10 ส.ค. เวลา 06:33 • หนังสือ

บทที่ 104 ตอนพิเศษ เย่·เติ้ง {6}

เติ้งเหมี่ยวไม่ได้กลับบ้านเดิม แต่ไปที่สุสานแทน
จริง ๆ แล้วเธอแทบไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับแม่ผู้ให้กำเนิดเลย ตอนนั้นเธอยังเด็กเกินไป เมื่อเวลาผ่านไป ความทรงจำเหล่านั้นก็เลือนหายไปนานแล้ว
ตอนที่เธอเริ่มจำความได้ เติ้งอวี้ก็เกิดมาแล้ว ตอนเด็ก ๆ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ถึงรักเติ้งอวี้ แต่กลับไม่รักเธอ
เธอพยายามเอาอกเอาใจอย่างระมัดระวัง จนเมื่อโตขึ้นอีกหน่อยถึงได้รู้ว่า ที่แท้ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่แม่ของเธอเลย
เธอไม่มีแม่ และพ่อก็ไม่ได้รักเธอเช่นกัน
ในตระกูลเติ้ง เธอใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังราวกับเดินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ
ตอนเด็ก ๆ เวลาได้ดูเรื่องซินเดอเรลลา เธอมักคิดว่าตัวเองก็คงเป็นซินเดอเรลลาเหมือนกัน และเฝ้ารอรถฟักทองที่จะมาปรากฏตอนเที่ยงคืนอยู่เสมอ
ต่อมาเธอได้พบกับเสิ่นเจาหลี่
เสิ่นเจาหลี่ชอบเธอ เสิ่นซวี่หมิงคอยปกป้องเธอ แม่ของพวกเขาก็รักและเอ็นดูเธอ
ในที่สุดเธอก็มีแม่เป็นของตัวเอง
แม่ของเสิ่นเจาหลี่จะโอบกอดเธอ แล้วบอกว่า ตอนที่ไม่มีใครอยู่ เธอสามารถเรียกอีกฝ่ายว่าแม่ได้
“แม่...”
เติ้งเหมี่ยวก้มหน้าลง กอดตัวเองแน่น
“พวกเขารังแกหนู หนูควรทำยังไงดีคะ...”
แผ่นหินหน้าหลุมศพเย็นเยียบ สายลมพัดผ่าน ปลายผมของเธอปลิวไหวเบา ๆ
เติ้งเหมี่ยวยกมือขึ้นลูบปอยผมที่ปลิวผ่านแก้ม
“หรือหนูเกิดมาก็สมควรถูกคนอื่นรังแกอยู่แล้ว?”
“หรือเพราะหนูไม่น่ารัก พูดจาไม่เป็น หนูถึงสมควรได้รับทุกอย่างแบบนี้?”
เติ้งเหมี่ยวซุกใบหน้าลงกับหัวเข่า กอดตัวเองเอาไว้แน่น และในความพร่าเลือนนั้น เธอราวกับได้ย้อนกลับไปในวัยเด็กอีกครั้ง
เสิ่นเจาหลี่ร้องไห้เก่งเหลือเกิน ราวกับเจ้าตัวเล็กขี้มูกย้อย แต่ก็ฉลาดเป็นกรด พอเห็นเธอถูกเติ้งอวี้ผลักล้ม ก็รีบวิ่งไปหาเสิ่นซวี่หมิงทันที
เติ้งเหมี่ยวมองภาพนั้น ทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะไปพร้อมกัน
เสิ่นซวี่หมิงมาแล้ว เขาช่วยพยุงเธอขึ้น ก่อนจะอบรมเติ้งอวี้เสียยกใหญ่ จากนั้นยังลากตัวคนไปถึงบ้านตระกูลเติ้งเพื่อเอาเรื่อง ยืนกรานว่าตระกูลเติ้งทำเจ้าก้อนแก้วล้ำค่าของเขาตกใจจนร้องไห้
ส่วนเสิ่นเจาหลี่ก็หันมายิ้มทะเล้นให้เธอ
ต่อมา เพื่อหนีออกจากบ้าน เติ้งเหมี่ยวจึงเลือกไปเรียนมหาวิทยาลัยต่างเมือง เธอนำเงินทุนการศึกษาที่ได้รับมาใช้ซื้อของขวัญให้เสิ่นเจาหลี่และเสิ่นซวี่หมิง
แม่บุญธรรมไม่รู้ไปสืบรู้ได้อย่างไรว่าเธอแอบทำงานพิเศษ จึงโทรศัพท์มาต่อว่าเธอเสียยกใหญ่
แม่บุญธรรมบอกว่า ลูกทุกคนเกิดมาบนโลกโดยที่ไม่ได้ผ่านการยินยอมจากพ่อแม่ และตั้งแต่เด็กก็สร้างเสียงหัวเราะและความสุขให้กับพ่อแม่ นั่นก็ถือเป็นการตอบแทนบุญคุณที่พ่อแม่เลี้ยงดูมาแล้ว
ดังนั้น เธอควรใช้ชีวิตอย่างสบายใจและยอมรับการดูแลทุกอย่างที่พ่อแม่มอบให้
เติ้งเหมี่ยวไม่เข้าใจ
และไม่เคยเข้าใจเรื่องความรู้สึกได้อย่างถ่องแท้เลย
เธอไม่ได้มีสติแจ่มชัดถึงเพียงนั้น ไม่ได้รู้จักควบคุมตัวเองถึงเพียงนั้น
เพราะสิ่งที่เธอประสบมานั้นมากเกินไป และเจ็บปวดเกินไป
ตอนที่เติ้งเหมี่ยวรู้สึกตัวขึ้นมา ก็เป็นช่วงบ่ายแล้ว
เธออยู่ในสุสานมานานกว่าครึ่งวัน
เมื่อยันตัวลุกขึ้น อาการปวดศีรษะก็รุนแรงจนแทบทนไม่ไหว
ระหว่างทางกลับบ้านตระกูลเติ้ง เธอกลับพบกับเย่หลิ่นที่กำลังตามหาเธออยู่
เย่หลิ่นแทบไม่ได้นอนมาทั้งคืน มีเพียงตอนที่กำลังเดินทางมาที่นี่เท่านั้นที่เขาได้พักไปครู่หนึ่ง
ทันทีที่เครื่องบินลงจอด เขาได้ยินว่าหลินซือเหมี่ยนเพิ่งเดินทางมาถึงเป่ยอันเมื่อสองชั่วโมงก่อน จึงรีบตรงมาที่บ้านตระกูลเติ้งโดยไม่หยุดพัก
แต่กลับได้รู้ว่าเติ้งเหมี่ยวยังไม่ได้กลับมาเลย
ผ่านกระจกรถ เติ้งเหมี่ยวเห็นรถของเย่หลิ่นขับมาขวางทางรถของเธอเอาไว้ เธอจึงลงจากรถ
เย่หลิ่นเปิดประตูลงจากรถอย่างรวดเร็ว ประตูรถถูกปิดกระแทกดังปัง
“เธอไปเจอใครมา?”
ใคร?
เติ้งเหมี่ยวขมวดคิ้ว
“ไม่ได้เจอใคร”
“เธอไม่ได้กลับบ้านเลยใช่ไหม?”
ใต้ดวงตาของเติ้งเหมี่ยวมีเส้นเลือดฝอยแดงก่ำไม่ต่างจากเย่หลิ่น เธอหัวเราะเยาะเบา ๆ
“ตกลงคุณอยากพูดอะไรกันแน่?”
“อยากพูดอะไรน่ะเหรอ?”
เย่หลิ่นก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว คว้าข้อมือเธอเอาไว้ กำลังจะเอ่ยถามต่อ ทว่าเมื่อคำพูดมาถึงริมฝีปาก น้ำเสียงกลับเปลี่ยนไป
“ทำไมมือเธอถึงเย็นขนาดนี้?”
เติ้งเหมี่ยวพยายามดึงมือออก แต่ข้อมือยังคงถูกกุมไว้ในฝ่ามือกว้างและแข็งแรงของเขา
“คุณไม่ต้องมายุ่งกับฉัน!”
“แล้วเธออยากให้ใครมายุ่งกับเธอ? หลินซือเหมี่ยนงั้นเหรอ?”
ความรู้สึกเหมือนต้องพยายามหาเศษน้ำตาลท่ามกลางเศษแก้วบาดคมเช่นนี้ เติ้งเหมี่ยวพบเจอมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา มากกว่าที่เคยพบตลอดหลายปีเสียอีก
ทุกครั้งที่เอ่ยถึงหลินซือเหมี่ยน ก็จะลากถังหนิงหนิงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ
ชื่อของคนสองคนนี้ราวกับมีมนตร์สะกด เพียงถูกเอ่ยขึ้นมา ก็สามารถทำให้คนสองคนที่อยู่ตรงหน้าปั่นป่วนจนไม่อาจอยู่อย่างสงบได้อีก
“ฉันเหนื่อยแล้ว”
เติ้งเหมี่ยวหันหลังแล้วเดินจากไปทันที
ที่จริงเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะเดินไปที่ไหน เธอไม่อยากกลับบ้านตระกูลเติ้ง สถานที่เสแสร้งไร้ซึ่งสายสัมพันธ์ทางครอบครัวแห่งนั้น และก็ไม่อยากเผชิญหน้ากับเย่หลิ่นเพื่อทะเลาะกันไม่รู้จบเช่นกัน
เย่หลิ่นรีบก้าวตามไป ก่อนจะโอบเธอจากด้านหลังและกอดเธอไว้แน่นในอ้อมแขน
“เลิกงอแงได้แล้ว ฉันเหนื่อยมาก อยู่เป็นเพื่อนฉันสักพักเถอะ”
“ใครไม่เหนื่อยบ้างล่ะ? เย่หลิ่น ไม่ใช่มีแค่คุณที่เหนื่อยนะ”
แขนข้างหนึ่งของเขาโอบพาดไหล่เธอ กอดเธอทั้งตัวเอาไว้ในอ้อมแขน
จู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่าท่อนแขนถูกความร้อนลวก
“เธอเป็นไข้!”
“ไม่มี” เติ้งเหมี่ยวตอบ เธอเพียงแค่รู้สึกหนาวเท่านั้น
“เธอไม่สบาย ทำไมไม่บอกฉัน?”
ท่ามกลางเสียงร้องด้วยความตกใจของเย่หลิ่น เติ้งเหมี่ยวตอบด้วยศีรษะที่มึนงงสับสน
“เพราะคุณเป็นคนให้ฉันกระโดดลงสระว่ายน้ำ”
“เพราะเรื่องวันนั้น เธอยังติดใจอยู่เหรอ!” เย่หลิ่นมองใบหน้าของเติ้งเหมี่ยว สีหน้าและอารมณ์ซับซ้อนอย่างยิ่ง
เติ้งเหมี่ยวดึงแขนของเขาออก พยายามดิ้นให้หลุดจากพันธนาการของเขา
“เรื่องนั้นตั้งแต่ต้นจนจบ ฉันไม่ผิด”
“ไม่ผิด?” เย่หลิ่นย้อนถาม “เธอกล้าพูดไหมว่า หลินซือเหมี่ยนไม่ได้กลับประเทศเพราะเธอ แล้วโผล่มาในงานที่เดิมทีเขาไม่ควรปรากฏตัว? แล้วตอนนี้เขาก็ตามเธอมาที่เป่ยอันอีก เธอไม่รู้หรือไง?”
เติ้งเหมี่ยวอ้าปาก แต่กลับหัวเราะออกมาด้วยความโกรธ
เย่หลิ่นอุ้มเธอขึ้นมาในอ้อมแขนทันที คนขับรถเปิดประตูให้ ทั้งสองขึ้นรถไปด้วยกัน
“เย่หลิ่น ปล่อยฉันนะ คุณนี่น่ารำคาญจริง ๆ!”
เย่หลิ่นหยิบผ้าห่มมาห่อตัวเธอไว้
“ฉันมันน่ารำคาญ ฉันมันสู้หลินซือเหมี่ยนไม่ได้! พอใจหรือยัง!”
เติ้งเหมี่ยวไม่ค่อยมีแรงเพราะร่างกายไม่สบาย จึงไม่ดิ้นขัดขืนอีก
“ฉันเองก็สู้ถังหนิงหนิงไม่ได้เหมือนกัน คนในใจของคุณ แล้วจะบอกว่าเธอกลับประเทศเพราะคนอื่นหรือไง? คุณก็ไม่ต้องเอาแต่จ้องเรื่องของคนอื่นไม่เลิกหรอก หรือว่าตัวคุณเองบริสุทธิ์นัก?”
เย่หลิ่นรู้สึกเหนื่อยล้าจากใจอย่างบอกไม่ถูก
“ช่วงนี้ฉันเหนื่อยมาก แล้วก็ยุ่งมาก ฉันหวังว่าเธอจะเข้าใจความลำบากของฉันให้มากกว่านี้ ถ้าทำไม่ได้ ก็อย่าทำตัวไร้เหตุผล!”
“ไร้เหตุผล?” ดวงตาของเติ้งเหมี่ยวสั่นไหวสองครั้ง “คุณกำลังบอกว่าใคร...ไร้เหตุผล?”
เย่หลิ่นเบือนหน้าไป ไม่ยอมมองเธอ แต่กลับกอดเธอแน่นยิ่งกว่าเดิม
“เธอคิดว่า ช่วงเวลาที่เราอยู่ด้วยกันระยะนี้ ฉันไม่เหนื่อยหรือไง? เธอคิดว่าตัวเองไม่เคยทำตัวไร้เหตุผลเลยหรือ?”
หลังจากเติ้งเหมี่ยวพูดประโยคนี้จบ เย่หลิ่นก็ไม่ได้ตอบอะไรอีก
ราวกับห้วงเวลาแข็งค้าง เติ้งเหมี่ยวเองก็หมดเรี่ยวแรง ร่างกายพลันอ่อนยวบ ก่อนจะล้มลงในอ้อมแขนของเย่หลิ่น
หลายวันมานี้เติ้งเหมี่ยวแทบไม่ได้พูดอะไร และเธอเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองกลับมาถึงหนานเจียงพร้อมกับเย่หลิ่นได้อย่างไร
เธอป่วยอยู่หลายวัน อาการไม่ดีขึ้นเสียที เย่หลิ่นเองก็ยุ่งอยู่กับงาน พอคุณย่ารู้ว่าเธอป่วย ทั้งยังรู้ว่าความสัมพันธ์ของสองสามีภรรยามีปัญหา จึงให้พวกเขากลับมาอยู่ที่บ้านเก่าด้วยกัน
หลังจากเสิ่นเจาหลี่ถูกเผยอวิ๋นเหลี่ยนพาตัวไป เย่หลิ่นก็นั่งอยู่ข้างเตียงด้วยใบหน้าบึ้งตึง แก้มข้างหนึ่งของเขาบวมเล็กน้อย
เติ้งเหมี่ยวนั่งอ่านหนังสืออยู่เงียบ ๆ ไม่พูดอะไรสักคำ
ทั้งสองเย็นชาต่อกันอยู่นาน จนกระทั่งเย่หลิ่นคิดหาคำพูดที่จะเปิดปากพูดได้แล้ว ประตูก็ถูกเคาะ
“มีอะไร?” เขาถาม
“คุณชายรอง คุณหญิงผู้เฒ่าเรียกให้พวกคุณไปทานอาหารที่โถงด้านหน้า”
“รู้แล้ว”
เย่หลิ่นดึงเติ้งเหมี่ยวออกมาจากผ้าห่ม หยิบชุดกระโปรงมาให้เธอหนึ่งชุด แล้วดึงผ้าคลุมไหล่มาให้เธออีกผืน
“ไปกันเถอะ”
“ฉันไม่ไป ไม่ได้แต่งหน้า”
วันนี้สีหน้าของเติ้งเหมี่ยวดูไม่ดี แม่สามีก็ไม่ยอมให้เธอออกไป เธอได้ยินมาว่าวันนี้ถังหนิงหนิงก็มาด้วย จึงไม่อยากเจออีกฝ่าย เอาแต่นอนขดตัวอยู่ชั้นบนและเขียนนิยายไปหลายบท
“ไม่เป็นไร ไม่แต่งหน้าก็สวยอยู่แล้ว”
เย่หลิ่นพูดด้วยใบหน้าเย็นชา หากไม่รู้มาก่อน คงคิดว่าคำพูดนี้หลุดออกมาจากมุมอับแห่งใดแห่งหนึ่งเสียอีก
🖤━━━━━━━━━━━━━━━━━━🖤
🌹 Love Love Story 🌹
◀️ บทก่อนหน้า
▶️ บทถัดไป
🖤━━━━━━━━━━━━━━━━━━🖤
🩶 Love Love 🩶
🥀 ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจาก "ผลประโยชน์"
🖤 แต่หัวใจ... ไม่เคยยอมเดินตามเงื่อนไขใด
🌙 เมื่อคนสองคนต่างซ่อนด้านมืดของตัวเองไว้ภายใต้รอยยิ้ม
กลับค่อย ๆ ตกหลุมรักกันทีละน้อย จนไม่อาจหันหลังกลับได้
✨ จากการแต่งงานที่เป็นเพียงข้อตกลง...
ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความผูกพันที่ยากจะตัดขาด
🖤━━━━━━━━━━━━━━━━━━🖤
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงาน ฝากกดติดตาม ❤️ กดถูกใจ 👍 แสดงความคิดเห็น 💬 และแชร์ 📤 เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 ผลงานแปลนี้จัดทำขึ้นเพื่อความบันเทิง ห้ามคัดลอก ดัดแปลง ทำซ้ำ หรือนำไปเผยแพร่ต่อ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้แปล
🌹 ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับเรื่องราวของความรัก ความอบอุ่น และด้านมืดที่ซ่อนอยู่ในหัวใจของตัวละครทุกคน 🖤
โฆษณา