7 ส.ค. เวลา 11:19 • หนังสือ

จีนมีเกร็ด จงหัวอี้ซื่อ

เขียน : สมชาย จิว
สำนักพิมพ์ : gypzy
ความยาว : 288 หน้า
คำโปรยปกหลัง :
The things I’ve chosen are a drop, no more; the undiminished sea still crowds the shore.
Ziya Pasha. (ค.ศ. 1825 – 1860)
----
หนังสือประวัติศาสตร์จีนกระแสหลักนั้นหาได้ไม่ยาก และมีมากในบรรณพิภพ แต่เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่กระจัดกระจายอยู่ตรงนั้นตรงนี้ต่างหากที่ผู้เขียนสนใจ เมื่ออ่านเจอก็อยากถ่ายทอดเล่าสู่กันฟัง ตามขนบของคนเฒ่าเล่าเรื่อง ที่ไม่มีพิธีรีตองอะไร แค่ล้อมวงเข้ามาแล้วก็บอกเล่าออกไป ไม่มีเชิงอรรถ ไม่มีบรรณานุกรม ไม่มีรายชื่อหนังสืออ้างอิง มีแต่ไปอ่านเจอมา ไปค้นคว้าหาเพิ่ม ไปต่อเติมข้อมูล แล้วก็นำมาถ่ายทอดต่อ โดยเริ่มแรกจากการเล่าผ่านหน้าเพจ “เกร็ดก็เก่า เกย์ที่เล่าก็แก่” ด้วยหวังให้มิตรสหายได้รับอรรถรส...
ก็เหมือนคำพูดของกวีชาวอิสตันบูลที่ยกมาข้างต้น เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้จะว่าไปก็เปรียบได้แค่หนึ่งหยดน้ำในมหาสมุทรใหญ่ที่พญามังกรจีนแหวกว่ายอยู่ ก็หวังใจว่า ผู้อ่านจะเพลิดเพลินกับการได้เห็นมังกรสยาย “เกร็ด” ในครั้งนี้...
คำโปรยปกหลังก็คัดมาจากส่วนหนึ่งของคำนำผู้เขียนนั่นเอง เรารู้จักคุณสมชายครั้งแรกจากเพจ “เกร็ดก็เก่า เกย์ที่เล่าก็แก่” นี่แหละ พอรู้ว่ามีการนำบทความในเพจมารวมเล่มเป็นหนังสือ เลยอุดหนุนไว้เล่มหนึ่งตั้งแต่ต้น เปิดอ่านไม่กี่ตอนก็เก็บลงไหดอง เพิ่งได้ฤกษ์หยิบมาอ่านจริงจังตอนนี้เอง เปิดดูหน้าบรรณานุกรม พบว่าพิมพ์ปี 60 เท่ากับดองมาเกือบสิบปี (แน่นอนว่านี่ยังไม่ใช่ก้นไห เพราะเล่มก้นๆ ไหน่าจะอยู่กับเรามาราว 25 ปี)
ตอนยังเป็นบทความลงเพจ เนื้อหาค่อนข้างกระจัดกระจาย เมื่อรวมเล่ม คุณสมชายได้เรียงเนื้อหาใหม่ไล่ตามลำดับเวลา ตั้งแต่ยุคผานกู่สร้างโลก จนมาถึงคดีในปี 2015 บอกเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ หลายคนรู้จัก หลายคนก็ไม่รู้จัก ตอนหนึ่งสั้นๆ อ่านจบภายในสองสามนาที มีภาพประกอบอ่านได้เพลินๆ ทั้งเล่มรวมกันก็หลายสิบตอนอยู่
ถามว่าอ่านแล้วจำได้ไหม ตอบตรงๆ ว่าจำได้ไม่หมดหรอก คงจำได้แค่เรื่องที่รู้อยู่แล้ว กับบางเรื่องถ้าเจออะไรสะกิดก็อาจนึกขึ้นมาได้ ตัวอย่างเกร็ดแปลกๆ ในเล่มก็เช่น เรื่องใช้กลิ่นปลาเน่ากลบกลิ่นศพจิ๋นซี เรื่องม็อบพ่อค้าครั้งแรกในประวัติศาสตร์จีน เรื่องขุนนางฝรั่งในยุคราชวงศ์ชิง เรื่องประธานเหมาไม่กล้าเข้าวังต้องห้าม ฯลฯ
ให้หยิบเรื่องที่ประทับใจมาหนึ่งตอนก็คงเป็นเรื่องผมเปีย ตอนที่แมนจูพิชิตแผ่นดินฮั่นสำเร็จ ประโยค 留頭不留發,留發不留頭 (ขอแปลว่า ไว้หัวอย่าไว้ผม ไว้ผมไม่ไว้หัว) ทำให้ชายชาวฮั่นต้องโกนผมแบบแมนจู ใครฝ่าฝืน หัวหลุดจากบ่าสถานเดียว ผมเปียนี้จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ความยิ่งใหญ่ของแมนจูที่มีเหนือแผ่นดินฮั่น
แต่แล้วในยุคปลายราชวงศ์ชิง จีนพ่ายแพ้ในสงครามจีน-ญี่ปุ่น สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารประเทศของราชวงศ์แมนจู ประชาชนมากมายได้ลุกฮือขึ้นมาตัดเปียประท้วง ผมทรงหางเปียที่เคยอวดอหังการมาหลายร้อยปีกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเสื่อมทราม อ่อนแอ และพ่ายแพ้ไปเสียแล้ว
ตัวหนังสือไม่ใช่แนวประวัติศาสตร์เข้มข้น อาจนำไปใช้อ้างอิงไม่ได้มาก แต่อ่านแล้วมองเห็นสัจธรรมและอดปลงอนิจจังไม่ได้ ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืนจริงๆ สิ่งหนึ่งที่ผู้คนเคยให้คุณค่าอาจกลายเป็นสิ่งที่คนยุคต่อมาประณามหยามเหยียด คนที่เคยเรืองอำนาจวาสนาอาจต้องมีชีวิตอย่างน่าอนาถในบั้นปลาย
เป็นข้อคิดที่รู้ๆ กันอยู่แล้วนี่แหละ แต่อ่านแล้วก็ยังสะท้อนใจ โดยเฉพาะลัทธิคลั่งเหมาในช่วงยุคปฏิวัติวัฒนธรรม เรื่องราวในประวัติศาสตร์จีนช่วงนี้อ่านทีไรก็หดหู่ทุกครั้ง ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน มนุษย์ก็เป็นสัตว์สังคมที่ถูกชักจูงได้ง่ายดายโดยแท้ การปล่อยให้ตัวเองไหลไปตามกระแสมวลชนโดยไม่ครองสติอาจทำให้เราทำสิ่งเลวร้ายไปโดยไม่ตระหนัก กว่าจะคิดได้ก็ต้องเสียใจที่สายเกินแก้
คนศึกษาประวัติศาสตร์อย่างเราได้แต่ถอนหายใจเฮือกๆ ด้วยความปลง แล้วพยายามฝึกสติประคองชีวิตกันต่อไป 🖋️
โฆษณา