5 ส.ค. เวลา 11:43 • ดนตรี เพลง

[รีวิวอัลบั้ม] Music, Fashion, Film - Charli XCX >>> ศิลปะยืนยาว

-ฟังครั้งแรก สิ่งที่แว๊บในหัวผม “นี่คืออัลบั้มอยากทำอะไรก็ทำ” (ฮ่าๆๆ) จะว่าไปเมื่อดู track record ที่ผ่านมาของ Charli ก่อนที่จะดังระเบิดในยุคอัลบั้ม BRAT จะว่าไป นางก็ติดนิสัย “อยากทำอะไรก็ทำ” มาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่หว่า การข้ามมาในเลน Glam Rock, Alternative (Post-Punk Revival, New Wave บลาๆ) ไม่ใช่แค่อยากจะท้าทายตัวเอง ลองสิ่งใหม่ ไม่ซ้ำรอย hyperpop แบบเดิม แต่มันกลายเป็นวาระที่เหมาะสมในการ “อยากทำอะไรก็ทำ” เพื่อที่จะหลีกหนีออกจากกรอบความคาดหวังได้อย่างชาญฉลาดพอสมควร
-ผมเชื่อว่า Charli ไม่น่าแคร์เสียงบ่นก่นด่าตั้งแต่ปล่อยซิงเกิ้ลแรก Rock Music แล้วล่ะครับ มันคือเพลงร็อคในแบบของเธอที่ไม่ต้องการการยอมรับจากสาวกเพลงร็อคแอนด์โรลอนุรักษ์นิยมอยู่แล้ว เธอยังคงสั่นลูกคอด้วย autotune เธอยังคงติดแกลมและ glam ไปพร้อมๆกัน เธอไม่เน้นโยกหัว ยังคงโยกตูดบิดจริตกะเทยเลยด้วยซ้ำ ความกล้าได้กล้าเสียที่ไม่กลัวชาวร็อคจะด่า และเป็นการปักธงเพื่อเข้าสู่ยุคใหม่ที่ทิ้งร้าง “ฟลอร์เต้นรำ” ไปในตัวด้วย
-แค่ชื่ออัลบั้มและปกอัลบั้มก็น่าจะบ่งบอกถึงการคารวะ “ครูเพลง ครูแฟชั่น ครูภาพยนตร์” ที่เธอเคารพบูชาจนเป็นศาสนาประจำตัว ในมุมมองของผม Music, Fashion, Film คืองานเพลงที่ถอยกลับมาอยู่ในจุดค้นหาตัวตนใหม่ของ Charli เลยก็ว่าได้ การตั้งชื่ออัลบั้มแบบนี้เหมือนจงใจพูดถึงการอยู่กับสิ่งเหล่านี้จนซึมซับมันมาทั้งชีวิต การจับปู่ John Cale, ลุง Marc Jacob และปู่ Martin Scorsese มาอยู่ในปกอัลบั้มจึงเป็นแค่การบ่งบอกเทสต์ส่วนตัวมากกว่าการเล่าเรื่องของทั้ง 3 ท่าน
-เธอยังคงเล่าเรื่องของเธอ เพียงแต่ว่ากลิ่นอายและบรรยากาศของเพลงจะฉายภาพให้เห็นถึงรันเวย์แฟชั่น อิทธิพลแนวเพลง และฉากทัศน์ในภาพยนตร์เรื่องไหน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์เสพศิลปะของผู้ฟังที่จะมโนตาม
-สำหรับผม ข้อดีของอัลบั้มนี้คือ เธอไม่ยัด easter eggs ภาพยนตร์เรื่องโปรดหรือ reference ของ ศิลปินเพลงท่านอื่นๆจับลงในตัวเพลงเลยด้วยซ้ำ (อาจจะมีเล็กน้อยในบางเพลง) แต่ผมยังคงนึกถึง Charli XCX ในแบบที่อยู่ในช่วงพยายามค้นหาตัวเอง เริ่ม self-awareness พอที่จะไม่กลับไปซ้ำรอยเดิม ภายใต้การรายล้อมด้วยอิทธิพลของ “เพลง, แฟชั่น และภาพยนตร์” ก็เท่านั้น
-ดูอย่างเพลง Card Declined เป็นเพลงที่มีกลิ่น Fashion มากที่สุด เปรียบเปรยได้เข้าใจง่ายมากๆถึงวิถีชีวิตวัตถุนิยมที่ต้องช้อปปิ้งเพื่อแก้เครียด ความพยายามแต่งตัวให้ดูดีเป็นที่ยอมรับภายใต้แนวคิด “ของมันต้องมี” เพื่อเติมเต็มความว่างเปล่าชั่วขณะ ตามเทรนด์มายาเพื่อไม่ให้ตกขบวน FOMO รูดไปรูดมาจนสุดท้ายเต็มวงเงิน เป็นความตลกร้ายที่เราไม่มีทางซื้อทุกอย่างเพื่อไลฟ์สไตล์ที่ดีเริ่ดขนาดนั้นได้
-Camera พูดถึงชีวิตนักร้อง-นักแสดงที่ต้องแสดงออกต่อหน้า “กล้อง” (อันเป็นตัวแทนของสายตาคนนอก) ที่บางครั้งบางทีก็ไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ 100% พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงการรักษาตัวตนในวงการบันเทิงต่อจากนี้ ด้วยความที่เธอเริ่มแก่ตัวลง จะเป็นสาววัย 34 ปีก็ทำให้เธอครุ่นคิดและสงสัยว่า การที่เธอเบนเข็มไปทำอย่างอื่นแทนการเป็นนักร้องเป็นความท้าทายที่ถูกต้องหรือไม่ ?
อีกทั้งความสำเร็จอันล้มหลามของ BRAT ก็ทำให้เธอถูกจำกัดอยู่ในกรอบคาแรคเตอร์ Party Girl มันยิ่งตอกย้ำความคาดหวังให้เธอต้องคงไว้ซึ่งสาวปาร์ตี้ขึ้นทวีคูณ ในขณะเดียวกันเธอกลับถูกมองว่า เธอโคตรจะ bad girl ใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาไปเรื่อย เป็นการชี้หน้าตัดสินตัว Charli อยู่ไม่น้อย แต่ Camera นำเสนอด้วยท่าทีเฟรนด์ลี่ชักจูงให้คนฟังขบได้คิดถึงชีวิตบุคคลสาธารณะโดยที่ยังไม่ด่วนตัดสินจนเกินไป
-มันจะมีเพลงประชดประชันแฟนเพลงบางกลุ่มที่คาดหวังให้เธอทำตัว mature มากกว่านี้ในเพลง Wink Wink ที่ใช้การพูดในท่อน verse สลับกับการร้องในท่อนฮุก ชวนให้ระลึกถึงวง Dry Cleaning ที่ติดพูดแล้วให้ดนตรี Alternative ได้ทำงานเป็น background แทน แต่ใดๆแล้ว Wink Wink กลมกล่อม เข้าเรื่องไวโดยไม่ต้องอารัมภบทให้มากมาย ซึ่งในเพลงนี้เป็นการส่งสาสน์บอกคนฟังว่า ความแก่นเซี้ยวของชั้นมันเป็นสันดานที่ไม่จางหายไปโดยง่าย คนเราเปลี่ยนกันได้เมื่อถึงเวลาจริงๆแหละ
-การชื่นชมความสำเร็จของเพื่อนๆในวงการและตัวเธอเองในเพลง Persona ที่เป็นดั่ง self-empowerment ที่มาด้วยกลิ่นอาย Doom Metal สุดอื้ออึง แต่เนื้อในค่อนข้างคลี่คลายด้วยความพยายามส่งมอบพลังแห่งความมั่นใจต่อผู้อื่นรวมถึงตัวเองด้วย ซึ่งนั่นรวมไปถึงความกล้าที่จะแชร์ความรู้สึกที่แท้จริงในยามสับสนและยากลำบากไปด้วยกัน โดยเฉพาะเพื่อนร่วมวงการบันเทิงด้วยกันเองนี่แหละ ชื่อเพลงก็อ้างอิงจากหนังปี 1966 ในชื่อเดียวกันของ Ingmar Bergman
-SS26 (Spring, Summer '26) ถือเป็นเพลงที่บ่งบอกความอินดี้-ร็อคที่กระโชกโฮกฮากแบบ minimal อันเป็นบีทเพลงหลักของอัลบั้มนี้ เป็นตัวแทน represent ภาพรวมของอัลบั้มได้ดีพอสมควร ไม่ว่าจะเป็น การใส่ keyword “Music, Fashion, Film” ลงไปในเนื้อเพลงเพื่อเชิดชู 3 ศาสตร์ศิลปะอันเป็นที่พึ่งให้คนได้หลีกหนีจากโลกความจริงอันแสนวุ่นวายได้ดีเสมอมา
รวมไปถึงการตั้งคำถามถึงมรดกตกทอดที่ศิลปินอย่างเธอต้องการจะทิ้งไว้ แบบใดเหมาะสมระหว่าง เอาใจค่ายหรือตามใจตัวเอง ซึ่งเธอก็เคยเล่นเกมส์ mainstream pop เอาใจค่ายมาแล้วในอัลบั้มปิดดีลค่ายเก่าอย่าง CRASH แต่จะว่าไป ความสำเร็จของ BRAT ก็ตอกย้ำสูตรสำเร็จใหม่ที่ตั้งตนมาจาก hyperpop ที่เธอเคยทำมาตั้งแต่ต้น ซึ่งน่าจดจำกว่ายุค CRASH เสียด้วยซ้ำ
-ทั้งนี้เธอก็มีเพลง 2007 ที่เธอให้นิยามว่า “เพลงเต้น TikTok” ออกมาเป็นดั่งจดหมายเหตุแห่งยุคสมัยของการทำเพลงสั้น เน้นเต้น ไม่เน้น lyrics รวบรัดตัดความ อีกทั้งยังเป็นการที่เธอตั้งใจรำลึกถึงความหลังเหมือนที่เธอเคยทำมาแล้วในเพลง Rewind
-ชีวิตหลังแต่งงานกับ George Daniel มือกลอง The 1975 ในปี 2025 ก็เกิดขึ้นได้ไวพร้อมๆกับความสำเร็จของ BRAT ที่มาแบบพุ่งพรวดไม่ทันตั้งตัว ยังคงกลายเป็นความกังวลที่ระคนปนกันไปดั่งเพลง I’m Afraid ที่แอมเบี้ยนของเพลงมีกลิ่นอาย SCORE ประกอบหนังระทึกขวัญอินดี้ที่เต็มไปด้วยความไม่ชอบมาพากล หยอกเย้าไปกับความเป็น popstar อันแสนหวือหวาของเธอกระตุ้นให้รู้สึก insecure กลัวความสัมพันธ์กับคนรักไปได้ไม่สวย เป็นอนาคตที่คาดเดาไม่ได้เช่นกัน
-Magic Metal Montana อีกหนึ่งเพลง minimal rock สุดเท่ห์และน่ารักที่เป็นจดหมายรักแด่ถึง A. G. Cook ผู้เป็นตัวละครสำคัญของ Charli ในฐานะโปรดิวเซอร์และเพื่อนสนิทตั้งแต่ยุคแรกที่เธอตั้งตัว การที่เธอเลือกจะทำเพลงนี้ตอนที่ Alex ยังมีชีวิตอยู่ก็นับว่าเป็นการไม่ซ้ำรอยความรู้สึกผิดที่เธอนั้นยังไม่ได้ทำเพลงอุทิศถึงเพื่อนสาว SOPHIE ในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นความจริงใจที่ไม่ใช่แค่คั่นเวลา แต่เป็นการแอบส่งไม้ต่อบางอย่างให้กับเพลงปิดท้ายอัลบั้มได้อย่างลึกซึ้งด้วย
-No One Lasts Forever ถือเป็นเพลงปิดท้ายที่ตกผลึกจากสิ่งที่เธอกังวลที่แล้วมาในฐานะศิลปินที่คอยตั้งคำถามถึงสิ่งที่ต้องการจะทิ้งไว้ การได้ผ่านพ้นชีวิตปาร์ตี้อันแสนสุดเหวี่ยง กราฟชีวิตที่ขึ้นๆลงๆจนสามารถสำรวจและเฝ้ามอง Ego ของตัวเอง ต่อให้เราจะตาสว่างหรือระลึกไม่ได้ ท้ายที่สุดก็ไม่มีอะไรอยู่ได้ตลอดกาลตามชื่อเพลง และสไตล์เพลงก็เป็นการยำทั้ง Rock และ Hyperpop ลายเซ็นต์ดั้งเดิมของเธอ blend เข้าด้วยกัน
และการได้ David Cronenberg ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง The Fly, Crash ได้ให้โอวาสที่น่าสนใจมากๆในการแชร์ประสบการณ์เฉียดตายที่แกเผลอล้มหมดสติบนฟุตบาท ซึ่ง ณ ตอนนั้น แกแทบไม่ปิ๊งไอเดียงานศิลปะใดๆทั้งสิ้น แกนึกถึงแต่ชีวิตผู้คนเป็นหลัก และแกเริ่มจะไม่เชื่อด้วยซ้ำว่า ศิลปะคือสิ่งที่ไม่ตาย จริงอยู่ที่บางผลงานสามารถอยู่เหนือกาลเวลาได้ก็จริง แต่มันคงไม่มีความหมายเลยถ้าผู้สร้างไม่อยู่บนโลกใบนี้เพื่อเชยชมหรือเอ็นจอยกับมันอีกต่อไปแล้ว
ในคลิปหนังสั้น Full Film มีฟุตเทจของปู่ David นอกเหนือจากที่ได้ยินในเพลงนี้ด้วย แกเปรียบเปรยผลงานศิลปะก็เหมือนลูกของเรา ตอนแรกก็อยู่กับเรา แต่พอโตขึ้นพวกเขาต่างมีชีวิตเป็นของตัวเอง เหมือนกับงานศิลปะที่มีอายุและเติบโตในแบบของมัน ซึ่งเราเองก็ไม่สามารถอยู่กับมันได้ตลอดอยู่แล้ว
รวมๆแล้วสิ่งที่ปู่ David ต้องการจะสื่อคือ ศิลปินควรที่จะสร้างผลงานที่เน้นคุยกับตัวเองมากกว่าเน้นเอาใจผู้อื่นตราบเท่าที่พวกเขายังมีลมหายใจ เพราะสุดท้ายแล้วต่อให้จะดั้นด้นทำ masterpiece เมื่อเราจากไปก็ไม่สามารถเอาผลงานเหล่านั้นได้ นั่นคงทำให้ Charli เริ่มคิดได้ถึงการไม่ repeat ความสำเร็จแบบเดิม ยึดความสบายใจของตัวเอง true to self เป็นหลักนั่นเอง
-ไม่คิดเหมือนกันนะว่า อัลบั้มขนาด 30 นาที ร็อคจิ๊บๆชุดนี้จะทำให้ผมเขียน review + recap ความรู้สึกได้ลากยาวขนาดนี้ จากที่ฟังครั้งแรกยังรู้สึกเฉยๆและมองอัลบั้มนี้ด้วยนิยาม “อยากทำอะไรก็ทำ” ในเชิงกำปั้นทุบดินด้วยซ้ำ แต่พอฟังซ้ำวนไปหลายรอบยิ่งเจอความลุ่มลึกที่ไม่ได้มาเล่นๆ ยกเว้นเพลง Yeah ที่ผมสามารถนิยามได้ว่า “เอาที่นางสบายใจ” ได้อย่างประชดประชันอ่ะนะ
-ด้วยความที่อัลบั้มนี้ถูกออกแบบมาให้รวบรัด Alternative ที่เข้าถึงง่าย อันเป็นปัจจัยสำคัญในการจูงใจให้ฟังซ้ำ ยิ่งฟังวนไปก็ยิ่งค้นพบความลุ่มลึกของศิลปินสาวที่ไม่ได้เอาเทสต์ 3 ศาสตร์ศิลปะเป็นฉากหน้าให้ตัวเองดูเป็นคนเทสต์ดี แต่ทำให้คนฟังได้ขบคิดถึงการมีอยู่ของงานศิลปะจะสร้างคุณค่าต่อคนบนโลกใบนี้ได้อย่างไร ? ภายใต้การแข่งขันในอุตสาหกรรมดนตรีที่เน้นผลิตเพลง viral และการตลาด overhype จนกลบบทสนทนาที่มีต่อผลงานอัลบั้มที่บอกเล่าเรื่องของตัวเองอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
-ถึงแม้ว่า MFF จะไม่ใช่งานที่ตั้งใจขึ้นหิ้ง แต่อย่างน้อยนางก็มาได้ถูกทางในแง่ของการเน้นฟังเสียงใจตัวเองเป็นหลัก รังสรรค์ออกมาเพื่อเคารพตนเองและผู้อื่นอย่างจริงใจ นี่เป็นงานเพลงที่ไม่อยากให้เหล่าสาวกและกะเทย Angel มองข้ามด้วยความผิดหวังที่สุ้มเสียงถูกหรี่ลง แต่เป็นการประนีประนอมยอมฟังเพื่อรับรู้ถึงเป้าประสงค์ของ Charli ต่อจากนี้ว่า อย่าคาดหวังให้นางต้องอยู่ในกรอบใดกรอบนึงต่างหาก
-นางปิ๊งไอเดียอะไรของนางได้ก็จงเฝ้าดู ชอบหรือไม่ชอบก็สุดแท้แล้วแต่เลย คุณค่าของงานศิลปะก็ขึ้นอยู่กับความรู้สึก appreciate ของผู้สร้างที่ส่งต่อผู้เสพโดยปัจเจกเช่นกัน
จงมีชีวิตเพื่อเชยชมในสิ่งที่เราพบเจอและสร้างขึ้น
Top Tracks: SS26, Card Declined, Camera, I'm Afraid, Wink Wink, Magic Metal Montana, No One Lasts Forever featuring David Cronenberg
Give 8/10
Thx 4 Readin’
See y’all
โฆษณา