Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
รัตติกาลบรรยาย
•
ติดตาม
9 ส.ค. เวลา 11:27 • นิยาย เรื่องสั้น
ฮองเฮาที่ถูกหลอกใช้
ค่ำคืนนี้ ท้องนภาเหนือนครหลวงถูกย้อมด้วยสีแดงฉานจากโคมมงคลนับหมื่นดวง
เสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวสะท้อนก้องกังวานไปทั่วกำแพงวังหลวงชั้นใน
งานอภิเษกสมรสอันยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งรัชสมัยเพิ่งรูม่านตาลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวเบื้องหลังม่านไหมสีชาด
ภายในตำหนักคุนหนิง ตำหนักเอกของฮองเฮา อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานล้ำของกำยานจันทน์เทศ
เทียนมังกรคู่ใหญ่สลักลวดลายทองคำแท้กำลังเผาผลาญตัวเอง หยดน้ำตาเทียนสีแดงไหลรินลงมาทีละน้อยราวกับเสียงนาฬิกาชีวิตที่กำลังเดินถอยหลัง
มู่หรัน นั่งสงביอยู่บนเตียงมังกรหงส์ทองคำ
ชุดคลุมหงส์ปักดิ้นทองหนักอึ้งนับร้อยชั่งทาบทับอยู่บนร่างอรชร
มงกุฎหงส์ประดับไข่มุกราตรีและหยกแท้กดทับเรือนผมสลวยจนคอระหงต้องเกร็งไว้เล็กน้อย แต่นางมิได้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย
หัวใจดวงน้อยของนางเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและเปี่ยมล้นด้วยความสุข
ใต้ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงสด รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนเรียวปากอิ่ม
นางคือนกน้อยที่บินหลงเข้ามาในกรงทองอันวิจิตร โดยหารู้ไม่ว่ากรงทองแห่งนี้สร้างขึ้นจากกรงเหล็กแหลมคมที่ซ่อนอยู่ภายใต้กำมะหยี่
เสียงฝีเท้าหนักแน่นแต่แผ่วเบาดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ประตูตำหนักถูกผลักเปิดออกด้วยมือเรียวยาวของบุรุษผู้กุมชะตากรรมของแผ่นดิน
หลี่เว่ย ฮ่องเต้หนุ่มผู้เยือกเย็นและเฉียบขาด ก้าวพระบาทเข้ามาในห้องหอ
ฉลองพระองค์สีทองปักลายมังกรห้าเล็บสะท้อนกับแสงเทียนวับแวม พระพักตร์คมคายดั่งภาพวาดของจิตรกรเอก ทว่าแววตากลับว่างเปล่าไร้ระลอกคลื่น
มู่หรันพลันกลั้นหายใจด้วยความประหม่า ความอบอุ่นซ่านไปทั่วทรวงอกเมื่อนึกถึงคำสาบานเมื่อครู่
มือหนาภายใต้ถุงพระหัตถ์ปักลายตวัดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออกอย่างนุ่มนวล
แสงเทียนวับวาวสาดกระทบดวงหน้าหวานซึ้งของมู่หรัน
ดวงตากลมโตสุกสกาวดั่งดาราในคืนแรม แพขนตางอนงามสั่นไหวเล็กน้อยด้วยความเขินอาย แก้วตานางฉายแววเทิดทูนและรักใคร่อย่างบริสุทธิ์ใจ
"ฝ่าบาท..." เสียงหวานใสเอמהเอื้อนออกมาอย่างแผ่วเบา ดุจเสียงกระซิบของสายลมฤดูใบไม้ผลิ
หลี่เว่ยชะงักไปชั่วขณะยามที่สบเข้ากับดวงตาคู่นั้น
แววตาที่ไร้เดียงสาและเปี่ยมด้วยความจริงใจคู่นั้น ช่างบริสุทธิ์จนน่าประหลาดใจ
ในราชสำนักที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและการหักหลัง นางเปรียบเสมือนดอกบัวขาวที่เติบโตในโคลนตมโดยไร้ซึ่งรอยเปื้อน
ทว่าชั่วพริบตาเดียว แววตาเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งขั้วโลกก็กลับมาทาบทับดวงเนตรคมกلاป
มุมปากของฮ่องเต้หนุ่มยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนจนแทบละลายใจคน
แต่มันเป็นรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ รอยยิ้มที่ผ่านการคำนวณมาอย่างดีเยี่ยมเพื่อใช้เป็นอาวุธในการหลอกลวง
"เหตุใดจึงยังไม่ถอดมงกุฎเล่า มู่เอ๋อร์"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลเอ่ยเรียกชื่อเล่นของนางอย่างสนิทสนม
มือหนายื่นออกไปประคองมงกุฎหงส์หนักอึ้งนั้นออกให้อย่างระมัดระวัง ราวกับนางคือสมบัติล้ำค่าชิ้นเดียวในใต้หล้า
มู่หรันน้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้งใจ
นางไม่คิดว่าฮ่องเต้ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและเด็ดขาดในราชกิจ จะทรงใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้
นางเอียงศีรษะเล็กน้อยให้อยู่ในตำแหน่งที่พระองค์ถอดมงกุฎได้ง่ายขึ้น สัมผัสจากปลายนิ้วอุ่นๆ ของพระองค์ทำให้หัวใจนางแทบหลอมละลาย
"หม่อมฉัน... หม่อมฉันเกรงว่าจะทำเนียมปฏิบัติบกพร่องเพคะ"
นางตอบเสียงสั่นด้วยความเขินอาย แก้มเนียนนวลถูกย้อมด้วยสีแดงระเรื่อตามธรรมชาติ
"เจ้าเพิ่งก้าวเข้าสู่วังหลวง กฎเกณฑ์มากมายย่อมทำให้เจ้าอึดอัด"
หลี่เว่ยเอ่ยพลางวางมงกุฎลงบนโต๊ะเครื่องประดับอย่างเบามือ
พระองค์โน้มพระวรกายลงมาใกล้ นัยน์ตาคมกริบกวาดมองลำคอระหงและไหล่บอบบางที่ซ่อนอยู่ใต้ชุดคลุม
กลิ่นหอมจากกายสาวลอยเข้าแตะนาสิก
มันไม่ใช่กลิ่นกำยานราคาแพง แต่เป็นกลิ่นหอมสะอาดบริสุทธิ์ของดอกไม้ป่า
หลี่เว่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย ซ่อนประกายความเหี้ยมเกรียมไว้ภายใต้รอยยิ้มละมุน
‘บริสุทธิ์ถึงเพียงนี้เชียวหรือ... เจ้าจะแสดงละครได้นานสักเท่าใดกัน มู่หรัน’ พระองค์คิดในใจ
ตระกูลมู่กุมอำนาจกองกำลังทหารครึ่งหนึ่งทางเหนือ และกุมเส้นทางการค้าเกลือหลวงที่หล่อเลี้ยงคลังหลวง
ฮ่องเต้หนุ่มผู้เพิ่งขึ้นครองราชย์และต้องการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ย่อมมองตระกูลมู่เป็นเสี้ยนหนามชิ้นใหญ่ที่สุด
การอภิเษกสมรสครั้งนี้มิใช่เรื่องของความรัก แต่มันคือแผนการขั้นเด็ดขาดในการดึงตัวประกันคนสำคัญเข้ามาในกรงขัง
"ฝ่าบาททรงเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ดื่มสุรามงคลกันเถอะเพคะ"
มู่หรันขยับตัวลุกขึ้นอย่างนุ่มนวล หยิบจอกสุราหยกขาวขึ้นมาส่งให้พระองค์ด้วยสองมือ
ดวงตาที่มองมาเต็มไปด้วยความห่วงใยและปรารถนาดีอย่างแท้จริง
ไม่มีความเสแสร้ง ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมการเมืองเจือปนแม้แต่น้อย
หลี่เว่ยรับจอกสุรามาถือไว้ ปลายนิ้วสัมผัสกับปลายนิ้วเรียวนุ่มของนาง
พระองค์มองลึกลงไปในดวงตานั้น เห็นเงาของตนเองสะท้อนอยู่ในความเวิ้งว้างของดวงตากลมโต
"เพื่อวันคืนของเรา มู่เอ๋อร์"
หลี่เว่ยเอ่ยคำหวานที่กรีดลึกถึงขั้วหัวใจ
ทั้งสองคล้องแขนกันดื่มสุรามงคลจนหมดจด
รสชาติเผ็ดร้อนของสุราบำรุงกำลังไหลผ่านลำคอ แผ่ซ่านความอบอุ่นไปทั่วร่าง
ทว่าความอบอุ่นนั้นเทียบไม่ได้กับความสุขที่เอ่อล้นในอกของฮองเฮาดวงใหม่
มู่หรันวางจอกลง แล้วทรุดกายลงนั่งคุกเข่าเบื้องพระพักตร์
นางหยิบอ่างน้ำหอมประดับอัญมณีขึ้นมาเพื่อปรนนิบัติล้างพระบาทให้พระองค์ตามธรรมเนียมโบราณ
"ลุกขึ้นเถอะ มู่เอ๋อร์" หลี่เว่ยรั้งต้นแขนเรียวไว้ทันที
"ที่นี่ไม่มีขุนนางไม่มีพิธีรีตอง มีเพียงเราสองคนสามีภรรยา เจ้าไม่ต้องทำเช่นนี้หรอก"
"แต่ว่าธรรมเนียม..."
"ข้าไม่สนธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น หากต้องแลกกับการที่มือเรียวคู่นี้ต้องมาเหน็ดเหนื่อย"
หลี่เว่ยแย้มพระสรวลอย่างอ่อนโยน ดึงร่างบางให้ลุกขึ้นมานั่งเคียงข้างบนเตียงมังกร
การกระทำที่แสนเอาใจใส่และอ่อนหวานนี้ ยิ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นในใจของมู่หรันให้นำไปสู่ความหลงใหล
นางซบศีรษะลงบนพระอังสาของฮ่องเต้
สูดดมกลิ่นอายบุรุษที่ผสมผสานกับกลิ่นไม้จันทน์อย่างผ่อนคลาย
มือเรียวลูบไล้ไปตามสาบฉลองพระองค์อย่างเผลอไผล
"ฝ่าบาทเพคะ... หม่อมฉันดีใจเหลือเกินที่ได้มาatข้างกายพระองค์"
"ข้าก็เช่นกัน..." หลี่เว่ยเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม
ขณะเดียวกัน มือข้างหนึ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชายเสื้อคลุมกลับกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว
นัยน์ตาคมกริบแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาดุจน้ำแข็งในฤดูหนาว
พระองค์ใช้แขนอีกข้างโอบกอดร่างบางไว้ หลับตาลงเพื่อซ่อนความรู้สึกกระดากใจชั่ววูบ
‘อย่าโทษข้าเลยมู่หรัน หากตระกูลของเจ้าบริสุทธิ์จริง ข้าอาจจะเมตตาเจ้าบ้าง... แต่ถ้าไม่ใช่ พวกเจ้าทุกคนต้องพินาศ’
บรรยากาศภายในห้องหอยังคงอบอวลด้วยความหวานชื่น
แสงเทียนวับแวมส่องกระทบเงาของคนทั้งสองที่ทาบทับกันอยู่บนม่านมุ้งสีแดง
ภายนอกตำหนัก ลมหนาวพัดโชยผ่านกิ่งไม้แห้งเกิดเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงกระซิบจากภูตผี
แต่มู่หรันผู้หลับใหลอยู่บนอกอันอบอุ่นของสวามี กลับไม่ล่วงรู้เลยแม้แต่น้อยว่า
ค่ำคืนนี้คือจุดเริ่มต้นของเกมการเมืองอันนองเลือด และนางคือหมากตัวแรกที่ถูกวางไว้บนกระดานมรณะแห่งวังหลวง
แสงตะวันแรกแห่งรุ่งอรุณสาดส่องผ่านบานหน้าต่างแกะสลักลวดลายวิจิตร
ละอองแสงสีทองกระทบกับฝุ่นผงที่ลอยวนอยู่ในอากาศภายในตำหนักคุนหนิง
กลิ่นหอมของกำยานราตรีจางลง แทนที่ด้วยกลิ่นหอมสะอาดสดชื่นของดอกเหมยที่นางกำนัลนำมาจัดแจกันใหม่
มู่หรันขยับตัวตื่นขึ้นจากนิทราอันยาวนาน
ความเมื่อล้าจากพิธีการอันยาวนานเมื่อวานยังคงหลงเหลืออยู่ที่ข้อต่อ
ทว่าความสุขที่อัดแน่นอยู่ในอกทำให้ความเหนื่อยล้านั้นหายเป็นปลิดทิ้ง
นางกวาดสายตามองไปรอบเตียง พบว่าพื้นที่ข้างกายว่างเปล่าเสียแล้ว
ฉลองพระองค์ของฮ่องเต้ถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยบนราวไม้แกะสลัก
บ่งบอกว่าหลี่เว่ยเสด็จออกไปว่าราชการแผ่นดินตั้งแต่เช้าตรู่
"ฮองเฮาทรงตื่นแล้วหรือเพคะ"
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้น พร้อมกับร่างของ "อี้ว์ฮวา" นางกำนัลคนสนิทที่ติดตามมาจากจวนตระกูลมู่
เดินถืออ่างน้ำอุ่นเข้ามาด้วยความสำรวม ตามด้วยนางกำนัลในตำหนักอีกสี่คน
"ฝ่าบาทเสด็จไปตั้งแต่ยามใดรึ อี้ว์ฮวา"
มู่หรันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหวานใส ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอิ่มเอิบ
แม้จะเพิ่งตื่นนอน แต่พวงแก้มแดงระเรื่อและดวงตาที่เป็นประกายทำให้ดูงดงามราวกับเทพเซียน
"ทูลฮองเฮา ฝ่าบาทเสด็จออกไปตั้งแต่ยามเหม่า (05.00-06.59 น.) แล้วเพคะ"
อี้ว์ฮวาตอบพลางยิ้มแย้ม "ก่อนเสด็จ ฝ่าบาททรงกำชับมิให้พวกหม่อมฉันปลุกพระองค์
รับสั่งว่าฮองเฮาทรงเหน็ดเหนื่อยมามาก ให้บรรทมพักผ่อนให้เต็มที่ ฝ่าบาททรงห่วงใยพระองค์ยิ่งนักเพคะ"
รอยยิ้มบนเรียวปากของมู่หรันยิ่งกว้างขึ้นไปอีก
ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ นางรู้สึกราวกับตนเองเป็นสตรีที่โชคดีที่สุดในใต้หล้า
ฮ่องเต้ผู้เย็นชาและเกรียงไกรในสายตาผู้อื่น กลับทรงอ่อนโยนและใส่ใจนางถึงเพียงนี้
คำคร่ำครวญของบิดาก่อนนางเข้าวังที่ว่า ‘วังหลวงคือถ้ำเสือวังมังกร จงระวังตัวให้ดี’ ดูเหมือนจะเลือนหายไปในอากาศ
"ช่วยฉันแต่งตัวเถอะ วันนี้ต้องไปเข้าเฝ้าไทเฮาตามธรรมเนียม"
มู่หรันลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางคล่องแคล่ว
นางปล่อยให้นางกำนัลช่วยกันผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดพิธีการฮองเฮา
ชุดสีเหลืองทองปักลายหงส์เหินฟ้าขับเน้นให้ผิวพรรณผุดผ่องดั่งหยกมันสำปะหลัง
มงกุฎและเครื่องประดับหยกถูกสวมใส่อย่างประณีตบรรจง
ครั้นแต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จสิ้น มู่หรันก้าวเท้าเดินออกจากตำหนักคุนหนิงมุ่งหน้าสู่ตำหนักฉือหนิงของไทเฮา
ระหว่างทาง นางต้องเดินผ่านระเบียงทางเดินคดเคี้ยวที่สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์
สองข้างทางประดับด้วยสวนหย่อมจัดแต่งอย่างประณีต ดอกไม้หลากสีสันชูช่อรับแสงแดดยามเช้า
ทว่าความงามเหล่านี้กลับไม่อาจดึงดูดสายตาของนางเท่ากับการเฝ้ารอที่จะได้ทำหน้าที่เป็นฮองเฮาเคียงบ่าเคียงไหล่สวามี
เมื่อมาถึงตำหนักฉือหนิง นางกำนัลหน้าตำหนักขานชื่อเสียงเรียงนาม
มู่หรันก้าวเข้าสู่ท้องพระโรงด้านในด้วยกิริยาท่าทางที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างเข้มงวดจากตระกูลมู่
ทุกย่างก้าวสง่างาม นุ่มนวล และเปี่ยมด้วยความอ่อนน้อม
"ถวายพระพรไทเฮาเพคะ ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี"
มู่หรันย่อกายลงคํานับอย่างงดงามจรดพื้น
เสียงหวานใสก้องกังวานไปทั่วห้องโถงที่เงียบสงบ
ไทเฮานั่งประทับอยู่บนพระแท่นเบื้องบน
พระพักตร์ที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานยังคงเค้าโครงความงามอันสูงส่ง
ดวงเนตรคมกริบกวาดมองร่างอรชรที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีคำชม มีเพียงความเงียบงันที่กดดันจนน่าอึดอัด
เวลาผ่านไปชั่วอึดใจใหญ่ๆ ไทเฮาจึงโบกพระหัตถ์เบาๆ
"ลุกขึ้นเถอะ ฮองเฮา" น้ำเสียงแหบพร่าแต่น่าเกรงขามเอ่ยขึ้น
"ขอบพระทัยเพคะไทเฮา" มู่หรันลุกขึ้นยืนอย่างสงบ สายตาประสานกับพื้นพรม ไม่กล้าสุ่มสี่สุ่มห้าเงยหน้ามองพระพักตร์ผู้มีอำนาจสูงสุดฝ่ายใน
"เจ้าเพิ่งก้าวเข้าสู่วังหลวงเมื่อวาน ฐานะฮองเฮาย่อมมีภาระหน้าที่หนักหน่วง"
ไทเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ตระกูลมู่ของเจ้าสร้างคุณงามความดีต่อแผ่นดินไว้มาก ฝ่าบาททรงเมตตาเจ้าอภิเษกเจ้าขึ้นเป็นแม่เรือนฝ่ายใน
เจ้าต้องรู้จักหน้าที่ของตนเอง ประพฤติตนให้เรียบร้อย อย่าได้ทำสิ่งใดให้เสื่อมเสียเกียรติวงศ์ตระกูลและราชสำนัก"
"หม่อมฉันน้อมรับพระกระแสรับสั่งเพคะ จะจารึกไว้ในดวงจิต และจะทำหน้าที่ภรรยาและฮองเฮาให้ดีที่สุด มิให้ผู้ใดต้องครหา"
มู่หรันตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงใจ
ไทเฮาลอบสังเกตท่าทีของหญิงสาวเบื้องหน้า
แววตาซื่อตรงไร้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยมของมู่หรันทำให้ไทเฮาขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อย
ในวังหลวงแห่งนี้ คนที่ไร้เดียงสาดั่งกระต่ายขาวมักมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน
หรือบางที... สตรีผู้นี้อาจจะแค่ซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ลึกเสียจนมองไม่เห็นกันแน่?
"ดี... เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว" ไทเฮาพยักพระพักตร์เล็กน้อย
"ช่วงนี้ฝ่าบาททรงงานหนักเรื่องกิจการชายแดนและปัญหาการคลัง
เจ้าเป็นภรรยา นอกจากดูแลเรื่องในวังแล้ว จงใส่ใจดูแลพระสุขภาพของฝ่าบาทให้ดีด้วย"
"เพคะ หม่อมฉันจะจัดเตรียมซุปบำรุงและคอยดูแลพระองค์อย่างใกล้ชิดเพคะ"
หลังจากกล่าวสนทนากันอีกสองสามประโยค ไทเฮาก็ทรงอนุญาตให้มู่หรันถอนตัวกลับตำหนักได้
แม้การเข้าเฝ้าจะไม่ได้อบอุ่นอย่างที่นางวาดฝันไว้ แต่ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีโดยไม่มีข้อบกพร่อง
ขณะที่มู่หรันกำลังเดินกลับตำหนักคุนหนิงผ่านเส้นทางสวนหลวง
ร่างสูงสง่าของบุรุษผู้คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
หลี่เว่ยในฉลองพระองค์ชุดลำลองสีครามเข้มกำลังยืนรออยู่ที่ศาลาริมน้ำ
แสงแดดยามสายสาดส่องลงมากระทบพระพักตร์คมคาย ทำให้ความเย็นชาเจือจางลงไปบ้าง
มู่หรันใจเต้นรัว รีบก้าวเข้าไปหาด้วยรอยยิ้มสว่างไสว
"ฝ่าบาท... เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้เพคะ" นางเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
หลี่เว่ยหันมามองต้นเสียง
มุมปากของพระองค์ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดในโลก
พระองค์ก้าวเข้าไปหาฮองเฮาคนสวย ยื่นพระหัตถ์ไปกุมมือเรียวนุ่มของนางไว้อย่างเป็นธรรมชาติ
"ข้าได้ยินว่าเจ้าต้องไปเข้าเฝ้าไทเฮา เกรงว่าเจ้าจะไม่คุ้นชินและอาจถูกดุว่า จึงมารอรับเจ้ากลับตำหนักด้วยกัน"
คำพูดนั้นกรีดซ่านเข้าไปในหัวใจของมู่หรันจนขอบตาร้อนผ่าว
ความกังวลเล็กๆ น้อยๆ จากการเข้าเฝ้าไทเฮาเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น
มีเพียงความซาบซึ้งและรักใคร่ที่ท่วมท้น
"ฝ่าบาททรงใส่ใจหม่อมฉันเกินไปแล้วเพคะ ไทเฮาทรงเมตตาหม่อมฉันเป็นอย่างดี มิได้ทรงตำหนิอันใดเลยเพคะ"
"เช่นนั้นก็ดี..." หลี่เว่ยเอ่ยพลางยกมือขึ้นปอยผมที่ปลิวมาเคลอแก้มเนียนของนางออกอย่างอ่อนโยน
ดวงตาคมกริบมองลึกลงไปในดวงตากลมโต
"มู่เอ๋อร์ ช่วงนี้ตระกูลมู่ของทางเหนือดูเหมือนจะมีเรื่องให้กังวลใจเกี่ยวกับคลังเสบียง
ท่านพ่อของเจ้าเขียนฎีกามาหารือเรื่องการจัดส่งเสบียงทหาร
แต่ข้ายังติดขัดเรื่องตัวเลขบัญชีบางส่วนที่ยังไม่ลงตัว เจ้าพอจะรู้เรื่องการค้าเกลือและบัญชีของตระกูลบ้างหรือไม่?"
คำถามนั้นหลุดออกจากพระโอษฐ์ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ดุจการพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป
แต่มู่หรันผู้ไร้เดียงสาและเต็มไปด้วยความไว้ใจ กลับมิได้สังเกตเห็นประกายคำนวณที่ไหววับอยู่ในดวงเนตรของสวามีแม้แต่น้อย
"เรื่องบัญชีการค้าของตระกูลหรือเพคะ?"
มู่หรันเอียงคอเล็กน้อยด้วยความใสซื่อ
"ท่านพ่อเคยให้หม่อมฉันช่วยตรวจดูบัญชีคร่าวๆ ตอนที่ยังอยู่บ้านเดิมเพคะ
เพราะตระกูลมู่เรายึดถือความซื่อสัตย์เป็นหลัก บัญชีทุกเล่มจึงถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดและเก็บไว้ที่..."
นางหยุดชะงักไปเล็กน้อย นึกถึงห้องหนังสือลับของบิดา
หลี่เว่ยหรี่ตาลงหัวใจเต้นแรงขึ้นด้วยความตื่นเต้น หูสดับฟังทุกพยางค์อย่างตั้งใจ
ทว่าพระองค์ยังคงรักษาท่าทีนุ่มนวล รอยยิ้มบนใบหน้าไม่เปลี่ยนแปร
"เก็บไว้ที่ใดหรือ มู่เอ๋อร์? หากมีสิ่งใดไม่ถูกต้อง ข้าจะได้ให้กรมคลังช่วยตรวจสอบแก้ไขให้เรียบร้อย"
"เก็บไว้ที่ห้องหนังสือลับของท่านพ่อเพคะ... เอ๊ะ หรือว่า..."
มู่หรันกะพริบตาปริบๆ เพิ่งรู้ตัวว่าเกือบจะเผลอบอกความลับสำคัญของตระกูลออกไป
นางเม้มริมฝีปากเล็กน้อยด้วยความลังเล
"ฝ่าบาทเพคะ เรื่องนี้... ท่านพ่อเคยบอกว่าเป็นความลับทางการค้าของตระกูล หม่อมฉัน..."
หลี่เว่ยเห็นนางลังเล พระองค์จึงรีบหยิบไพ่ตายออกมาใช้
มือหนาบีบมือของนางเบาๆ แววตาทอดมองด้วยความตัดพ้อแกมเอ็นดู
"มู่เอ๋อร์ เจ้าไม่ไว้ใจข้าหรือ?"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มเจือความน้อยใจเล็กน้อย
"ข้าคือสวามีของเจ้า ฮองเฮาของแผ่นดินนี้ ความลับของตระกูลมู่ก็คือความลับของข้าเช่นกัน
หากเกิดปัญหาอันใดขึ้น ข้าจะได้ช่วยเหลือตระกูลของเจ้าได้ทันท่วงที
หรือเจ้าคิดว่าข้าจะทำร้ายครอบครัวของเจ้าอย่างนั้นหรือ?"
ประโยคคำถามนั้นพุ่งตรงเข้ากระแทกใจมู่หรันอย่างจัง
ความรู้สึกผิดผุดขึ้นมาในอก นางละอายใจที่ตนเองเกือบจะมีความลับต่อสวามีผู้แสนดีคนนี้
ฮ่องเต้ทรงรักและไว้ใจนางถึงเพียงนี้ ทรงปกป้องครอบครัวของนาง แล้วนางจะมีเหตุผลอันใดที่จะต้องปิดบังเล่า?
"หม่อมฉันมิได้หมายความเช่นนั้นเพคะ!"
มู่หรันรีบละล่ำละลักปฏิเสธ ดวงตากลมโตฉายแววร้อนรนกลัวว่าสวามีจะโกรธกริ้ว
"หม่อมฉันเพียงแต่... เกรงใจกฎเกณฑ์ของตระกูลเท่านั้นเองเพคะ
แต่หากฝ่าบาททรงต้องการทราบ หม่อมฉันย่อมบอกพระองค์ทุกอย่างเพคะ!"
รอยยิ้มแห่งชัยชนะฉายวาบขึ้นในแววตาของหลี่เว่ย รวดเร็วเสียจนมู่หรันไม่มีทางทันสังเกตเห็น
พระองค์แย้มพระสรวลกว้างขึ้น ดึงร่างบางเข้ามาสวมกอดไว้แน่น
"เด็กดี... ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนกตัญญูและรักข้ามากที่สุด
เช่นนั้นคืนนี้ เจ้ามาหาข้าที่ห้องทรงพระอักษรนะ ข้าอยากให้เจ้าช่วยอธิบายบัญชีการค้าของตระกูลมู่ให้ข้าฟังอย่างละเอียด"
"เพคะ หม่อมฉันจะไปหาพระองค์อย่างแน่นอนเพคะ"
มู่หรันซบหน้าลงกับอกพระองค์ ยิ้มรับด้วยความภาคภูมิใจ
โดยไม่รู้ตัวเลยว่า นางกำลังก้าวเท้าเดินเข้าสู่กับดักมรณะที่สวามีสุดที่รักของนางบรรจงสร้างขึ้นอย่างเลือดเย็น
หมากกระดานนี้... ฮ่องเต้ผู้เยือกเย็นเป็นผู้เดินเกม
และหัวใจของฮองเฮาผู้บริสุทธิ์ ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือชิ้นเอกในการโค่นล้มตระกูลของตนเองเสียแล้ว
กาลเวลาหมุนผ่านดุจสายน้ำที่ไม่เคยหวนคืน
นับจากวันอภิเษกสมรส ตำหนักคุนหนิงไม่เคยขาดซึ่งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอันแผ่วเบาของมู่หรัน
นางปฏิบัติหน้าที่ฮองเฮาได้อย่างไร้ที่ติ
จัดการฝ่ายในด้วยความเมตตาและยุติธรรม จนเหล่าสนมนางในต่างให้ความเคารพยำเกรงจากใจจริง
ทุกค่ำคืนที่หลี่เว่ยเสด็จมาเยือน มู่หรันจะคอยปรนนิบัติด้วยความรักที่มั่นคงดั่งขุนเขา
นางจัดเตรียมอาหารบำรุงพระธาตุ ซับพระเสโทด้วยผ้าปักลายที่นางบรรจงเย็บขึ้นเอง
หลี่เว่ยเฝ้ามองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนยากจะอธิบาย
ในยามที่พระองค์ทอดพระเนตรแววตาซื่อตรงของนาง พระองค์มักจะเห็นภาพสะท้อนของความเย็นชาในใจตนเอง
ทว่ากงล้อแห่งโชคชะตาก็มักเล่นตลกกับผู้ที่หลงลืมความระแวดระวัง
ในยามบ่ายของวันหนึ่งที่ท้องนภาสดใส อุทยานหลวงเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของดอกเหมยที่กำลังแย้มบาน
มู่หรันขออนุญาตให้หลี่เว่ยมาเดินเล่นพักผ่อนจากภาระงานแผ่นดินอันหนักอึ้ง
ทั้งสองเดินเคียงคู่กันไปตามทางเดินหินอ่อน ท่ามกลางเสียงนกร้องขับขาน
นางยิ้มอย่างมีความสุข เล่าเรื่องราวตลกขบขันในวัยเด็กให้พระองค์ฟัง
หลี่เว่ยเพียงแย้มพระสรวลตอบรับ บางครั้งเอื้อมมือไปเด็ดกิ่งไม้ที่ระหน้าผากนางออกให้อย่างแผ่วเบา
ทว่าความเงียบสงบพลันถูกทำลายลงด้วยเสียงแหวกอากาศที่แหลมคม
เงาร่างสีดำนับสิบพุ่งทะยานลงมาจากยอดไม้ราวกับฝูงอีกาแห่งความตาย
ประกายดาบเย็นเยียบวับแวมสอดรับกับแสงแดดที่สาดส่องลงมา
"ฝ่าบาท ระวัง!" มู่หรันตะโกนสุดเสียง ทันใดนั้นนางก็พุ่งตัวเข้าขวางเบื้องหน้าพระองค์โดยสัญชาตญาณ
เสียงลูกธนูแหวกอากาศดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป้าหมายคืออกของฮ่องเต้
ทว่าก่อนที่ปลายลูกธนูอาบยาพิษจะถึงเป้าหมาย ร่างอรชรในชุดสีขาวบริสุทธิ์ก็รับคมอาวุธนั้นไว้แทน
"อึก!" มู่หรันทรุดฮวบลงในอ้อมแขนของหลี่เว่ย
สีหน้าของนางซีดเผือดลงอย่างรวดเร็ว กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
หลี่เว่ยเบิกตากว้าง ความเย็นชาที่เคยมีมาตลอดชีวิตพลันมลายหายไปสิ้น
เหลือเพียงความตื่นตระหนกที่กัดกินหัวใจจนสั่นสะท้าน
"มู่หรัน! เจ้า... เจ้าทำอะไรลงไป!"
พระองค์แผดเสียงก้องกังวาน มือหนาสั่นเทารีบรับร่างที่กำลังอ่อนแรงลงสู่พื้น
เลือดสีแดงฉานไหลซึมออกมาจากแผลที่อก ย้อมชุดขาวของนางให้กลายเป็นสีชาดน่าสยดสยอง
เหล่านักฆ่าถูกองครักษ์เสื้อแพรจัดการจนสิ้นซากภายในไม่กี่อึดใจ
ทว่าสำหรับหลี่เว่ย วินาทีนี้ราวกับโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า
"ฝ่า... บาท..." มู่หรันพยายามแย้มยิ้ม แม้ริมฝีปากจะสั่นระริกด้วยความเจ็บปวด
"หม่อมฉัน... ไม่เป็นไร... ฝ่าบาททรงปลอดภัย... นั่นก็เพียงพอแล้วเพคะ"
หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลรินจากดวงตาที่เริ่มหม่นแสงของนาง
นางไม่ได้หวาดกลัวความตาย สิ่งเดียวที่นางกังวลคือความปลอดภัยของบุรุษที่นางรักสุดหัวใจ
หลี่เว่ยโอบกอดนางไว้แน่น น้ำตาของบุรุษผู้ไม่เคยหลั่งน้ำตาให้ผู้ใดเริ่มไหลริน
"เจ้าห้ามตาย! มู่หรัน เจ้าได้ยินข้าหรือไม่!"
พระองค์ตวาดสั่งหมอหลวงที่กำลังวิ่งเข้ามาด้วยความเร่งรีบ
"รีบรักษาฮองเฮา! หากนางเป็นอะไรไปแม้แต่น้อย พวกเจ้าทั้งหมดจะต้องหัวขาด!"
ตำหนักคุนหนิงในคืนนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นสมุนไพรฉุนกึก
หมอหลวงหลายคนผลัดกันเข้าออกห้องบรรทมด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
หลี่เว่ยประทับนั่งข้างเตียงพระมเหสีตลอดทั้งคืน ไม่เสด็จออกไปว่าราชการแม้แต่ชั่วครู่เดียว
พระองค์จับมือบางที่ไร้เรี่ยวแรงไว้แน่น ฝ่ามือที่เคยแข็งแกร่งกลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
หัวใจที่เคยด้านชาจากการเมืองและอำนาจ กลับถูกความเจ็บปวดจู่โจมอย่างรุนแรง
‘ทำไม... ทำไมเจ้าต้องทำถึงขนาดนี้?’ พระองค์ถามตัวเองในใจนับพันครั้ง
หากนางคือลูกกบฏที่สมควรถูกกำจัด เหตุใดจึงเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องศัตรูของตระกูลตนเอง?
ความดีงามที่นางแสดงออกตลอดเวลาที่ผ่านมา เริ่มตอกย้ำความละอายใจในจิตใต้สำนึกของพระองค์
รอยยิ้มใสซื่อของนาง แววตาที่เทิดทูนพระองค์... ทั้งหมดนี้มันคือความจอมปลอมจริงหรือ?
หลายวันที่มู่หรันหมดสติไป หลี่เว่ยแทบไม่ได้บรรทม
พระองค์คอยเช็ดตัวให้ด้วยความทะนุถนอม ราวกับนางเป็นตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่พร้อมจะแตกสลาย
ในยามดึกสงัด พระองค์มักจะพึมพำคำขอโทษออกมาเบาๆ ข้างหูนาง
"ข้าขอโทษ... มู่หรัน... หากเจ้ารอดไปได้ ข้าจะไม่หลอกใช้เจ้าอีกต่อไป..."
ทว่าในโลกของความจริง เกมกระดานวังหลวงยังคงดำเนินต่อไป
รายงานลับจากหน่วยสืบราชการลับส่งมายังพระหัตถ์ของฮ่องเต้อย่างต่อเนื่อง
หลักฐานการคอร์รัปชันของตระกูลมู่เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
เอกสารยืนยันเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงไปยังกองทัพทางเหนือเริ่มปรากฏชัดเจน
ความผิดเหล่านี้มิอาจปล่อยผ่านไปได้ตามกฎมณเฑียรบาล
หลี่เว่ยตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างสาหัส
ด้านหนึ่งคือแผ่นดินและบัลลังก์ที่พระองค์ต้องปกป้อง
อีกด้านคือหัวใจที่เริ่มโหยหาความอบอุ่นจากสตรีที่กำลังนอนหายใจรวยรินอยู่ตรงหน้า
"ทำไมต้องเป็นเจ้า..." พระองค์จ้องมองใบหน้าซีดเซียวของนางด้วยสายตาที่เจ็บปวด
"หากเจ้าเป็นเพียงหญิงธรรมดา หรือหากเจ้าเป็นเพียงสายลับที่ไร้หัวใจ เรื่องราวคงง่ายดายกว่านี้"
มือหนาลูบผ่านเส้นผมสลวยที่ปรกหน้าผากนาง
พระองค์เกลียดชังความรู้สึกอ่อนไหวที่กำลังเติบโตในอกนี้
มันไม่ใช่ความรู้สึกของจักรพรรดิที่เด็ดขาด แต่เป็นความรู้สึกของบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังหลงรัก
มู่หรันเริ่มรู้สึกตัวในเช้าวันหนึ่งที่แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องเข้ามาในห้อง
นางกะพริบตาถี่ๆ ปรับสายตากับแสงที่พร่ามัว
สิ่งที่เห็นอย่างแรกคือใบหน้าที่เหนื่อยล้าและดวงตาที่แดงก่ำของหลี่เว่ย
"ฝ่าบาท..." เสียงของนางแหบแห้งแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
หลี่เว่ยสะดุ้งสุดตัว รีบคว้ามือนางมากุมไว้
"มู่หรัน! เจ้าฟื้นแล้ว! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?"
พระองค์ถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเต็มไปด้วยความโล่งใจ
มู่หรันฝืนยิ้มแม้จะเจ็บแผลที่หน้าอก นางพยายามขยับตัวแต่กลับรู้สึกไร้เรี่ยวแรง
"หม่อมฉัน... ปลอดภัยแล้วเพคะ" นางกระซิบ
หลี่เว่ยไม่พูดสิ่งใดอีก พระองค์ดึงตัวนางเข้ามากอดเบาๆ ด้วยความระมัดระวัง
พระองค์ซ่อนความลับเรื่องหลักฐานกบฏไว้ลึกสุดใจ
ณ วินาทีนี้ พระองค์รู้เพียงว่าพระองค์ไม่อาจเสียสตรีผู้นี้ไปได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม
แต่ทว่าวังหลวงมิใช่สถานที่ที่จะมอบความสุขให้ใครได้โดยไม่มีข้อแม้
ความลับตระกูลมู่ยังคงเป็นดั่งก้อนหินใหญ่ที่ถ่วงใจของฮ่องเต้
พระองค์ต้องเลือกระหว่างอำนาจที่ได้มาด้วยหยาดเลือด หรือหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับศัตรู
ในขณะที่มู่หรันที่ยังคงหลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมกอด
กลับไม่รู้เลยว่าพายุโหมกระหน่ำที่แท้จริง เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นในจิตใจของบุรุษที่นางมอบหัวใจให้ทั้งดวง
หมากทุกตัวบนกระดานเริ่มสั่นคลอน และสถานะของนาง... ก็ใกล้จะถึงจุดเปลี่ยนที่ไม่อาจหวนคืนได้อีกต่อไป
กลิ่นหอมจางๆ ของกำยานไม้จันทน์ยังคงลอยอวลอยู่ทั่วตำหนักคุนหนิง ทว่ารอยแผลที่หน้าอกของมู่หรันยังไม่ทันสมานดี ความเจ็บปวดลึกซึ้งกว่าก็เข้าจู่โจมจิตวิญญาณจนแทบสิ้นสติ
ในยามดึกสงัดที่หลี่เว่ยต้องเสด็จไปสะสางราชกิจเร่งด่วนในห้องทรงพระอักษรส่วนพระองค์ มู่หรันซึ่งเพิ่งฟื้นไข้และอยากจัดเตรียมชุดฉลองพระองค์สำรองให้สวามี ตัดสินใจก้าวเดินผ่านม่านรัตติกาลมาลำพัง
แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดวับแวมสาดส่องผ่านช่องลับหลังชั้นหนังสือไม้พะยูงโบราณ
บานประตูหินที่ถูกเปิดทิ้งไว้เพียงคืบเดียวเผยให้เห็นความมืดมิดและกลิ่นอับชื้นที่แตกต่างจากตำหนักด้านนอกอย่างสิ้นเชิง
ด้วยความสงสัยระคนเป็นห่วง มู่หรันจึงก้าวเท้าย่างเข้าสู่ห้องลับที่นางไม่เคยได้รับอนุญาตให้ย่างกรายเข้ามา
ภายในห้องนั้นรายล้อมไปด้วยชั้นเอกสารลับ โครงร่างแผนที่ทหาร และห่อกระดาษตราประทับราชสำนักที่สะท้อนความน่าสะพรึงกลัว
ดวงตากลมโตสุกสกาวกวาดมองไปทั่วบริเวณ ก่อนที่สายตาจะสะดุดเข้ากับกล่องไม้สักแกะสลักลวดลายมังกรห้าเล็บที่วางเด่นอยู่บนโต๊ะหินอ่อนกลางห้อง
มือเรียวบางที่ยังคงสั่นเทาจากการเจ็บป่วยเอื้อมไปเปิดฝากล่องออกอย่างเชื่องช้า
ภายในนั้นอัดแน่นไปด้วยแผ่นป้ายสืบสวน รายชื่อสายลับ และบันทึกข้อความลายมือพระราชหฤทัยของหลี่เว่ยเอง
บรรทัดแรกที่สะท้อนเข้าสู่ดวงตาคู่งาม ทำเอาโลกรอบตัวมู่หรันพลันหมุนคว้างและดับวูบลงในพริบตา
"สตรีตระกูลมู่... แม้จะบริสุทธิ์ไร้เดียงสา แต่นางคือหมากตัวสำคัญที่สุดในการสืบสาวราวเรื่องกบฏ เมื่อใดที่หลักฐานสมบูรณ์ ข้าจะกวาดล้างโคลนตมนี้ให้สิ้นซากโดยไม่ไว้หน้า"
หัวใจดวงน้อยที่เคยเต้นระรัวด้วยความรักและเทิดทูนหยุดชะงักลงราวกับถูกคมดาบแทงทะลุ
กระดาษแผ่นบางในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นหินเย็นเฉียบ เสียงนั้นเบายิ่งกว่าเสียงถอนหายใจ แต่มันดังดังก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของนาง
น้ำตาหยดแรกไหลรินลงมาจากดวงตาคู่งามที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด
ตามด้วยหยาดน้ำตาแห่งความเจ็บปวดที่พรั่งพรูออกมาดั่งทำนบแตก
นางส่ายหน้าช้าๆ ปฏิเสธความจริงอันโหดร้ายที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า
‘ไม่ใช่... นี่ไม่ใช่เรื่องจริง... ฝ่าบาททรงรักหม่อมฉัน... ทรงปกป้องหม่อมฉันจากลูกธนู...’
เสียงร่ำไห้สะอื้นฮักดังก้องอยู่ในความมืดมิดของห้องลับอันอ้างว้าง
ความอบอุ่นทั้งหมดที่นางเคยได้รับกลายเป็นภาพลวงตาอันน่าสมเพช
ที่แท้ความห่วงใย รอยยิ้มละมุน และอ้อมกอดอันอบอุ่นเหล่านั้น
เป็นเพียงละครฉากใหญ่ที่ถูกคำนวณมาเพื่อหลอกเอาความลับจากนางและทำลายตระกูลของนางเท่านั้น
ขณะที่มู่หรันกำลังยืนทรุดฮวบลงกับพื้นด้วยความสิ้นหวัง
เสียงฝีเท้าหนักแน่นและคุ้นเคยก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องลับ
แสงไฟจากคบเพลิงด้านนอกสาดส่องเข้ามา เผยให้เห็นร่างสูงสง่าของหลี่เว่ยที่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ฮ่องเต้หนุ่มชะงักฝีเท้าลงทันทีเมื่อเห็นร่างอรชรของฮองเฮานั่งคุดคู้ร้องไห้อยู่ท่ามกลางกองเอกสารลับ
และเมื่อสายตาของพระองค์เหลือบไปเห็นบันทึกแผ่นที่เปิดค้างอยู่ ความตื่นตระหนกก็ฉายชัดขึ้นในแววตาคมกริบ
"มู่... มู่เอ๋อร์?" หลี่เว่ยอุทานเสียงหลง รีบสาวพระบาทเข้าไปใกล้
"เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่? ฟังข้าก่อน..."
"อย่าเข้ามานะ!" มู่หรันหวีดร้องลั่น นางถอยร่นจนแผ่นหลังชนกับชั้นหนังสือ
ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววรักใคร่ บัดนี้เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ความผิดหวัง และความเจ็บปวดเจียนตาย
มือบางยกขึ้นปาดน้ำตาริมแก้มอย่างลวกๆ แต่น้ำตากลับยิ่งไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย
"ฝ่าบาท... พระองค์ทรงหลอกหม่อมฉันมาตลอดเลยสินะเพคะ?"
น้ำเสียงที่เปล่งออกมาสั่นเครือและแหบแห้งจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
หลี่เว่ยชะงักงัน พระพักตร์ซีดเผือดลงเล็กน้อย
พระองค์พยายามจะเอื้อมมือไปประคองร่างที่กำลังสั่นเทานั้น
"มู่เอ๋อร์ เจ้าฟังข้าอธิบายก่อน สิ่งที่เจ้าเห็น... มันเป็นเพียงแผนการในตอนแรก..."
"แผนการงั้นหรือเพคะ!" มู่หรันแผดเสียงขัดขึ้นมา น้ำตาอาบสองแก้ม
"พระองค์ใช้ความรักของหม่อมฉัน มาเป็นเครื่องมือในการสืบหาความผิดของตระกูลมู่
พระองค์ทำร้ายหัวใจของคนที่มอบชีวิตให้พระองค์ได้ลงคออย่างนั้นหรือเพคะ!"
ความเงียบงันอันน่าอึดอัดโรยตัวปกคลุมไปทั่วห้องลับ
หลี่เว่ยขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้น ดวงตาคมกริบไหวระริกด้วยความเจ็บปวดที่ไม่แพ้กัน
"ใช่... ในตอนแรกมันคือแผนการ" พระองค์เอמהยอมรับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่สั่นเครือ
"ข้าต้องระแวดระวังทุกย่างก้าว ตระกูลมู่กุมอำนาจทหารครึ่งประเทศ ข้าไม่มีทางเลือกอื่น..."
"แล้วตอนนี้ล่ะเพคะ!" มู่หรันพุ่งตัวลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับพระองค์
แม้ร่างกายจะยังอ่อนแอจากพิษบาดแผล แต่นางกลับยืนหยัดด้วยความเด็ดเดี่ยว
"ตอนนี้หลักฐานพร้อมแล้ว ตระกูลมู่ของหม่อมฉันกำลังจะถูกกวาดล้างใช่ไหมเพคะ!"
หลี่เว่ยเงียบกริบ พระองค์ไม่อาจปฏิเสธคำพูดนั้นได้
เพราะรายงานล่าสุดยืนยันว่าท่านอาของมู่หรันแอบซ่องสุมกำลังพลจริง
ตามกฎหมายบ้านเมือง โทษของกบฏคือประหารเจ็ดชั่วโคตร พระองค์ไม่อาจละเว้นได้
"หม่อมฉันยอมรับ... ว่าตระกูลมู่มีคนชั่ว..." มู่หรันทรุดตัวลงคุกเข่า ร่างกายสั่นเทาด้วยความสะท้าน
"ท่านอาของหม่อมฉันมีความทะเยอทะยานและคิดก่อกบฏจริง... หม่อมฉันไม่แก้ตัวให้เขา!"
นางเงยหน้าขึ้นสบตาพระองค์ หยดน้ำตาไหลอาบลงมาไม่ขาดสาย
"แต่ท่านพ่อของหม่อมฉัน... และตัวหม่อมฉันเอง ไม่เคยล่วงรู้เรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย!
พวกเราจงรักภักดีต่อราชบัลลังก์มาโดยตลอด ทำไม... ทำไมพระองค์ถึงไม่ไว้ใจพวกเราบ้างเลย!"
คำตัดพ้อนั้นกรีดลึกเข้าไปในหัวใจของหลี่เว่ยราวกับคมมีดนับพันเล่ม
พระองค์ทรุดพระวรกายลงนั่งคุกเข่าเบื้องหน้านาง เอื้อมมือทั้งสองข้างไปกุมมือเรียวที่เย็นเฉียบไว้แน่น
"ข้ารู้... ข้ารู้ว่าท่านพ่อของเจ้าบริสุทธิ์ มู่เอ๋อร์..."
น้ำเสียงของฮ่องเต้หนุ่มขาดห้วง ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความสำนึกผิดและทรมาน
"ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเจ้า... และข้าไม่ได้ต้องการให้ท่านพ่อของเจ้าต้องตาย
เชื่อข้าเถอะนะ... ตั้งแต่วันที่เราอยู่ร่วมกัน หัวใจของข้า... หลี่เว่ยผู้นี้ รักเจ้าเข้าจริงๆ แล้ว!"
คำสารภาพรักในยามนี้ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย
กลับกัน มันยิ่งตอกย้ำความน่าสมเพชของความรักที่นางมอบให้
มู่หรันแค่นหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา รอยยิ้มที่ปรากฏบนเรียวปากช่างขื่นขมและเจ็บปวดเกินกว่าจะบรรยาย
"รักหรือเพคะ?... คำว่ารักจากปากของคนที่เหยียบย่ำหัวใจหม่อมฉัน มีค่าแค่ไหนกัน?"
นางสะบัดมือออกจากการกุมของพระองค์อย่างแรงราวกับรังเกียจสัมผัสนั้น
"พระองค์รักหม่อมฉัน... แต่ก็ยังคงวางแผนที่จะกวาดล้างครอบครัวของหม่อมฉันไปพร้อมกันอย่างนั้นหรือเพคะ?
ความรักของพระองค์มันช่างน่ากลัว... และเห็นแก่ตัวที่สุด!"
"มู่เอ๋อร์! เจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร!" หลี่เว่ยตะโกนออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจ
ความเด็ดขาดของจักรพรรดิพังทลายลงต่อหน้าสตรีผู้นี้
"ข้าคือฮ่องเต้แห่งแผ่นดิน! หากข้าปล่อยตระกูลมู่ไป บัลลังก์นี้จะสั่นคลอน!
ข้าพยายามหาทางออกที่ดีที่สุดเพื่อให้เจ้าอยู่เคียงข้างข้า... ทำไมเจ้าถึงไม่เข้าใจข้าบ้าง!"
"เพราะหม่อมฉันมีหัวใจอย่างไรเลเพคะ!" มู่หรันแผดเสียงตอบกลับทั้งน้ำตา
ดวงตากลมโตจ้องมองพระองค์ด้วยความผิดหวังอย่างถึงที่สุด
"หม่อมฉันยอมเอาชีวิตเข้าแลกรับลูกศรอาบยาพิษแทนพระองค์ในวันนั้น
เพราะหม่อมฉันคิดว่าพระองค์คือคนที่รักหม่อมฉันด้วยใจจริง...
แต่สิ่งที่หม่อมฉันได้รับกลับเป็นการหักหลังและความหลอกลวง!"
นางถอยหลังออกห่างจากพระองค์ทีละก้าว
แววตาที่เคยฉายแววเทิดทูน บัดนี้ว่างเปล่าและเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก
ความผูกพันทั้งหมดถูกตัดขาดลงในค่ำคืนอันมืดมิดนี้
"พอแค่นี้เถอะเพคะ..." น้ำเสียงของนางราบเรียบ เยือกเย็น และบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ฮองเฮามู่หรันได้ตายไปจากตำหนักคุนหนิงแล้ว
เหลือไว้เพียงนักโทษการเมืองผู้โง่เขลา ที่ถูกหลอกใช้จนวินาทีสุดท้าย"
"มู่หรัน! อย่าพูดจาเช่นนั้น!" หลี่เว่ยตื่นตระหนก รีบพุ่งเข้าไปคว้าตัวนางไว้
แต่ทว่ามู่หรันกลับสะบัดตัวหลุดอย่างไม่ใยดี
นางหันหลังให้พระองค์ วิ่งหนีออกไปจากห้องลับอันมืดมิดท่ามกลางเสียงสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาด้านนอก
หลี่เว่ยทรุดฮวบลงนั่งคุกเข่าอยู่กลางห้องลับที่ว่างเปล่า
ความเงียบงันและความมืดมิดเข้าโอบล้อมรอบกายพระองค์อีกครั้ง
พระองค์มองไปยังรอยเปื้อนคราบน้ำตาบนพื้นหิน
ตระหนักได้ทันทีว่า แม้พระองค์จะเป็นผู้กำชัยชนะบนกระดานวังหลวง
แต่พระองค์ได้สูญเสียหัวใจที่แท้จริงของฮองเฮาไปตลอดกาลเสียแล้ว
เสียงกลองศึกดังสนั่นหวั่นไหวสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งกำแพงวังหลวงชั้นใน
เปลวเพลิงสีส้มฉานพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องนฟ้ายามราตรี ย้อมหมู่เมฆให้กลายเป็นสีเลือด
กลิ่นคาวเลือดและเขม่าดินปืนลอยคละคลุ้งไปกับสายลมหนาวที่พัดกระโชกแรง
กลุ่มกองกำลังติดอาวุธนับพันนายภายใต้ธงสัญลักษณ์ตระกูลมู่ บุกทะลวงประตูเมืองหลวงเข้ามาอย่างอุกอาจ
ผู้นำทัพกบฏมิใช่ใครอื่นไกล นอกจาก "ท่านอา" ของมู่หรันผู้ทะเยอทะยาน
ชายผู้ใช้ความไว้ใจของวงศ์ตระกูลเป็นบันไดไต่เต้าสู่อำนาจ
เขานำกำลังพลหุ้มเกราะเหล็กเข้าปิดล้อมท้องพระโรงใหญ่อย่างแน่นหนา
หมายจะปลงพระชนม์ฮ่องเต้หนุ่มและยึดครองบัลลังก์มังกรในค่ำคืนนี้
ภายในท้องพระโรงที่โอบล้อมไปด้วยศัตรู หลี่เว่ยในชุดเกราะทองคำประดับโลหิตกำลังยืนหยัดอย่างองอาจ
พระพักตร์คมคายฉายแววเด็ดเดี่ยวและเย็นชา ดาบยาวในพระหัตถ์หยดหยาดเลือดสดๆ ลงกระทบพื้นศิลา
รอบพระองค์มีองครักษ์เสื้อแพรที่จงรักภักดีเหลืออยู่เพียงไม่กี่นาย
แม้จะตกอยู่ในวงล้อมของมัจจุราช แต่แววตาของโอรสสวรรค์กลับไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
"หลี่เว่ย! ถึงเวลาชำระหนี้เลือดแล้ว ยอมจำนนแต่โดยดีเถอะ!"
เสียงตะโกนก้องกังวานของท่านอาก้องไปทั่วห้องโถง
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความริษยาและอำนาจมืดฉายรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
เขาชี้ดาบมายังองค์ฮ่องเต้ด้วยความฮึกเหิม
โดยคิดว่าในค่ำคืนนี้ ชัยชนะตกเป็นของเขาอย่างแน่นอนแล้ว
หลี่เว่ยแค่นพระสรวลเสียงต่ำ ดวงเนตรคมกริบกวาดมองกบฏใจโฉดด้วยความดูแคลน
"คนอกตัญญูเช่นเจ้า คิดจะแย่งชิงแผ่นดินจากมือเรา ฝันกลางวันไปเสียเถอะ!"
สิ้นพระสุระเสียง หลี่เว่ยก็พุ่งทะยานเข้าประจันหน้ากับกองโจรเบื้องหน้าทันที
คมดาบมังกรตวัดวาดออกไปอย่างดุดัน ดุจพญาครุฑกางปีกสะบัดปีกฟาดฟันศัตรูจนล้มตายเป็นใบไม้ร่วง
ทว่าจำนวนคนที่มากกว่าทำให้ฝ่ายฮ่องเต้เริ่มตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด
วงล้อมค่อยๆ แคบลงทุกขณะ
แรงกดดันจากศัตรูรอบด้านเริ่มบั่นทอนกำลังพลทีละน้อย
แม้หลี่เว่ยจะเก่งกาจเพียงใด แต่ด้วยเรี่ยวแรงของมนุษย์ย่อมมีขีดจำกัด
บาดแผลเริ่มปรากฏตามฉลองพระองค์และพระวรกาย
ในวินาทีที่วิกฤตที่สุด ประตูบานใหญ่ด้านหลังท้องพระโรงกลับถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง
ท่ามกลางแสงไฟเพลิงอันโชติช่วง ร่างอรชรในชุดคลุมฮองเฮาสีแดงเพลิงปรากฏกายขึ้น
เรือนผมสลวยปลิวสยายตามแรงลม มงกุฎหงส์บนศีรษะสะท้อนประกายแสงวับวาว
ดวงตากลมโตที่เคยเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและน้ำตา บัดนี้กลับฉายแววเด็ดเดี่ยวและเฉียบขาดดั่งพญาหงส์
นั่นคือมู่หรัน นางไม่ได้หลบหนีไปไหนตามที่เคยลั่นวาจา
แม้หัวใจจะแหลกสลายจากความหลอกลวง แต่นางไม่อาจปล่อยให้แผ่นดินล่มสลาย และไม่อาจปล่อยให้ชายที่นางยังคงรักฝังใจต้องจบชีวิตลงที่นี่ได้
ในมือบางของนางชู "ตราฮองเฮาหยกแท้" และ "ราชโองการลับสำนักบูรพา" ขึ้นสูง
เสียงหวานใสที่แฝงไปด้วยอำนาจเด็ดขาดก้องกังวานไปทั่วบริเวณ
"ราชโองการไทเฮามาถึงแล้ว! ทหารทั้งหลาย จงฟังคำสั่ง!"
เหล่าทหารกบฏและทหารรักษาพระองค์ต่างชะงักงัน หันไปมองต้นเสียงเป็นตาเดียว
ท่านอาหน้าถอดสีเมื่อเห็นกองกำลังทหารนับหมื่นนายสวมเกราะสีเงินยวดยิ่ง
กรูเข้ามาสมทบจากด้านหลังตำหนักอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
นั่นคือกองกำลังองครักษ์เงาหลวงและกองทัพส่วนพระองค์ของไทเฮา ที่มู่หรันใช้ไหวพริบและตราประจำพระองค์แอบลอบเข้าไปเจรจาและนำกำลังมาช่วยได้ทันท่วงที
"ฮองเฮา... พระองค์..." ท่านอาละล่ำละลักด้วยความตื่นตระหนก
"จับกุมตัวกบฏผู้นี้ไว้!" มู่หรันตวาดลั่น ประกายตาคมกริบราวกับคมมีด
"ผู้ใดขัดขืนมีโทษประหารสถานเดียว!"
สิ้นคำสั่งของฮองเฮา กองกำลังทหารรักษาพระองค์นับหมื่นพุ่งเข้าโอบล้อมพวกกบฏทันที
การต่อสู้กลับตาลปัตรในชั่วพริบตา
ด้วยไหวพริบและความเด็ดเดี่ยวของมู่หรัน ทำให้แผนการชิงบัลลังก์ของท่านอาพังทลายลงไม่เป็นท่า
ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ท่านอาและพรรคพวกถูกสยบลงแทบเท้า
คมดาบของทหารหลวงกดร่างกบฏให้นอนหมอบราบไปกับพื้นศิลา
หลี่เว่ยยืนหอบหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน
พระองค์ทอดพระเนตรมองสตรีผู้ยืนสง่างามอยู่เบื้องหน้า
หัวใจที่เคยเยือกเย็นและด้านชาพองโตด้วยความรู้สึกผิด ความซาบซึ้ง และความรักที่ล้นทะลัก
พระองค์ก้าวพระบาทเข้าไปหานางช้าๆ ท่ามกลางซากปรักหักพังและความเงียบงันของผู้คนรอบข้าง
มู่หรันยืนนิ่งรับการมาของพระองค์ ดวงตากลมโตมองสบตากับสวามีด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
ไม่มีรอยยิ้มออดอ้อน ไม่มีแววตาเทิดทูนดั่งวันวาน
มีเพียงความนิ่งสงบของผู้หญิงที่ผ่านความเจ็บปวดเจียนตายมาแล้วครั้งหนึ่ง
"มู่เอ๋อร์..." หลี่เว่ยเอ่ยเรียกเสียงสั่นเครือ
พระองค์ทรุดพระวรกายลงคุกเข่าต่อหน้าพระมเหสีของตนเองท่ามกลางสายตานับร้อยคู่
การกระทำอันสะท้านสะเทือนแผ่นดินนี้ทำให้ทุกคนในท้องพระโรงถึงกับอ้าปากค้าง
ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ยอมคุกเข่าให้แก่สตรีผู้กอบกู้บัลลังก์
"ลุกขึ้นเถอะเพคะ ฝ่าบาท" มู่หรันเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"การกบฏสงบลงแล้ว หน้าที่ของหม่อมฉันเสร็จสิ้นแล้วเช่นกัน"
"ไม่... เจ้าฟังข้าก่อน มู่เอ๋อร์" หลี่เว่ยเอื้อมมือไปกุมชายฉลองพระองค์ของนางไว้
ดวงตาคมกริบแดงก่ำเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิด
"ข้าขอโทษ... ข้าขอโทษสำหรับทุกสิ่งที่ผ่านมา ข้าโง่เขลาและเห็นแก่ตัว ที่เอาความรักของเจ้ามาเป็นเครื่องมือ
ข้าเกือบจะสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปเพียงเพราะความหวาดระแวงของตนเอง"
นางก้มลงมองบุรุษผู้เป็นสวามี
เห็นความเจ็บปวดที่ฉายชัดในแววตาของพระองค์
นางรู้ดีว่าความรักที่แตกสลายไปแล้วยากจะประสานให้กลับมาDงามดังเดิมได้ในชั่วข้ามคืน
ทว่าความเด็ดเดี่ยวและความจริงใจที่หลี่เว่ยแสดงออกในยามนี้ ทำให้กำแพงน้ำแข็งในใจนางเริ่มร้าวราน
"แล้วท่านพ่อของหม่อมฉันเล่าเพคะ..." มู่หรันเอ่ยถามเสียงแผ่ว
"ท่านอาเป็นคนก่อกบฏ แต่ท่านพ่อของหม่อมฉันบริสุทธิ์... พระองค์จะจัดการอย่างไร?"
หลี่เว่ยสบตาคู่นั้นอย่างมั่นคง
"ข้าขอสัญญาต่อฟ้าดิน... ท่านพ่อของเจ้าบริสุทธิ์ ไร้ซึ่งความผิดใดๆ ทั้งสิ้น
ตระกูลมู่จะยังคงได้รับความไว้วางใจและเกียรติยศเช่นเดิม
ส่วนคนผิดมีเพียงท่านอาและพรรคพวก จะถูกลงทัณฑ์ตามกฎหมายบ้านเมืองอย่างยุติธรรม"
พระองค์ยกมือขึ้นแตะแก้มเนียนนวลของนางอย่างทะนุถนอม
"ข้าขอสัญญาด้วยเกียรติของโอรสสวรรค์... นับจากวันนี้เป็นต้นไป จะไม่มีการโกหก หลอกลวง หรือระแวงแคลงใจกันอีก
ข้าจะรัก ให้เกียรติ และยอมตามใจเจ้าไปตลอดชีวิตที่เหลือของข้า... โปรดให้อภัยข้าเถอะนะ มู่เอ๋อร์"
มู่หรันนิ่งเงียบไปชั่วขณะ
นางมองลึกลงไปในแววตาของหลี่เว่ย ค้นหาความจริงใจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความเจ็บปวดนั้น
นางพบว่าหัวใจของพระองค์มอบให้รอยยิ้มและตัวนางไปหมดสิ้นแล้ว
หยาดน้ำตาหยดหนึ่งไหลรินลงมาจากหางตาของนาง
ก่อนที่ริมฝีปากอิ่มจะคลี่ยิ้มบางเบาออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
"ถ้ารับปากแล้ว ห้ามคืนคำเด็ดขาดนะเพคะ..." นางกระซิบตอบเสียงเบา
หลี่เว่ยแย้มพระสรวลกว้างด้วยความโล่งใจ รีบดึงร่างบางเข้าสู่อ้อมกอดแน่น
เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีของเหล่าขุนนางดังสนั่นก้องกังวานไปทั่วท้องพระโรง
ค่ำคืนแห่งไฟสงครามอันมืดมิดได้ผ่านพ้นไปแล้ว
รุ่งอรุณแห่งวันใหม่กำลังสาดส่องแสงสีทองทาบทาลงบนกำแพงวังหลวงอีกครั้ง
บทเรียนจากหมากกระดานวังหลวงครานี้ ทิ้งไว้ซึ่งสัจธรรมอันลึกซึ้งว่า
อำนาจและบัลลังก์อาจสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่ผู้ครอบครองชั่วคราว
ทว่าความระแวงแคลงใจและการหลอกลวง คือยาพิษที่กัดกินหัวใจคนที่รักเราให้แหลกสลายไปทีละน้อย
ในยามที่พายุโหมกระหน่ำใส่ชีวิตคู่ สิ่งเดียวที่จะประคับประคองนาวาแห่งความรักให้ฝ่าฟันคลื่นลมไปได้
มิใช่เล่ห์กลหรือยุทธวิธีอันแยบยล
หากแต่คือ ความซื่อสัตย์ที่มั่นคง และการอภัยให้แก่กันด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว... หัวใจที่บริสุทธิ์และมั่นคงในรัก คือป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า
ที่ต่อให้มีลมพายุรุนแรงเพียงใด ก็ไม่อาจสั่นคลอนให้พังทลายลงได้ชั่วนิรันดร์
นิยายฟรี
นิยายสั้น
นิยายจีนโบราณ
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย