Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
apisito
•
ติดตาม
7 ส.ค. เวลา 11:20 • ความคิดเห็น
เราอาจอยู่ในระบบที่ทำให้ “ความรุนแรง” ค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องปกติ
ทุกครั้งที่เกิดเหตุสะเทือนใจ เรามักจะถามว่า
“ทำไมคน ๆ นี้ถึงกล้าทำแบบนี้”
“เขาเติบโตมาแบบไหน”
“เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเขา”
ผมเลยอยากชวนลองสังเกตชีวิตประจำวันกันดูครับ
เปิดโทรทัศน์หรือไถฟีดตอนเช้า…
เจอข่าวฆาตกรรม ข่มขืน
พักเที่ยงเลื่อนดู…
เจอข่าวทะเลาะวิวาท ชิงทรัพย์
กลับถึงบ้าน…
ยังเป็นข่าวยิงกัน อุบัติเหตุ ข่มขืน ชิงทรัพย์ หรือเหตุสะเทือนใจ
ลองนึกภาพผู้สูงอายุที่อยู่บ้านทั้งวัน
หลายคนเปิดโทรทัศน์ไว้เป็นเพื่อน
สิ่งที่รับเข้ามาทุกวันกลับเต็มไปด้วยความรุนแรง ความขัดแย้ง และความหวาดระแวง
สุขภาพจิตของเขาจะค่อย ๆ ถูกหล่อหลอมไปในทิศทางไหน
หรือบ้านที่มีเด็กเล็ก
ผู้ใหญ่เปิดข่าว เด็กก็นั่งอยู่ข้าง ๆ
แม้เด็กจะยังไม่เข้าใจเนื้อหาทั้งหมด
แต่ภาพ เสียง และเหตุการณ์เหล่านั้น ก็ผ่านสายตาเขาซ้ำแล้วซ้ำอีก
แม้แต่ตัวเราเอง
ทำงานมาเหนื่อย ๆ
กลับถึงบ้านก็ยังได้ยินข่าวแบบเดิมจากโทรทัศน์
ออกไปกินข้าว ร้านอาหารก็เปิดข่าวแบบเดิม
ขึ้นรถสาธารณะก็ยังเจออีก
ก่อนนอนเปิดดูซีรีย์
หนังแนวฆาตกรรม สืบสวน ไล่ล่า แก้แค้น ก็ถูกแนะนำขึ้นฟีดอยู่ตลอดเวลา เพราะมันตื่นตา ถ้าไม่ดูก็คุยกับเค้าไม่รู้เรื่อง
จนบางครั้งผมแอบรู้สึกว่า
ความรุนแรงไม่ได้เป็นแค่ “ข่าว” แต่กำลังกลายเป็น “เสียงพื้นหลัง” ของสังคม
ผมไม่ได้คิดว่าสื่อเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด
และยิ่งไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้เกิดจากการเสนอข่าวเพียงอย่างเดียว
เพราะเหตุการณ์หนึ่ง ๆ มีปัจจัยซับซ้อนมาก
ทั้งครอบครัว สุขภาพจิต สภาพแวดล้อม การศึกษา การเข้าถึงอาวุธ และอีกหลายเรื่อง
แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็เชื่อว่า
สิ่งที่คนเห็นซ้ำ ๆ ทุกวัน ย่อมมีผลต่อวิธีคิดของสังคม ไม่มากก็น้อย
ซึ่งแท้จริงแล้ว คนดูเองก็เป็นส่วนสำคัญของระบบเช่นกัน
สิ่งที่เราคลิก สิ่งที่เราแชร์ และสิ่งที่เราเลือกดู
กำลังส่งสัญญาณกลับไปว่า
เนื้อหาแบบไหนควรถูกผลิตต่อ
เมื่อความสนใจกลายเป็นรางวัล
ระบบก็ย่อมผลิตสิ่งที่ดึงความสนใจออกมาเพิ่ม
จนเกิดวงจรที่ทุกฝ่ายต่างกำลังตอบสนองต่อกัน
แล้วถ้าระบบให้รางวัลกับความรุนแรง
เราจะคาดหวังผลลัพธ์ที่แตกต่างได้จริงมั๊ย
หลายประเทศพยายามรับมือกับเรื่องนี้แตกต่างกัน
บางประเทศมีแนวทางให้สื่อลดการนำเสนอรายละเอียดของผู้ก่อเหตุ หรือลดการเผยแพร่ภาพที่รุนแรง เพื่อลดโอกาสเกิดการเลียนแบบ
ขณะที่บางประเทศเลือกควบคุมข่าวด้านลบอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างและไม่ให้เห็นเป็นเรื่องปกติ ซึ่งก็มีข้อดีและข้อแลกเปลี่ยนในอีกแบบหนึ่ง
ผมไม่ได้คิดว่าประเทศไทยควรเดินตามแนวทางใดแนวทางหนึ่ง
เพราะการปิดข่าวก็อาจกระทบต่อเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูล
แต่การปล่อยให้ยอดวิวและความสนใจเป็นตัวกำหนดทุกอย่าง ก็น่าตั้งคำถามเหมือนกัน
มันอาจจะพอมี “ทางสายกลาง”
ทางที่ยังรายงานข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา
แต่ไม่จำเป็นต้องทำให้ความรุนแรงกลายเป็นความบันเทิง
ไม่ทำให้ผู้ก่อเหตุกลายเป็นตัวละครหลัก
และไม่ทำให้เด็กเติบโตขึ้นมาพร้อมความรู้สึกว่า
“เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นทุกวัน”
สุดท้ายแล้ว
สังคมไม่ได้ถูกออกแบบด้วยกฎหมายเพียงอย่างเดียว
แต่ถูกออกแบบจาก
“สิ่งที่ผู้คนเห็นซ้ำ ๆ ในทุกวัน”
เพราะสิ่งที่เราเห็นซ้ำ ๆ ไม่ได้มีหน้าที่แค่สะท้อนสังคม
แต่มันกำลังค่อย ๆ ออกแบบสังคมกลับไปด้วย
และถ้าเราอยากลดความรุนแรงในระยะยาว
บางทีสิ่งที่ควรออกแบบใหม่
อาจไม่ใช่แค่ระบบความปลอดภัย
แต่อาจรวมถึง “ระบบการเล่าเรื่องของทั้งสังคม” ด้วย
สุดท้ายแล้ว ก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า
เราควรจะต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเสพย์สื่อของคน
หรือเริ่มจากการกำหนดกรอบอะไรบางอย่างขึ้นมา เพื่อไม่ให้ความรุนแรงมันกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปมากกว่านี้
แต่ผมคิดว่า การเริ่มต้นตั้งคำถามกับระบบที่เราอยู่ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการหาคำตอบ
แนวคิด
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย