Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
TiengTae. official
•
ติดตาม
10 ส.ค. เวลา 10:32 • ความคิดเห็น
ถ้าการเลือกความจริง ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น มันแค่ทำให้เราหลอกตัวเองต่อไม่ได้ แล้วเรายังอยากจะไปถึงความจริงนั้นอยู่ไหม ?
คำถามนี้ ผมอ่านแล้วรู้สึกทันทีว่า มันมีอะไรซ่อนอยู่มากกว่าที่เห็น เขาถามว่า ถ้าการเลือกความจริง ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น มันแค่ทำให้เราหลอกตัวเองต่อไม่ได้ แล้วเรายังอยากจะไปถึงความจริงนั้นอยู่ไหม
ตอนแรกมันอาจดูเหมือนคำถามธรรมดาเกี่ยวกับ ความจริง แต่ถ้าอ่านให้ลึกลงไปอีกนิด จะพบว่ามันกำลังถามถึงบางอย่างที่อยู่ลึกกว่านั้นมาก มันกำลังถามถึงมนุษย์ ความหวัง ภาพลวงตา และสิ่งที่เราต้องเชื่อ เพื่อให้ตัวเองสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้
นี่แหละครับที่ทำให้คำถามเพียงประโยคเดียว มีกลิ่นของ จิตวิทยา + ปรัชญา + Sci-Fi อยู่พร้อมกัน
ผมจะลองแยกมันออกทีละชั้น
ชั้นแรก — ความจริงอาจไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น
มนุษย์เรามักคิดเป็นสมการง่ายๆ ว่า...
รู้ความจริง → เข้าใจ → แก้ปัญหา → ชีวิตดีขึ้น
แม่ง...ฟังดูสมเหตุสมผล แต่คำถามนี้กำลังจงใจทำลายสมการนั้น เพราะบางความจริง (แก้ไม่ได้)
รู้ว่าคนที่เรารักไม่ได้รักเรา ก็ไม่ได้ทำให้เขากลับมารัก รู้ว่าโลกไม่ได้ยุติธรรม ก็ไม่ได้ทำให้โลกยุติธรรมขึ้น รู้ว่าความฝันบางอย่างไม่มีวันเป็นจริง ก็ไม่ได้ทำให้มันเป็นจริงขึ้นมา รู้ว่าความสัมพันธ์กำลังจบ ก็ไม่ได้ทำให้มันกลับไปเหมือนเดิม
ดังนั้น ความจริงบางอย่างไม่ได้ให้อำนาจเรา ไม่ได้ให้ทางออก และไม่ได้ทำให้เราดีขึ้น มันเพียงทำสิ่งเดียว คือ เอาภาพลวงตาออกไป
และบางครั้ง สิ่งที่เหลืออยู่หลังจากภาพลวงตาหายไป อาจไม่ได้สวยงามเลยครับ
ชั้นที่สอง — หลอกตัวเองต่อไม่ได้
ผมว่าคำนี้เป็นส่วนที่โหดที่สุดของคำถามทั้งหมด เพราะมันไม่ได้บอกว่าความจริงทำให้คุณเจ็บ แต่มันกำลังบอกว่า ความจริงทำให้คุณกลับไปเชื่อคำโกหกเดิมไม่ได้อีกแล้ว และสองอย่างนี้ต่างกันมาก
ลองสมมุติว่ามีคนคนหนึ่งใช้ชีวิตมาหลายปีด้วยความเชื่อว่า ถ้าฉันอดทนอีกหน่อย ทุกอย่างจะดีขึ้น เขาทนกับงาน ทนกับความสัมพันธ์ ทนกับชีวิต และทนกับความผิดหวัง เพราะเขาเชื่อว่าอีกนิดเดียว ทุกอย่างจะเปลี่ยน
แล้ววันหนึ่งเขาค้นพบความจริงว่า....
สิ่งที่เขากำลังอดทนอยู่นั้นไม่มีวันเปลี่ยน
ความจริงไม่ได้ทำให้สถานการณ์แย่ลง เพราะสถานการณ์มันแย่อยู่แล้ว สิ่งที่เปลี่ยนคือ เขาไม่สามารถโกหกตัวเองว่า (อีกนิดเดียว) ได้อีกต่อไป
นี่เป็นความเจ็บปวดแบบหนึ่งที่ลึกมาก เพราะบางครั้ง ความไม่รู้ไม่ได้ทำให้เราเป็นทุกข์ แต่มันทำให้เราอยู่ต่อได้
1
และเมื่อความจริงเปิดออก สิ่งที่เราสูญเสียอาจไม่ใช่แค่ความหวัง แต่คือความสามารถในการกลับไปเชื่อในความหวังแบบเดิม
ชั้นที่สาม — แล้วเรายังอยากไปถึงความจริงนั้นอยู่ไหม
ตรงนี้แหละครับที่คำถามเริ่มก้าวออกจากจิตวิทยา และเดินเข้าสู่ปรัชญา เพราะมันไม่ได้ถามว่า ความจริงมีอยู่หรือไม่ แต่มันถามว่า ราคาที่เรายอมจ่ายเพื่อรู้ความจริงนั้น มันคุ้มไหม
ลองคิดดู ถ้าคุณรู้ล่วงหน้าว่า ความจริงนี้จะพรากความหวังของคุณไป จะทำให้คุณมองคนบางคนไม่เหมือนเดิม จะทำให้โลกที่คุณเคยเข้าใจพังลง จะทำให้คุณต้องยอมรับบางสิ่งที่คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และที่สำคัญที่สุด… ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย
คุณยังอยากรู้ไหม
ตรงนี้มันแตะคำถามทางปรัชญาที่น่าสนใจมากว่า มนุษย์ต้องการความจริง จริงๆ หรือมนุษย์ต้องการเพียงความจริงในระดับที่ยังสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ 🤔
เพราะถ้าความจริงไม่ได้ช่วยเรา ไม่ได้ทำให้เรามีความสุข และไม่ได้ทำให้โลกดีขึ้น แล้วทำไมเรายังต้องการมัน
บางทีเราอาจไม่ได้ต้องการความจริงทั้งหมด เราอาจต้องการเพียงความมั่นใจว่า เรื่องที่เราเชื่ออยู่ยังพอทำให้เราตื่นขึ้นมาในวันพรุ่งนี้ได้
แล้ว Sci-Fi เข้ามาตรงไหน
ตรงนี้แหละครับที่ผมว่ามันสามารถกลายเป็นคำถามที่น่ากลัวมาก
ลองจินตนาการว่า วันหนึ่งในอนาคตมีเครื่องจักรเครื่องหนึ่ง มันสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับชีวิตของคุณได้ทุกอย่างแบบ 100% ไม่มีการโกหก ไม่มีการปลอบใจ ไม่มีคำตอบที่สวยงาม มีเพียงความจริง
คุณถามมันว่า คนที่ฉันรักคิดอย่างไรกับฉันจริงๆ
เครื่องตอบว่า เขาไม่ได้รักคุณ
คุณถามต่อว่า สิ่งที่ฉันกำลังพยายามทำ จะสำเร็จไหม
เครื่องตอบว่า ไม่
คุณนิ่งไป แล้วถามคำถามสุดท้ายว่า....
ฉันจะมีความสุขไหม 🥲
เครื่องตอบว่า (ไม่)
แล้วหน้าจอก็ขึ้นข้อความหนึ่งว่า
(คุณต้องการทราบความจริงต่อไปหรือไม่)
แต่คราวนี้ เครื่องให้ทางเลือกคุณสองทาง
รู้ต่อ
หรือ
ลบทุกคำตอบออกจากความทรงจำ
คุณมีเวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการตัดสินใจ และตรงนั้นเอง คำถามที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ (เครื่องพูดจริงหรือเปล่า)
แต่คือ
ถ้าคุณมีสิทธิ์กดปุ่มแล้วลบคำตอบทั้งหมดออกจากความทรงจำ คุณจะกดไหม
ถ้าคุณกด คุณอาจไม่ได้เลือกความจริง คุณกำลังเลือก ความสามารถในการมีชีวิตอยู่ต่อ คุณยอมกลับไปอยู่ในโลกเดิม โลกที่ยังมีความหวัง โลกที่ยังมีคำว่า (บางที) โลกที่คนที่คุณรักอาจยังรักคุณ โลกที่ความฝันของคุณอาจยังมีโอกาสเป็นจริง แม้ว่าทั้งหมดนั้นจะเป็นเพียงภาพลวงตาก็ตาม
แต่ถ้าคุณไม่กด คุณอาจไม่ได้เลือกความสุข คุณเลือก ความจริง แม้ว่าความจริงนั้นจะไม่มีรางวัลอะไรให้คุณเลย
และนี่คือจุดที่คำถามนี้น่าสนใจมาก เพราะมันกำลังตั้งคำถามกับความเชื่อพื้นฐานอย่างหนึ่งของมนุษย์ว่า ความจริงเป็นสิ่งที่ดีเสมอ
แต่จริงๆแล้ว ความจริงอาจไม่ได้ดี ความจริงอาจไม่ได้ยุติธรรม ความจริงอาจไม่ได้ช่วยเรา ความจริงอาจไม่ได้ทำให้ชีวิตมีความหมาย และความจริงอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย
มันอาจเป็นเพียง…
ความจริง เท่านั้น
และบางที สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่ความจริง แต่คือวันที่เราค้นพบว่า เราไม่สามารถกลับไปโกหกตัวเองเพื่ออยู่กับมันได้อีกแล้ว
เพราะเมื่อคุณรู้แล้วว่าอะไรคือความจริง คุณอาจยังสามารถโกหกคนอื่นได้ แต่การโกหกตัวเองจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป คุณจะมีเสียงหนึ่งอยู่ในหัวตลอดเวลา เสียงที่บอกว่า คุณรู้อยู่แล้วว่ามันไม่จริง
และนั่นอาจเป็นราคาที่แพงที่สุดของความจริง
มันไม่ได้พรากเงินไปจากคุณ ไม่ได้พรากสิ่งของไปจากคุณ และไม่ได้พรากชีวิตไปจากคุณ
มันเพียงพราก โลกใบเดิมที่คุณเคยเชื่อ ไปจากคุณ
ดังนั้น ถ้ามีใครถามผมว่า ความจริงเป็นสิ่งที่ดีไหม
ผมคงไม่รีบตอบว่าใช่ เพราะบางความจริงไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นเลย มันเพียงทำให้เราเห็นโลกชัดขึ้น และบางครั้ง การมองเห็นชัดขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีความสุขขึ้น
บางทีเราไม่ได้กลัวความจริง
เราอาจกลัว วันที่เราไม่สามารถโกหกตัวเองเพื่ออยู่กับความจริงนั้นได้อีกต่อไป
และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมมนุษย์บางคนจึงเลือกความหวัง แม้จะรู้ว่ามันอาจเป็นภาพลวงตา เลือกเรื่องเล่า แม้จะรู้ว่ามันไม่จริงทั้งหมด และเลือกไม่ถาม ทั้งที่รู้ว่ามีคำตอบอยู่
เพราะบางครั้ง…
การไม่รู้ไม่ได้ทำให้เราโง่
มันอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เรา มีแรงอยู่ต่อ
และสุดท้ายแล้ว คำถามที่แท้จริงอาจไม่ใช่
คุณอยากรู้ความจริงไหม
แต่มันคือ
ถ้าความจริงไม่ได้ให้อะไรคุณเลย นอกจากทำให้คุณกลับไปหลอกตัวเองไม่ได้อีก…คุณยังคิดว่ามันคุ้มค่าพอที่จะรู้ไหม
คำตอบนั้นไม่มีใครตอบแทนคุณได้
คำถามแค่ต้องการให้กลับไปมองตัวเอง
แล้วถามตัวเองอย่างเงียบๆ ว่า…
ถ้าวันหนึ่งคุณสามารถรู้ความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับชีวิตตัวเองได้ คุณจะกล้ากดปุ่มนั้นจริงๆ หรือเปล่า
เอาล่ะ ผมอยากจะบอกว่า มันจะมีคนจำพวกหนึ่งในโลกนี้ ที่ไม่เคยต้องการความจริง แม้เขาจะรู้ความจริงก็ตาม
ฟังดูงงใช่ไหม
มีฉากหนึ่งในภาพยนตร์ The Matrix ที่ผมคิดว่าสามารถอธิบายคำถามนี้ได้อย่างเจ็บแสบมาก
ฉากนั้นคือ Cypher นั่งอยู่ในร้านอาหารหรู กำลังกินสเต็กกับ Agent Smith ทั้งที่เขารู้ดีว่าโลกที่ตัวเองกำลังนั่งอยู่ไม่ใช่โลกจริง เขารู้ว่าทุกอย่างคือ Matrix รู้ว่าเนื้อที่อยู่ตรงหน้าคือข้อมูลที่ถูกป้อนเข้าไปในระบบ ไม่ใช่สเต็กจริงๆ
แต่ขณะที่เขากำลังเคี้ยวมัน
เขากลับพูดถึงรสชาติของมันด้วยความพึงพอใจ
เขารู้ว่ามันเป็นของปลอม
แต่ลิ้นของเขายังรับรู้ว่า มันอร่อย
และตรงนี้แหละครับที่ The Matrix กำลังโยนคำถามเดียวกันกลับมาหาเรา เพียงแต่ไม่ได้ถามผ่านปรัชญา แต่มันถามผ่าน (ความรู้สึก)
ถ้าคุณรู้ว่าโลกใบหนึ่งเป็นของปลอม แต่ในโลกปลอมนั้นคุณมีความสุข คุณยังต้องการออกมาหรือเปล่า
ถ้าคุณรู้ว่าความสัมพันธ์ที่คุณกำลังมีอยู่เป็นเพียงภาพลวงตา แต่ภาพลวงตานั้นทำให้คุณอบอุ่น คุณยังอยากทำลายมันไหม
ถ้าคุณรู้ว่าชีวิตที่คุณกำลังใช้ชีวิตอยู่เต็มไปด้วยเรื่องที่ไม่จริง แต่เรื่องเหล่านั้นทำให้คุณมีความสุข คุณยังต้องการความจริงอยู่หรือเปล่า
Cypher อาจไม่ได้เลือกเพราะเขา ไม่รู้ความจริง
ตรงกันข้าม…
เขารู้ความจริงดีเกินไป
ปัญหาคือ เขาไม่ต้องการอยู่กับมันอีกแล้ว
เพราะการรู้ความจริงไม่ได้ทำให้เขาสบายขึ้น มันทำให้เขาต้องแบกรับความจริงทุกวันว่าโลกที่แท้จริงนั้นโหดร้าย สกปรก และไม่มีอะไรสวยงามเหมือนโลกใน Matrix
เขาจึงไม่ได้ขอให้ใครหลอกเขา
เขาเป็นคนที่รู้แล้วว่าโดนหลอก
แต่เขาเลือกที่จะพูดประมาณว่า…
(ผมรู้ว่ามันไม่จริง แต่ผมอยากให้มันเป็นจริงก็แล้วกัน)
นี่แหละครับคือสิ่งที่น่ากลัวมาก
เพราะมันแปลว่า การรู้ความจริง ไม่ได้หมายความว่าเราจะเลือกความจริงเสมอไป
บางครั้งมนุษย์รู้ความจริงแล้วด้วยซ้ำ แต่ยังเลือกภาพลวงตา เพราะภาพลวงตานั้นอยู่สบายกว่า
แล้วถ้าเอาเรื่องนี้กลับมามองโลกจริงล่ะ
ผมคิดว่าปรากฏการณ์แบบนี้ไม่ได้มีอยู่แค่ในหนัง
มันเกิดขึ้นในชีวิตจริงตลอดเวลา
โดยเฉพาะในเรื่องการเมืองและอำนาจ
เรามักเห็นคนบางกลุ่มพูดถึงความจริงอย่างแข็งกร้าวเมื่อความจริงนั้นทำร้ายฝ่ายตรงข้าม แต่เมื่อวันหนึ่งข้อเท็จจริงชุดเดียวกันย้อนกลับมาท้าทายฝ่ายที่ตัวเองสนับสนุน น้ำหนักของคำว่า (ความจริง) กลับเปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด
เมื่อพรรคการเมืองสีส้ม ที่เราไม่ชอบ เรากล่าวหาโจมตีว่าเขาเป็นพรรคการเมืองพม่า เพื่อเป็นการประชดประชัน เพื่อที่จะด่าอย่างเจ็บแสบ และไม่สนข้อเท็จจริง
แต่เมื่อคนที่เราชอบ ไปจับมือกับเผด็จการ อาชญากรที่โลกตราหน้าไว้ เราเรียกมันว่า มารยาท
แปลกไหมครับ คนที่เราชอบเข้าไปจับมือกับอำนาจแบบเดียวกัน เราอาจเรียกมันว่า “การทูต” “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” หรือ “ความจำเป็นทางการเมือง”
เห็นไหมครับคนบางพวกด่าฝ่ายตรงข้าม แต่เมื่อฝ่ายตัวเองทำบ้างกลับหาเหตุผลรองรับได้เสมอ แต่ไม่เคยผิด แต่ถ้าเป็นฝ่ายตรงข้ามจะผิดทุกเรื่องไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม คุณเห็นอะไรไหมครับ
แต่เมื่อฝ่ายของเราทำในสิ่งที่ใกล้เคียงกัน เรากลับพยายามหาเหตุผลมารองรับว่า สถานการณ์มันต่างกัน
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ…
เรามีมาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่ายจริงหรือเปล่า
นี่คือจุดที่คำถามเรื่อง Matrix กลับมาอีกครั้ง
เพราะบางครั้งสิ่งที่เราปกป้องไม่ใช่ (ความจริง)
แต่คือ เรื่องเล่าที่ทำให้โลกของเรายังสมเหตุสมผล
ถ้าเราเชื่อว่าฝ่ายของเราเป็นฝ่ายถูกต้อง เป็นฝ่ายรักประเทศ ส่วนอีกฝ่ายคือพวก(ชังชาติ)เราก็ต้องการรักษาภาพนั้นเอาไว้
และเมื่อมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นซึ่งขัดกับภาพนั้น สมองของเราจะเริ่มทำงานทันที
เราหาเหตุผล
เราหาข้อยกเว้น
เราหาคำอธิบาย
เราบอกว่า “มันไม่เหมือนกัน”
เราบอกว่า “สถานการณ์บังคับ”
เราบอกว่า “ต้องมองบริบท”
ซึ่งบางครั้งสิ่งเหล่านั้นอาจเป็นเหตุผลที่ถูกต้องจริงๆ
แต่บางครั้งมันก็อาจเป็นเพียงวิธีหนึ่งของมนุษย์ในการปกป้อง โลกที่ตัวเองอยากเชื่อ
และนี่คือสิ่งที่น่ากลัวมาก
เพราะคนเราสามารถเกลียด “การหลอกลวง” ได้อย่างสุดหัวใจ
ตราบใดที่คนหลอกเราเป็นคนที่เราไม่ชอบ
แต่เมื่อคนที่เราชอบเป็นคนสร้างภาพลวงตาเดียวกันขึ้นมา… เรากลับเรียกมันว่า ความซับซ้อนของโลก
แล้วเราต่างจาก Cypher ตรงไหน
Cypher รู้ว่า Matrix ไม่ใช่ของจริง
แต่เขายังอยากกินสเต็ก
ไม่ใช่เพราะเขาโง่
แต่เพราะเขารู้แล้วว่า โลกจริงไม่ได้ให้อะไรที่เขาต้องการ
ดังนั้นเขาจึงเลือกโลกปลอม
คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่ว่า ทำไม Cypher ถึงโง่ขนาดนั้น
แต่คือ…
ถ้าเป็นเรา เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า...
เราจะไม่เลือกแบบเดียวกับเขา
เราทุกคนอาจมี Matrix ของตัวเอง
บางคนอยู่ใน Matrix ของความรัก
บางคนอยู่ใน Matrix ของความสำเร็จ
บางคนอยู่ใน Matrix ของศาสนา
บางคนอยู่ใน Matrix ของการเมือง
บางคนอยู่ใน Matrix ของอุดมการณ์
และบางคนอยู่ใน Matrix ของภาพที่ตัวเองมีต่อตัวเอง
สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่การที่เรามีภาพลวงตา
เพราะมนุษย์ทุกคนอาจต้องมีเรื่องบางอย่างให้เชื่อเพื่อใช้ชีวิต
สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ…
วันที่เราพบว่าภาพที่เราเชื่อมาตลอดไม่จริง แต่เรายังปกป้องมันต่อไป เพราะเราไม่รู้ว่าถ้าไม่มีมันแล้ว เราจะเหลืออะไร
ตรงนั้นเองที่ความจริงเริ่มกลายเป็นศัตรู
ไม่ใช่เพราะความจริงเลวร้าย
แต่เพราะความจริง
กำลังจะพรากโลกที่เราคุ้นเคยไปจากเรา
บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมมนุษย์บางคนถึงยอมอยู่ใน Matrix ทั้งที่รู้ว่ามันเป็น Matrix
เพราะการออกจาก Matrix ไม่ได้แปลว่าเราจะได้พบกับโลกที่สวยงามกว่า
บางครั้งสิ่งที่รอเราอยู่ข้างนอกอาจมีเพียงความหนาวเย็น ความไม่แน่นอน ความผิดหวัง และความจริงที่ไม่มีใครมาปลอบ
แต่ใน Matrix…
มีสเต็ก
มีร้านอาหารหรู
มีความรู้สึกว่าเรายังมีความสุข
และถึงเราจะรู้ว่ามันเป็นของปลอม…
มันก็ยังอร่อยอยู่ดี
ดังนั้น คำถามสุดท้ายอาจไม่ใช่
คุณรู้หรือยังว่าอะไรคือความจริง
แต่คือ
ถ้าวันหนึ่งคุณรู้ความจริงแล้ว และความจริงนั้นทำให้ชีวิตคุณแย่ลง คุณยังจะเลือกมันอยู่ไหม
และถ้าคำตอบคือ ไม่....
ก็ไม่เป็นไร
แต่อย่างน้อยเราควรซื่อสัตย์กับตัวเองพอที่จะยอมรับว่า
เราไม่ได้เลือกความจริง
เราเลือกโลกที่ทำให้เราอยู่ได้
และบางที…
สิ่งที่มนุษย์กลัวที่สุดอาจไม่ใช่การถูกหลอก
แต่คือวันที่เขาถูกบังคับให้ตื่นขึ้นมา
แล้วพบว่า…
โลกที่เขาเคยเรียกว่า ความจริงนั้น เป็นเพียงโลกที่เขาอยากให้เป็นจริงมาตลอด
ที่ผมเขียนมาทั้งหมดนี้ ผมแฝงคำตอบของอนุรักษ์นิยมที่เป็นอำนาจนิยมในประเทศไทยด้วยนะครับ พวกเขารู้ความจริงอยู่แล้วว่าประเทศมีปัญหาเพราะอะไร แต่เขาก็ยังเลือกยืนอยู่ตรงนั้น แม้จะรู้ความจริงก็ตาม เขารู้ว่านี่ไม่ใช่ประชาธิปไตย และรู้ว่าใครคือต้นเหตุที่ทำให้ประเทศล้มเหลว แต่เขาก็ยังเลือกด่าอีกฝ่ายและเหยียบย่ำความเป็นจริงนั้นให้จมหาย เพราะรู้ดีว่า พวกเขามีชีวิตอยู่ได้ด้วยอำนาจเหล่านั้น แม้ว่ามันจะบิดเบี้ยวก็ตาม
2 บันทึก
5
2
2
5
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย