก็ทำให้เธอถูกจำกัดอยู่ในกรอบคาแรคเตอร์ Party Girl มันยิ่งตอกย้ำความคาดหวังให้เธอต้องคงไว้ซึ่งสาวปาร์ตี้ขึ้นทวีคูณ ในขณะเดียวกันเธอกลับถูกมองว่า เธอโคตรจะ bad girl ใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาไปเรื่อย เป็นการชี้หน้าตัดสินตัว Charli อยู่ไม่น้อย แต่ Camera นำเสนอด้วยท่าทีเฟรนด์ลี่ชักจูงให้คนฟังขบได้คิดถึงชีวิตบุคคลสาธารณะโดยที่ยังไม่ด่วนตัดสินจนเกินไป
-ชีวิตหลังแต่งงานกับ George Daniel มือกลอง The 1975 ในปี 2025 ก็เกิดขึ้นได้ไวพร้อมๆกับความสำเร็จของ BRAT ที่มาแบบพุ่งพรวดไม่ทันตั้งตัว ยังคงกลายเป็นความกังวลที่ระคนปนกันไปดั่งเพลง I’m Afraid ที่แอมเบี้ยนของเพลงมีกลิ่นอาย SCORE ประกอบหนังระทึกขวัญอินดี้ที่เต็มไปด้วยความไม่ชอบมาพากล หยอกเย้าไปกับความเป็น popstar อันแสนหวือหวาของเธอกระตุ้นให้รู้สึก insecure กลัวความสัมพันธ์กับคนรักไปได้ไม่สวย เป็นอนาคตที่คาดเดาไม่ได้เช่นกัน
-Magic Metal Montana อีกหนึ่งเพลง minimal rock สุดเท่ห์และน่ารักที่เป็นจดหมายรักแด่ถึง A. G. Cook ผู้เป็นตัวละครสำคัญของ Charli ในฐานะโปรดิวเซอร์และเพื่อนสนิทตั้งแต่ยุคแรกที่เธอตั้งตัว การที่เธอเลือกจะทำเพลงนี้ตอนที่ Alex ยังมีชีวิตอยู่ก็นับว่าเป็นการไม่ซ้ำรอยความรู้สึกผิดที่เธอนั้นยังไม่ได้ทำเพลงอุทิศถึงเพื่อนสาว SOPHIE ในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นความจริงใจที่ไม่ใช่แค่คั่นเวลา แต่เป็นการแอบส่งไม้ต่อบางอย่างให้กับเพลงปิดท้ายอัลบั้มได้อย่างลึกซึ้งด้วย
ในคลิปหนังสั้น Full Film มีฟุตเทจของปู่ David นอกเหนือจากที่ได้ยินในเพลงนี้ด้วย แกเปรียบเปรยผลงานศิลปะก็เหมือนลูกของเรา ตอนแรกก็อยู่กับเรา แต่พอโตขึ้นพวกเขาต่างมีชีวิตเป็นของตัวเอง เหมือนกับงานศิลปะที่มีอายุและเติบโตในแบบของมัน ซึ่งเราเองก็ไม่สามารถอยู่กับมันได้ตลอดอยู่แล้ว
รวมๆแล้วสิ่งที่ปู่ David ต้องการจะสื่อคือ ศิลปินควรที่จะสร้างผลงานที่เน้นคุยกับตัวเองมากกว่าเน้นเอาใจผู้อื่นตราบเท่าที่พวกเขายังมีลมหายใจ เพราะสุดท้ายแล้วต่อให้จะดั้นด้นทำ masterpiece เมื่อเราจากไปก็ไม่สามารถเอาผลงานเหล่านั้นได้ นั่นคงทำให้ Charli เริ่มคิดได้ถึงการไม่ repeat ความสำเร็จแบบเดิม ยึดความสบายใจของตัวเอง true to self เป็นหลักนั่นเอง