9 ส.ค. เวลา 12:02 • ธุรกิจ

ทำไมชอบคิดงานออก หลังเวลาเลิกงาน รู้หรือไม่คนทำงานถึง 30% เพิ่งจะเริ่มคิดงานออกหลังเลิกงาน!

🦉 ทำไมไอเดียที่ดีที่สุด มักชอบมาตอนดึก ?
เชื่อว่ามีไม่น้อยเลยที่เวลาก่อนจะเข้านอน หรือตอนดึก ๆ ไอเดียชอบมา แต่กลับกันเวลาตื่นเช้าที่ต้องทำงานกลับไม่มา หรือหลายครั้งต้องใช้ไอเดียในระหว่างทำงาน ก็คิดไม่ออก เดินแล้วเดินอีก กินแล้วกินอีก ก็ยังคิดไม่ออก ใครที่เป็นแบบนี้ สันนิษฐานได้เลยว่า เราไม่ใช่คนไม่มีไอเดีย หรือคนขี้เกียจนะ
โดยบทความจาก Fast Company ได้หยิบยกประเด็นที่น่าสนใจว่า กลุ่มคนทำงานสายครีเอทีฟและนวัตกรรมที่เป็น Night Owl (มนุษย์นกฮูก) ซึ่งกรอบเวลาเข้างานแบบเดิม 9-to-5 หรือเก้าโมงเช้า ถึงห้าโมงเย็น ไม่ได้ตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ และจะยิ่งทำให้คนที่เป็นมนุษย์นกฮูกไม่มีประสิทธิภาพลงไปขึ้นทุกวัน โดยมีทั้งงานวิจัยและหลักการทางวิทยาศาสตร์รองรับ
🦉 ความท้าทายใหม่ขององค์กร เมื่อคนแต่ละประเภทคิดงานได้แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา
โดยมีผลสำรวจปี 2025 จาก Adobe Express ที่เก็บข้อมูลจาก 1,500 คนทำงานในสหราชอาณาจักรได้เผยอินไซต์ของช่วงเวลาที่สมองแล่นที่สุด (Creative Peak) ไว้ได้อย่างน่าสนใจดังนี้
🔹 31% ความคิดสร้างสรรค์สูงสุดมักมาในตอนเช้า
🔹 19% พบว่าความคิดสร้างสรรค์มาในช่วงบ่าย
🔹 17% ความคิดสร้างสรรค์มักมาในตอนเย็น
🔹 13% ความคิดสร้างสรรค์มักมาในตอนกลางคืน
นั่นหมายความว่า มีคนทำงานจำนวนมากถึง 30% ที่เพิ่งจะเริ่มปิ๊งไอเดียเริ่ด ๆ หลังจากเวลาทำงานสิ้นสุดลงไปแล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงเกือบจะเท่ากับกลุ่มนกตื่นเช้าเลยทีเดียว ผลลัพธ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าในขณะที่ข้อกำหนดของออฟฟิศส่วนใหญ่ยังคงรันไปตามเวลาปกติ แต่ธรรมชาติของสมองคนทำงานอีกเกือบครึ่งองค์กรกลับเพิ่งเริ่มต้นทำงานได้ดีที่สุดหลังจากเวลานั้น ซึ่งนี่เป็นโจทย์สำคัญที่ท้าทายการออกแบบรูปแบบการทำงานในอนาคตเป็นอย่างมาก
🦉 เมื่อวิทยาศาสตร์บอกว่า ‘มนุษย์นกฮูก’ ถูกลิขิตมาให้คิดต่าง
การที่บางคนสมองแล่นในช่วงเวลากลางคืนไม่ใช่แค่เรื่องของความชอบส่วนตัว แต่วิทยาศาสตร์ระบุว่าสิ่งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม, โครงสร้างยีนที่กลายพันธุ์ หรือนาฬิกาชีวิตธรรมชาติ (Circadian Rhythm) ของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกัน
งานวิจัยในปี 2024 จาก Imperial College London โดย Dr. Raha West ค้นพบว่า
“ ผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรมกระตือรือร้นในตอนกลางคืน มักจะทำคะแนนการทดสอบความสามารถทางสติปัญญา (Cognitive Tests) ได้ดีกว่ากลุ่มคนที่ตื่นเช้า ”
ซึ่งโครโนไทป์หรือนาฬิกาชีวิตเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองโดยตรง หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ คนทำงานสร้างสรรค์นอกเวลาหลายคนก็คือผู้ที่สร้างความยิ่งใหญ่ให้กับโลกใบนี้ เช่น
🔹 Bob Dylan แต่งเพลงที่ดีที่สุดในตอนกลางคืน
🔹 Carl Jung, Franz Kafka, Prince และ Picasso มักจะโหมงานหนักหลังความมืดมาเยือน
🔹 Fiona Apple นิยามตัวเองว่าเป็นสัตว์หากินกลางคืน
🔹 Taylor Swift เขียนอัลบั้ม Midnights ที่ทุบสถิติโลกในช่วงหลังค่ำคืนอันมืดมิด
ทว่า ความเป็นจริงในปัจจุบันคือชีวิตในออฟฟิศยุคใหม่ไม่ได้ถูกเซ็ตระบบมาเพื่อรองรับจุดแข็งของคนทำงานหลังเลิกงานเหล่านี้เลย
🦉 Solution สำหรับคนทำงาน ปรับวิธีบริหารเวลาในยุคที่โลกไม่เอื้ออำนวย
สำหรับคนทำงานที่เป็น Night Owl แต่ยังต้องเผชิญกับระบบการทำงานแบบเดิม ๆ นี่คือแนวทางการปรับตัวที่ช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
🎯 ควรแยกงานประสานงาน ออกจากงานสร้างสรรค์
โดย Jared Plumb ผู้จัดการฝ่ายเนื้อหาของ InFlow Inventory เข้าใจว่ายุคนี้เรามักทำงานสลับกันไปมา ไหนจะต้องประสานงาน ไหนจะประชุม ไหนจะต้องคิดงาน โดยเขาแนะนำว่า เราควรจะแยกงานที่ต้องทำร่วมกับทีม เช่น การประชุม หรือการโทรศัพท์ ออกจากงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้ได้
🎯 ปรับความคาดหวังในแต่ละช่วงเวลา
Toni Ferrara มืออาชีพด้านสื่อและเจ้าของธุรกิจ อธิบายว่าช่วงเวลางาน 9-to-5 เธอมักจะให้ความสำคัญกับงานที่เน้นความสามารถในการผลิต (Productivity) มากกว่าความคิดสร้างสรรค์ เธอจึงปรับเปลี่ยนตารางชีวิต โดย ช่วงกลางวัน จะใช้ไปกับการแก้ปัญหาให้ลูกค้า แต่ ช่วงกลางคืน จะเป็นเวลาสำหรับการเขียน การตัดต่อ การวิจัย และการคิดเชิงกลยุทธ์โดยไม่มีสิ่งรบกวน
🎯 ใช้ประโยชน์จากความต่างของ Time Zone
Johan Konst เจ้าของ EUSA PR ในอัมสเตอร์ดัม เล่าว่า ไอเดียที่ดีที่สุดของเขามักจะมาตอน 23.00 น. ถึง 01.00 น. ซึ่งตรงกับเวลาทำงานของฝั่งสหรัฐอเมริกาพอดี เขาจึงเรียนรู้ที่จะไม่คาดหวังงานสร้างสรรค์ที่ดีที่สุดในช่วงเวลาออฟฟิศปกติ แต่เลือกที่จะสร้างงานตอนกลางคืนแทน
* ข้อควรระวัง: การปรับตัวในลักษณะนี้อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงที่ทำให้คนทำงานช่วงดึกต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งหากบริษัทใส่ใจในความมีชีวิตชีวาและสุขภาวะของพนักงาน องค์กรเองก็จำเป็นต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน
🦉 Solution สำหรับองค์กร - วิธีบริหารและสนับสนุนพนักงาน Night Owl ให้ได้งานสูงสุด
ตารางเวลาแบบ 9-to-5 อาจไม่ตอบโจทย์คนจำนวนมาก เช่น พนักงานที่เป็นพ่อแม่ที่ต้องคอยรับส่งลูกตามเวลาโรงเรียน และในแง่ของการดึงศักยภาพสูงสุดของพนักงาน ระบบนี้ก็อาจใช้ไม่ได้ผลกับคนกลุ่มใหญ่ องค์กรจึงควรปรับเปลี่ยนโครงสร้างดังนี้
🎯 1. กำหนดช่วงเวลาทับซ้อน (Common Core Hours)
องค์กรสามารถบล็อกเวลาสั้น ๆ ในแต่ละวันสำหรับการประชุมและการตัดสินใจร่วมกันของทีม ส่วนเวลาที่เหลือนอกเหนือจากนั้น ปล่อยให้พนักงานได้ทำ Deep Work ในช่วงเวลาที่สมองของพวกเขาทำงานได้ดีที่สุด
🎯 2. นำโมเดลการทำงานที่ไหนหรือเมื่อไหร่ก็ได้ (Asynchronous Work) มาใช้
การเปิดโอกาสให้ทำงานแบบ Asynchronous หรือ เน้นการสื่อสารที่ไม่ต้องโต้ตอบในทันที ช่วยลดเสียงรบกวนและเพิ่มเวลาการทำงานที่ต่อเนื่อง เรียกง่าย ๆ ว่าไลน์เด้ง เมลเด้ง หรือมีคนเรียก สิ่งเหล่านี้คือตัวร้ายที่ส่งผลเสียให้โฟกัสหลุดได้ทันที
โดยมีข้อมูลจากงานวิจัยในปี 2022 โดย Next Work Innovation สถาบันคลังสมองของเยอรมนี พบเรื่องที่น่าตกใจว่า คนทำงานสายความรู้ หรือ Knowledge Workers ถูกขัดจังหวะเฉลี่ยสูงถึง 15 ครั้งในทุก ๆ 1 ชั่วโมง หรือทุก ๆ 4 นาที ซึ่งเสียงรบกวนและสิ่งขัดจังหวะในที่ทำงานนี้ ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของคนที่กำลังพยายามสร้าง Flow State ในการทำงาน
🎯 3. ผลลัพธ์ที่พิสูจน์แล้วว่าระบบ Asynchronous ช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์
งานวิจัยในปี 2023 จาก Harvard Business Review โดยนักสังคมวิทยา Aruna Ranganathan ที่ศึกษาประสิทธิภาพของนักร้องหญิง 49 คนและนักร้องชาย 50 คนในอินเดีย พบอินไซต์ที่น่าทึ่งว่า นักร้องผู้หญิงจะได้รับการประเมินคะแนนสูงขึ้นถึง 17% เมื่อได้รับอนุญาตให้อัดเสียงแบบ Asynchronous (ต่างคนต่างทำ) แทนที่จะอัดเสียงพร้อมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบการทำงานแบบมีอิสระ ช่วยลดความกดดันและเปิดโอกาสให้สร้างสรรค์งานได้ดีขึ้น
🎯 4. สื่อสารและตั้งเกณฑ์ความสำเร็จร่วมกัน
Karrin Randle หุ้นส่วนลูกค้าสัมพันธ์จาก Korn Ferry ระบุว่า งานแบบ Asynchronous จะช่วยให้คนทำงานกลางคืนรีดประสิทธิภาพได้สูงสุด แต่สิ่งสำคัญคือ พนักงานต้องสื่อสารความต้องการของตัวเองกับหัวหน้าและทีมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้องบรรลุข้อตกลงร่วมกัน เช่น
→ การนิยามคำว่า ‘ความสำเร็จของงาน’ เพื่อให้มี Process & Performance ร่วมกัน
→ ช่วงเวลาที่จำเป็นต้องตอบกลับ ที่ตกลงร่วมกันภายในทีม (Responsiveness)
→ ช่วงเวลาที่ต้องพร้อมสแตนด์บาย ที่ตกลงร่วมกันภายในทีม (Availability)
ความคิดสร้างสรรค์คือนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนโลกยุคใหม่ แต่น่าเสียดายที่เรายังพยายามกักขังมันไว้ในกรงเวลาของโลกยุคเก่า ทางออกที่ดีที่สุดในวันนี้ ไม่ใช่การบังคับให้ชาวนกฮูกเปลี่ยนนาฬิกาชีวิตของตัวเอง แต่คือการที่องค์กรต้องหันมาบริหาร ‘พลังงาน (Energy)’ แทนการบริหาร ‘เวลา (Time)’ เพราะเมื่อมนุษย์ได้ทำงานในเวลาที่สมองพร้อมที่สุด ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมเปลี่ยนเป็นไอเดียที่มีมูลค่ามหาศาลที่สุดเช่นกัน
ที่มา:
• Being a ‘night owl’ is associated with mental sharpness, study shows - https://www.imperial.ac.uk/news/254738/being-night-associated-with-mental-sharpness/
โฆษณา