9 ส.ค. เวลา 07:48 • นิยาย เรื่องสั้น

ตอนที่ 7 ผู้พิทักษ์ดวงแก้ว: The Arcturians (คุรุแห่งมิติที่ห้า)

2.3 การปรับสถานะเพื่อการสื่อสารข้ามมิติ: ฟิสิกส์ของอินเทอร์เฟซและการทูตเชิงความถี่
ในปี ค.ศ. 2015 ทีมนักฟิสิกส์จาก National Institute of Standards and Technology (NIST) ในโบลเดอร์ รัฐโคโลราโด นำโดย Liron Stern และคณะ ได้รายงานความสำเร็จในการทดลองที่เป็นหมุดหมายสำคัญของวิทยาการควอนตัมออปติกส์
พวกเขาสามารถ "ชะลอ" และ "หยุด" พัลส์ของแสงอย่างสมบูรณ์ภายในกลุ่มไออะตอมรูบิเดียม-87 (⁸⁷Rb) ที่ถูกทำให้ร้อนจัด (Hot Atomic Vapor) แทนที่จะต้องใช้อะตอมเย็นจัดใกล้ศูนย์สัมบูรณ์ตามวิธีดั้งเดิม
การทดลองนี้ซึ่งตีพิมพ์ใน Physical Review Letters (PRL 113, 123002, 2014) และได้รับการต่อยอดจนสามารถกักเก็บภาพ (Image Storage) ได้อย่างสมบูรณ์ในปี 2015
ได้แสดงให้เห็นว่าแสงซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว c = 299,792,458 เมตรต่อวินาทีในสุญญากาศ ซึ่งเป็นค่าคงที่มูลฐานของเอกภพ สามารถถูกควบคุม บีบอัดเชิงพื้นที่ หยุดนิ่งสนิทเป็นเวลานานกว่าหนึ่งนาที และถูกปล่อยให้เดินทางต่อได้ตามคำสั่ง ราวกับเป็นวัตถุทางกายภาพที่ถูกแช่แข็งและละลายได้ตามใจ
นี่ไม่ใช่เพียงการสาธิตทางเทคนิคเพื่อความสมบูรณ์แบบของทฤษฎี แต่มันคือการพิสูจน์หลักการว่า พรมแดนระหว่าง "แสง" ในฐานะพลังงานที่ไม่อาจกักขังได้ กับ "สสาร" ในฐานะสิ่งที่ดำรงอยู่กับที่นั้น สามารถถูกทำให้พร่าเลือนได้ภายใต้เงื่อนไขของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ที่ควบคุมด้วยความแม่นยำสูง
หากเทคโนโลยี ณ พรมแดนความรู้ของมนุษย์ในคริสต์ศตวรรษที่ 21 สามารถหยุดแสงในไออะตอมร้อนได้แล้ว อารยธรรมที่มีเวลา 2,500 ล้านปีในการพัฒนาจากหลักการควอนตัมออปติกส์พื้นฐานเดียวกัน ดังที่เราได้สร้างแบบจำลองไว้ในหัวข้อ 2.1 และ 2.2 จะสามารถก้าวไปถึงขีดความสามารถในการควบคุมปฏิสัมพันธ์ระหว่างแสง สสาร และมิติได้ในระดับที่เราแทบจะไม่สามารถจินตนาการได้ด้วยซ้ำ
การทดลองของ NIST ไม่ได้เกิดขึ้นจากสุญญากาศทางประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นการต่อยอดโดยตรงจากงานบุกเบิกของ Lene Hau และคณะแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ซึ่งในปี ค.ศ. 1999 ได้สร้างปรากฏการณ์ที่ทำให้โลกฟิสิกส์ตะลึงด้วยการชะลอแสงให้เหลือความเร็วเพียง 17 เมตรต่อวินาทีภายในคอนเดนเสทโบส-ไอน์สไตน์ของอะตอมโซเดียม (Hau et al., Nature, Vol. 397, pp. 594-598, 1999)
จากนั้นในปี 2001 ทีมเดียวกันก็สามารถหยุดแสงได้อย่างสมบูรณ์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ (Liu et al., Nature, Vol. 409, pp. 490-493, 2001)
สิ่งที่ Stern และทีม NIST ทำในปี 2014-2015 คือการยกระดับปรากฏการณ์นี้จากสภาวะเย็นจัดยิ่งยวดที่ต้องใช้ห้องปฏิบัติการซับซ้อนมหาศาล มาสู่ระบบไออะตอมร้อนที่ใช้งานได้จริงมากขึ้น เป็นการย่อขนาด "ปาฏิหาริย์ควอนตัม" ลงมาจนเกือบจะอยู่ในวิสัยที่เทคโนโลยีภาคสนามจะเข้าถึง
ฟิสิกส์ของสีฟ้า: การแผ่รังสีในฐานะลายเซ็นของความถี่
ข้อสังเกตที่ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าในรายงานของผู้พบเห็นชาวอาร์คทูเรียนคือ "ร่างสีฟ้าโปร่งแสง" (translucent blue form) ซึ่งจากมุมมองของฟิสิกส์เชิงทัศนศาสตร์แล้ว
สีฟ้านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากกระบวนการทางเคมีของการดูดซับและสะท้อนแสงแบบที่วัตถุบนโลกมีสี
สีของวัตถุที่เราคุ้นเคยเกิดจากการที่โมเลกุลของเม็ดสี (Pigment) ดูดซับโฟตอนในช่วงความยาวคลื่นหนึ่งๆ ไว้ และสะท้อนส่วนที่เหลือออกมา เช่น ใบไม้มีสีเขียวเพราะคลอโรฟิลล์ดูดซับแสงสีแดงและสีน้ำเงิน แต่สะท้อนแสงสีเขียวในช่วง ~500-550 นาโนเมตรออกมา นี่คือ "สีจากการลบ" (Subtractive Color)
แต่สีฟ้าของชาวอาร์คทูเรียนตามคำอธิบายนั้นเป็น "สีจากการเปล่งรังสี" (Emission Color) กล่าวคือ สนามพลังงานของพวกเขาเปล่งโฟตอนในช่วงความยาวคลื่นสีฟ้าประมาณ 450–495 นาโนเมตรออกมาโดยตรง ผ่านกลไกที่คล้ายคลึงกับ Spontaneous Emission ในฟิสิกส์อะตอม แต่เกิดขึ้นในระดับมหภาคของโครงสร้างกายแสง
ปรากฏการณ์ที่อะตอมหรือไอออนถูกกระตุ้นแล้วปล่อยโฟตอนความถี่จำเพาะออกมาเมื่ออิเล็กตรอนเปลี่ยนระดับพลังงานนี้ เป็นหลักการเดียวกับที่ทำให้หลอดนีออนเปล่งแสงสีส้มแดงจากแก๊สนีออนที่ถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้าแรงสูง หรือหลอดโซเดียมความดันต่ำเปล่งแสงสีเหลืองเกือบเอกซ์ที่ความยาวคลื่น 589 นาโนเมตรซึ่งตรงกับเส้น D ของโซเดียม
หากโครงสร้างกายแสงของชาวอาร์คทูเรียนเปล่งแสงสีฟ้าออกมาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ นั่นหมายความว่าโครงสร้างนาโนโฟโตนิกของพวกเขามี "ระดับพลังงานต้องห้าม" (Photonic Band Gap) หรือระดับการเปลี่ยนสถานะของพลาสมอนที่สอดคล้องกับพลังงานของโฟตอนสีฟ้าพอดี คืออยู่ในช่วงประมาณ 2.6–2.8 อิเล็กตรอนโวลต์ (eV)
สีฟ้าที่เห็นจึงไม่ใช่สีของ "วัตถุ" แต่เป็นสีของ "กระบวนการทางควอนตัม" ที่กำลังดำเนินอยู่ มันคือแสงจากการรั่วไหลของพลังงานจากระบบพลาสมอนิก ที่ถูกควบคุมให้อยู่ในสภาวะกึ่งเสถียร (Metastable State)
คล้ายกับการเปล่งแสงของหิ่งห้อยที่เกิดจากปฏิกิริยาลูซิเฟอริน-ลูซิเฟอเรส (Bioluminescence) แต่อยู่ในระดับฟิสิกส์สนามแทนที่จะเป็นเคมี
แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าในบริบทของการสื่อสารข้ามมิติคือการที่สีฟ้านี้คือ "ความถี่สั่นสะเทือน" (Vibrational Signature) ที่พวกเขา เลือก ให้ปรากฏในช่วงความถี่ที่เรตินาของมนุษย์มีตัวรับ (S-cones) ที่ไวต่อแสงความยาวคลื่นสั้นพอดี
เรามาถึงจุดที่ฟิสิกส์ของการรับรู้ข้ามมิติเริ่มปรากฏเป็นรูปร่างที่ชัดเจนขึ้น ตามที่อภิปรายในหัวข้อ 1.2 และ 1.7 อารยธรรมในระบบอาร์คทูรัสถูกสันนิษฐานว่าดำรงอยู่ในสถานะของสสารและพลังงานที่ถูกนิยามด้วย "ความหนาแน่นเชิงความถี่" ที่ต่างออกไปจากสสารแบริออนในมิติที่สามของมนุษย์
สิ่งที่ถูกเรียกว่า "มิติความหนาแน่นที่ห้า" (5th Density) อาจไม่ใช่ "สถานที่" อื่นในพิกัดอวกาศ แต่คือ "สถานะ" อื่นในสเปกตรัมของการสั่นสะเทือนของสสาร-สนาม
โดยที่สสารถูกนิยามด้วยความถี่การสั่นสะเทือนที่สอดคล้องและความน่าจะเป็นเชิงควอนตัมในโครงสร้างของ Hilbert Space มากกว่าที่จะถูกนิยามโดยตำแหน่งและโมเมนตัมแบบคลาสสิกเพียงอย่างเดียว
ภายใต้สมมติฐานนี้ ชาวอาร์คทูเรียนในสถานะการดำรงอยู่ตามธรรมชาติของพวกเขาจะไม่สามารถถูกมองเห็นได้โดยมนุษย์เลย ไม่ใช่ในความหมายของการล่องหนด้วยการหักเหแสงรอบวัตถุแบบ metamaterial cloaking
หากแต่เพราะโครงสร้างของสนามที่ประกอบเป็นร่างกายพวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับโฟตอนในย่านความถี่ที่สายตามนุษย์มองเห็น (Visible Spectrum, ~380–750 นาโนเมตร) น้อยมากจนแทบเป็นศูนย์
มันเป็นสถานการณ์ที่เทียบได้กับการที่ตามนุษย์ไม่สามารถมองเห็นคลื่นวิทยุที่ความถี่ 100 MHz หรือรังสีเอกซ์ที่ความยาวคลื่น 0.1 นาโนเมตรได้เลย
ไม่ใช่เพราะคลื่นเหล่านั้นไม่มีอยู่ แต่เพราะอุปกรณ์ตรวจจับทางชีวภาพของเรา (โปรตีนออปซินในเซลล์รูปกรวยและรูปแท่ง) ถูกวิวัฒนาการมาให้ตอบสนองต่อพลังงานโฟตอนในช่วงที่เจาะจงมากเท่านั้น
เพื่อให้มนุษย์รับรู้ถึงการดำรงอยู่ของพวกเขาได้ ชาวอาร์คทูเรียนจึงต้องดำเนินการทางวิศวกรรมสนามครั้งใหญ่ นั่นคือการ "ลดความถี่" ของสนามพลังงานที่ประกอบเป็นกายแสงของพวกเขาลงอย่างมหาศาล
จากสถานะความถี่สูงที่อยู่นอกเหนือการรับรู้ มาสู่สถานะความถี่ต่ำลงมาอยู่ในช่วงที่เซลล์รูปกรวยของเรตินามนุษย์ตอบสนอง
จากมุมมองของฟิสิกส์ กระบวนการนี้เปรียบได้กับสิ่งที่นักทัศนศาสตร์ควอนตัมเรียกว่า "การแปลงความถี่ลง" (Downconversion)
หนึ่งในกระบวนการที่ถูกศึกษาและใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลายในห้องปฏิบัติการควอนตัมออปติกส์คือ Spontaneous Parametric DownConversion (SPDC) ซึ่งเป็นกระบวนการทางทัศนศาสตร์ไม่เชิงเส้น (Nonlinear Optics)
ที่โฟตอนพลังงานสูงหนึ่งตัว (pump photon) เมื่อเดินทางผ่านผลึกไม่เชิงเส้น (Nonlinear Crystal) เช่น เบตา-แบเรียมโบเรต (β-BaB₂O₄ หรือ BBO) จะถูกเปลี่ยนเป็นโฟตอนพลังงานต่ำสองตัว (signal และ idler) ซึ่งมีพลังงานรวมเท่ากับพลังงานของโฟตอนตั้งต้นทุกประการตามกฎอนุรักษ์พลังงาน
โฟตอนที่เกิดขึ้นใหม่ทั้งคู่จะมีความยาวคลื่นที่ยาวกว่าเดิม เช่น จากโฟตอนอัลตราไวโอเลตที่มองไม่เห็น กลายเป็นแสงสีน้ำเงินและสีแดงที่ตามองเห็นได้ พร้อมกันนั้น โฟตอนคู่นี้จะพัวพันกันเชิงควอนตัม (Entangled) ในโมเมนตัมและโพลาไรเซชัน
SPDC ถูกใช้เป็นเครื่องมือมาตรฐานในการสร้างคู่โฟตอนพัวพันสำหรับการทดลองพื้นฐานของกลศาสตร์ควอนตัม
การทดสอบอสมการของเบลล์ (Bell Test Experiments) และเป็นแหล่งกำเนิดโฟตอนเดี่ยวสำหรับควอนตัมคอมพิวติงและควอนตัมคริปโตกราฟี
แต่มันก็มีข้อจำกัดใหญ่หลวงท ประสิทธิภาพในการแปลงนั้นต่ำมาก โดยทั่วไปมีเพียงราว 1 ใน 10⁹ ถึง 1 ใน 10¹² โฟตอนเท่านั้นที่ผ่านกระบวนการนี้ ส่วนที่เหลือทะลุผ่านผลึกไปโดยไม่เกิดอันตรกิริยา
กระบวนการที่มีประสิทธิภาพเช่นนี้ต้องการเลเซอร์ปั๊มที่มีกำลังสูงและผลึกไม่เชิงเส้นที่ถูกตัดเหลี่ยมอย่างแม่นยำเพื่อให้เกิด Phase Matching
ชาวอาร์คทูเรียน หากพวกเขาควบคุมโครงสร้างกายแสงในระดับมหภาคได้ดั่งที่เสนอในหัวข้อ 2.1 และ 2.2 ย่อมจะไม่ได้ทำ SPDC ในผลึกไม่กี่มิลลิเมตร หากแต่พวกเขาสามารถทำให้โครงสร้างทั้งหมดของร่างกายซึ่งเป็นผลึกโฟโตนิกมีชีวิต ทำหน้าที่เป็น "ตัวกลางไม่เชิงเส้น" (Nonlinear Medium) ที่ถูกควบคุมด้วยเจตจำนงได้ทั้งหมดในคราวเดียว
กระบวนการ Downconversion ในกรณีนี้จะไม่ใช่การแปลงโฟตอนทีละตัวด้วยความน่าจะเป็นที่ต่ำ แต่คือการปรับความถี่เรโซแนนซ์ของโครงสร้างพลาสมอนิกทั้งระบบให้เลื่อนลงมาอยู่ในย่านที่ตามองเห็นอย่างเป็นระเบียบและสอดคล้องกัน
ทำให้พวกเขาค่อยๆ "ปรากฏตัว" ขึ้นจากความว่างเปล่าราวกับภาพที่ถูกปรับโฟกัส เมื่อพวกเขาต้องการจะสื่อสาร และ "หายไป" เมื่อไม่ต้องการ โดยการปล่อยให้โครงสร้างเลื่อนความถี่กลับขึ้นไปอยู่นอกย่านการรับรู้
ต้นทุนพลังงานของการแทรกแซงมิติ
การเปลี่ยนความถี่การสั่นสะเทือนของสนามทั้งระบบไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยทางฟิสิกส์ มันเป็นการดำเนินการที่มีต้นทุนพลังงานมหาศาล แม้สำหรับอารยธรรมระดับสูง กฎอนุรักษ์พลังงานไม่ได้หายไปเพียงเพราะสสารถูกแทนที่ด้วยสนาม
การจะเปลี่ยนความถี่พาหะ (Carrier Frequency) ของระบบที่มีโครงสร้างซับซ้อนทั้งระบบ ต้องใช้พลังงานมหาศาลเพื่อต่อต้านแรงยึดเหนี่ยวภายในสนามเอง (Self-energy ของสนามพลาสมอนิก) และเพื่อรักษาความสอดคล้องของเฟสตลอดกระบวนการ
นี่เป็นเหตุผลเชิงกายภาพว่าทำไมการปรากฏกายของชาวอาร์คทูเรียนในมิติที่สามจึงถูกบันทึกว่า "เป็นการกระทำที่มีเป้าหมายเฉพาะเจาะจงเสมอ"
และไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งหรือโดยบังเอิญ การมาปรากฏในสเปกตรัมที่มนุษย์รับรู้ได้เป็นปฏิบัติการที่ใช้พลังงานมหาศาล ซึ่งต้องถูกชั่งน้ำหนักระหว่างต้นทุนกับผลลัพธ์
เทียบได้ในเชิงเปรียบเทียบกับการที่มนุษย์ตัดสินใจส่งภารกิจอะพอลโลไปลงบนดวงจันทร์ มันเป็นไปได้ทางฟิสิกส์ แต่ต้องใช้ทรัพยากรถึงประมาณ 4-5% ของงบประมาณรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ณ จุดสูงสุดของโครงการ ไม่ใช่กิจกรรมที่ทำเป็นกิจวัตร
แล้วอะไรคือ "วัตถุประสงค์เฉพาะ" ที่คุ้มค่ากับการใช้พลังงานจำนวนมหาศาลเพื่อให้มนุษย์กลุ่มหนึ่งมองเห็นพวกเขาได้? คำตอบอาจอยู่ในหลักการของทฤษฎีสารสนเทศ
ในปี ค.ศ. 1948 โคลด แชนนอน (Claude Shannon) แห่ง Bell Laboratories ได้ตีพิมพ์บทความปฏิวัติวงการสื่อสารโทรคมนาคมใน Bell System Technical Journal ชื่อ "A Mathematical Theory of Communication"
ซึ่งเขาได้พิสูจน์ทฤษฎีบทการเข้ารหัสของช่องสัญญาณ (Noisy-Channel Coding Theorem)
ทฤษฎีบทนี้ระบุว่าการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ผ่านช่องสัญญาณที่มีสัญญาณรบกวนนั้น เป็นไปได้ก็ต่อเมื่อเราปรับอัตราการส่งข้อมูลให้ต่ำกว่าความจุของช่องสัญญาณ (Channel Capacity) และต้องเข้ารหัสข้อมูลในรูปแบบที่เหมาะสมกับธรรมชาติของช่องสัญญาณนั้น
หากผู้ส่งพยายามส่งข้อมูลในอัตราที่เกินความจุของช่องสัญญาณ หรือในภาษาที่ผู้รับไม่มีตัวถอดรหัส การสื่อสารจะล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะเพิ่มกำลังส่งมากเท่าใด
สำหรับมนุษย์ (ผู้รับสาร) ในกรณีนี้ ช่องสัญญาณการรับรู้ที่มีแบนด์วิดท์สูงที่สุดและได้รับการพัฒนาให้ประมวลผลข้อมูลได้รวดเร็วและซับซ้อนที่สุดคือระบบการมองเห็น (Visual System)
ข้อมูลทางประสาทวิทยาศาสตร์ประมาณว่าระบบการมองเห็นของมนุษย์มีอัตราการส่งข้อมูลจากเรตินาผ่านเส้นประสาทออปติก (Optic Nerve) ไปยังคอร์เทกซ์สายตา (Visual Cortex) ที่ประมาณ 8–10 ล้านบิตต่อวินาที (Mbps) ซึ่งสูงกว่าระบบการได้ยินซึ่งประมวลผลที่ประมาณ 100,000 บิตต่อวินาทีเกือบสองอันดับขนาด (Two Orders of Magnitude)
การที่ชาวอาร์คทูเรียนเลือกที่จะสร้างอินเทอร์เฟซเป็น "ร่างที่มองเห็นได้" ด้วยสี รูปร่าง และสัดส่วนที่มนุษย์คุ้นเคย จึงเป็นการเลือกใช้ช่องสัญญาณที่มีแบนด์วิดท์สูงสุดในการสื่อสารกับมนุษย์ตามหลักของแชนนอนโดยตรง
พวกเขาไม่ได้ "พูด" เพราะคำพูดมีอัตราข้อมูลต่ำและมีโอกาสเกิดความคลาดเคลื่อนในการแปลสูง แต่พวกเขาส่งข้อมูลเป็นหน่วยใหญ่ผ่านภาพที่เคลื่อนไหว สีที่เปลี่ยนไป และการแผ่ความรู้สึกผ่านสนามในคราวเดียว
การทูตด้วยคลื่นสมอง: Brainwave Entrainment ในฐานะโปรโตคอลการสื่อสาร
มิติที่ลึกซึ้งกว่าการมองเห็นคือการที่ผู้พบเห็นชาวอาร์คทูเรียนจำนวนมากรายงานถึง "ความรู้สึกสงบอย่างท่วมท้น" (Overwhelming Sense of Peace) ที่แผ่ออกมาจากพวกเขาระหว่างการเผชิญหน้า
นี่ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่การตีความทางอารมณ์หรือจิตวิญญาณเท่านั้น แต่มันสามารถอธิบายได้ผ่านกลไกทางประสาทวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน นั่นคือ Brainwave Entrainment หรือ Auditory-Visual Entrainment
สมองของมนุษย์สร้างสนามไฟฟ้าที่สามารถวัดได้จากภายนอกกะโหลกศีรษะด้วยเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalogram – EEG) ซึ่งบันทึกการแกว่งของศักย์ไฟฟ้าหลังซินแนปส์ (Postsynaptic Potentials) ของเซลล์ประสาทนับล้านที่ยิงสัญญาณพร้อมกัน คลื่นสมองเหล่านี้ถูกจัดกลุ่มตามความถี่เป็นแถบต่างๆ ได้แก่
· คลื่นเบต้า (β, 13–30 Hz): สัมพันธ์กับสมาธิจดจ่อ การตื่นตัว และการคิดวิเคราะห์เชิงตรรกะ
· คลื่นอัลฟา (α, 8–13 Hz): สัมพันธ์กับการผ่อนคลายขณะตื่น การทำสมาธิเบื้องต้น และสภาวะจิตที่สงบแต่รู้ตัว
· คลื่นธีต้า (θ, 4–8 Hz): สัมพันธ์กับการทำสมาธิลึก การเข้าถึงจิตใต้สำนึก ความคิดสร้างสรรค์ และสภาวะ REM นอนหลับฝัน
· คลื่นเดลต้า (δ, 0.5–4 Hz): สัมพันธ์กับการนอนหลับลึกไร้ฝันและการฟื้นฟูร่างกาย
Brainwave Entrainment คือ ปรากฏการณ์ที่ถูกค้นพบและยืนยันในการทดลองทางประสาทวิทยาศาสตร์ว่า เมื่อสมองถูกกระตุ้นด้วยจังหวะภายนอกที่มีความถี่คงที่และสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเสียงเป็นจังหวะ (Binaural Beats หรือ Isochronic Tones) หรือแสงที่กะพริบ (Photic Driving)
เครือข่ายเซลล์ประสาทในสมองมีแนวโน้มที่จะปรับคลื่นสมองของตนให้สอดคล้อง (Synchronize) กับความถี่ของสิ่งเร้าภายนอกนั้น ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Frequency Following Response (FFR)
ปรากฏการณ์นี้ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในการบำบัดด้วยแสงและเสียง (Light and Sound Therapy) และเครื่องมือ biofeedback เพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดสมาธิหรือการผ่อนคลาย
ภายใต้สมมติฐานที่ว่ากายแสงของชาวอาร์คทูเรียนคือสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีการสั่นสะเทือนที่สอดคล้องกัน
หากสนามนี้มีความถี่พาหะ (หรือความถี่การมอดูเลตแอมพลิจูดของแสงที่เปล่งออกมา) ในช่วงใดช่วงหนึ่งที่สอดคล้องกับคลื่นสมองของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงอัลฟาหรือธีต้า
การได้อยู่ใกล้ชิดกับแหล่งกำเนิดสนามที่ทรงพลังและสอดคล้องเช่นนั้นก็จะทำหน้าที่เป็น "ตัวขับคลื่นสมอง" (Neural Driver) ที่ทรงพลังยิ่งกว่าเครื่องมือในห้องทดลองใดๆ
สมองของผู้พบเห็นจะถูกเหนี่ยวนำให้ปรับเข้าสู่สภาวะธีต้าหรืออัลฟาอย่างรวดเร็วโดยอัตโนมัติ เป็นการสื่อสารที่ปรับสถานะของ "ผู้รับ" ให้เหมาะสมที่สุดก่อนที่ข้อมูลใดๆ จะถูกส่งผ่าน
นี่คือการสื่อสารที่ไม่ต้องอาศัยภาษา หรือแม้แต่ภาพ หากแต่เป็นการเตรียมโครงข่ายประสาทของผู้รับให้เปิดกว้างและปราศจากความกลัวหรือการต่อต้านตามธรรมชาติที่สมองส่วนอะมิกดาลา (Amygdala) จะสร้างขึ้นเมื่อเผชิญกับสิ่งแปลกปลอม
เมื่อจิตใจสงบและคลื่นสมองลดความถี่ลง การต่อต้านเชิงวิเคราะห์ของคอร์เทกซ์ส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) จะลดลง และข้อมูลที่ซับซ้อนสามารถถูกถ่ายทอดในรูปแบบของสัญลักษณ์ ความรู้สึก และ "ความรู้ที่ผุดขึ้นมาเอง" (Noetic Impressions) ได้โดยตรง โดยที่ผู้รับไม่รู้สึกว่าถูกคุกคาม
และนี่อาจเป็นรากฐานทางประสาทฟิสิกส์ของสิ่งที่ในบันทึกการเผชิญหน้าเรียกว่า "การสื่อสารทางจิต" (Telepathic Communication)
มันไม่ใช่การอ่านความคิดในความหมายเหนือธรรมชาติแบบกระแสหลักที่วิญญาณอ่านสมองมนุษย์ แต่มันคือการที่ชาวอาร์คทูเรียนใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่ควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ของตน เพื่อมอดูเลตสนามไฟฟ้าของสมองผู้รับสารในระดับที่ทำให้เกิดการรับรู้ข้อมูลขึ้นภายในจิตของบุคคลนั้นโดยตรง
การสื่อสารนี้เป็นทั้งวิศวกรรมสนาม (Field Engineering) และการทูตระหว่างจิตสำนึก (Consciousness Diplomacy) ในคราวเดียวกัน
บทสรุป: ร่างกายคือข้อความ
ทั้งหมดนี้พาเรามาถึงบทสรุปที่อาจเปลี่ยนวิธีที่เรามองรายงานการเผชิญหน้าทั้งหมดเกี่ยวกับชาวอาร์คทูเรียนอย่างสิ้นเชิง ร่างสีฟ้าโปร่งแสงที่มีสามนิ้ว ดวงตาเรียบง่าย และรูปร่างที่ให้ความรู้สึกสงบนั้น ไม่ใช่ "ความจริง" ทางสรีรวิทยาของพวกเขาแม้แต่น้อย มันคือ "ข้อความ" (Message) ที่ถูกเข้ารหัสในรูปของแสง สี และความถี่
การปรากฏกายของชาวอาร์คทูเรียนที่มนุษย์รายงาน คือการแปลผลทางประสาทสัมผัสของปฏิบัติการทางวิศวกรรมสนามที่ซับซ้อนมหาศาล มันคือการแปลงความถี่ลง (Downconversion) ของสนามพลังที่ดำรงอยู่ในสถานะที่สูงกว่าการรับรู้ของมนุษย์ ลงมาสู่ช่วงที่ระบบประสาทของ Homo Sapiens สามารถตรวจจับและตีความได้
เช่นเดียวกับที่หน้าเว็บที่คุณกำลังอ่านอยู่ในขณะนี้ไม่ใช่ "ความจริง" เกี่ยวกับการเรียงตัวของทรานซิสเตอร์ในหน่วยความจำของเซิร์ฟเวอร์ หรือสถานะแม่เหล็กของฮาร์ดดิสก์ที่เก็บข้อมูล
มันคือการแปลผลของสถานะทางฟิสิกส์ที่ซับซ้อนให้กลายเป็นตัวอักษร รูปภาพ และสีที่มนุษย์เข้าใจ ร่างของชาวอาร์คทูเรียนที่มนุษย์เห็นก็คือ Graphical User Interface (GUI) ของจิตสำนึกในมิติความถี่ที่ห้า ที่ถูกเรนเดอร์ให้อยู่ในรูปแบบที่ระบบประสาทของสิ่งมีชีวิตในมิติที่สามสามารถประมวลผลได้
และนั่นหมายความว่า ทุกตัวแปรที่เราใช้บรรยายพวกเขา สีฟ้า สามนิ้ว ดวงตาโต อาจไม่ใช่สิ่งที่พวกเขา "เป็น" เลย
แต่มันคือชุดของสัญลักษณ์ที่พวกเขาเลือกจะแสดงให้เราเห็น เพื่อวัตถุประสงค์ในการสื่อสารที่เฉพาะเจาะจง การแยกแยะระหว่าง "ข้อความ" กับ "ผู้ส่งสาร" ระหว่าง "อินเทอร์เฟซ" กับ "จิตสำนึกที่อยู่เบื้องหลังอินเทอร์เฟซนั้น"
คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการทำความเข้าใจอารยธรรมที่ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของการสื่อสารด้วยคำพูดและสสารไปแล้วโดยสิ้นเชิง
.
.
โฆษณา