9 ส.ค. เวลา 00:00 • หนังสือ

นักเขียนไทยต้องสวมหมวกกี่ใบ

ผมเคยทำงานโฆษณามานานถึง 16 ปีครึ่ง แต่พบว่าตัวเองไม่ชอบขายของเลยสักนิด
ทว่าการเป็นนักเขียนอาชีพจำเป็นต้องสวมหมวกพ่อค้า
นักเขียนอาชีพในสยามประเทศจำเป็นต้องสวมหมวกอย่างน้อยสองใบ
หมวกใบหนึ่งคือนักเขียน หมวกอีกใบหนึ่งคือนักขาย
ถ้าใช้สำนวนของ พ.ต.ต. ประชา พูนวิวัฒน์ นักเขียนบรรทัดละ 8 บาท ก็ต้องบอกว่า “ก็ผมไม่มีทางเลือกนี่ครับ”
นี่เป็นภาพบังคับของนักเขียนไทยโมเดล ‘เขียนเอง-ขายเอง’
เคยพบคนต่างชาติที่เกิดอาการงงมาก เมื่อรู้ว่านักเขียนไทยเขียนเองขายเอง จึงบอกเขาว่าถ้าไม่สวมหมวกสองใบ “I ก็ no dak นะ”
ปัญหาคือนักเขียนส่วนใหญ่เป็นคนหน้าบาง รู้สึกตะขิดตะขวงใจชอบกลที่ต้องขายของด้วย
ผมเองก็เช่นกัน เมื่อความจำเป็นบังคับ ก็ต้องสวมหมวกคนขายของ
“ก็ผมไม่มีทางเลือกนี่ครับ”
เวลาสวมหมวกเขียนหนังสือ ก็ทำงานเขียนให้ดีที่สุด
เวลาสวมหมวกขายของ ก็ลืมความเป็นศิลปินไปก่อนชั่วคราว พยายามคิดหาทางขาย เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้ลำไส้
อีกทั้งไม่อยากตายแบบแวนโก๊ะห์
โดยเฉพาะในยุคนี้ ขายหนังสือยิ่งยากเย็น นักเขียนต้องดิ้นรนจริง ๆ
เขียนยาก ขายยาก แล้วยังโดนละเมิดลิขสิทธิ์อีก
หากคนที่ชอบก็อบปี้ไฟล์หนังสือไปแจกรู้ว่านักเขียนไทยลำบากยังไง หาเงินยากยังไง อาจเปลี่ยนใจเลิกทำก็ได้
ผมเคยเจอไฟล์นวนิยายเรื่อง ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ให้อ่านฟรีทางอินเทอร์เน็ต พบว่ามีคนอุตส่าห์สแกนหนังสือทั้งเล่ม ทีละหน้า อัพโหลดให้คนอื่นอ่านฟรี ช่างอุตสาหะและใจบุญจริง ๆ
1
ถ้ามีเวลาและความพยายามขนาดนั้น น่าจะเอาแรงนั้นมาช่วยผมขายหนังสือนะ จะได้บุญกว่าเยอะ เพราะผมหาเงินมาบริจาคเข้าห้องสมุดด้วย
ซึ่งเป็นหมวกใบที่สาม - ทำงานเพื่อสังคม (ขออนุญาตใช้คำใหญ่)
หมวกใบที่สามยังรวมกิจกรรมสร้างนักเขียนใหม่ ให้คำปรึกษาเรื่องการเขียนหนังสือ อีกทั้งให้ปรึกษาปัญหาชีวิต
ผมเชื่อว่าคนทำงานศิลปะสามารถทำงานอื่นควบคู่ไปด้วยได้
ศิลปะกับการตลาดไปด้วยกันได้ ไม่มีอะไรขัดแย้งกัน ตราบที่เรารู้สึกดีในสิ่งที่ทำ
โฆษณา