โฆษณาคือ เสียงจากแบรนด์ว่าตัวเองมีดีอย่างไร (I am good) ขณะที่พีอาร์คือ เสียงสะท้อนจากคนอื่นที่ยืนยันว่าแบรนด์มีดีอย่างไร (They say that I am good) นอกจากที่แบรนด์จะต้องบอกสิ่งที่ดีของแบรนด์ด้วยตัวเองแล้ว การที่มีคนอื่นมายืนยันว่าแบรนด์มีดี เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ได้มากกว่าการบอกด้วยตัวเองเพียงอย่างเดียว
1. Founder story นำเสนอเรื่องราวของผู้ก่อตั้งว่าอะไรคือแรงผลักดันให้เกิดธุรกิจนี้ขึ้น ทำให้เห็น “ความอิน” ของผู้ก่อตั้งที่ส่งต่อมายังการทำงาน
2. Purpose story นำเสนอเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของแบรนด์ว่าเกิดมาเพื่ออะไร
3. Turning point story นำเสนอจุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์ซึ่งหลอมรวมให้องค์กรเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อผ่านวิกฤติไปได้ แสดงให้เห็นความเป็นนักสู้ที่อยากแก้ปัญหาให้สำเร็จ
4. Insight story นำเสนออินไซต์ ความรู้ที่ผ่านการสังเคราะห์ แสดงถึงความเชี่ยวชาญของแบรนด์
5. The Making of story ไม่ได้เล่าแต่ปลายทางที่สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ง แต่เล่าเรื่องราวระหว่างทางที่ไม่สมบูรณ์แบบ ทำให้เห็นกระบวนการทำงาน ความพยายามขององค์กรในการทำงานให้สำเร็จ
6. Customer story เล่าเรื่องผ่านมุมมองของลูกค้า พื้นฐานที่สุดคือการนำเสนอ Testimonial ว่า ลูกค้ารีวิวการใช้ผลิตภัณฑ์ แต่สามารถทำให้ลึกขึ้นเพื่อแสดงถึงความเชี่ยวชาญของแบรนด์ยิ่งกว่านั้นได้ ด้วยการนำ Data ของลูกค้ามาวิเคราะห์ให้กลายเป็นความรู้ที่ทำให้เห็นความเชี่ยวชาญของเราไปด้วย
7. Employee story เล่าเรื่องพนักงานที่ทำให้เห็นว่าองค์กรหลอมรวมคนที่มีเป้าหมายและความเชื่อเดียวกัน