Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
WealthThink
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 04:00 • ธุรกิจ
ทำไม ไทยเบฟ ถึงเป็นเจ้าของ KFC ที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในไทย แม้เริ่มเข้ามาบริหารได้ไม่ถึง 10 ปี
ปี 2560 กลุ่มไทยเบฟ ทุ่มเงินกว่า 11,400 ล้านบาท เพื่อซื้อสิทธิ์บริหารร้าน KFC จำนวน 240 สาขา ต่อจาก Yum! Brands เจ้าของแบรนด์จากสหรัฐอเมริกา
ผ่านมา 9 ปี วันนี้กลุ่มไทยเบฟ เป็นเจ้าของร้าน KFC ในไทยประมาณ 558 สาขา นับเป็นผู้ซื้อแฟรนไชส์ KFC ที่มีสาขามากที่สุดในไทย
แซงหน้าผู้ซื้อแฟรนไชส์อื่นอีก 2 เจ้าที่เหลือ อย่าง เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (CRG) และเรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ (RD)
ที่น่าสนใจก็คือ กลุ่มไทยเบฟ เพิ่งเริ่มต้นบริหารแฟรนไชส์ KFC มาได้ไม่ถึง 10 ปีนี้เท่านั้น แต่กลับกลายเป็นผู้บริหารสาขารายใหญ่ที่สุด
แล้วเพราะอะไร กลุ่มไทยเบฟถึงมีสาขาในมือมากที่สุดในไทย ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ถ้าอยากเข้าใจภาพรวมธุรกิจ KFC ในไทย ก็ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2527 เมื่อกลุ่มเซ็นทรัล ไปติดต่อขอซื้อสิทธิ์บริหารแฟรนไชส์ KFC จาก Yum! Brands
แล้วมาเปิด KFC สาขาแรกที่ประเทศไทย ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว
เมื่อผลตอบรับดี บริษัทแม่อย่าง Yum! Brands ก็เข้ามาจัดตั้งบริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อบริหารแบรนด์ และมาขยายสาขาด้วยตัวเองด้วย
เท่ากับว่าในช่วงแรกนี้ KFC ในไทย จะถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือสาขาที่บริหารโดยกลุ่มเซ็นทรัล และกลุ่มที่ 2 จะบริหารโดยบริษัทแม่อย่าง Yum! Brands เอง
ทั้งกลุ่มเซ็นทรัล และ Yum! Brands ต่างเดินหน้าขยายสาขา KFC ในไทยมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งในปี 2559
- Yum! Brands ขยายสาขา KFC ในไทยได้ 370 สาขา
- กลุ่มเซ็นทรัล ขยายได้ 220 สาขา
อย่างไรก็ตาม Yum! Brands ได้ปรับเปลี่ยนทิศทางการทำธุรกิจ โดยการมุ่งสู่กลยุทธ์ Asset-Light Model ลดการบริหารสาขาเอง แล้วหันไปให้ความสำคัญกับการทำการตลาด บริหารแบรนด์แทน
นอกจากนี้ Yum! Brands ยังมีกลยุทธ์ในการลดการพึ่งพาบริษัทผู้ซื้อแฟรนไชส์รายใดรายหนึ่งมากเกินไป ทำให้ทาง Yum! Brands มีการมองหาผู้ซื้อแฟรนไชส์หน้าใหม่
โดยในปี 2559 มีการแบ่งขายสาขาของตัวเองให้กลุ่ม RD จำนวน 127 สาขา และในปีต่อมาขายให้กลุ่มไทยเบฟ ภายใต้บริษัท QSA อีก 240 สาขา
จะเห็นได้ว่า แม้ทั้ง RD และ QSA ของกลุ่มไทยเบฟ จะมาขอซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์หลังกลุ่มเซ็นทรัลหลายปี แต่ทั้ง 2 บริษัท ก็ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เหมือนกลุ่มเซ็นทรัล ที่ต้องขยายตั้งแต่สาขาแรกด้วยตัวเอง
การที่ไม่ต้องเริ่มต้นขยายสาขาจากศูนย์ ทำให้ทั้ง RD และ QSA มีข้อได้เปรียบ ที่พอจะทำให้ทั้ง 2 บริษัท ไม่ได้เสียเปรียบกลุ่มเซ็นทรัลมากเกินไปนัก
แต่เรื่องนี้มีความน่าสนใจตรงที่ กลุ่มไทยเบฟ บริษัทแม่ของ QSA แม้จะเป็นยักษ์ใหญ่ในธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มไทยเบฟก็เป็นยักษ์ใหญ่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ด้วยเหมือนกัน
เพราะมีบริษัทย่อยในเครือของไทยเบฟมากมาย ที่พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์หลายประเภท ทั้งโรงแรม ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน ไปจนถึงที่ดินเปล่า ๆ ที่ยังไม่ได้พัฒนา
ตัวอย่างโครงการอสังหาริมทรัพย์ในเครือไทยเบฟ ก็เช่น ตึกสำนักงานเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ ในย่านสาทร, การได้สิทธิ์ในการบริหารศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, สามย่านมิตรทาวน์ โครงการมิกซ์ยูสบนถนนพระราม 4 และเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เป็นต้น
เรียกได้ว่าพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ของเครือไทยเบฟ มีขนาดใหญ่ไม่แพ้ศูนย์การค้าของกลุ่มเซ็นทรัลเลย
การเป็นเจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์นี่เอง ที่ทำให้กลุ่มไทยเบฟ ถือครองทำเลทอง ที่คนมีกำลังซื้อไหลเวียนผ่านมาทั้งวันอย่างพลุกพล่าน
และการเป็นเจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์นี่เอง ที่ทำให้กลุ่มไทยเบฟ สามารถเลือกทำเลที่ดีที่สุด สำหรับการขยายสาขา KFC ของตัวเองได้
หรือต่อให้ทำเลทองนั้น มีร้านค้าอื่นมาเช่าอยู่แล้ว เจ้าของโครงการอย่างไทยเบฟ ก็แค่รอให้หมดอายุสัญญาเช่า และใช้สิทธิ์ความเป็นเจ้าของนำร้านของตัวเองมาเสียบแทนก็ได้
การซื้อแฟรนไชส์ KFC ของกลุ่มไทยเบฟ เปรียบเสมือนเป็นการต่อจิกซอว์อาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มไทยเบฟ
เพราะว่า 1 ปีก่อนที่จะซื้อแฟรนไชส์ KFC บริษัท TCC Group ของกลุ่มไทยเบฟ เพิ่งประมูลซื้อ Big C ห้างไฮเปอร์มาร์เก็ตกว่า 150 สาขาในไทยมาได้ ด้วยการจ่ายเงินมากถึง 200,000 ล้านบาท
เรียกได้ว่า ในช่วงนั้นกลุ่มไทยเบฟ กำลังขยายพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ และค้าปลีกของตัวเองอย่างต่อเนื่อง
โครงการอสังหาริมทรัพย์เหล่านี้ คือทำเลทอง ที่มีผู้คนไหลเวียนเข้ามาจับจ่ายใช้สอยทุกวัน และแน่นอนว่าเป็นพื้นที่ให้ QSA ของไทยเบฟ เข้าไปขยายสาขา KFC ของตัวเองได้
ส่วนที่ดินเปล่าติดถนนใหญ่ ทางกลุ่มไทยเบฟ ก็ใช้โอกาสนี้ขยายสาขา KFC แบบ Drive Thru และแบบ Standalone ที่มีพื้นที่จอดรถ
การเป็นเจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์หลากหลายประเภท ทำให้ QSA ของกลุ่มไทยเบฟ สามารถขยายสาขา KFC ได้จาก 240 สาขา สู่ 558 สาขา ภายในระยะเวลา 9 ปี
มากกว่าสาขาของกลุ่มเซ็นทรัล ที่มีสาขาประมาณ 350 สาขา และสาขาของ RD ที่มีประมาณ 300 สาขา
ส่วนผลประกอบการของ QSA ก็มีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 11,200 ล้านบาท กำไรสุทธิ 441 ล้านบาท
ในปีเดียวกันกลุ่มธุรกิจร้านอาหารของเซ็นทรัล มีรายได้จาก KFC ประมาณ 5,840 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของรายได้จากฝั่งธุรกิจร้านอาหารทั้งหมด
แม้กลุ่มเซ็นทรัลจะไม่ได้แจกแจงกำไรจากแบรนด์ KFC แต่ด้วยสัดส่วนรายได้จาก KFC ที่สูงเกือบครึ่งหนึ่ง
ก็คาดว่า กำไรสุทธิจากฝั่งร้านอาหารทั้งหมดของเซ็นทรัลประมาณ 825 ล้านบาท คงมาจาก KFC ไม่น้อยเลย
อย่างไรก็ตามกลุ่ม RD ที่ไม่มีอสังหาริมทรัพย์อยู่ในมือเท่ากับกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ 2 กลุ่มแรก
มีรายได้ 1,517 ล้านบาท แต่มีผลขาดทุนสุทธิ 53 ล้านบาท
ดังนั้นการมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อยู่ในมือ นอกจากจะทำให้กลุ่มไทยเบฟ และกลุ่มเซ็นทรัล มีทำเลที่คนมีกำลังซื้อไหลเวียนผ่านไปมาตลอดทั้งวันแล้ว
ยังช่วยคุมต้นทุนค่าเช่า ไม่ให้สูงเกินไป จนกัดกินกำไรของธุรกิจร้านอาหารไปหมดด้วย
อย่างไรก็ตาม ก็มีกระแสข่าวว่ากลุ่มไทยเบฟ อยากจะขายแฟรนไชส์ KFC ทั้ง 558 สาขาของตัวเอง โดยให้เหตุผลว่า ไม่ใช่ธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัท
จึงเป็นที่น่าติดตามต่อไปว่า สุดท้ายแล้ว KFC ทั้ง 558 สาขาของกลุ่มไทยเบฟ จะตกเป็นของใคร
แล้วคนที่จะมารับไม้ต่อ จะสามารถขยายสาขาต่อไป พร้อมกับรักษาผลประกอบการที่แข็งแกร่งแบบนี้ได้หรือไม่ ?..
#WealthCreation
#ธุรกิจไทย
#KFC
References
- งบการเงินของบริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด จากเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
- เอกสาร Q4/2025 Analyst Meeting ของ CENTEL
-
https://www.brandcase.co/41648
-
https://www.thepeople.co/business/billion-brand/51607
-
https://www.thairath.co.th/money/experts_pool/columnist/2949812
-
https://marketeeronline.co/archives/273028
ธุรกิจ
3 บันทึก
7
3
3
7
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย