9 ส.ค. เวลา 22:43 • หนังสือ

ลำดับศักดินายาน

​ยานเจ้า
๑. พระราเชนทรยาน สำหรับพระเจ้าแผ่นดิน
๒. พระราชยานมีจำลอง สำหรับพระมเหสี
๓. เทวียาน มีมังกรชู สำหรับพระราชเทวี พระอัครชายา
๔. ทิพยาน ทอง สำหรับสมเด็จหน่อพระพุทธเจ้า
นาก สำหรับพระอุปราช
๕. ยานมาศ กลีบบัว สำหรับลูกเธอกินเมือง
ยานขุนนาง
๖. คานหามเก้าอี้ สำหรับศักดินา ๑๐,๐๐๐ กินเมือง (เอก) ทั้ง ๔
สำหรับท้าว (ประเทศราช) นั่งเมือง
​๗. ยั่ว สำหรับศักดินา ๑๐,๐๐๐
๘. ยาน สำหรับศักดินา ๓,๐๐๐
กฎมนเทียรบาล
หน้า ๙๒ ในพระราชกฤษฎีกาอัยการ
สมเด็จหน่อพระพุทธเจ้า ขี่ทิพยานทอง
พระอุปราช ขี่ทิพยานนาก
พระเจ้าลูกเธอกินเมือง ขี่ยานมาศกลีบบัว
พระอัครมเหสี มีราชยาน
กฎมนเทียรบาล
หน้า ๙๓ ในอัยการบรรดาศักดิ์
นา ๑๐,๐๐๐ ในเมือง (ในกรุง) ขี่ยั่ว
นา ๑๐,๐๐๐ หัวเมือง ขี่คานหามเก้าอี้
นา ๕,๐๐๐ ขี่ยั่ว
นา ๓,๐๐๐ ขี่ยาน
นา ๑๐,๐๐๐ กินเมืองทั้ง ๔ ฝ่าย คานหามเก้าอี้ทอง
ท้าวนั่งเมือง คานหามเก้าอี้ทอง
นา ๑๐,๐๐๐ กินเมือง ขี่ยั่วยาน
นา ๑๐,๐๐๐ กินเมือง กินเจียดเงินถมยาดำ
​กฎมนเทียรบาล
หน้า ๑๒๖ เครื่องราโชประโภค
พระอัครมเหสี พระมเหสี ราชยานมีจำลอง
พระราชเทวี พระอัครชายา เทวียานมีมังกรชู
กฎมนเทียรบาล
หน้า ๑๓๔ ในพิธีเบาะพก
พระราเชนทรยาน
เทวียาน
ทิพยาน
ยานมาศ
วันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ น
​ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๘๓
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
เบ็ดเตล็ด
เมื่อวันไปจุดเทียนวรรษาที่วัดพระเชตุพน ไปเห็นซ่นพระบาทพระโลกนาถยื่นออกไปมากเป็นที่ ๑ แล้วไปเห็นพระนอนเป็นที่ ๒ ก็อย่างเดียวกันอีก ให้นึกไม่ชอบใจเสียนี่กระไรเลย ดูเป็นยักษ์ตุ๊กตา คิดจะตั้งไม่ให้ล้มไปเสียง่ายทางข้างหลัง นึกถึงพระพุทธรูปชั้นแกะด้วยศิลามาเทียบก็นึกที่แกะพระองค์ยืนลอยไม่ได้ นึกได้แต่ที่แกะมีพะนังหลังพระบาทเบื้องหลัง ฝังเข้าไปเสียในพะนังไม่ปรากฏให้เห็น นึกไปอีกก็นึกขึ้นได้อย่างหนึ่งว่าเคยอ่านตำราทำพระพุทธรูป ในนั้นบอกไว้ว่าให้ทำพระบาทแบ่ง
เป็นสี่ส่วน เป็นนิ้วพระบาทส่วนหนึ่ง เป็นหลังพระบาทส่วนหนึ่ง เป็นข้อพระบาทส่วนหนึ่ง เป็นซ่นพระบาทส่วนหนึ่ง นึกได้ดั่งนี้ก็สงสัยว่าข้อนไปข้างจะทำให้ต้องด้วยมหาปุริสลักขณเสียมากกว่าทำไปตามที่จะไม่ให้ล้มหลัง ครั้นได้พบกับพระเถระที่ท่านได้อ่านหนังสือมาก จึงถามท่านดูก็ได้ความว่า ในคัมภีร์มหาปุริสลักขณมีกล่าวว่า พระบาทนั้นแบ่งได้เป็นสี่ส่วน เป็นเบื้องหน้าสองส่วน เป็นที่ตั้งข้อพระบาทส่วนหนึ่ง ไปข้างหลังส่วนหนึ่ง ก็​เป็นอันรู้ได้ว่าทำตามคัมภีร์มหาปุริสลักขณ ให้นึกฉุนท่านผู้
แต่งคัมภีร์ ว่าอยากพูดอะไรก็พูดไปตามคล่องปาก ไม่นึกว่าจะเป็นรูปคนหรือไม่ ดังได้เคยกราบทูลมาแล้วถึงรูปพระศรีอาริย์ และทศกัณฐ์มือมาก จนพระอาจารย์แดงเขียนให้ปรากฏเห็นเป็นโกรธไม่ได้ เมื่อกราบทูลมาถึงนี้ก็นึกขึ้นได้อีก ว่าคุณอะไรหนุ่ม ๆ (ภิกษุ) ลืมชื่อท่านเสียแล้ว เขียนรูปสหัสเดชะที่ระเบียงวัดพระแก้วครั้งรัชกาลที่ ๕ ท่านจะเขียนมือซีกละพันนั้นพ้นวิสัยที่จะเขียนได้ ท่านจึงยักเขียนซีกหนึ่งเป็นมือยักษ์ อีกซีกหนึ่งเป็นมือครุฑแปลว่าเหยียดพันเป็นพันธุ์ เห็นก็รู้สึกว่าท่านทำด้วย
ความคิดมาก นึกชอบใจพระบาทพระพุทธรูปนั่งสมาธิ ก็ไม่เห็นมีทำซ่นยืนออกไปอย่างคัมภีร์มหาปุริสลักขณ พอดีกับเมื่อวันที่ ๒๘ ไปบูชาพระรูปสมเด็จสังฆราชเจ้าที่วัดราชบพิธ ที่ฐานพระเจดีย์นั้น ท่านเชิญพระพุทธรูปยืนเก่าใหม่ชนิดหล่อมาตั้งไว้ในชุมฐานพระเจดีย์มาก ได้เดินพิจารณาไปโดยรอบ เห็นที่ทำซ่นยื่นก็มีไม่ยื่นก็มี เป็นอันตกลงใจได้ว่า พระใหม่ทำยื่นพระเก่าไม่ยื่น อย่างเดียวกับนิ้วพระหัตถ์ชั้นครั้งศรีวิลัยสุโขทัยสวรรคโลกทำนิ้วอย่างมือคน มาครั้งศรีวิลัยพิษณุโลกทำนิ้วตัดเสมอกัน
ให้ต้องตามคัมภีร์มหาปุริสลักขณ ซึ่งพูดเล่นตามชอบใจจนไม่เป็นคนเหมือนหนึ่งจะทำรูปตามคำกวีที่กล่าวชมโฉมว่า “งามคอดั่งคอราชหงส์” รูปนั้นคอจะยาวไปอย่างพิลึก เห็นได้​ว่าช่างแต่ก่อนเขาไม่ยึดเอาคัมภีร์มหาปุริสลักขณเป็นที่ตั้ง เขาทำตามชอบใจเขา ที่มาทำพระพุทธรูปให้เข้าอย่างคัมภีร์มหาปุริสลักขณในภายหลังนั้น จะเป็นช่างคิดทำเองหรือท่านผู้ใหญ่เจ้างานบังคับให้ช่างทำก็ไม่ปรากฏ จะทำอย่างไรก็เห็นเขลาเต็มที จะกราบทูลต่อไปถึงคำกวีตามที่นึกได้ พระยาอนุมานเคยคัดคำกล่าว
ถึงการทำโบสถ์วัดพระแก้วในรัชกาลที่ ๓ มาให้ดู ในนั้นกล่าวถึงพระเบญจาที่ตั้งพระแก้ว ว่าตั้งพระอัฐารสตามชั้นพระเบญจา พระพุทธรูปเหล่านั้นจะได้สูงถึง ๑๘ ศอกก็หามิได้ นึกได้อีกอย่างหนึ่งว่าหน้ากระดานหรือท้องไม้อะไรแห่งพระเบญจานั้น ประดับด้วยกระจกเขียวประดุจประดับด้วยแก้วไพฑูรย์ แก้วไพฑูรย์เป็นสีเขียวเมื่อไร พูดไปตามคลองปากเท่านั้นเอง จะเก็บเอาคำพูดที่เพ้อเจ้อมาเอาเป็นจริงเป็นจังเห็นไม่ไหว
เมื่อได้ถามพระเถระในเรื่องคัมภีร์มหาปุริสลักขณ ก็เลยถามท่านถึงเรื่องสีมาด้วย ท่านบอกค่าแต่ก่อนกำหนดแต่หยาบๆ เช่น “คามสีมา” เป็นต้น หมายเอาหมู่บ้าน โดยกำหนดให้บรรดาพระสงฆ์ซึ่งอยู่ในระแวกนั้นต้องมาร่วมประชุมกันที่หมู่บ้านนั้น จะประชุมกันที่ไหนก็ได้สุดแต่จะสะดวก อันนี้จะต้องตามที่ตรัสอธิบายโดยได้ทรงทราบทางมาถ่องแท้แล้ว เดิมมีความหมายไปในทางประชุมบริษัท แต่ทีหลังกลายเป็นเรื่องสถานที่ไปเสีย
​สีมาซึ่งกราบทูลว่าหมายเขตด้วยการปักหลักนั้น ต้องกับคำว่า “ขันธสีมา” ขันธะ แปลว่าไม้ซุง คือบักไม้ซุงเป็นเสาที่หมายเขต คำ “เขื่อนขันธ์” ก็หมายถึงค่าย คือปักเสาระเนียด มาแต่ภาษามคธว่า “ขนฺธาวารํ” นั้นทีเดียว การหมายสิ่งอันใดแต่ก่อน เห็นจะใช้หมายด้วยปักหลักเกือบสิ้น หลักเมืองของโบราณที่ทำปลายเป็นหัวเห็ด เห็นจะหมายความว่าตอกลงไปหัวเยินบาน ที่จริงปลายเสานั้นจะหยักเป็นรูปอะไรก็ได้ถ้าไม่ต้องตอก
เมื่อวานนี้ไปหาสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ท่านว่าคำบาลีมีอยู่ว่า “อุโปสถาคารํ” ทำให้ได้สติขึ้น แต่คำนี้จะถือเอาคำว่าโบสถ์ก็ทีจะไม่ได้ ไปเข้ารูปอย่างที่กราบทูลมาก่อน เปนที่อุบาสกอุบาสิกาเข้าไปรับศีลอุโบสถกัน ถ้าที่ไหนใช้โบสถ์เป็นที่ให้ศีลแก่สัปปุรุษ โบสถ์ที่นั่นจะเรียกว่าอุโบสถก็ควรอยู่
ลายพระหัตถ์
ลายพระหัตถ์เวร ลงวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ได้รับในวันเสาร์ กรกฎาคม วันที่ ๒๗ ตามเที่ยวเมล์อันควรได้รับ และบริสุทธิ์ จะกราบทูลสนองความต่อไปนี้
เรื่องแปลคำนั้นเป็นการยากยิ่งนัก ที่กราบทูลนี้หมายถึงคำว่า “ช้า” ตามที่ทรงพระปรารภนั้นด้วย แปลยากเพราะความ​หมายย่อมเคลื่อนไปเสมอ จะถวายตัวอย่าง ก็เช่นคำว่า “หลวง” แต่ก่อนมีความหมายว่าใหญ่ เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่าของพระราชาไป
ยังจำได้อยู่ว่าทรงพระวินิจฉัยไว้ว่า “เสด็จ” เป็นอันเดียวกับ “สมเด็จ” หมายความว่าท่าน (ถ้าจะเขียนเปลี่ยนเสียหน่อยเป็น “สํเด็จ” ก็จะเห็นชัดขึ้นอีก) ดีเต็มที แต่เดี๋ยวนี้คำว่า “เสด็จ” หมายความเป็นว่าไป คำที่เติมขึ้นใหม่ก็มีอีก เช่น “ได้” ซึ่งใช้กันอยู่ในภาษาทุกวันนี้เป็น “ได้มี ได้เป็น” เป็นต้น นี้ก็ขัดกัน คำ “ได้” ซึ่งคู่กับ “เสีย” “โดย”
ซึ่งใช้ขวางๆ กันอยู่พักหนึ่งก็มีอีก แต่เดี๋ยวนี้หายไป คำว่า “เท้า” เช่น “เท้าสามล” “เท้าวรจันทร์” เกล้ากระหม่อมเข้าใจว่า “เท้า” นั้น คือ “เจ้า” ผิดกันไปด้วยสำเนียงต่างถิ่น ย่อมจะสั้นไปบ้างยาวไปบ้าง เสียงสูงไปบ้าง ต่ำไปบ้าง ต่างตัวกันไปบ้าง ตลอดจนถึง” เถ้าแก่” ที่นึกว่าหมายถึงเจ้าแก่ ไม่ฉะนั้นจะควบคุมว่ากล่าวเจ้าที่เป็นสาวอย่างไร ถ้าแปลความเอาความ “เถ้า” ก็ว่าอายุมาก “แก่ ก็ว่าอายุมาก เป็นคำที่ซ้ำกันจะเป็นภาษาได้อย่างไร ยังตัว ฒ ซึ่งเรียกว่า ผู้เถ้า เข้าใจว่าหมายถึง พฤฒา
แล้วก็เขียนกันเป็น “ผู้เฒ่า” นึกว่าเข้าใจผิด ไม่เห็นแบบอย่างมี้เขียนที่ไหนมาแต่ก่อนเช่นนั้นเลย “เจ้า” กับ “จ้าว” ที่นายกุหลาบคิดแก้นั้นก็มีมูล แกนึกถึงที่เรียกบ่าวว่าเจ้านั่นเจ้านี่กับ​พระองค์จ้าว แม้น่าเอกหน้าโทก็เป็นการคิดยัดเอาเข้าราง ความคิดแต่ละคนก็ต่างๆ กันไป แต่ที่จริงเป็นของมีมาแล้ว ท่านผู้ที่บัญญัติให้เขียนมาก่อนก็เห็นจะไม่คิดให้ทั่วนัก นักปราชญ์ทุกวันนี้ก็มีคิดถึง ซ ส ว่าควรจะแบ่งใช้เป็นนามเป็นกิริยา แต่ทำไปไม่ได้ เกล้ากระหม่อมยังคิดได้ต่อไป ว่า ทร เราก็อ่านเป็น ซ จะจัดให้เป็น
อะไรเล่า ความคิดก็เห็นต่อไปว่าที่คิดจะให้เขียนหนังสือถูกต้องนั้นต้องป่วยการ จะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเราพูดก็สับปลับ ความหมายก็สับปลับเป็นยุคเป็นคราว หนังสือก็เป็นบาทแห่งคำพูด จะพูดว่ากระไรเขียนหนังสือให้เข้าใจกันตามที่ตั้งใจจะพูด เท่านั้นก็เป็นได้กัน ไม่จำเป็นจะต้องเขียนให้ถูกต้องเป็นแบบฉบับอย่างใดๆ เขียนกันมาแต่ก่อนที่เรียกว่าหนังสือวัดทำไมจึงใช้ได้ จะให้เป็นไปอย่างนั้นไม่ได้หรือ นี่ก็เป็นความเห็นที่จัดได้ว่า “งอมืองอตีน”
ตั้งใจว่าจะกราบทูลถึงคำคำหนึ่ง แต่แล้วก็ลืมข้ามไปเสียเพราะเล็กนัก คำนั้นมีในลายพระหัตถ์นานแล้ว คือ “ทรรพสัมภาระ” เคยเปิดดูพจนานุกรมบาลี คำ “ทพฺพ” ก็ตรงกับทรัพย์ในภาษาสังสกฤตนั้นเอง นึกเจ็บใจตัวเองว่าโบราณเขียน “ทรัพยสัมภาระ” ไว้ก็มี ควรหรือไม่รู้ไปได้
เรื่องรูปพงศาวดารตามกระแสพระดำริก็เป็นถูกแล้ว แต่ก็ต้องสมควรแก่เหตุเหมือนกัน เคยเห็นเขาเขียนรูปเรื่องขุนช้างขุนแผน ​เขียนนางวันทองนุ่งผ้าถุงพันขาว เห็นเป็นว่าไม่ได้ อีกประการหนึ่ง จะกราบทูลอธิบายถึงที่เกล้ากระหม่อมเขียนชฎายอดสั้น ตามที่ตรัสทักนั้น ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร ช่างสมัยใหม่เขียนยอดอะไรยาวขึ้น
ไปทุกที จนกรมหมื่นวรวัฒน์พูดประชดว่า เขียนชฎามันก็ต้องห้าส่วนหน้า ทั้งนี้เป็นด้วยชั้นกรมหมื่นวรวัฒน์และเกล้ากระหม่อมได้เรียนมา ครูเขาบอกว่าเขียนชฎาให้กะเอาสองส่วนหน้า แต่ทีหลังเกล้ากระหม่อมดูรูปเก่าๆ เห็นเขาเขียนสั้นกว่าสองส่วนหน้าลงมาอีก จึงเขียนตามเขาไป
เรื่องวัดพระแก้วเมืองเลย ตกละได้เค้าแต่เพียงเงาๆ พลัดไปได้ เรื่อง “พระเจดีย์สมรัก” ซึ่งไม่เคยเทราบเรื่องเลย ก็ดีเหมือนกันแต่คิดว่า “ต้น”
เรื่องพระราชยานถม ซึ่งเกล้ากระหม่อมกราบทูลว่ากระจังทีจะเป็นทองนั้น เห็นจะหลงเอาพระที่นั่งพุดตานไปประสมเข้าเสียแน่แล้ว พระราชยานถมกระจังเป็นอย่างไรก็กลับไม่แน่ใจเสียแล้ว พระราชยานทองที่เมืองพนมเพญ ลางทีจะเป็นแต่สมเด็จพระนโรดมทรงจำได้ ตรัสสั่งให้ช่างเขมรทำเท่านั้น แม้หมู่พระที่นั่งซึ่งมีเทวาวินิจฉัยเป็นต้น ก็เอาอย่างพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยทางกรุงเทพฯ เทียบตลอดกระทั่งชื่อไป
เข้าใจว่าสมเด็จพระนโรดมทรงจำไปให้ช่างเขมรทำเหมือนกัน เคยได้ยินพวกฝรั่งเศสเขาพูดว่า สิ่งใดๆ ​แบบเขมรอาจหาดูเอาเป็นอย่างได้ในที่จำหลักไว้ มีเป็นหลายแห่ง แต่ไม่เอา กลับวิ่งเข้าไปเอาอย่างทางกรุงเทพฯ นั่นเห็นเป็นพูดถูกทีเดียว พระที่นั่งหมู่ใหม่ได้ยินว่าฝรั่งเศสเขาทำ แม้เศวตฉัตรก็ได้ยินว่าฝรั่งเศสทำ ได้ยินติกันว่าทำไม่ถูกเป็นขั้นกระได ไม่ได้ลดชั้นเล็กให้เตี้ยอย่างเรา แต่สิ่งที่อยู่ในวังนั้น
ย่อมแพ้ด้วยไม่ได้เข้าไปเห็น ไปพนมเพญก็ไปอย่างเดินทางผ่าน ด้วยจะใคร่เห็นว่าบ้านเมืองเป็นอย่างไรไม่มีเวลาไม่มีช่องที่จะขออนุญาตเข้าไปดูในวังได้ ข้อที่ตรัสว่าทรงทราบว่าของสิ่งใดเป็นฝีมือไทยทำหรือเขมรทำนั้น ไม่ประหลาดสำหรับเกล้ากระหม่อม จะเป็นฝีมือพวกใดก็ทราบไม่ได้ทั้งนั้น อย่าหาแต่ว่าเขาทำโดยลำพังเขาเลย แม้สิ่งที่เกล้ากระหม่อมออกแบบให้ไปทำ เขาทำมาจนชี้ไม่ได้ว่าทำผิดที่ตรงไหน แม้กระนั้นก็ยังทราบได้ว่าจีนหรือญี่ปุ่น หรือฝรั่งทำ ฝีมือมันฟ้องอยู่ในตัวเอง
ข้อที่จะทรงพระวินิจฉัยถึงคานหามนั้นดีนัก คอยจะอ่านพระวินิจฉัยอยู่พระราชดำรัสถึงกฎมนเทียรบาล นึกได้ว่าในนั้นมีว่า “เทวียานมีมกรชู” อ่านพบก็ไม่เข้าใจ ครั้นไปหัวเมืองเหนือไปเห็นยานเข้าที่ไหน ทีจะเป็นพิษณุโลก เป็นของเก่าเกือบผุพังหมดแล้ว มีรูปนาคเลื้อยโก่งหลังอยู่บนคาน บนหลังนาคทำเป็นที่นั่งไว้ จึงนึกว่าอ้ายนี่เองที่ในกฎมนเทียรบาลว่า “เทวียาน​มีมกรชู” แต่จะถูกหรือไม่ก็เอาแน่ไม่ได้จะเป็นคานหามสำหรับแต่เจ้านาค ซึ่งคิดทำไปอีกทางหนึ่งก็เป็นได้
เกล้ากระหม่อมพร้อมทั้งครอบครัว เมื่อได้ทราบข่าวซึ่งได้ทรงบำเพ็ญพระกุศลในกาลเข้าพรรษา ตามที่ตรัสแผ่พระกุศลประทานไป ต่างก็มีใจยินดีอนุโมทนาในพระกุศลอันได้ทรงปฏิบัตินั้นเป็นอย่างยิ่ง ที่ปีนังมีวัดซึ่งตรัสออกชื่อ ๕ วัด แต่มีพระสงฆ์จำอยู่พรรษาเพียง ๑๑ รูป อยู่ข้างจะน่อยนัก เมื่อคิดถึงชื่อวัด วัดปุโลติกุส เป็นชื่อ
เรียกตามตำบล อย่างวัดทั้งหลายซึ่งมีอยู่เป็นอันมาก วัดบุปผารามและวัดสว่างอารมณ์นั้นเป็นชื่อแบบ ส่วนวัดจันทรารามและวัดปิ่นบังอรนั้นเป็นชื่อโดยจำเพาะ วัดปิ่นบังอรได้ทราบเรื่องแล้ว แต่วัดจันทรารามยังไม่ทราบ ในกรุงเทพฯ ชื่อวัดอย่างนั้นก็มี อาจถ่ายเอามาได้
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
สิงหาคม
วันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ดร
​บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๓
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม แลเขาเอามาส่ง ณ วันเสาร์ที่ ๓ สิงหาคม โดยเรียบร้อย
ทูลความที่ค้างมา
๑. หม่อมฉันได้ทูลผัดไว้ว่าจะเขียนวินิจฉัย เรื่องที่ภาษาสังสกฤตกับภาษามคธเข้ามาปะปนในภาษาไทยถวาย จึงตั้งต้นจดหมายฉบับนี้ด้วยเรื่องที่ทูลผัดไว้นั้น
พิจารณาดูเห็นว่าภาษาสังสกฤต กับ ภาษามคธเข้ามาปะปนกับภาษาไทยนั้น โดยมีเหตุและมีประวัติเป็นชั้นๆ ต่อกันมาแต่ดึกดำบรรพ์ โดยลำดับดังนี้ คือ
ชั้นที่ ๑ เมื่อพวกชาวอินเดียพาศาสนาและอาริยธรรมมาสอนชาวประเทศนี้ ไม่มีคำในภาษาพื้นเมืองพอจะใช้หมายวัตถุและคดีที่มาสอนเหมือนอย่างที่ตรัสมาในลายพระหัตถ์ ว่าพวกมิชชันนารีฝรั่งไปสอนศาสนาแก่พวกไทยที่อยู่ในแดนจีน เอาคำว่า
“ศาสนา” ของไทยเราไปเรียก ไทยพวกนั้นไม่เข้าใจ เรื่องนี้เป็นตัวอย่างดีที่สุดซึ่งจะยกในข้อนี้ ถ้าสังเกตดูจะเห็นได้ง่ายๆ แม้คำสามัญที่สุดที่ไทยเรายังใช้กันในศาสนาอยู่จนทุกวัน เช่น พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ​นิพพาน หรือทางไสยศาสตร์ เช่นว่า พรหม อิศวร นารายณ์ ล้วนเป็นคำภาษาสังสกฤตและภาษามคธ เห็นได้ว่าเพราะไม่มีคำในภาษาพื้นเมือง ชาวอินเดียที่มาสั่งสอนจึงต้อง ใช้คำเดิมก็เลยติดอยู่กับภาษาพื้นเมือง คำพวกนี้ยังมีคำอื่นอีกมากมาย
ชั้นที่ ๒ ถึงสมัยเมื่อคนในพื้นเมืองบวชเรียนรู้ภาษาสังสกฤตและภาษามคธ ด้วยอ่านพระไตรปิฎกและคัมภีร์เวทมนต์ ผู้รู้เหล่านั้นย่อมถือว่า ภาษาทั้ง ๒ นั้นเป็นภาษาตำราอันเรียนรู้ได้โดยยาก ชอบยกศัพท์ภาษาทั้ง ๒ นั้นออกมาอ้างในคำสอนหรือคำพูด ฝ่ายคนอื่นก็นับถือว่าผู้ที่สามารถล่วงรู้ภาษานั้นๆ เป็นนักปราชญ์ได้เล่าเรียนรู้มาก การที่ใช้คำภาษาสังสกฤตและภาษามคธ จึงเป็นเกิยรติยศแก่ตัวบุคคล ไม่เลือกว่าจะ
เอาศัพท์ภาษานั้นไปใช้โดยจำเป็นหรือไม่จำเป็น เป็นเหตุให้ผู้แสวงหาความนับถือของคนอื่น อยากรู้จักใช้คำภาษาสังสกฤตและภาษามคธ แม้เพียงรู้ศัพท์ไม่ถึงอัตถธรรมที่เขียนด้วยภาษานั้นๆ อันนี้เป็นเหตุให้นับถือกันว่าศัพท์ภาษาสังสกฤตและภาษามคธศักดิ์สูงกว่าภาษาไทย เพราะสามารถจะรู้จักใช้แต่ผู้เป็นนักปราชญ์และบัณฑิต
ชั้นที่ ๓ เมื่อนับถือคำภาษาสังสกฤตและภาษามคธกันแพร่หลาย ก็เลยเกิดนิยมกันต่อไปถึงคำพูดและคำที่ใช้ในหนังสือ ตลอตจนขนานนามต่างๆ ถ้าใช้คำภาษาสังสกฤตหรือภาษามคธ หรือแม้มี​คำ ๒ ภาษานั้นแทรกแซงโดยจำเป็น เช่นแต่งคำฉันท์ก็ดี หรือไม่จำเป็น เช่นทูลกระหม่อมตรัสเรียกว่า “ยกศัพท์อวดตุ๊กแก” ก็ดี ก็นับถือว่าเป็น
คำมีเกียรติ์และเป็นคำของผู้รู้ การที่เกิดชอบใช้ศัพท์ภาษาสังสกฤตและภาษามคธ เลยเป็นเหตุให้คำภาษาไทยเช่นเคยใช้กันแต่โบราณสูญไปเสียมาก และทำให้คำ ๒ ภาษานั้นปนกับคำภาษาไทยที่ยังเหลืออยู่จนแยกไม่ออก หม่อมฉันคิดเห็นว่าลาดเลาเรื่องประวัติจะมีมาดังนี้
ถ้าว่าต่อไปถึงคำภาษาอื่น นอกจากภาษาสังสกฤตและภาษามคธที่เอามาใช้ปะปนกับภาษาไทย คำเขมรเป็นมีมากกว่าภาษาอื่น และมักชอบใช้ในคำพูดของผู้ดี เช่นราชาศัพท์เป็นต้น ที่เป็นเช่นนั้นพิจารณาดูเห็นว่า เมื่อครั้งพวกขอมเป็นใหญ่อยู่ในประเทศละโว้ หรือลาว ในประเทศนั้นพลเมืองคงพูดภาษาละว้าหรือ ลาว พวกขอมที่
ปกครองคงพูดภาษาเขมร พอไปกันได้ ด้วย ๒ ภาษานั้นคล้ายๆกัน เมื่อแรกชนชาติไทยสาดลงมาอาศัยตั้งภูมิลำเนาในแดนละโว้ คงพูดกันเองด้วยภาษาไทย แต่จำต้องพูดภาษาละว้าและภาษาเขมรกับชาวเมืองและผู้ปกครอง เช่นเดียวกับพวกมอญ เมื่อภายหลังแม้เมื่อมีไทยมากขึ้น ทั้งที่อพยพลงมาจากข้างเหนือและมาเกิดลูก
หลานด้วย สมพงศ์กับพวกละว้าจนมีไทยทำราชการได้เป็นเจ้าบ้านพานเมือง ภาษาที่พูดก็คงเป็นเช่นนั้นมาจน​ตลอดสมัยพวกขอมยังเป็นใหญ่ เห็นจะเปลี่ยนใช้ภาษาไทยเป็นภาษาสำหรับบ้านเมือง หรืออย่างเรียกว่าใช้ในทางราชการ เมื่อพระเจ้ารามกำแหงได้ประเทศละโว้ไว้ในอาณาเขต ให้พระเจ้าอู่ทองซึ่งเป็นไทยเป็นประเทศราช ปกครองตลอดมาจนเมืองละโว้ที่พวกขอมเคยตั้งอยู่ เพราะฉะนั้น หนังสือไทยเก่าที่แต่งในอาณาเขตลานนา จึงมักเรียกราชวงศ์พระเจ้าอู่ทองว่า “กัมโพชวงศ์”
ถึงเมื่อสมัยพระเจ้าอู่ทอง ตั้งอาณาเขตกรุงศรีอยุธยาเป็นอิสระ ภาษาไทยที่ใช้ในกรุงศรีอยุธยาผิดกับภาษาไทยที่ใช้ในกรุงสุโขทัย ข้อนี้พิสูจน์ได้โดยสังเกตถ้อยคำในกฎหมายที่ตั้งเมื่อสมัยพระเจ้าอู่ทองเทียบกับหนังสือไตรภูมิพระร่วง และศิลาจารึกแต่งที่กรุงสุโขทัยในสมัยเดียวกัน ด้วยหนังสือแต่งในกรุงศรีอยุธยาใช้คำภาษาเขมรปนภาษาไทย มากกว่าหนังสือไทยที่แต่งในกรุงสุโขทัย เพราะเหตุไทยทางข้างใต้เคยอยู่ปะปนกับพวกขอมมาแต่ก่อน ดังกล่าวมาแล้ว
ส่วนคำภาษาอื่นที่มาปะปนกับภาษาไทย เช่นภาษาจีน ภาษามลายู และที่สุดภาษาฝรั่ง เป็นเพราะชนชาวต่างประเทศนั้นๆ ไปมาค้าขายกับเมืองไทย เอาภาษาของตนเข้ามาปล่อยไว้กับชื่อของที่เอามาจำหน่ายบ้าง เช่น ซ่าบู่ Sawon ขนมปัง Pan และเรือกำปั่น Kapal เป็นตัวอย่าง บางคำมาแต่กิจการประเพณีของชนชาตินั้นที่พามาให้มีขึ้นในเมืองไทย เช่นตั้งห้างค้าขาย Hong เป็นต้น
​ถ้าว่าโดยทั่วไป พึงสังเกตได้ว่าภาษาไทยที่ใช้ข้างฝ่ายใต้ เช่นในกรุงศรีอยุธยา หรือแม้กรุงรัตนโกสินทร์นี้มีภาษาอื่นปนมาก อุปมาเหมือนน้ำขุ่น ยิ่งเหนือขึ้นไปยังมีคำภาษาไทยมากภาษาอื่นน้อยลงเปรียบเหมือนน้ำที่ค่อยใสจางขึ้นไปโดยลำดับ ไปมีแต่คำภาษาไทยใสเหน่งต่อเมื่อถึงพวกไทยในแดนจีน ซึ่งไม่รู้ว่าคำศาสนาหมายความว่าอะไร ดังทรงยกตัวอย่างมาในลายพระหัตถ์
ทูลสนองความในลายพระหัตถ์
๒. ซึ่งทรงปรารภถึงลักษณะพระพุทธรูป ที่ว่าทำตามมหาปุริสลักขณนั้น เป็นคดีที่หม่อมฉันได้เคยพิจารณามาแต่ก่อนอยู่บ้าง ตามหนังสือต่างๆ ที่ได้พบมา แม้ที่นักปราชญ์ฝรั่งได้สอบสวนยุติต้องกันว่า ตำรามหาปุริสลักขณของพวกพราหมณ์ มีจริงตั้งแต่ก่อนพุทธกาล แต่ไม่มีหลักที่จะรู้ได้ว่าตำราเดิมเป็นอย่างไร รู้ได้แต่ว่าตำรามหาปุริสลักขณ เช่นเขียนพรรณนาไว้ในหนังสือปฐมสมโพธิ์เป็นต้นนั้น เป็นตำราแต่ง
ขึ้นต่อภายหลังพุทธกาล และลักษณะที่พรรณนาฝืนธรรมชาติจะถือเป็นความจริงไม่ได้ ถึงกระนั้นก็ปรากฏช่างทำพระพุทธรูปแม้ในสมัยคันธารราษฎร์ เมื่อราวพ.ศ. ๕๐๐ ก็เอาใจใส่ต่อตำรามหาปุริสลักขณ พึงเห็นเช่นทำตุ่มไว้ที่หว่างพระโขนงเป็นต้น ไทยเราก็พยายามจะสร้างพระพุทธรูปให้ถูกต้องตามว่าในตำรามหาปุริสลักขณมาแต่สมัยกรุงสุโขทัย และ​ในรัชกาลที่ ๔ กรุงรัตนโกสินทร์นี้ การทำปลายนิ้วพระหัตถ์พระพุทธ
รูปยาวเท่ากันทั้ง ๔ นิ้ว เกิดขึ้นครั้งกรุงสุโขทัย หม่อมฉันเชื่อว่าแก้เมื่อสร้างพระพุทธชินราชและพระพุทธชินสีห์เป็นที่แรก ด้วยสังเกตพระพุทธรูปสุโขทัยแต่เดิมทำนิ้วพระหัตถ์อย่างคนสามัญ คงเป็นพระมหาธรรมราชา (พระยาลิไท) ที่เรียกในพงศาวดารเหนือว่า พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก) ทรงสันนิษฐานความตามที่กล่าวในตำรามหาปุริสลักขณว่าจะเป็นเช่นนั้น จึงให้แก้เมื่อทรงสร้างพระพุทธชินราชและพระพุทธชินสีห์ พระราชาคณะองค์ ๑ จะเป็นใครหม่อมฉันลืมเสียแล้ว เคยบอก
หม่อมฉันว่าท่านได้ดูตำรามหาปุริสลักขณ หาได้กล่าวว่าปลายนิ้วพระหัตถ์เท่ากันทั้ง ๔ นิ้วไม่ เมื่อหม่อมฉันร่างจดหมายฉบับนี้ไปเปิดดูหนังสือปฐมสมโพธิ ความกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ ทรงแต่งฉบับพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๘ พบที่หน้า ๗๐ ว่า “ชาลหตฺปาโท” ฝ่าพระหัตถ์และพระบาทเป็นลายตาข่าย นิ้วพระหัตถ์ข้างละ ๔ เว้นแต่พระอังคุษฐ์และนิ้วพระบาทข้างละ ๕ “เสมอกันเป็นอันดี ชิดเสียดสีซึ่งกันสนิท” ดังนี้ ก็คือมาตีความ ที่ว่า “เสมอกัน” นั้นเอง
เรื่องค้นพระพุทธลักษณะในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ปรากฏว่าสมเด็จกรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์เอาพระทัยใส่ค้นหากำหนดขนาดในครั้งพุทธกาล ดูเหมือนทูลกระหม่อมจะทรงรู้เห็นด้วย ท่านทรง​ตรวจในพระบาลีพบกล่าวถึงเกณฑ์ขนาด (ซึ่งดูเหมือนมีเทียบด้วยเมล็ดข้าวเปลือก) ได้ขนาดเมล็ดข้าวเปลือกเป็นหลักมาขยายให้รู้ขนาดต่างๆ ซึ่งอ้างในพระบาลี แล้วทรงแต่งตำราเรียกว่า “สุคตวิทตฺถิ” ขึ้นไว้เป็นภาษา
มคธ เรียกกันเป็นสามัญตำรา “คืบพระสุคต” ในคณะธรรมยุติรับใช้เป็นหลักขนาดต่างๆ ตามอ้างในพระบาลี อาศัยตำรานั้นทูลกระหม่อมโปรดให้ช่างทำพระพุทธรูปองค์ ๑ ด้วยโครงสานไม้ไผ่พอกปั้นด้วยปูนน้ำมันแล้วประสานสี ให้ได้พุทธลักขณะและเท่าพระองค์พระพุทธเจ้า พระพุทธรูปองค์นั้นรักษาไว้ในหอศาสตราคม เข้าใจว่าพระองค์ท่านก็คงเคยทอดพระเนตรเห็น ดูเหมือนจะถือเป็นยุติกันในสมัยนั้นว่าขนาด
พระพุทธองค์เท่าพระพุทธรูปองค์นั้น สังเกตพระพุทธรูปที่ทูลกระหม่อมทรงสร้างเป็นพระประธานวัดต่างๆ เช่นที่วัดมกุฎกษัตริย์ วัดโสมนัดวิหาร ก็ดี ที่ตั้งกลางพระอสีติสาวกในพระอุโบสถวัดสุทัศน์ก็ดี ที่อยู่ในพระวิหารหลวง ณ พระปฐมเจดีย์และพระประธานวัดเทพศิรินทร (ซึ่งทรงสร้างค้างไว้) ก็ดี และต่อมาจนถึงพระประธานวัดราชบพิธ สร้างตอนต้นรัชกาลที่ ๕ ก็สร้างขนาดพระตัวอย่างนั้นทั้งนั้น แต่มาคิดดูเดี๋ยวนี้ก็ใหญ่เกินไป จึงเห็นว่าลักษณะพระพุทธรูปที่สร้างนั้น สมัยไหนเชื่อว่า
พระพุทธลักษณะเป็นอย่างไรก็สร้างอย่างนั้น หรือไม่คิดเลยทีเดียวแต่ก็มีแปลกบ้าง หม่อมฉันนึกถึงพระพุทธรูปองค์ ๑ เคย​เห็นที่วังพระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ ว่าเป็นของกรมพระเทเวศวัชรินทร์โปรดให้หล่อสำหรับจะไปตั้งเป็นพระประธานที่วัดแจ้ง ดูเหมือนในแขวงเมืองนนทบุรีที่ท่านทรงปฏิสังขรณ์ ตรัสสั่งให้ทำพระพักตร์ให้คล้ายพระองค์ท่าน พระองค์ประดิษฐ์ทำพระปรางตอบแปลกกับพระพุทธรูปยืนจึงเป็นเหตุให้ถามกันขึ้น นึกว่าพระองค์ท่านก็คงได้เคยทอดพระเนตรเห็น
ปกิรณกะ
หม่อมฉันเขียนวิจารณ์เรื่องเห่ช้าลูกหลวงสำเร็จแล้ว จะฝากหม่อมเจิมไปถวายพร้อมกับตำนานพิธีตรุษ เขาจะกลับไปกรุงเทพฯ วันที่ ๑๒ สิงหาคมนี้.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ น
​ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๔๘๓
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
เบ็ดเตล็ด
“โล้” สืบได้ว่าเป็นคำจีน หมายความว่าเครื่องพุ้ยน้ำ จะเป็นรูปอย่างไรขนาดอย่างไรอยู่ที่ไหนก็เรียกโล้ทั้งนั้น ผิดกันกับทางเราที่เปลี่ยนกิริยาทำไป ก็เปลี่ยนชื่อไปที่คำ “ล้” เข้าใจกันว่าเป็นโคลงเคลง เกล้ากระหม่อมอยากจะหาว่าเข้าใจผิดเพราะพูดผิด “จิงโจ้มาโล้สำเภา” ร้องเป็น “จิงโจ้มาโย้สำเภา” ก็มี คำโย้ เป็นพวกโยกโยน
ตามที่กราบทูลว่า เขาเขียนจิงโจ้ที่วัดพระเชตุพน เป็นรูปคนมีเท้า เป็นนกนั้น มาแปลได้แล้วจากได้พบกลอนเก่าว่า “กะลุมพูจับกะลำพ้อ จิงโจ้จับจิงจ้อแล้วส่งเสียง” ในคำนี้จิงโจ้หมายว่านก ช่างเขียนเวลาโน้นคงทราบว่าจิงโจ้เป็นนก แต่ในคำร้องที่เป็นเจ๊ก จึงได้ทำรูปคนครึ่งนกครึ่ง
นานมาแล้วได้กราบทูลถึงเรื่องราวเทียนซึ่งทำเป็นเรือ มีที่มณฑปพระพุทธบาทเป็นต้น เมื่อวันที่ ๑ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน) ท่านบอกว่าที่เมืองอุบลมีมาก ท่านคิดว่าจะมาแต่รางสรง​น้ำพระ (ภิกษุ) ซึ่งเขาทำเป็นหัวนาคหางนาคติดไว้หัวรางท้ายราง ในรางนั้นเขาก็คิดเทียนจุดเหมือนกัน เกล้ากระหม่อมคิดว่าเขาตั้งใจจะให้น้ำนั้นเป็นน้ำมนต์เมื่อพระสงฆ์สวดมนต์
จะย้อนกราบทูลถึงเรื่องทำรูปพงศาวดาร ตามที่กราบทูลมานั้นตั้งรูปเก่าเกินไป ด้วยคิดจะหลีกหลบไม่ให้กระทบกระทั่งถึงใครทำอะไรไว้ที่ไหน เป็นเหตุให้ทรงพระวินิจฉัยไปแต่ในทางอย่างเก่า แต่แท้จริงเห็นจะต้องแบ่งเป็นสองภาค คือทำภาคที่รู้ไม่ได้อย่างหนึ่ง นั่นต้องทำไปโดยเดา อีกภาคหนึ่งทำภาคที่ควรจะรู้ได้ ถ้าผิดไปก็ถูก
หัวเราะเยาะ เหมือนฝรั่งเขาก็หัวเราะกัน ช่างเขียนรูปพงศาวดารกินเลี้ยงกันด้วยซ่อมช้อน ผู้รู้เขาก็หัวเราะเยาะว่าเวลานั้นซ่อมช้อนยังไม่เกิด อย่างเดียวกับเราเขียนรูปม้าสีหมอกเป็นม้าออสเตรเลียโปนี มีผมยาวปรกคอและผูกเครื่องหนัง ฉันใดก็ฉันนั้น
ขุนแผน จับไม่ได้ว่าดีอย่างไรนอกจากทางเวทมนต์ดลคาถา คิดว่าคนรุ่นแต่งเรื่องตีอังวะจะเป็นผู้แต่งปรุงเรื่องนั้น
อ้ายลืมนั่นสำคัญ นึกได้ว่าจะเขียนอะไรถวาย แต่นึกได้เมื่อไม่ใช่เวลาเขียน ครั้นจะเขียนเข้าจริงลืมเอานึกไม่ได้ จำต้องร้างไปในข้อนั้น
ลายพระหัตถ์
เมื่อวันอาทิตย์ สิงหาคม วันที่ ๔ ได้รับลายพระหัตถ์เวร​ซึ่งลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม โดยไม่มีมลทิน จะกราบทูลสนองเป็นลางข้อต่อไปนี้
เรื่องยั่วยาน เมื่ออ่านพระดำริแล้ว เกิดความเห็นผุดขึ้นลางข้อ จะกราบทูลถวายต่อไปนี้
กล่าวถึงคำที่มีในกฎมนเทียรบาล
๑. ที่ว่า “ราชยานมีจำลอง” นั้น คำ “จำลอง” เคยเห็นมีในเครื่องช้างจะเป็นสัปคับหรือกูบอะไรไม่ทราบ ถ้าเป็นสัปคับ “ราชยานมีจำลอง” ก็คือมีที่นั่งอย่างสัปคับช้าง กูบนั้นเป็นภาษาเขมร จะว่ามีกูบก็เห็นจะได้
๒. “ทิพยานนาก” นากก็คือทองแดง ไม่ใช่ทองแดงปนทองอย่างทุกวันนี้ คำนี้ทราบได้จากที่กล่าวถึงพระชินราชหรือพระชินสิห์ที่วัดพระเชตุพน ว่าหล่อด้วยนาก และชื่อหอพระนากก็มาแต่พระพุทธรูปหล่อด้วยทองแดงเช่นกัน ถ้าหล่อด้วยทองแดงปนทองอย่างนากทุกวันนี้จะแพงเต็มที คำเด็กร้องเล่นก็มีปรากฏอยู่ว่า “ขอแหวน
ทองแดงผูกมือน้องข้า” เพลงทางนครศรีธรรมราชก็มี เขาร้องว่า “พี่จะให้แหวนฮั่ง” ฟังไม่เข้าใจจึงถามเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (พร้อม) ว่า “ฮั่ง” นั้นอะไร ท่านบอกว่างั่ง คือทองแดง ทำให้เข้าใจได้ยาวออกไปอีก ว่างั่งนั้นหมายเพียงทองแดงเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงเทวรูป
​๓. “ยานมาศกลีบบัว” ในกรุงรัตนโกสินทร์มีเรียกเฉียดไปเป็น “เสลี่ยงกลีบบัว” เคยเห็นเมื่อเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช (เวก บุณยรัตพันธ์) ทำการแรกนา เขาจัดเสลี่ยงกลีบบัวให้ขี่แทนเสลี่ยงแปลงเพื่อยกยศ ได้สังเกตเห็นเป็นอย่างนั่งห้อยเท้า ที่นั่งจำหลักเป็นกลีบบัวอย่างดอกบาน
ต่อไปนี้เป็นความเห็นนอกกฎมนเทียรบาล
๑. ตามพระดำริเห็น ที่ว่าคนหามยามเป็นแถวเดียวอย่างหนึ่ง สองแถวอย่างหนึ่งนั้น จับใจดีเต็มที เป็นหลักที่จะคิดอะไรได้ต่อไปอีก
๒. เครื่องขี่หาม ที่ใหญ่เห็นว่าจะมาก่อนเล็ก เพราะต้องการจะให้เอ้อเร้อเป็นการแห่ ส่วนเครื่องหามเล็กนั้นจะมาทีหลัง นอกจากขี้เกียจเดิน ถ้าถูกอย่างนั้น คานหามแบกบ่าเดินสองแถวก็มาก่อน แถวเดียวมาทีหลัง
๓. ที่เรียกว่า “เสลี่ยงหิ้ว” นั้น จะต้องเป็นหิ้วตามชื่อก่อน ส่วนสาแหรกสะพายนั้นเติมเข้าทีหลัง เพื่อช่วยคนหิ้วให้เบาแรง แล้วสาแหรกนั้นเองเอาลูกคลักสอดให้สี่คนหาม เพราะเห็นหามสองคนนั้นไกลเข้าก็ปั้วเปี้ย ที่หามสาแหรกแปดคนก็คิดยืดจากสี่คนนั้นเองไปอีกต่อหนึ่ง
๔. คำว่า “กง” หมายถึงของรูปกลม มีกงรถอยู่เป็น​ประธาน “เสลี่ยงกง” ก็เห็นจะหมายถึงพนักเป็นวงกลม แต่แท่นเหลี่ยมนั้นเอง “เสลี่ยงกง” อย่างทุกวันนี้กับ “ยานมาศ” ผิดกันอย่างไร คนสามัญเห็นจะรู้ได้ยาก เพราะผิดกันแต่กระบวนพื้นชั้นที่นั่งเป็นทางช่างเท่านั้น แท้จริงยานมาศแต่ก่อนพนักจะเป็นเหลี่ยมตามแท่นที่นัง เหมือนอย่างพระที่นั่งพุดตานก็ได้
๕. “แคร่กันยา” กลัวจะมาทีหลังแคร่เฉยๆ “แคร่” จะต้องมีมาก่อน “กันยา” ก็หมายความว่าหลังคา เป็นคำต่อ จะต้องมาทีหลัง จะเรียกว่าแคร่หลังคาก็ได้ เอาอย่างมาจากวอนั่นเอง จะกราบทูลคำที่ได้พบมาแปลก ทางเขมรเขาเรียกเตียงมณฑลว่า “แคร่พิธี” แสดงว่าคำ “แคร่” นั้นมีมานานแล้ว แคร่หามสมเป็นว่าเอาไม้ไผ่ผูกกับแคร่หามไป
๖. วอนั้นชอบกล วอพระที่นั่งรองซึ่งใช้หามไปในกระบวนเสด็จพระราชดำเนินนั้นมีระบาย ผิดกับวอดาดด้วยผ้าขี้ผึ้ง แม้รูปเขียนพลับพลาพระรามทำเป็นหลังคามีระบายไม่มีช่อฟ้าใบระกาก็มี สมจะเป็นอย่างมีระบายเก่ากว่าอย่างมีช่อฟ้าใบระกา วอช่อฟ้าน่าจะคิดปรุงขึ้นทีหลัง วอพระที่นั่งนั้นน่าสงสัยว่าถ้าฝนตกแล้วจะเปลี่ยนมาทรงวอ วอนั้นมาแต่สีวิกาแน่ เพราะทางบาลีมีกล่าวถึงชักม่านสีวิกา ถ้าไม่มีหลังคาค้ำก็ผูกม่านไม่ได้
๗. ชื่ออะไรต่างๆ นั้นมีหลายอย่าง นักปราชญ์ตั้งก็มี คน​ทั้งหลายในบ้านเมืองเรียกกันเอาตามชอบใจก็มี มาแต่อื่นก็มี เช่น “วอ” เป็นต้น นั่นก็ทราบได้จากฝ่าพระบาทตรัสบอกว่าเป็นคำมาแต่พม่า เห็นจะมาเมื่อเรานัวอยู่กับพม่า ทีหลังกฎมนเทียรบาล “เสลี่ยง” คำนี้ควรจะเป็นคำเก่ามาก แต่ก็ไม่ปรากฏในกฎมนเทียรบาล และเป็นภาษาไทยหรืออะไรก็ยังไม่ทราบ จะต้องสืบสวนต่อไป
เรื่องที่ตรัสถึงร่มแม่ทัพนั้นดีเต็มที ทำให้ได้สตินึกถึงตีเมืองทะวายที่มีความว่าสัปทนเต็มไปทั้งท้องทุ่ง ถ้าไม่เปลี่ยนสีร่มก็รู้ไม่ได้ว่าแม่ทัพใหญ่อยู่ที่ไหน มีคนเข้าใจกันมากว่าพม่ามีแต่ฉัตรชั้นเดียว แต่ความจริงซ้อนชั้นก็มี ฝ่าพระบาทได้เสด็จไปฉายรูปพระแท่นสิงหาสน์มาประทาน ซุ้มพระทวารที่เสด็จออกพระแท่นนั้นทำไว้เป็นรูปฉัตร
ซ้อนชั้น เกล้ากระหม่อมได้นับปรากฏว่าเป็น ๗ ชั้น มีลางคนคิดว่าฉัตรซ้อนชั้นจะมาซ้อนกันในเมืองเรานี่เอง ทำเอาเกล้ากระหม่อมต้องใจจ่อสังเกตของเก่าหลายถิ่น ก็เห็นปรากฏว่าฉัตรซ้อนชั้นมีมาแต่พม่า ชวา และอินเดียแล้วไม่ใช่มีแต่ไทย เป็นรูปฉลักหินฉลักไม้ ซึ่งรู้ว่าเป็นของเก่าเสียด้วย
โคลงคุณเสือขอบุตร มีความยินดีที่จะให้ชายงั่วไปคัดส่งมาถวาย
ตำหนักสมเด็จพระปรมานุชิต ห้องใหญ่พื้นเตี้ยนั้นเปนท้อง​พระโรงแน่ อาสน์สงฆ์จะทำมาแต่ก่อนหรือทำใหม่ไม่ทราบแน่ แต่มีตู้เจาะผนังอยู่เหนืออาสน์สงฆ์นั้นอยู่ เขาจะทำไว้เดิมสูงๆ ก็ได้ เกล้ากระหม่อมเคยซนไปเที่ยวดูทางด้านตะวันตกยกพื้นสูง ต้องขึ้นกี๋ มีห้องประทมยังมีพระแท่นที่บรรทมอยู่ในนั้น กับมีหอพระซึ่งเขาว่าทรงแต่งหนังสือในนั้น ทำให้ทราบได้ว่าห้องใหญ่พื้นเตี้ยนั้นเป็นท้องพระโรง
เจียดต่างๆ เห็นในคลังทองมีอยู่มาก แต่เจียดทองเจียดเงินมีอย่างละใบ เจียดถมนั้นมีมาก ทำเอาสงสัยว่าพานทองคือพานหมากนั้น จะเป็นของทีหลัง
ข่าว
มีเรื่องประหลาด เมื่อวันที่ ๔ เดือนนี้ พระยาราชโกษามาหาเอาใบดำมาให้ บอกว่าจะเผาเจ้าคุณปู่ เล่นเอางงไป ได้ชักใบดำออกดู มีชื่อพระยาอุทัยธรรม บอกจะเผาศพพระยาราชโกษา (จันทร์) ที่วัดจักรวรรดิ์ วันที่ ๑๐ เดือนนี้ พระยาราชโกษา (จันทร์) เป็นผู้ที่โกนผมเกล้ากระหม่อมเมื่อโกนจุก อะไรศพจะอยู่จนป่านนี้ ไล่เลียงได้ความว่าฝากศพไว้แก่เจ้าคุณเจ้าที่วัดนั้น เพิ่งจะมาเผาจนบัดนี้เห็นประหลาดเหลือเกิน นานเต็มทีแล้ว
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
โฆษณา