6 ส.ค. เวลา 01:26 • ความคิดเห็น
ผมนึกถึงกิจกรรมหนึ่งของต่างประเทศที่ชื่อว่า Privilege Walk ที่เขาให้ทุกคนยืนอยู่บนเส้นสตาร์ทเดียวกัน แล้วค่อยๆถามคำถาม เช่น
ถ้าคุณเติบโตมากับพ่อแม่ที่ยังอยู่ด้วยกัน
ให้ก้าวออกมา 1 ก้าว
ถ้าคุณไม่เคยอดอยากหรือกังวลว่าจะมีอะไรกินพรุ่งนี้
ก้าวออกมา 1 ก้าว
ถ้าคุณมีห้องนอนเป็นของตัวเอง
ก้าวออกมา 1 ก้าว
ถ้าพ่อแม่คุณมีเงินซื้อหนังสือ ซื้อเสื้อผ้า หรือส่งคุณเรียนพิเศษได้โดยไม่ต้องคิดมาก ก้าวออกมาอีก 1 ก้าว
ถ้าคุณไม่เคยต้องออกจากโรงเรียนเพื่อช่วยที่บ้านหาเงิน ก้าวออกมาอีก 1 ก้าว
ถ้าตอนเด็กๆ เวลาป่วย คุณสามารถไปหาหมอได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน ก้าวออกมาอีก 1 ก้าว
ถ้าคุณไม่เคยถูกล้อ ถูกดูถูก หรือถูกปฏิเสธเพราะฐานะครอบครัว ก้าวออกมาอีก 1 ก้าว
คำถามมีอีกหลายข้อ ทุกคนก็แค่ก้าวตาม
ไม่มีใครรู้ว่ากิจกรรมกำลังจะพาไปสู่อะไร
หลายคนก็หัวเราะสนุกสนาน
พอจบคำถามสุดท้าย พิธีกรบอกว่า
ลองหันกลับไปมอง
หลายคนถึงกับร้องไห้ เพราะเพิ่งเห็นว่ามีเพื่อนบางคนแทบไม่ได้ขยับออกจากจุดเริ่มต้นเลย มีผู้หญิงหลายคนเอามือปิดปากร้องไห้ออกมาทันที ส่วนผู้ชายหลายคนเม้มปาก น้ำตาคลอ บางคนรีบหันหน้าหนี เพราะไม่อยากให้ใครเห็นว่าตัวเองกำลังจะร้องไห้
ก่อนหน้านั้น หลายคนอาจเคยคิดว่า คนที่ไปได้ไกลกว่าเพราะเก่งกว่า หรือคนที่ไปได้ไม่ไกลเพราะพยายามไม่พอ
แต่เมื่อได้เห็นภาพจริงตรงหน้า
ความเชื่อเดิมของหลายคนก็เริ่มสั่นคลอน
สำหรับผม กิจกรรมนี้สะท้อนคำถามของกระทู้นี้ได้ดี
บางครั้ง คนเราไม่ได้เปลี่ยนความคิดเพราะถูกเถียงจนแพ้ แต่เปลี่ยนเพราะได้เห็นความจริงที่ประจักษ์ด้วยตัวเอง
แน่นอนว่า ความจริงไม่ได้ทำให้ทุกคนยอมรับหรือคลายความขัดแย้งเสมอไป แต่หลายครั้งมันทำให้เราเข้าใจชีวิตของคนอื่นมากขึ้น ลดการตัดสินกันจากข้อมูลที่ไม่ครบ และเปิดพื้นที่ให้ความเห็นต่างคุยกันด้วยเหตุผลมากกว่าเดิม
การได้เห็น มันมีพลังมากกว่าการได้ฟังเสียอีกครับ
สิ่งที่น่าประทับใจก็คือ หลังจากจบกิจกรรมนี้ คนที่เคยบูลลี่คนอื่น หรือคนที่เดินไปไกลมากๆ กลับวิ่งไปหาเพื่อนที่จุดสตาร์ท แล้วก็กอด ร้องไห้
ส่วนคนที่ยืนอยู่กับที่ มักจะเป็นคนผิวสี คนตัวเล็ก คนเอเชีย หรือคนที่ขี้เหร่ คนที่แต่งตัวโทรมๆ ก็ร้องไห้ออกมาเหมือนกัน
แม่ง... กิจกรรมนี้ พาน้ำตาแตก
กิจกรรมที่ทำมาให้ ละลายพฤติกรรมและเห็นความจริง สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือก และความจริงแท้บางอย่างครับ
โฆษณา