8 ส.ค. เวลา 07:24 • ความคิดเห็น
มาครับทุกคน ผมจะไขข้อกระจ่างข้องใจให้ทุกคนได้อ่าน ผมก็จบเอกเกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนี้มาเหมือนกัน เดี๋ยวจะถอดรหัสเด็ก 14 ให้ได้อ่านแบบละเอียด อย่าเพิ่งโทษเกม อย่าเพิ่งโทษเจน และอย่าเพิ่งหลอกตัวเองว่าเรารู้คำตอบแล้ว
แม่ง…เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องที่เราควรรีบหาคนผิดมาสักคน แล้วเอานิ้วชี้ไปว่าเกมนี่แหละตัวการ เด็กเจนนี้มันเหี้ย เด็กสมัยนี้มีปัญหา หรือปืนต้องห้ามให้ประชาชนมี แล้วก็จบ เพราะถ้าคิดกันแค่นั้น เราไม่ได้แก้ปัญหาเหี้ยอะไรเลยครับ เราแค่เอาความกลัวของตัวเองไปแปะทับศพ แล้วเรียกมันว่าคำอธิบาย
วันที่ 7 สิงหาคม 2026 เด็กชายวัย 14 ปี นักเรียนชั้น ม.3 ของโรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี ก่อเหตุยิงปู่และย่าที่บ้าน ก่อนเดินทางไปโรงเรียนและก่อเหตุยิงภายในโรงเรียน มีผู้เสียชีวิตในโรงเรียน 5 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ก่อนที่ตัวเด็กจะยิงตัวเองและเสียชีวิตในเวลาต่อมา รวมทั้งหมด 8 ชีวิตต้องหายไปในเหตุการณ์เดียว
นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก และยิ่งไม่ใช่เรื่องที่เราควรเอาคำตอบสำเร็จรูปมาปิดมัน
อย่างแรก…เลิกโทษเกมแบบปัญญาอ่อนได้แล้ว
เห็นข่าวเด็กเล่นเกมยิงปืน แม่งก็มีคนรีบพูดทันทีว่าเกมนี่แหละทำให้เด็กเป็นแบบนี้ เอ้า…ถ้าเล่นเกมแล้วกลายเป็นตัวละครในเกมจริงๆ งั้นคนเล่น Wukong ก็คงกลายเป็นลิงถือกระบองไล่ฟาดคนบนถนนแล้วมั้ง คนเล่นเกมกอล์ฟก็คงเดินถือไม้กอล์ฟไปสมัครเป็นนักกอล์ฟกันหมด คนเล่นเกมฟุตบอลก็คงเตะหัวคนเวลาทะเลาะกัน แล้วคนที่ดูหนังสงครามก็คงออกไปยิงกันทุกคน มันใช่ที่ไหนวะ
เกมคือเกม โลกจริงคือโลกจริง และคนเล่นเกมทั่วโลกมีเป็นร้อยเป็นพันล้านคน เด็กก็เล่น ผู้ใหญ่ก็เล่น คนทำงานก็เล่น คนมีครอบครัวก็เล่น แต่คนเหล่านั้นไม่ได้เดินออกไปฆ่าคน เพราะฉะนั้น การเห็นเด็กคนหนึ่งเล่นเกม แล้วกระโดดไปสรุปทันทีว่าเกมทำให้เด็กฆ่าคน มันเป็นตรรกะที่ข้ามขั้นไปไกลมาก
งานวิชาการเองก็ไม่ได้มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าเกมรุนแรงเป็นสาเหตุโดยตรงของเหตุยิงในโรงเรียน ขณะที่องค์การอนามัยโลกพูดถึง gaming disorder ในฐานะปัญหาการควบคุมพฤติกรรมการเล่นที่กระทบชีวิต แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนที่เล่นเกมทั่วไปจะกลายเป็นคนรุนแรง
เกมอาจเป็นหนึ่งสิ่งที่อยู่ในชีวิตของเด็ก แต่การมีเกมอยู่ในชีวิตไม่เท่ากับเกมเป็นต้นเหตุของการฆ่าคน นี่คนละเรื่องกันเลย
แล้วอะไรอยู่ข้างหลัง
นี่แหละที่น่ากลัวกว่าเกม เพราะเรากำลังพูดถึงเด็กอายุ 14 ปี เด็กที่ควรจะกำลังเรียนหนังสือ ทะเลาะกับเพื่อน เล่นโทรศัพท์ กลับบ้าน กินข้าว ทำการบ้าน บ่นว่าการบ้านเยอะ แล้วไปนอน แต่กลับกลายเป็นเด็กคนหนึ่งที่พกความโกรธ ความคับแค้น หรือความคิดบางอย่างไปไกลจนเกิดเหตุที่ไม่มีใครย้อนเวลากลับไปแก้ได้
คำถามจริงจึงไม่ใช่แค่เด็กเล่นเกมอะไร แต่ต้องถามว่าก่อนหน้านั้นเกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนี้
ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นอย่างไร เด็กเคยมีปัญหาอะไรหรือเปล่า เคยถูกกดดันอะไรหรือเปล่า เคยมีความขัดแย้งกับใคร เคยส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือหรือไม่ มีใครสังเกตเห็นหรือเปล่า โรงเรียนรู้เรื่องอะไรบ้าง เพื่อนรู้เรื่องอะไรบ้าง ครอบครัวรู้เรื่องอะไรบ้าง แล้วมีใครเคยคิดไหมว่าไอ้เด็กคนนี้แม่งกำลังไม่ไหวแล้ว
นี่ต่างหากที่ต้องหาคำตอบ ไม่ใช่เอาคำว่าเกมมาปิดแฟ้ม
แต่ระวังอีกอย่าง…
อย่าเพิ่งเอาความคิดของเราไปตัดสินว่าเด็กต้องถูกบูลลี่แน่นอน บ้านต้องมีปัญหาแน่นอน หรือครูต้องไม่ช่วยแน่นอน เพราะ ณ ตอนนี้เรายังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะฟันธงทุกเรื่อง
นี่คือสิ่งสำคัญมาก การถอดรหัสไม่ใช่การแต่งนิยาย เราสามารถตั้งสมมติฐานได้ แต่ต้องเรียกมันว่าเป็นสมมติฐาน ไม่ใช่เอาความเชื่อของเราไปประกาศว่าเป็นความจริง เพราะบางทีความจริงอาจน่ากลัวกว่าที่เราคิด หรืออาจแตกต่างจากสิ่งที่สังคมกำลังเดากันอยู่ทั้งหมดก็ได้
แล้วไอ้เรื่องเด็กเจนนี้มันเหี้ยล่ะ
อันนี้ผมก็อยากบอกเหมือนกันว่า พอเถอะครับ
คนเหี้ยไม่ได้มีแค่ Generation นี้นะครับ
คนเหี้ยมีทุก Generation เด็กเลวมี วัยรุ่นเลวมี ผู้ใหญ่เลวมี คนแก่เลวก็มี มนุษย์มันมีทั้งคนดีและคนเหี้ยปะปนกันมาตั้งแต่ก่อนมีอินเทอร์เน็ตแล้ว
อย่าทำเหมือนโลกยุคเก่ามีแต่คนดี เพราะก่อนมี Facebook ก่อนมี TikTok ก่อนมี Smartphone มันก็มีการบูลลี่ มีการทำร้ายร่างกาย มีครูใช้อำนาจเกินขอบเขต มีผู้ใหญ่กดเด็ก มีการลงโทษเกินกว่าเหตุ มีการใช้อำนาจบาตรใหญ่ มีความอยุติธรรม มีสงคราม มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มีความรุนแรงทางการเมือง มีอาชญากรรม มีคนเหี้ยเต็มโลกเหมือนกัน
เพียงแต่สมัยก่อนเราไม่ได้ถือกล้อง
ที่ถ่ายทุกอย่างเหมือนวันนี้
ดังนั้นการเอาคำว่าเด็กสมัยนี้มาอธิบายเหตุการณ์ มันง่ายเกินไป และบางครั้งมันก็เป็นวิธีของคนที่ไม่อยากมองปัญหาของคนรุ่นตัวเอง เพราะถ้าโยนความผิดให้เด็กเจนใหม่ ผู้ใหญ่ก็ไม่ต้องถามตัวเองว่า แล้วสังคมที่กูสร้างไว้ให้เด็กมันเป็นยังไงวะ
ส่วนเรื่องปืน… ที่นายกออกมาพูด ดึงเหตุการณ์นี้ให้เข้าทางในสิ่งที่ตัวเองพูด คือต้องแยกให้ออกระหว่างปัญหาปืนกับวิธีแก้ปัญหาครับ
การที่อาวุธปืนถูกใช้ในเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องจริง และการเข้าถึงปืนของเด็กเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปืนที่เกี่ยวข้องกับผู้ใหญ่ในบ้าน นี่คือคำถามสำคัญมากว่าอาวุธถูกเก็บอย่างไร ใครเข้าถึงได้ และระบบตรวจสอบทำงานอย่างไร
แต่ถ้าจะบอกว่าห้ามประชาชนมีปืน แล้วทุกอย่างจะจบ
แม่งก็ง่ายเกินไปอีกเหมือนกัน เพราะอาชญากรไม่ได้เดินไปหาตำรวจแล้วพูดว่าขอใบอนุญาตเป็นคนร้ายหน่อยครับ โจรไม่ได้ขออนุญาตก่อนปล้น ฆาตกรไม่ได้ขอใบอนุญาตก่อนฆ่า คนที่ตั้งใจทำผิดกฎหมายอยู่แล้วไม่ได้มีหน้าที่ต้องเคารพกฎหมายทุกข้อ
ดังนั้นนโยบายเรื่องปืนต้องถามให้ลึกกว่านั้นว่า เรากำลังลดการเข้าถึงอาวุธของคนที่มีความเสี่ยงได้จริงหรือไม่ หรือกำลังออกกฎที่กระทบแต่คนที่ปฏิบัติตามกฎหมาย
เรื่องอาวุธปืนมันมีหลักการคิดย้อนศรครับ
ถ้าประชาชนที่ได้รับการอบรมและมีเงินซื้ออาวุธปืนและขอใบอนุญาตอย่างถูกต้อง เขาสามารถใช้ป้องกันตนเอง และยังสามารถช่วยเจ้าหน้าที่ในการยับยั้งเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ด้วยเหมือนกับคลิปของต่างประเทศ ที่ตำรวจออกมาชื่นชมประชาชนที่ช่วยเหลือและสามารถยื้อเหตุการณ์ไม่ให้บานปลายในการกราดยิงของคนที่เสียสติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ถ้าคนที่ทำถูกกฎหมาย เคารพกฎหมาย ไม่มีปืน ประชาชนคนดีๆจะกลายเป็นแค่ ไอ้ชิ้นเนื้อ เดินได้บนถนน ที่รอวันเป็นเหยื่อให้กับพวกอาชญากรแบบ 100% เราจะหยุดยั้งเรื่องเลวร้ายไม่ได้เลย เราจะกลายเป็นคนที่อ่อนแอแบบเต็ม 100% ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือหรือยับยั้งอะไรได้เลย เราจะทำได้แค่ยืนมองเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญหรือปล่อยให้คนดีๆถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตา เพราะเราไม่มีอะไรต่อสู้กับเรื่องเลวร้ายแบบนั้นได้อีกแล้ว นี่คือความเหี้ยอย่างหนึ่งของกฎหมายที่นายกพูด มันคือความโง่เขลาครับ
ประเด็นนี้ผมฟันธงว่า รัฐบาลต้องการปลดอาวุธประชาชนเพื่อป้องกันการต่อต้านรัฐบาลครับ ป้องกันประชาชนลูกประท้วงในสิ่งที่ไม่ถูกต้องและความอยุติธรรมที่อำนาจนิยมได้ก่อไว้ในประเทศนี้ต่างหากครับ นั่นแหละครับที่ไม่อยากให้ประชาชนมีอาวุธปืน เพื่อป้องกันกรณีของเนปาลโมเดลครับ
1
และนี่คือส่วนที่น่ากลัวที่สุด…พฤติกรรมเลียนแบบ
ไอ้เรื่องนี้แม่งต้องระวังให้ดี เพราะเหตุยิงในโรงเรียนไม่ใช่แค่เรื่องของคนร้ายหนึ่งคน แต่มันสามารถกลายเป็นต้นแบบให้คนที่มีปัญหาอยู่แล้วบางคนเอาไปจินตนาการต่อได้
ลองย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ Columbine High School ที่สหรัฐอเมริกา วันที่ 20 เมษายน 1999 เหตุการณ์นั้นกลายเป็นหนึ่งในเหตุยิงโรงเรียนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ และต่อมาชื่อ Columbine ถูกนำไปอ้างถึงในเหตุการณ์และภัยคุกคามอีกจำนวนมาก
งานวิจัยพบว่า หลังเหตุ Columbine ปี 1999 รัฐเพนซิลเวเนียมีการแจ้งภัยคุกคามเกี่ยวกับความรุนแรงในโรงเรียนถึง 354 ครั้งภายใน 50 วัน และจำนวนมากกระจุกตัวในช่วงสิบวันแรกหลังเหตุการณ์ นักวิจัยสรุปว่ามีหลักฐานสนับสนุนเรื่อง imitation หรือการเลียนแบบหลังเหตุการณ์ที่ได้รับการเผยแพร่
อีกงานวิจัยที่ศึกษาการแพร่กระจายของเหตุ mass shooting และ school shooting ก็พบรูปแบบของ contagion คือหลังเหตุใหญ่ ความน่าจะเป็นของเหตุลักษณะคล้ายกันอาจเพิ่มขึ้นชั่วคราว
นี่ไม่ได้แปลว่าใครดูข่าวก็จะกลายเป็นฆาตกร คนปกติดูข่าวก็เป็นคนปกติ แต่สำหรับคนบางกลุ่มที่มีความคิดรุนแรง มีความคับแค้น มีปัญหาทางสังคม หรือกำลังแสวงหาตัวตน การเห็นเหตุการณ์ซ้ำ ๆ อาจทำให้เกิดความคิดว่า ถ้ากูทำแบบนั้นบ้าง คนจะหันมาสนใจกูไหม?
และนี่แหละที่สื่อควรระวัง
เพราะบางครั้งการเล่ามากเกินไปก็คือการให้อาหารกับความหลงใหล
เราไม่จำเป็นต้องเอาชื่อคนร้ายขึ้นพาดหัวซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่จำเป็นต้องเอารูปเขาขึ้นเต็มหน้าจอ ไม่จำเป็นต้องเล่าทุกขั้นตอน ไม่จำเป็นต้องทำไทม์ไลน์แบบละเอียดจนเหมือนกำลังสร้างสารคดีฮีโร่ให้คนร้าย ไม่จำเป็นต้องเอาข้อความที่เขาทิ้งไว้มาเผยแพร่ทุกคำ
เพราะคนร้ายบางคนอาจไม่ได้ต้องการอะไรหลังความตาย นอกจากการถูกจดจำ
นี่คือด้านมืดของมนุษย์ที่สังคมต้องกล้ายอมรับ คนบางคนไม่ได้ต้องการเงิน ไม่ได้ต้องการอำนาจ ไม่ได้ต้องการหลบหนี แต่อาจต้องการความสำคัญ ต้องการให้โลกจำชื่อ ต้องการให้คนพูดถึง ต้องการเปลี่ยนตัวเองจากไอ้เด็กไม่มีใครสนใจ ให้กลายเป็นคนที่ทุกคนพูดถึง
และถ้าสังคมไม่ระวัง เรากำลังให้รางวัลด้วยสิ่งที่คนประเภทนั้นต้องการโดยไม่รู้ตัว
เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งถามแค่ว่าเด็กมันเป็นอะไร
ถามสังคมด้วย
ครอบครัวเป็นอย่างไร โรงเรียนเป็นอย่างไร ระบบช่วยเหลือเด็กเป็นอย่างไร การบูลลี่ถูกจัดการจริงไหม เด็กที่มีปัญหามีช่องทางพูดกับใคร ครูมีอำนาจลงโทษแค่ไหน ผู้ใหญ่รับฟังเด็กจริงหรือเปล่า อาวุธในบ้านถูกเก็บอย่างปลอดภัยหรือไม่ สัญญาณเตือนถูกมองเห็นหรือไม่
และเมื่อเกิดเหตุแล้ว สื่อกำลังรายงานเพื่อให้ประชาชนเข้าใจ หรือกำลังแข่งขันกันว่าใครจะขายความสยองได้มากกว่ากัน
คำถามพวกนี้ต่างหากที่แม่งสำคัญ
และเรื่องที่ผมอยากเตือนที่สุด
อย่าโรแมนติไซซ์คนร้าย อย่าทำให้เขากลายเป็นตัวละคร อย่าทำให้เขากลายเป็นตำนาน อย่าเอาความตายของเขาไปสร้างความเท่ อย่าเอาความแค้นของเขาไปทำให้กลายเป็นวีรกรรม เพราะไม่ว่าเขาจะเจออะไรมา ไม่มีความเจ็บปวดแบบไหนที่ให้สิทธิ์มนุษย์คนหนึ่งฆ่าคนอื่น
ถ้าเด็กคนนี้เคยถูกบูลลี่จริง มันก็ต้องถูกพูดถึง ถ้าเคยถูกทอดทิ้งจริง มันก็ต้องถูกตรวจสอบ ถ้าโรงเรียนเคยเพิกเฉยจริง มันก็ต้องรับผิดชอบ ถ้าครอบครัวมีปัญหาจริง ก็ต้องค้นหาความจริง ถ้าระบบปืนมีช่องโหว่ ก็ต้องอุดช่องโหว่
แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ข้อแก้ตัวให้การฆ่าคน
นี่ต้องแยกให้ออก เพราะการเข้าใจว่าทำไมเขาถึงกลายเป็นแบบนั้น ไม่เท่ากับการให้อภัยสิ่งที่เขาทำ
สุดท้าย…
เด็กอายุ 14 ปีอาจคิดเรื่องซับซ้อนได้ แน่นอนครับ เด็กวัยนี้สามารถมีความโกรธ มีความอับอาย มีความแค้น มีความรู้สึกถูกทอดทิ้ง และสามารถคิดเรื่องความตายได้
แต่การที่เด็กสามารถคิดได้ ไม่ได้แปลว่าเรารู้แล้วว่าเด็กคนนี้คิดอะไร และนั่นคือเหตุผลที่เราต้องรอหลักฐาน ไม่ใช่เอาความเชื่อของเราไปเติมช่องว่างทุกช่อง
วันนี้เราอาจยังไม่รู้ว่าอะไรทำให้เด็กคนหนึ่งเดินมาถึงจุดนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรรู้คือ ถ้าเราตอบคำถามนี้ด้วยคำว่าเพราะเกม เพราะเด็กเจนนี้ เพราะสังคมออนไลน์ หรือเพราะปืน เพียงคำเดียว แม่งง่ายเกินไป
ง่ายจนเราไม่ต้องมองตัวเองเลย
และบางที สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่เด็กคนหนึ่งที่ถือปืน แต่คือสังคมทั้งสังคมที่เห็นสัญญาณบางอย่างแล้วไม่มีใครฟัง จนกระทั่งวันหนึ่งทุกอย่างระเบิดขึ้น แล้วเราก็พากันยืนถามว่า ทำไมไม่มีใครรู้มาก่อนวะ
ทั้งที่คำตอบบางอย่างอาจเคยอยู่ตรงหน้าเรามานานแล้ว
เพียงแต่ไม่มีใครสนใจจะมอง
โฆษณา