7 ส.ค. เวลา 07:27 • ข่าว

ผลตรวจสอบข้อมูล "หมอพร้อม" ผิด คาดโยงเบิกจ่าย 0.3%

สธ.ขออย่าเพิ่งฟันทุจริต รอตรวจร่วม สปสช.ก่อน
เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัด สธ. และ นพ.สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช หัวหน้าผู้ตรวจราชการ สธ. ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้า การตรวจสอบกรณีข้อมูลผู้ป่วยในระบบ “หมอพร้อม”
นพ.โสภณ กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้แจ้งเข้ามา 18,052 รายการ จากประชาชน 7,164 ราย สถานพยาบาลที่เกี่ยวข้อง 2,439 แห่ง พบ 40% เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในสังกัด สธ. 18.8% เป็น รพ.สต.สังกัด อปท. รวมบริการปฐมภูมิเกือบ 60% รพ.ชุมชน 24% ที่เหลือส่วนน้อยเกิดจากบริการ รพ.ทั่วไป 10.2% และรพ.ศูนย์ 6.6%
มากกว่า 3 ใน 4 หรือ 73% ของคำร้องเกี่ยวข้องกับบริการคัดกรอง ส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ย้ำว่าไม่ได้เกี่ยวกับการเจ็บป่วยหรือรักษา แต่เป็นการทำงานเชิงรุกให้ประชาชนตรวจสุขภาพ
จากการตรวจสอบคำร้องอย่างละเอียด 16,436 รายการ ตรวจสอบเสร็จแล้ว 29.9% อยู่ระหว่างดำเนินการอีก 70.1% ผลการตรวจสอบพบว่า ข้อมูลปกติรับบริการจริงถึง 35.8% อาจมีความเกี่ยวข้องกับตัวชี้วัด 32.9% Human Error 24.8% อื่นๆ 6.2% และอาจเกี่ยวข้องกับการเบิกจ่าย 0.3%
สำหรับเหตุผลที่ผิดพลาด
1.กรณีหน่วยบริการบันทึกข้อมูลสุขภาพไม่ตรงตามข้อเท็จจริง อย่างบริการหลายอย่างเกิดที่ชุมชน เช่น คัดกรองมะเร็งเต้านม อสม.ไปตรวจและทราบว่าไม่เจอ เมื่อกลับมาก็แจ้ง รพ.สต. แต่สิ่งที่ปรากฏคือ มีการค้นหามะเร็งเต้านม แต่คำอาจไม่มีให้เขียนชัดเจนว่า เป็นการไปสอนตรวจที่บ้าน และบริการเหล่านี้ไม่ได้มีเบิกค่าบริการ แต่เป็นการส่งเสริมสุขภาพเพื่อให้ประชาชนตระหนักในการค้นหา คัดกรองด้วยตัวเอง กิจกรรมเหล่านี้มาจากหน่วยบริการ หรือรพ.คีย์เข้ามาและปรากฎในหมอพร้อม
2.กรณีตัวชี้วัด KPI จริงๆการดำเนินการหลายอย่างไม่ตอบตัวชี้วัด อย่างเจ้าหน้าที่ปฐมภูมิจะวางช่วงเวลาการคีย์ข้อมูลไว้ เช่น ดำเนินการช่วงไตรมาสแรก ประกอบกับช่วงดังกล่าวเป็นช่วงหยุดยาว กลับบ้าน ดังนั้น การดำเนินงานได้เยอะก็ต้องช่วงที่ประชาชนกลับบ้าน ทำให้มีการเร่งดำเนินการ และงานเยอะก็ทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ ทำให้พบผิดพลาดช่วงท้ายไตรมาสที่ 1 และ 2 อาจเป็นช่วงเร่งรัดดำเนินผลงาน
3.เรื่องความผิดพลาดจากการปฏิบัติงาน ก็เป็นไปอย่างที่เคยให้ข้อมูลคือ มีผู้รับบริการจริง แต่สลับคน เพราะชื่อต้นเหมือนกัน แต่นามสกุลไม่เหมือนกัน จึงกดเลือกชื่อแลกไป
“เรื่องที่ 1 - 3 ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนได้แล้ว แต่บางส่วนต้องทำความเข้าใจกับผู้ให้บริการ และผู้รับบริการเพื่อให้เข้าใจชัดเจน เพราะมีความผิดพลาดของข้อมูล ซึ่งต้องหาวิธีการป้องกันแก้ไขต่อไป ส่วน 0.3% เรื่องอาจเกี่ยวกับการเบิกจ่ายตรวจสอบรายละเอียด” นพ.โสภณกล่าว
นพ.จเด็จ กล่าวว่า สปสช.จะร่วมกับ สธ.ตรวจสอบmujอาจมีความเกี่ยวข้องกับการเบิกจ่าย 0.3% โดยจะดำเนินการตามประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขและการดำเนินการกรณีตรวจสอบพบความไม่ถูกต้องในการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข พ.ศ. 2566
ขั้นตอนคือ สปสช.จะตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกิน 7 คน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ การสาธารณสุข กฎหมาย ผู้แทนองค์กรเอกชน หรือผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องมาพิจารณา เพื่อตรวจสอบว่ามีการเบิกจ่ายที่ไม่ถูกต้องอย่างไรและต้องขยายผลการดำเนินการหรือไม่อย่างไร
นอกจากนี้ จะดำเนินการในส่วนของตัวชี้วัด KPI จะมีการทำงานร่วมกันเพื่อปรับตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับตัวผลงานกับการเบิกจ่ายของ สปสช. เพื่อให้บุคลากรเกิดความมั่นใจ และจะมีการเชื่อมระบบ MOPH PHR กับระบบ e-Claim แบบเรียลไทม์ เพื่อให้ข้อมูลบริการและบันทึกเข้ามาเบิกจ่ายเชื่อมโยงเข้ามาทั้งหมดกับ e-Claim ด้วย
รวมถึงแจ้งผลจากระบบ e-Claim ไปสู่ระบบหมอพร้อม และเชื่อมโยงข้อมูลจากทางรัฐและเป๋าตัง มายังหมอพร้อมด้วย เพื่อคืนข้อมูลสู่ประชาชนทันที เมื่อทำระบบตรงนี้เสร็จ สปสช.จะใช้ระบบ Pre-Audit ครอบเรื่องการเบิกจ่าย จะทำให้ระบบมีความเข้มแข็งมากขึ้นในอนาคต
ถามว่า อาจเกี่ยวข้องกับการเบิกจ่าย 0.3% เป็นการเบิกเท็จและส่อไปในทางทุจริตหรือไม่ นพ.โสภณ กล่าวว่า รายการอาจสามารถเบิกค่าบริการได้ ทั้งที่ไม่ได้ดำเนินการ แต่ไปคีย์ข้อมูลก่อน ส่วนนี้ยังไม่ชัดเจนว่า การบริการที่ประชาชนไม่ได้รับ หากมีการเบิกเงินไปที่หน่วยบริการหรือไม่ ซึ่งขอตรวจสอบร่วมกับสปสช.ก่อนว่า เบิกจ่ายสำเร็จไปแล้วหรือไม่
ถามว่าอยู่โซนไหนเป็นรพ.ระดับใด นพ.โสภณ กล่าวว่า ทั่วไป เป็นสถานบริการปฐมภูมิ หน่วยบริการเชิงรุก อยู่ในหลายจังหวัด ขอให้ชัดเจนก่อนจะนำเสนอครั้งหน้า
ถามว่าจะสามารถดำเนินการลงโทษหรือเอาผิดผู้กระทำผิดได้ใช่หรือไม่ นพ.โสภณ กล่าวว่า คำถามนี้อาจเร็วไปที่จะตอบ เพราะเป็นการทำงานเชิงระบบเกี่ยวข้องหลายส่วน ต้องขอตรวจสอบก่อน จึงอาจจะเร็วไปว่ามีบุคคลผิดหรือไม่ อย่างไร อย่างไรก็ตาม จะใช้เวลาตรวจสอบให้เร็วที่สุด
นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ขอเป็นตัวแทนบุคลากรสาธารณสุขทุกท่าน เชื่อว่าทำงานด้วยความตั้งใจดีในการปฏิบัติงานเพื่อสุขภาพของประชาชน ไม่มีบุคลากรท่านไหนที่เจตนาสร้างความเสียหายให้ประชาชนในเรื่องข้อมูล ขณะเดียวกันในการตรวจสอบครั้งนี้คิดว่า จะมีทุจริตสงสัยอยู่ และมีกระบวนการดำเนินการตรวจสอบว่า แต่ละรายดำเนินการอย่างไร หากพบก็จะดำเนินการตามมาตรการสปสช.และสธ.
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีข้อมูลไม่ตรงตามจริง ยังมีแอปฯ อื่น อย่างทางรัฐ ที่เชื่อมระบบ HealthLink จะมีการดำเนินการตรวจสอบร่วมกันอย่างไร นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า รมว.สาธารณสุขให้เชิญผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด อย่าง สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) (BDI) หารือร่วมกันว่า จะมีแนวทางอย่างไรต่อไป
เมื่อถามว่ากรณีผู้เสียหายกังวลว่าจะมีผลต่อประกันสุขภาพเอกชน และขอให้ทางกระทรวงฯทำหนังสือถึงประกันทุกแห่ง นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ขอรวบรวมข้อมูลผู้เสียหายทั้งหมด และข้อมูลชัดเจนแล้ว แต่หากต้องการให้ดำเนินการดังกล่าวก็ยินดี
นพ.โสภณ กล่าวว่า ข้อมูลการคัดกรอง ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค เป็นบันทึกกิจกรรม ให้รู้ว่ามีโอกาสเป็นโรคนั้นหรือไม่ จึงไม่กระทบข้อมูลสุขภาพในเรื่องการเจ็บป่วย อีกทั้งการลบและแก้ไขข้อมูลก็ปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีเอกสารกำกับเพื่อให้รับทราบ จึงไม่ได้มีผลกระทบต่อเรื่องสุขภาพหรือสิทธิอื่น เช่น การทำประกัน เป็นต้น ซึ่งบริษัทประกันต้องขออนุญาตผู้ทำประกันทุกครั้งว่าจะให้ไปเอาข้อมูลจากที่ใด ถ้าเราไม่อนุญาต โรงพยาบาลไม่สามารถมอบข้อมูลที่เป็นส่วนบุคคลนี้ให้ได้
เมื่อถามว่ากรณีผลตรวจสอบที่มีปัญหา แสดงว่าส่วนหนึ่งมาจากงบส่งเสริมป้องกันอาจเป็นช่องทางของการทุจริตหรือไม่ นพ.สมฤกษ์กล่าวว่า การให้บริการมีทั้งได้ค่าตอบแทนและไม่ได้ จริงๆมี 0.3% ที่ข้อมูลไม่ตรงและมีการเบิกจ่าย ตรงนี้เราต้องเข้าไปดูว่ามีกี่รายประมาณ 40-50 ราย ขอให้รอผลตรวจสอบก่อน การมุ่งไปที่การคีย์ข้อมูลเพราะต้องการเคพีไอ คนทำงานจะเสียกำลังใจ เพราะไม่ใช่ทั้งหมด สิ่งสำคัญของการตรวจสอบคือ 0.3%
เมื่อถามว่ากรณีบุคลากรกังวลว่า การคีย์ข้อมูลตาม KPI เพราะถูกผู้บังคับบัญชาสั่ง แต่เมื่อเกิดเหตุขึ้น คนผู้น้อยกลับต้องรับผิดหรือไม่ นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ยังไม่อยากให้พูดถึงความผิด เพราะต้องรอข้อมูลก่อน ว่า ผิดจริงหรือไม่ หรือเจตนาหรือไม่ และมีทุจริตหรือไม่ หากเจอก็ต้องพิจารณาโทษ แต่หากเป็นการทำงานที่มาจากนโยบายลงมาและทำให้การทำงานต้องเร่งรัดไปด้วยนั้น ก็อย่างที่บอกว่า บุคลากรเจตนาดี จึงไม่อยากให้บุคลากรเสียความมั่นใจในการทำงาน แต่เราจะปรับการทำงานให้ดีขึ้นและถูกต้องมากขึ้น
โฆษณา