•
7 ส.ค. เวลา 21:08 • นิยาย เรื่องสั้น

ตอนที่ 3 ผู้พิทักษ์ดวงแก้ว: The Arcturians (คุรุแห่งมิติที่ห้า)

บทที่ 1: มาตุภูมิและรากเหง้า (The Star of Arcturus)
1.5 ความจริงทางธรณีฟิสิกส์ในมิติที่สูงกว่า
ธรณีวิทยาเป็นศาสตร์ที่มนุษย์พัฒนาขึ้นจากการสังเกตโลกที่เราอาศัยอยู่โดยตรง เราศึกษาชั้นหิน แร่ธาตุ การเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก ภูเขาไฟ และแผ่นดินไหว
เราสร้างแบบจำลองโครงสร้างภายในของโลกจากคลื่นไหวสะเทือนที่เดินทางผ่านแกนกลาง และอนุมานว่าดาวเคราะห์หินดวงอื่นๆ ในเอกภพ โดยเฉพาะดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่อยู่ในโซนที่อยู่อาศัยได้ น่าจะมีลักษณะทางธรณีวิทยาที่คล้ายคลึงกับโลก
แต่การศึกษาระบบอาร์คทูรัสบังคับให้เราตั้งคำถามกับสมมติฐานพื้นฐานนี้
เพราะถ้าอารยธรรมหนึ่งก้าวข้ามการพึ่งพาพื้นผิวดาวเคราะห์ไปแล้ว ตามที่อภิปรายในหัวข้อ 1.2 และ 1.4 "ธรณีวิทยา" ของดาวเคราะห์ในระบบนั้นก็จะไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอีกต่อไป แต่มันคือสิ่งที่ถูกออกแบบและสร้างขึ้น
และนั่นหมายความว่า ต้องขยายนิยามของธรณีวิทยาจาก "ศาสตร์ที่ศึกษาธรรมชาติของดาวเคราะห์" ไปสู่ "ศาสตร์ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสสาร พลังงาน และโครงสร้างของดาวเคราะห์ ไม่ว่าแหล่งกำเนิดของมันจะเป็นธรรมชาติหรือวิศวกรรม"
เพื่อทำความเข้าใจว่า Planetary Magnetic Shield ทำงานอย่างไร เราต้องเริ่มต้นจากสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับสนามแม่เหล็กโลกก่อน
สนามแม่เหล็กโลกเกิดจากปรากฏการณ์ไดนาโม (geodynamo) ในแกนโลกชั้นนอก ซึ่งประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิลในสถานะของเหลวที่อุณหภูมิ 4,000–5,000 เคลวิน
การพาความร้อนในของเหลวนำไฟฟ้านี้ ซึ่งขับเคลื่อนโดยความร้อนที่เหลือจากการก่อตัวของโลกและความร้อนจากการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี สร้างกระแสไฟฟ้าที่ไหลวนเป็นเกลียว และกระแสไฟฟ้าเหล่านี้ก็สร้างสนามแม่เหล็กตามกฎของแอมแปร์ (Ampère's Law)
สนามแม่เหล็กโลกแผ่ขยายออกไปในอวกาศเป็นระยะทางหลายหมื่นกิโลเมตร ก่อตัวเป็นโครงสร้างที่เรียกว่าแมกนีโตสเฟียร์ (magnetosphere) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันลมสุริยะ
หากไม่มีแมกนีโตสเฟียร์ อนุภาคประจุจากดวงอาทิตย์จะพุ่งชนชั้นบรรยากาศชั้นบนโดยตรง และเมื่อเวลาผ่านไปหลายล้านปี พวกมันจะกัดกร่อนชั้นบรรยากาศจนหมดสิ้น เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับดาวอังคารหลังจากการดับลงของสนามแม่เหล็กภายในของมัน
แต่แมกนีโตสเฟียร์ของโลกไม่ได้สมบูรณ์แบบ มันมีจุดอ่อนสองแห่งที่เรียกว่า "cusps" เหนือขั้วโลกเหนือและใต้ ซึ่งสนามแม่เหล็กโค้งเข้าหาพื้นผิวดาวเคราะห์ และเปิดช่องให้อนุภาคจากลมสุริยะเล็ดลอดเข้ามาได้
อนุภาคเหล่านี้เมื่อพุ่งชนกับอะตอมและโมเลกุลในชั้นบรรยากาศจะกระตุ้นให้พวกมันเปล่งแสง ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ออโรรา บอรีอาลิสและออโรรา ออสตราลิส
นอกจากนี้ สนามแม่เหล็กโลกยังกักเก็บอนุภาคพลังงานสูงบางส่วนไว้ในบริเวณที่เรียกว่าแถบรังสีแวนอัลเลน (Van Allen Radiation Belts) ซึ่งเป็นชั้นของอิเล็กตรอนและโปรตอนพลังงานสูง ที่ถูกกักไว้โดยสนามแม่เหล็กโลกในระยะห่างตั้งแต่ 1,000 ถึง 60,000 กิโลเมตรจากพื้นผิว
สำหรับการดำรงชีวิตบนพื้นโลก แถบรังสีแวนอัลเลนไม่ใช่ปัญหาเพราะชั้นบรรยากาศดูดซับอนุภาคเหล่านี้ก่อนที่มันจะถึงพื้นดิน
แต่สำหรับดาวเทียมและภารกิจอวกาศที่มีมนุษย์โดยสาร แถบรังสีคืออุปสรรคสำคัญ การเดินทางผ่านแถบรังสีแวนอัลเลนต้องทำด้วยความเร็วสูงและในเส้นทางที่หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีความเข้มรังสีสูงสุด
นี่คือความสมดุลที่ซับซ้อน สนามแม่เหล็กที่อ่อนเกินไปจะไม่สามารถปกป้องชั้นบรรยากาศจากการกัดกร่อนของลมสุริยะหรือลมดาวฤกษ์ได้ แต่สนามแม่เหล็กที่แรงเกินไปจะกักเก็บอนุภาคพลังงานสูงไว้ในแถบรังสีจนเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
สำหรับระบบที่มีดาวยักษ์ประเภท K อย่างอาร์คทูรัส ปัญหานี้รุนแรงขึ้นหลายเท่า
ลมดาวฤกษ์จากอาร์คทูรัสมีความหนาแน่นและความเร็วสูงกว่าลมสุริยะที่โลกได้รับหลายสิบเท่า
ตามข้อมูลจากการศึกษาดาวยักษ์ประเภท K ดวงอื่นๆ ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน เช่น อัลเดบารัน (Aldebaran) และพอลลักซ์ (Pollux) อัตราการสูญเสียมวลผ่านลมดาวฤกษ์ของดาวยักษ์ประเภท K อยู่ในช่วง 10⁻¹¹ ถึง 10⁻⁹ มวลดวงอาทิตย์ต่อปี เทียบกับดวงอาทิตย์ที่สูญเสียมวลประมาณ 10⁻¹⁴ มวลดวงอาทิตย์ต่อปีผ่านลมสุริยะ
ด้วยลมดาวฤกษ์ที่รุนแรงกว่าหลายสิบถึงหลายร้อยเท่า สนามแม่เหล็กธรรมชาติของดาวเคราะห์ แม้จะแข็งแรงเท่ากับสนามแม่เหล็กโลก ก็อาจไม่เพียงพอที่จะปกป้องชั้นบรรยากาศในระยะยาว
การเสริมสนามแม่เหล็กธรรมชาติด้วยเทคโนโลยีจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือความจำเป็น
แนวคิดเรื่อง Planetary Magnetic Shield ถูกเสนอขึ้นครั้งแรกในบริบทของการเตรียมการสำหรับการตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคาร
ในปี 2017 ดร. จิม กรีน (Jim Green) ผู้อำนวยการแผนกวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ของ NASA ในขณะนั้น ได้นำเสนอแนวคิดในการประชุม Planetary Science Vision 2050 Workshop ณ สำนักงานใหญ่ NASA ในวอชิงตัน ดี.ซี.
ข้อเสนอของกรีนคือ การติดตั้งโครงสร้างที่เรียกว่า "magnetic dipole shield" ณ จุดลากรานจ์ที่ 1 (L1) ระหว่างดาวอังคารกับดวงอาทิตย์
โครงสร้างนี้จะสร้างสนามแม่เหล็กเทียมที่เบี่ยงเบนลมสุริยะให้โค้งอ้อมผ่านดาวอังคาร ป้องกันการกัดกร่อนชั้นบรรยากาศที่เหลืออยู่และอาจช่วยให้ชั้นบรรยากาศฟื้นตัวได้ตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไปหลายล้านปี
การจำลองด้วยคอมพิวเตอร์โดยทีมของกรีนแสดงให้เห็นว่า หากติดตั้ง magnetic dipole ที่มีความเข้มสนามแม่เหล็กประมาณ 1–2 เทสลา (Tesla) ณ จุด L1 ของดาวอังคาร
การสูญเสียชั้นบรรยากาศจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และอุณหภูมิพื้นผิวอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 4 องศาเซลเซียส มากพอที่จะทำให้น้ำแข็งคาร์บอนไดออกไซด์ที่ขั้วโลกระเหิดและเพิ่มความดันบรรยากาศ
1–2 เทสลาอาจฟังดูน้อย แม่เหล็กในเครื่อง MRI ทางการแพทย์มีความเข้มถึง 3 เทสลา แต่การสร้างสนามแม่เหล็กที่แผ่ขยายเป็นระยะทางหลายล้านกิโลเมตรไปถึงดาวอังคารต้องใช้พลังงานมหาศาล
การคำนวณทางวิศวกรรมแสดงให้เห็นว่า magnetic dipole ที่จุด L1 ของดาวอังคารจะต้องใช้พลังงานไฟฟ้าต่อเนื่องในระดับหลายร้อยเมกะวัตต์ถึงหลายกิกะวัตต์ เทียบเท่ากับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่หนึ่งถึงสิบโรง และต้องทำงานต่อเนื่องเป็นเวลาหลายล้านปีกว่าที่ชั้นบรรยากาศจะฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ
นี่คือระดับพลังงานที่ไม่มีแหล่งพลังงานบนพื้นผิวดาวเคราะห์ใดสามารถจัดหาได้ และนั่นคือจุดที่ Dyson Swarm กลับเข้ามาในภาพอีกครั้ง
ในระบบอาร์คทูรัส ตามสมมติฐานที่เรากำลังตรวจสอบ Dyson Swarm รอบดาวฤกษ์ผลิตพลังงานออกมาตลอดเวลาในระดับที่มากกว่าที่อารยธรรมมนุษย์ทั้งหมดใช้ในหนึ่งปีภายในเสี้ยววินาที
พลังงานส่วนหนึ่งของ Dyson Swarm อาจถูกใช้ในการขับเคลื่อน magnetic dipole จำนวนมากที่กระจายอยู่ทั่วระบบดาว ไม่ใช่แค่ที่จุด L1 ของดาวเคราะห์ดวงเดียว แต่ ณ จุดยุทธศาสตร์หลายจุดที่สร้างโครงข่ายของสนามแม่เหล็กครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่
แทนที่จะเป็นเกราะแม่เหล็กเดี่ยว Planetary Magnetic Shield ในระบบอาร์คทูรัสจะเป็นเครือข่ายของเครื่องกำเนิดสนามแม่เหล็กหลายพันหรือหลายล้านหน่วย กระจายตัว ในรูปแบบที่ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของลมดาวฤกษ์และการแกว่งของเอาต์พุตพลังงานจากดาว
แต่ละหน่วยในเครือข่ายนี้คือดาวเทียมขนาดเล็ก อาจมีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงไม่กี่สิบเมตร ที่ติดตั้งขดลวดตัวนำยิ่งยวด (superconducting coils) ที่ทำงานที่อุณหภูมิของอวกาศโดยไม่ต้องใช้ระบบทำความเย็นเพิ่มเติม (ในอวกาศระหว่างดาวเคราะห์ อุณหภูมิอาจต่ำถึง 30–40 เคลวิน ซึ่งต่ำพอสำหรับตัวนำยิ่งยวดอุณหภูมิสูงบางชนิด)
พลังงานสำหรับขดลวดเหล่านี้มาจากการรับส่งแบบไร้สาย (wireless power transfer) ผ่านคลื่นไมโครเวฟหรือเลเซอร์จาก Dyson Swarm
แต่ Planetary Magnetic Shield ไม่ได้มีหน้าที่เพียงปกป้องชั้นบรรยากาศ
หน้าที่ที่สอง และอาจสำคัญกว่าในบริบทของอารยธรรมขั้นสูง คือการเปลี่ยนดาวเคราะห์ทั้งดวงให้กลายเป็น "สมอพลังงาน" (Energetic Anchor)
ในระบบที่มี Dyson Swarm พลังงานจำนวนมหาศาลถูกผลิตขึ้นในอวกาศใกล้ดาวฤกษ์ แต่การส่งพลังงานนี้ไปยังผู้ใช้ปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นนครแห่งแสงหรือยานอวกาศระหว่างดวงดาว ต้องใช้ระบบส่งจ่ายที่มีประสิทธิภาพสูง
ดาวเคราะห์ที่มีสนามแม่เหล็กเทียมสามารถทำหน้าที่เป็น "สถานีแปลงพลังงาน" (energy conversion station) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สนามแม่เหล็กเทียมจะจับอนุภาคประจุจากลมดาวฤกษ์และเปลี่ยนพลังงานจลน์ของพวกมันให้เป็นกระแสไฟฟ้าผ่านกระบวนการที่คล้ายคลึงกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแมกนีโตไฮโดรไดนามิก (MHD Generator)
ใน MHD Generator พลาสมาที่เคลื่อนที่ผ่านสนามแม่เหล็กจะเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าในขั้วไฟฟ้าที่วางตั้งฉากกับทั้งทิศทางการเคลื่อนที่และสนามแม่เหล็ก ตามกฎการเหนี่ยวนำของฟาราเดย์ (Faraday's Law of Induction) หลักการนี้ถูกใช้ในโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลบางประเภทและถูกเสนอให้ใช้ในเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชันในอนาคต
ในระบบดาวเคราะห์ของอาร์คทูรัส ลมดาวฤกษ์ที่พัดผ่านสนามแม่เหล็กเทียมของดาวเคราะห์จะสร้างกระแสไฟฟ้าที่สามารถนำไปใช้ได้โดยตรง เปลี่ยนดาวเคราะห์จาก "ผู้รับผลกระทบ" ของลมดาวฤกษ์ให้กลายเป็น "ผู้เก็บเกี่ยว" พลังงานจากมัน
นี่คือการเปลี่ยนบทบาทของดาวเคราะห์จากที่อยู่อาศัยแบบพึ่งพิงธรรมชาติ ไปสู่ส่วนประกอบที่แอคทีฟในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอารยธรรม
แล้วดาวเคราะห์ที่ถูกเปลี่ยนให้เป็นสมอพลังงานจะมีลักษณะทางกายภาพอย่างไร
พื้นผิวของมันอาจไม่แตกต่างจากดาวเคราะห์หินทั่วไปเมื่อมองจากระยะไกล หิน ฝุ่น หลุมอุกกาบาต เพราะ "การทำงาน" ที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นบนพื้นผิว แต่อยู่ในสนามแม่เหล็กที่ล้อมรอบดาวเคราะห์และในเครือข่ายของดาวเทียมที่เป็นส่วนหนึ่งของ Planetary Magnetic Shield
แต่ภายใต้พื้นผิว อาจมีโครงสร้างที่ถูกวิศวกรร เครือข่ายของตัวนำยิ่งยวดที่ฝังลึกลงไปในเปลือกดาวเคราะห์ เพื่อเชื่อมต่อสนามแม่เหล็กจากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกซีกโลกหนึ่ง
ห้องควบคุมที่ถูกเจาะลึกลงไปในชั้นหินแข็งเพื่อป้องกันรังสีคอสมิก และระบบกักเก็บพลังงานขนาดมหึมาที่ใช้หลักการเดียวกับ flywheel energy storage แต่หมุนด้วยความเร็วสูงมากในสุญญากาศและไร้แรงเสียดทานจากตลับลูกปืนแม่เหล็ก
ดาวเคราะห์ในระบบนี้จะไม่ใช่ "โลก" ในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ
มันจะเป็นเครื่องจักร …เครื่องจักรที่มีขนาดเท่าดาวเคราะห์ ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่ในระบบนิเวศพลังงานของอารยธรรมที่ล้อมรอบดาวฤกษ์
และถ้าสิ่งนี้คืออนาคตของดาวเคราะห์ในระบบที่มีอารยธรรมขั้นสูง มันก็เปลี่ยนวิธีการค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงปัญญานอกระบบสุริยะของเราโดยสิ้นเชิง
เราจะไม่มองหาดาวเคราะห์ที่มีน้ำ มีออกซิเจน มีอุณหภูมิพอเหมาะอีกต่อไป เพราะสิ่งเหล่านั้นคือสัญญาณของดาวเคราะห์ที่ ยังไม่ได้ ถูกวิศวกรรม
เราจะมองหาดาวเคราะห์ที่มีสนามแม่เหล็กแรงเกินกว่าที่ควรจะเป็น มีรูปแบบการแผ่รังสีที่ซับซ้อนเกินธรรมชาติ และมีปฏิสัมพันธ์กับดาวฤกษ์แม่ในลักษณะที่บ่งบอกถึงการควบคุม
เราจะมองหาดาวเคราะห์ที่เป็นเครื่องจักร
.
.
1.6 รหัสพันธุกรรมแห่งแสงและวิวัฒนาการแบบเลือกสรร
ในทุกวินาทีที่คุณใช้เวลาอ่านประโยคนี้ เซลล์ประมาณ 50 ล้านเซลล์ในร่างกายของคุณกำลังตายและถูกแทนที่ด้วยเซลล์ใหม่ที่สร้างขึ้นจากการแบ่งตัว
แต่ละครั้งที่เซลล์แบ่งตัว ดีเอ็นเอความยาวประมาณ 2 เมตรที่อัดแน่นอยู่ในนิวเคลียสของแต่ละเซลล์ รวมแล้วเป็นดีเอ็นเอกว่า 6 พันล้านคู่เบส (base pairs) ในจีโนมมนุษย์หนึ่งชุด จะต้องถูกถอดรหัสและคัดลอกทั้งหมด
กระบวนการนี้ไม่เคยสมบูรณ์แบบ
เอนไซม์ DNA polymerase ซึ่งทำหน้าที่คัดลอกดีเอ็นเอ ทำงานด้วยความแม่นยำที่น่าทึ่ง มันสร้างข้อผิดพลาดเพียง 1 ครั้งในทุกๆ 100,000 ถึง 1,000,000 คู่เบสที่คัดลอก และด้วยระบบพิสูจน์อักษร (proofreading) และระบบซ่อมแซมหลังการคัดลอก (mismatch repair) อัตราความผิดพลาดสุทธิลดลงเหลือเพียง 1 ใน 10,000,000,000 คู่เบส
แต่ "ความแม่นยำที่น่าทึ่ง" นี้ก็ยังหมายความว่าในทุกครั้งที่เซลล์แบ่งตัว จะมีการกลายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นประมาณ 3–5 ตำแหน่งในจีโนมของเซลล์ลูก
การกลายพันธุ์ส่วนใหญ่ไม่มีผลกระทบใดๆ มันเกิดในส่วนของดีเอ็นเอที่ไม่เข้ารหัสโปรตีน หรือเกิดในตำแหน่งที่การเปลี่ยนเบสหนึ่งตัวไม่เปลี่ยนกรดอะมิโนที่ถูกสร้างขึ้น
แต่บางครั้ง การกลายพันธุ์เกิดขึ้นในตำแหน่งที่สำคัญ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของมะเร็ง
นอกจากข้อผิดพลาดภายในแล้ว ดีเอ็นเอยังถูกโจมตีจากปัจจัยภายนอกอย่างต่อเนื่อง
รังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ โดยเฉพาะ UVB ที่ความยาวคลื่น 280–315 นาโนเมตร สามารถทำให้เบสไทมีนสองตัวที่อยู่ติดกันบนสายดีเอ็นเอจับตัวกันผิดปกติ เกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่าไทมีนไดเมอร์ (thymine dimer) ซึ่งทำให้สายดีเอ็นเอโค้งงอผิดรูปและขัดขวางการถอดรหัสและการคัดลอก
ในเซลล์ผิวหนังของมนุษย์ที่สัมผัสกับแสงแดด ไทมีนไดเมอร์เกิดขึ้นในอัตราประมาณ 50,000–100,000 โมเลกุลต่อเซลล์ต่อวัน หากไม่ได้รับการซ่อมแซม ความเสียหายนี้จะสะสมและนำไปสู่มะเร็งผิวหนัง
และนี่คือภายใต้แสงแดดของดวงอาทิตย์ประเภท G ที่มีชั้นโอโซนคอยกรองรังสี UV ส่วนใหญ่ออกไปก่อนจะถึงพื้นดิน
สำหรับสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวยักษ์ประเภท K อย่างอาร์คทูรัส แม้สัดส่วนของ UV ในสเปกตรัมของดาวจะต่ำกว่า แต่ความเข้มของรังสีรวมที่สูงกว่ามาก และลมดาวฤกษ์ที่รุนแรงกว่าหลายสิบเท่า จะสร้างสภาพแวดล้อมที่ความเสียหายต่อสารพันธุกรรมเกิดขึ้นในอัตราที่ระบบซ่อมแซมตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตบนโลกไม่สามารถรับมือได้
นี่คือที่มาของคำถามพื้นฐาน หากสิ่งมีชีวิตในระบบอาร์คทูรัสมีอยู่จริง และหากพวกมันมีสารพันธุกรรมในลักษณะเดียวกับสิ่งมีชีวิตบนโลก พวกมันจะปกป้องสารพันธุกรรมนั้นได้อย่างไร
คำตอบที่เป็นไปได้มีสามระดับ
ระดับแรก คือ…การซ่อมแซมที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ระบบเอนไซม์ซ่อมแซมที่ทำงานได้เร็วกว่า แม่นยำกว่า และครอบคลุมประเภทความเสียหายมากกว่าระบบที่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตบนโลก
ระดับที่สอง คือ…การเปลี่ยนวัสดุพื้นฐานของสารพันธุกรรม จากดีเอ็นเอที่ใช้ดีออกซีไรโบสเป็นแกนกลาง ไปสู่โพลิเมอร์ทางเลือกที่มีความทนทานต่อรังสีและความร้อนสูงกว่า
ระดับที่สาม คือ…การออกแบบระบบพันธุกรรมที่ไม่ต้องรอให้เกิดความเสียหายก่อนแล้วจึงซ่อมแซม แต่สามารถป้องกันความเสียหายไม่ให้เกิดขึ้นตั้งแต่แรก โดยใช้พลังงานจากสภาพแวดล้อมภายนอกในการรักษาเสถียรภาพของโครงสร้างโมเลกุลอย่างต่อเนื่อง
เพื่อทำความเข้าใจความเป็นไปได้ของระดับที่สอง เราต้องดูงานวิจัยในสาขาชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) ที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน
ในปี 2012 ทีมนักวิจัยจาก MRC Laboratory of Molecular Biology ในเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร นำโดย ดร. ฟิลลิป โฮลลิเกอร์ (Philipp Holliger) ได้ตีพิมพ์ผลงานที่สำคัญในวารสาร Science ภายใต้ชื่อ "Synthetic Genetic Polymers Capable of Heredity and Evolution"
ทีมของโฮลลิเกอร์ประสบความสำเร็จในการสร้าง XNA (Xeno Nucleic Acids) สารพันธุกรรมสังเคราะห์ที่มีแกนกลางเป็นโมเลกุลน้ำตาลแตกต่างจากดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอธรรมชาติ จำนวน 6 ชนิด
ได้แก่ HNA (1,5anhydrohexitol nucleic acid), CeNA (cyclohexene nucleic acid), LNA (locked nucleic acid), ANA (arabinonucleic acid), FANA (2'fluoroarabinonucleic acid) และ TNA (threose nucleic acid)
สารพันธุกรรมสังเคราะห์เหล่านี้ทั้งหมด สามารถเก็บข้อมูลพันธุกรรมในรูปแบบของลำดับเบสได้เช่นเดียวกับดีเอ็นเอธรรมชาติ
สามารถถูกคัดลอกโดยเอนไซม์พอลิเมอเรสที่ถูกวิศวกรรมให้รู้จัก XNA แทนดีเอ็นเอ และสามารถถ่ายทอดข้อมูลจากรุ่นสู่รุ่นผ่านกระบวนการคัดเลือกในหลอดทดลอง (in vitro selection)
แต่คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของ XNA บางชนิดคือความทนทานต่อสภาวะแวดล้อมที่รุนแรงกว่าดีเอ็นเอธรรมชาติมาก
TNA (threose nucleic acid) ซึ่งใช้โมเลกุลน้ำตาลทรีโอสที่เล็กกว่าไรโบสเป็นแกนกลาง มีความเสถียรทางความร้อนสูงกว่าดีเอ็นเอ และไม่ถูกย่อยสลายโดยเอนไซม์นิวคลีเอสส่วนใหญ่ที่พบในธรรมชาติ HNA มีความทนทานต่อสภาวะกรดเบสที่รุนแรงซึ่งจะทำลายดีเอ็นเอธรรมชาติได้อย่างรวดเร็ว
งานวิจัยนี้พิสูจน์หลักการว่า สารพันธุกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นดีเอ็นเอหรืออาร์เอ็นเอเท่านั้น มันสามารถสร้างขึ้นจากโพลิเมอร์ทางเลือกที่มีคุณสมบัติที่เหนือกว่าในแง่ของความเสถียรและความทนทาน
แต่ XNA ที่ทีมของโฮลลิเกอร์สร้างขึ้นยังคงใช้เบสนิวคลีโอไทด์แบบเดียวกับดีเอ็นเอธรรมชาติ (A, T, C, G) เพียงแต่เชื่อมต่อกันด้วยแกนกลางที่แตกต่างออกไป
การก้าวไปอีกขั้นคือการเปลี่ยนทั้งแกนกลางและเบส หรือแม้แต่การเปลี่ยนจาก "เบส" ไปสู่ระบบการเก็บข้อมูลที่แตกต่างจากระบบเบสคู่สสม (complementary base pairing) โดยสิ้นเชิง
ในปี 2019 ทีมนักวิจัยจาก Foundation for Applied Molecular Evolution ในฟลอริดา นำโดย ดร. สตีเวน เบนเนอร์ (Steven Benner) ได้รายงานความสำเร็จในการสร้าง "Hachimoji DNA" ดีเอ็นเอสังเคราะห์ที่ใช้เบส 8 ชนิดแทนที่จะเป็น 4 ชนิดตามธรรมชาติ
เบสเพิ่มเติมทั้งสี่ชนิด เรียกว่า P, Z, B และ S ถูกออกแบบให้สามารถจับคู่กันได้อย่างจำเพาะเช่นเดียวกับ A–T และ C–G แต่ใช้รูปแบบพันธะไฮโดรเจนที่แตกต่างออกไป
Hachimoji DNA สามารถเก็บข้อมูลพันธุกรรมได้หนาแน่นกว่าดีเอ็นเอธรรมชาติ (เพราะมีตัวอักษรให้เลือกถึง 8 ตัวแทนที่จะเป็น 4) และมีความเสถียรทางความร้อนที่ปรับแต่งได้
เบนเนอร์ระบุว่าระบบพันธุกรรมแบบ 8 เบสนี้ไม่เพียงแต่เป็นไปได้ในทางเคมี แต่ยังอาจเกิดขึ้นตามธรรมชาติในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากโลก เช่นบนดาวเคราะห์ที่มีอุณหภูมิสูงกว่า มีรังสีมากกว่า หรือมีตัวทำละลายที่ไม่ใช่น้ำ
ทั้งหมดนี้คือการวิจัยที่เกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 โดยอารยธรรมที่มีอายุเพียงไม่กี่พันปีนับจากการปฏิวัติวิทยาศาสตร์
ลองจินตนาการว่าอารยธรรมที่มีอายุมากกว่าเราถึง 2,500 ล้านปีจะก้าวหน้าไปถึงไหนในการออกแบบสารพันธุกรรม
พวกเขาอาจก้าวข้าม "กรดนิวคลีอิก" ไปโดยสิ้นเชิง ไปสู่ระบบการเก็บข้อมูลพันธุกรรมที่ใช้โครงสร้างผลึกเหลว (liquid crystal) หรือโครงสร้างนาโนคาร์บอน หรือแม้แต่การเก็บข้อมูลในระดับควอนตัมโดยตรง
หรือพวกเขาอาจก้าวข้ามความจำเป็นในการมี "สารพันธุกรรม" แยกต่างหากจากเครื่องจักรระดับโมเลกุลที่ทำงานในเซลล์ ไปสู่ระบบที่ทุกโมเลกุลในร่างกายทำหน้าที่ทั้งเก็บข้อมูล ประมวลผล และทำงานทางโครงสร้างไปพร้อมกัน
แต่ความเป็นไปได้ที่น่าสนใจที่สุด และสอดคล้องกับข้อมูลที่เรามีเกี่ยวกับระบบอาร์คทูรัสมากที่สุด คือสิ่งที่เรียกว่า FrequencyBased Genetic Maintenance
หลักการของ FrequencyBased Genetic Maintenance เริ่มต้นจากข้อเท็จจริงทางฟิสิกส์พื้นฐาน โมเลกุลทุกชนิดดูดซับและเปล่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ความถี่เฉพาะ
ความถี่เหล่านี้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของโมเลกุล ระยะห่างระหว่างอะตอม มุมระหว่างพันธะ และมวลของอะตอมที่เป็นส่วนประกอบ
การสั่นสะเทือนของพันธะเคมี (bond vibration) ในโมเลกุลอินทรีย์ส่วนใหญ่มีความถี่อยู่ในช่วงอินฟราเรด (10¹²–10¹⁴ เฮิรตซ์) ซึ่งตรงกับความถี่ของแสงอินฟราเรดที่ดาวยักษ์ประเภท K อย่างอาร์คทูรัสแผ่ออกมาอย่างอุดมสมบูรณ์
ในทางทฤษฎี ถ้าเรารู้ความถี่ที่แน่นอนของพันธะเคมีที่อ่อนแอที่สุดในโมเลกุลสารพันธุกรรม พันธะที่มีแนวโน้มจะแตกหักจากความร้อนหรือรังสีมากที่สุด เราสามารถใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ความถี่เดียวกันนั้นในการ "กระตุ้น" พันธะให้อยู่ในสถานะกระตุ้น (excited state) ซึ่งในสถานะนี้ พันธะจะแข็งแรงขึ้นและทนทานต่อการแตกหักมากขึ้น
เปรียบเทียบได้กับการผลักชิงช้า ถ้าคุณผลักชิงช้าด้วยจังหวะที่ถูกต้อง ตรงกับความถี่ธรรมชาติของการแกว่ง คุณสามารถเพิ่มความสูงของการแกว่งได้ด้วยแรงเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าคุณผลักผิดจังหวะ แรงของคุณจะหักล้างกับการแกว่งและชิงช้าจะหยุด
FrequencyBased Genetic Maintenance ทำงานในลักษณะเดียวกัน คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ความถี่ที่ถูกต้องจะถูกส่งเข้าสู่เซลล์อย่างต่อเนื่อง เพื่อ "ผลัก" พันธะเคมีที่อ่อนแอให้อยู่ในสถานะกระตุ้นที่เสถียรตลอดเวลา
ตราบใดที่สนามความถี่ยังคงอยู่ พันธะจะไม่แตก ความเสียหายของสารพันธุกรรมจะไม่เกิดขึ้นตั้งแต่แรก
และหากความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว เช่นจากรังสีคอสมิกพลังงานสูงที่ทะลุผ่านระบบป้องกัน สนามความถี่สามารถถูกปรับเพื่อเร่งกระบวนการซ่อมแซมได้
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ความถี่เฉพาะจะกระตุ้นเอนไซม์ซ่อมแซมให้ทำงานเร็วขึ้นหลายเท่า โดยการลดพลังงานกระตุ้น (activation energy) ที่จำเป็นสำหรับปฏิกิริยาซ่อมแซม
หลักฐานที่สนับสนุนความเป็นไปได้ของกลไกนี้มาจากงานวิจัยด้าน Photobiomodulation ซึ่งเป็นการใช้แสงความเข้มต่ำ โดยเฉพาะแสงในช่วงสีแดงและอินฟราเรดใกล้ ในการกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมของเซลล์
การทดลองทางคลินิกจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าแสงอินฟราเรดใกล้ที่ความยาวคลื่น 630–850 นาโนเมตรสามารถเร่งการสมานแผล ลดการอักเสบ และกระตุ้นการทำงานของไมโทคอนเดรียในการผลิต ATP ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักของเซลล์
กลไกที่เสนอคือ แสงในช่วงความยาวคลื่นนี้ถูกดูดซับโดย cytochrome c oxidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ในห่วงโซ่การหายใจของไมโทคอนเดรีย การดูดซับแสงทำให้เอนไซม์นี้ทำงานเร็วขึ้นและผลิต ATP มากขึ้น ซึ่ง ATP ที่เพิ่มขึ้นนี้จะถูกนำไปใช้ในกระบวนการซ่อมแซมเซลล์
Photobiomodulation ที่มนุษย์ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นเพียงการกระตุ้นการทำงานของเซลล์ในระดับผิวเผิน มันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของดีเอ็นเอหรือป้องกันการกลายพันธุ์ได้โดยตรง
แต่หลักการทางฟิสิกส์เดียวกันสามารถถูกขยายออกไปได้ หากอารยธรรมขั้นสูงมีความรู้เกี่ยวกับความถี่เรโซแนนซ์ของพันธะเคมีทุกชนิดในเซลล์ และหากพวกเขามีเทคโนโลยีในการสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่ความถี่เฉพาะและความเข้มที่แม่นยำ พวกเขาก็สามารถป้องกันความเสียหายของสารพันธุกรรมทั้งหมดได้ในระดับโมเลกุล
ผลที่ตามมาของ FrequencyBased Genetic Maintenance ที่ทำงานอย่างสมบูรณ์คือ ความแก่ชราจะไม่เกิดขึ้น
ความแก่ชราในสิ่งมีชีวิตบนโลกเกิดจากการสะสมของความเสียหายระดับโมเลกุลที่ซ่อมแซมไม่หมด การกลายพันธุ์ในดีเอ็นเอ การออกซิไดซ์ของไขมันในเยื่อหุ้มเซลล์ การเชื่อมข้ามที่ผิดปกติของโปรตีนโครงสร้าง
หากทุกรูปแบบของความเสียหายถูกป้องกันหรือซ่อมแซมได้ทันทีที่เกิดขึ้น สิ่งมีชีวิตก็จะไม่มีวันแก่
นี่ไม่ใช่ความเป็นอมตะเหนือธรรมชาติ มันคือผลลัพธ์ทางตรรกะของเทคโนโลยีที่สามารถควบคุมปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงานในระดับโมเลกุลได้อย่างสมบูรณ์
และถ้าสิ่งมีชีวิตในระบบอาร์คทูรัสมีเทคโนโลยีนี้ พวกเขาก็จะมีอายุขัยที่ไม่ถูกจำกัดด้วยกระบวนการทางชีววิทยาอีกต่อไป
การตายจะยังคงเกิดขึ้นได้ จากอุบัติเหตุ จากความรุนแรง หรือจากการตัดสินใจยุติการดำรงอยู่ด้วยความสมัครใจ แต่มันจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกบังคับโดยการเสื่อมสภาพของร่างกายอีกต่อไป
นี่คือจุดที่วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงจากกระบวนการทางธรรมชาติที่ถูกขับเคลื่อนโดยการคัดเลือกตามธรรมชาติ (natural selection) ไปสู่กระบวนการที่ถูกขับเคลื่อนโดยการออกแบบโดยเจตนา (intentional design)
ในสภาวะที่ไม่มีการตายจากความแก่ชรา ไม่มีการขาดแคลนทรัพยากร และไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ แรงกดดันจากการคัดเลือกตามธรรมชาติจะลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ วิวัฒนาการจะไม่หยุด แต่มันจะเปลี่ยนจาก "การอยู่รอดของผู้ที่แข็งแรงที่สุด" ไปสู่ "การออกแบบตามที่ต้องการ"
สิ่งมีชีวิตในสภาวะนี้จะไม่ได้รอให้การกลายพันธุ์แบบสุ่มสร้างลักษณะที่เป็นประโยชน์ พวกเขาจะออกแบบการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการลงในสารพันธุกรรมโดยตรง ทดสอบผลลัพธ์ในแบบจำลอง และนำไปใช้เมื่อพร้อม
และเมื่อสิ่งมีชีวิตสามารถออกแบบสารพันธุกรรมของตนเองได้ตามต้องการ เส้นแบ่งระหว่าง "ชีววิทยา" กับ "วิศวกรรม" ก็จะหายไปอย่างถาวร
.
.
โฆษณา