Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
มินิซีรี่ย์
•
ติดตาม
10 ส.ค. เวลา 22:38 • หนังสือ
วันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๑๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๓
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
ลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๖ สิงหาคม มาถึงหม่อมฉันแล้วโดยเรียบร้อย
ทูลสนองความในลายพระหัตถ์
๑. คำว่าโล้ตามที่ทรงทราบหลักฐานก็เป็นยุติได้ ว่าเราเอาคำภาษาจีนมาพูด ผู้ที่พูดกันต่อๆ ไปไม่รู้ความสังเกตแต่เสียง คล้ายกับคำโย้ จึงแก้เป็นโย้ โดยประสงค์จะให้ถูกต้อง แต่คำว่าจิงโจ้นั้น หม่อมฉันคิดต่อไปเห็นอยู่ข้างชอบกลดังจะทูลสันนิษฐานต่อไปนี้
การที่เอาคำเด็กร้องเล่นมาเขียนเป็นรูปภาพ ที่วัดพระเชตุพนคงเป็นพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นแน่ และเมื่อเขียนรูปภาพแล้วก็คงได้ทอดพระเนตร มิใช่รูปเขียนตามอำเภอใจของช่างที่ช่างเขียน รูปจิงโจ้หน้าเป็นมนุษย์ ตีนเป็นนกนั้น ต้องมีอะไรเป็นหลักฐานว่า รูปร่างจิงโจ้เป็นเช่นนั้น ข้อนี้ทำให้หม่อมฉันสันนิษฐานว่าเมื่อแรกช่างได้รับคำสั่งให้เขียนเรียงจิงโจ้โล้สำเภาน่าจะจนปัญญา
อย่างที่เราเรียกว่า “หงายท้อง” ด้วยไม่รู้ว่าจะเขียนรูปจิงโจ้เป็นอย่างไร อาจจะพิสูจน์แม้ในเวลานี้ ถ้ามีใครมาทูลให้พระองค์ท่านทรงเขียนรูปจิงโจ้ก็คงลำบากพระหฤทัย จะผิดกับช่างเขียนบานวัดพระเชตุพน เพียงที่พระองค์ท่านอาจจะกล้าคิดประดิษฐ์รูปจิงโจ้ แต่ช่างเขียนบานวัดพระเชตุพนไม่กล้าเขียนตามใจชอบ ด้วยเป็นของหลวง
เกรงความผิด น่าจะเกิดเป็นปัญหาถึงร้องเรียนไต่ถามผู้ใหญ่ ถึงปรึกษาหารือกันว่ารูปจิงโจ้เป็นอย่างไร และคงมีผู้ใหญ่ชี้ขาดว่าให้เขียนตัวเป็นนกหน้าเป็นมนุษย์ ถ้าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ มิได้ทรงชี้ขาดเอง เมื่อทอดพระเนตรเห็นรูปภาพก็คงโปรด จึงมิได้ดำรัสสั่งให้แก้ไขไปเป็นอย่างอื่น พิเคราะห์ดูเขียนอย่างนั้นก็มีหลักฐาน เช่นในบทชมดงที่ท่านประทานมาเป็นตัวอย่างว่า
“กะลุมพูจับกะลำพ้อ จิงโจ้จับจิงจ้อแล้วส่งเสียง” ความก็ว่า จิงโจ้เป็นนก แต่บทที่เด็กร้องเล่นว่า “จิงโจ้มาโล้สำเภา” ความบ่งว่าเป็นมนุษย์จึงอาจโล้สำเภาได้ จึงเอาความทั้ง ๒ บทนั้น มาเขียนจิงโจ้เป็นรูปมนุษย์ตีนเป็นนก เห็นจะขบขันถึงกับหัวเราะกันเมื่อตกลงเป็นยุติอย่างนั้น
แต่ที่เป็นความจริงแท้ทางโบราณคดีนั้น แม้แต่ในรัชกาลที่ ๓ ก็รู้กันเพียงว่าจิงโจ้เป็นสัตว์อย่างหนึ่ง ไม่รู้ว่าเป็นสัตว์อย่างไหนหรือรูปร่างเป็นอย่างไร ความส่อต่อไปว่าแต่โบราณคงมีใครเอาสัตว์อะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งรูปร่างแปลกประหลาดไม่มีในประเทศนี้เข้ามาในเมืองไทย และเรียกชื่อตามภาษาของเขาออกเสียงคล้ายๆ กับว่า “จิงโจ้”
เมื่อสัตว์ตัวนั้นสูญไปแล้วชื่อยังติดอยู่ เข้าใจกันแต่ว่าเป็นสัตว์แปลกประหลาดอย่าง ๑ เพราะฉะนั้นต่อมาคนจึงมักเรียกสัตว์ซึ่งมีรูปร่างท่าทางหรือกิริยาอาการผิดกับสัตว์อื่นว่า จิงโจ้ เช่นเรียกสัตว์แกงกะรูเมื่อแรกได้มาถึงเมืองไทยว่าจิงโจ้ ที่สมเด็จ
พระพุทธเจ้าหลวงตรัสเรียกโขลนแต่งตัวเป็นทหารในงานแห่โสกันต์ทางฝ่ายในว่าจิงโจ้ และทรงประดิษฐ์คำบอกทหารพวกนั้นว่า “จิงโจ้กัด” แทนวันทิยาวุธ “จิงโจ้หยุด” แทนบ่าอาวุธ และ “จิงโจ้นอน” แทนเรียบวุธ ก็มาแต่จิงโจ้เป็นสัตว์แปลกอย่างหนึ่งซึ่งไม่เหมือนสัตว์อื่นนั่นเอง ถ้าว่าตามทางวิทยาศาสตร์ก็คือไม่มีใครรู้ว่าจิงโจ้เป็นอย่างไรตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ ๓ หรือก่อนนั้น มาจนตราบเท่าทุกวันนี้ แต่ต้องมีตัวจริงในกาลครั้งใดครั้งหนึ่ง จึงมีชื่อปรากฏอยู่
๒. เรื่องรูปภาพพงศาวดารนั้น หม่อมฉันนึกถึงคำฝรั่งกล่าวอย่างหนึ่งดูชอบกล เขาว่ารูปภาพพงศาวดารนั้นเป็นภาพสมมติ Symbol สำหรับผู้รู้เรื่องแล้ว เห็นเข้าก็รู้ว่ารูปใคร ยกตัวอย่างดังรูปนางมารีอุ้มพระเยซูเมื่อเป็นทารก ซึ่งพวกคริสตังชอบบูชามาแต่โบราณ ที่จริงช่างก็เขียนผิดๆ กันทั้งหน้าภาพและเครื่องแต่งตัว คนรู้ประวัติของพระเยซูเมื่อเห็นรูปผู้หญิงอุ้มทารกก็เข้าใจได้ว่าเป็นรูปนางมารีอุ้มพระเยซู ดังนี้ คิดดูก็เป็นความจริงมาจนรูปภาพต่างๆ ที่เขียนกันในเมืองเรา เช่น เรื่องรามเกียรติ์ ที่เขียน
พระระเบียงหรือเรื่องชาดกที่่เขียนในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม คนดูก็ต้องรู้เรื่องก่อนแล้วไปดูรูปภาพจึงเข้าใจ ใช่แต่เท่านั้น รูปคนหรือรูปวัตถุต่างๆ ที่เขียนในรูปภาพเหล่านั้น ก็เป็นแต่เขียนตามสมมติตามความคิดนั้นเหมือนกัน ยกตัวอย่างดังรูปทศกัณฐ์ บอกในตำราแต่ว่ามี ๑๐ หน้า ช่างพวกหนึ่งเขียนหัวโตออกไปให้หน้าอยู่แถวเดียวกันหมดทั้ง ๑๐ หน้า ช่างอีกพวกหนึ่งเขียนหน้า ๑๐ หน้าซ้อนๆ กันขึ้นไป
ข้างบนให้ขนาดหัวคงอยู่ดังนี้ รูปภาพเรื่องต่างๆ เช่นเรื่องชาดกหรือนิทาน เช่นเรื่องอิเหนา เขียนตัวเท้าพระยาใส่ชฎาเหมือนกันหมด ก็รู้ได้ว่าเป็นรูปใคร ด้วยรู้เรื่องอยู่ก่อนแล้ว สังเกตดูท่าทางหรือที่สถิตย์ของรูปภาพ ถ้าว่าโดยนัยนี้ ดูลักษณะที่เขาเขียนกันมาแต่ก่อนก็ไม่น่าติเตียน การที่ช่างสมัยใหม่มาคิดแก้ไขโดยประสงค์จะให้เหมือนจริงนั้นเสียอีกน่าติ ดังเช่นเขียนรูปภาพท้าวพระยาใส่ชฎาตามแบบโบราณ ให้ถือซ่อมช้อนเมื่อกินอาหารเป็นต้น เพราะกลับทำให้ห่างไกลความจริงยิ่งหนักขึ้น
๓. เรื่องขุนแผนนั้นแต่งในสมัยเมื่อไทยเรายังเชื่อถือวิชากฤตยาคมกันมั่นคง ตัวขุนแผนตามที่พรรณนาในเรื่องประวัติดูเหมือนจะยกย่องคุณวิเศษเหล่านี้ คือ เป็นผู้เชี่ยวชาญกฤตยาคมอย่าง ๑ เป็นคนซื่อตรงอย่าง ๑ และเป็นเจ้าชู้ด้วยอย่าง ๑ ในหนังสือแต่งครั้งกรุงศรีอยุธยา เช่นใน “คำให้การชาวกรุงเก่า” ดูยกย่องคุณวิเศษ ๑
อย่างข้างต้นเป็นสำคัญ คุณวิเศษในการเป็นเจ้าชู้ดูมาเฟื่องฟูด้วยบทเสภาที่แต่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เช่นตอนพลายแก้วกับนางพิม และตอนขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง เพราะแต่งจับใจดีเหลือเกิน ใครอ่านก็เอาใจเข้าด้วยขุนแผนทั้งนั้น
๔. ที่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน) ทูลถึงที่ติดเทียนบูชาทางอิสาณทำเป็นรูปเรือนั้น หม่อมฉันก็เคยอ่านคำอธิบายของท่านอ้างว่าแทนลอยไป บูชารอยพระพุทธบาทที่ยมทานที อย่างเดียวกับเรือหยวกที่เราลอยกระทง หม่อมฉันยังคิดไม่เห็นปลอดโปร่งจึงยังไม่อนุมัติ เรือสัมฤทธิ์ที่พระพุทธบาทอยู่ที่นั่นมาเก่าแก่ จะเป็นต้นแบบของพวกอิสาณ หรือเอาแบบอิสาณมาทำก็ยังไม่แน่ใจ จึงขอประทานเปิดปัญหาไว้ก่อน
๕. ที่เรียกในกฎมนเทียรบาลว่า “ราชยานมีจำลอง” นั้น หม่อมฉันก็ได้คิดว่าบางทีจะคล้ายกับกูบช้าง ซึ่งเรียกว่าจำลองเหมือนกัน แต่คิดว่าถ้าใช้กูบอย่างนั้นกับยานหามเห็นไม่สบายเหมือนวอสีวิกา ก็เกิดสงสัยในกฎมนเทียรบาลว่ามิใช่อย่างกูบช้าง จึงมิได้คิดวินิจฉัย
เสลี่ยงหิ้วนั้น ฝรั่งก็มีเก้าอี้หิ้ว และวอหิ้ว Sedan Chair เขาทำสำหรับ ๒ คนหิ้วด้วยมือจริงๆ เสลี่ยงหิ้วของเราเดิมทีเดียวก็อาจจะหิ้วด้วยมือ แต่เสียอยู่ที่หิ้วไปไม่ได้ไกล และเสลี่ยงอาจจะหลุดมือล่มได้ง่าย จึงให้มีสายสาแหรกสำหรับคนตะพาย หรือจะมีมาแต่แรกคิดทีเดียวก็เป็นได้ แต่เสลี่ยงหิ้วจะเป็นต้นแบบเสลี่ยงหาม หรือเสลี่ยงหามจะเป็นต้นแบบของเสลี่ยงหิ้ว ข้อนี้หม่อมฉันยังคิดไม่ตกลงใจ
เครื่องยานหามต่างๆ ตามเค้าเงื่อนที่ตรวจพบในกฎมนเทียรบาลและเห็นยานชนิดนั้นที่มีต่อมา จะปรับลงเป็นยุติต่อกันดู “ฟั่นเฝือเหลือปัญญา” เพราะเวลาสืบเนื่องมาหลายร้อยปี มีการเปลี่ยนแปลงมาในระหว่างนั้นก็มาก เห็นจะยุติได้เพียงว่ามี ๔ ประเภท เรียกตามสะดวกว่า “ยานมาศ” แบกสองลำคานขึ้นบ่าประเภทหนึ่ง “เสลี่ยง” ที่นั่งโถงหามด้วยสาแหรกผูกคานประเภทหนึ่ง “วอ” อย่างเสลี่ยงแต่มีหลังคาประเภทหนึ่ง “คานหาม” มีคานเดียวหามสองคนประเภทหนึ่ง เท่านั้น
๖. หอที่ตำหนักกรมสมเด็จพระปรมานุชิตนั้น หม่อมฉันจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่ามี ๒ หอต่อกัน คือ หอพระหอ ๑ กับหอทรงพระอักษรหอ ๑ เขาเล่าว่าเวลาค่ำพอเสด็จพระธุระอื่นแล้วสมเด็จพระปรมาฯ ท่านเสด็จเข้าหอทรงพระอักษรเสมอทุกคืน มหาดเล็กเอาหมากเสวย และน้ำร้อนน้ำเย็นไปตั้งถวายแล้วไปนอนได้ ด้วยท่านไม่ตรัสเรียกหาอะไรต่อไป ส่วนพระองค์ท่านทรงพระนิพนธ์หนังสือ เขียนลงในกระดาน
ชะนวนอย่างโบราณ มีกำหนดแน่เป็นนิจว่าต้องทรงเขียนเต็ม ๒ หน้ากระดานชะนวน แล้วจึงเสด็จเข้าบรรทม เพราะฉะนั้นวันไหนแต่งคล่องก็บรรทมหัวค่ำ วันไหนแต่งติดขัดก็บรรทมดึก คืนไหนบรรทมดึกก็บรรทมจนสาย พวกมหาดเล็กมีอุบาย ถ้าวันไหนถึงเวลาเพลยังไม่บรรทมตื่น ก็จับลูกแกว่งนาฬิกาในตำหนักให้หยุดเสีย พอรู้ว่าบรรทมตื่นจึงไกวแกว่งนาฬิกา กราบทูลว่าเพลแล้วดังนี้ พวกเราเลยหาว่าพระยามหานิเวศน์ (เผือก) เป็นผู้หยุดลูกแกว่งให้สมเด็จพระปรมาฯ เสวยนอกเพล
๗. เมื่อเมล์มาคราวก่อน หม่อมฉันได้รับใบบัตรดำใบ ๑ พอชักใบบัตรขึ้นจากซองได้หน่อยหนึ่ง เห็นหนังสือว่าจะพระราชทานเพลิงศพพระยาราชโกษา (จันทน์ วัชโรทัย) ก็สะดุ้งหยุดทันทีมิได้ชักบัตรขึ้นไปอีก ด้วยรู้อยู่ว่าพระยาราชโกษาคนที่เป็นต่อพระยาอุทัยธรรม (หรุ่น วัชโรทัย) ข้าหลวงเดิมของพระาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เป็นคนสกุลอื่น บุตรพระยาอุทัยธรรมที่รู้จักก็เป็นพระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียร ใครจะเป็นพระยาราชโกษา (จันทน์ วัชโรทัย) ผู้ตาย และไฉนชื่อตัวจึงไปพ้องกับพระยาราช
โกษาคนที่โกนผมหม่อมฉันเมื่อโกนจุก ๖๕ ปีมาแล้ว ต่อชักบัตรหมดซองเห็นชื่อพระอายุทัยธรรมเป็นเจ้าภาพ จึงรู้แน่ว่าศพพระยาราชโกษา (จันทน์) คนโบราณนั้นเอง แต่เหตุใดศพจึงรอมาช้านานยิ่งกว่าที่เราเรียกว่า “ศพรอไฟประลัยกัลป์” รายอื่นๆ ที่เคยได้ยิน หม่อมฉันตั้งใจจะทูลถามในจดหมายเวรฉบับนี้ ก็พอตรัสมาให้ทราบในลายพระหัตถ์ แต่ต้องอนุโมทนาที่พระยาอุทัยธรรมเขาจัดการปลงศพ เมื่อตัวเขาเองอายุก็กว่า ๘๐ ปีแล้ว ได้สนองคุณบิดามารดาทันตาเห็น
ข่าวทางปีนัง
๘. เขามีการซ้อมปิดมือที่นี่ตั้งแต่เวลายาม ๑ จน ๕ ทุ่ม ๓ วันติดๆ กัน แต่วันพฤหัสบดีที่ ๘ มาจนวันเสาร์ที่ ๑๐ แต่คราวนี้ไม่รู้สึกรำคาญเหมือนคราวก่อนๆ เห็นจะเป็นเพราะเคยเข้านั่นเอง และคิดไปถึงในยุโรปที่ปิดแต่ย่ำค่ำจนย่ำรุ่งเสมอทุกวัน ดูจะรำคาญอย่างยิ่ง แต่ก็เห็นจะคุ้นไปได้เหมือนกัน
๙. เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๑ หญิงจงฯ ออกมาถึง นำสิ่งของคุณโตฝากมาให้ ขอได้โปรดบอกขอบคุณเธอแทนหม่อมฉันด้วย รุ่งขึ้นวันที่ ๑๒ หม่อมเจิมกับหลานแมวก็กลับไปกรุงเทพฯ เสมอผลัดกันมาอยู่ด้วยให้หม่อมฉันอุ่นใจ ก็มีความยินดีอยู่ ป่านนี้หม่อมเจิมคงเอาหนังสือที่หม่อมฉันฝากไปถวายทรงอ่านเอือมอยู่แล้ว
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๔๘๓
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
เบ็ดเตล็ด
คำ “โล้” ที่ค้นได้นั้น ได้ตัดช่องกราบทูลมาแต่ว่าเป็นเครื่องพุ้ยน้ำเท่าที่ต้องการอย่างเดียว แต่ที่จริงเขาแปลไว้ให้หมายความไปอีกหลายอย่าง จะกราบทูลบรรเลงต่อไปในบัดนี้ เขาแปลให้ไว้ ว่าหมายถึงรถที่ผูกโล่ห์ไว้ข้างๆ ก็ได้ รถที่มีหอรบบนนั้น (ตรงกับรถถังเดี๋ยวนี้) ก็ได้ ที่แปลไว้ว่ารถมีโล่ห์ผูกข้างนั้นดี ทำให้รู้ว่าข้างจีนก็มีรถผูกโล่ห์
ซ้ำทำให้เข้าใจอีก ที่เราเขียน “โล่ห์” นั้นผิด เอาคำมคธสังสกฤตมาใส่เข้า ที่แท้เป็นคำจีน โล่ ก็คือ โล้ นั้นเอง เสียงสูงต่ำเป็นแต่แอกเสนต์เท่านั้น ต้องเป็น โล่ เปล่าๆ ไม่มี ห์ การันต์ ที่เขียน โล่ห์ นั้นผิด โล่ห์ของเราทำด้วยหนังต่างหาก ไม่มีทำด้วยโลหะ แม้คำโลหะทางต้นเดิมก็ไม่มีแปลให้ว่าเป็นเครื่องบัง มีแต่แปลว่าเป็นศัสตรา ได้แก่เหล็กมีคม
ตามที่กราบทูลมาก่อนนี้ ว่ายานหามอย่างใหญ่ซึ่งมีคนหามสองแถว จะเกิดก่อนยานหามอย่างเล็กซึ่งมีคนหามแถวเดียวนั้น ก็ว่าไปแต่โดยความต้องการเป็นหลักเท่านั้น แต่ความจริงอย่างหามแถวเดียวจะมาก่อนก็ได้ ด้วยเอาอย่างจีนหามเกี้ยวมา ที่แท้จะเห็นได้แต่ว่าอะไรออกจากอะไร เช่นอย่างสอดลูกคลักหามแปดนั้น เห็นได้ว่าออก
จากสอดลูกคลักหามสี่ครึ่งหนึ่ง ปนกับเดินสองแถวอีกครึ่งหนึ่ง เสลี่ยงสามคนหามสามแถวออกจายเสลี่ยงหามคานสองแถว พระดำรัสที่ว่าหามแบกคานต้องเลือกคนที่สูงเสมอกันให้หามนั้น ถูกทางอย่างที่ท่านรู้จัดคิดนั้นแล้ว แต่ให้นึกขันที่ยังมีคนหามที่รู้มากแกล้งย่อตัวเสีย ให้ความหนักไปตกอยู่แก่คนอื่นก็มี
รู้สึกพระคุณมาก ที่ตรัสถึงคำ “เจ้าร่มขาวหลวงพระบาง” ทำให้ตระหนักใจขึ้นได้ ว่าได้ยินมาแต่คำดุษดีสังเวยพระเศวตฉัตรในพิธีฉัตรมงคลนั้นทีเดียว
เมื่อวันที่ ๘ หญิงจงเธอไปลาจะออกมาปีนัง ได้ทราบอยู่แล้วด้วยได้รับหนังสือราชเลขานุการในพระองค์ เขาบอกมาว่าเธอทูลลาจะมาวันที่ ๑๐ จึงได้พูดกันถึงเรื่องฝีดาษ เธอว่าเธอออกเองแล้ว ก็เป็นหลักดีอยู่อย่างหนึ่ง แต่เขาจะเชื่อหรือ เธอว่าหมอกระจ่างได้มีหนังสือออกไปแล้ว ถ้าหากเขาฟังก็คงเป็นการเรียบร้อย
ชายจุมภฎส่งรูปมาให้ดูสองรูป เป็นรูปพิมพ์ลงสี ว่าซื้อมาแต่โรงโปเกที่เมืองนอก รูปหนึ่งจดหนังสือไว้ใต้รูปว่า Chaou-Haraye Roi de Siam เข้าใจว่าตั้งใจทำเป็นพระรูปสมเด็จพระนารายณ์ เป็นรูปผู้ชายมีหนวดเครา หน้าเป็นแขกผิวดำดุจผิวแขกกาลิงก์ ทำให้นึกถึงพระดำรัสฝ่าพระบาท เคยตรัสถึงฝรั่งนึกให้ไทยผิวดำดั่งนั้นว่า “เอาไปทำเซี่ยวกางเสียแลดี” แต่งตัวก็อย่างเดียวกับกิงในไพ่ป๊อก ต่างกันแต่หมวก
ซับใน มงกุฎทำแหลมสูงขึ้นไปเป็นทรงกรวย มีปลอกกระจังสวมอยู่สองชั้น มีโซ่ทองสวมคอ มีรูปช้างเผือกผูกบั้นเอวห้อย อย่างเดียวกับตราแกะทองของออสเตรีย อีกรูปหนึ่งเป็นผู้หญิง หน้าเป็นฝรั่งผิวก็เป็นฝรั่ง จดหนังสือไว้ที่ใต้รูปว่า Reine de Siam ทีจะตั้งใจทำเป็นมเหสีพระนารายณ์ เพราะเป็นรูปชุดเดียวกัน แต่งตัวก็เหมือนกับผู้หญิงขี่ไม้กวาดลอยอยู่บนเมฆ ซึ่งมีรูปอยู่ในเรื่องแฟรีเตลบ่อยๆ เธอส่งมาให้ดูเพื่อเห็นขัน ก็เห็นขันจริงๆ สมกับที่เธอตั้งใจ
ได้ให้ชายงั่วไปคัดโคลงคุณเสือขอบุตรที่วิหารพระโลกนาถ ได้มาว่าดังนี้
๏ รจนาสุดารัตนแก้ว กุมารี หนึ่งฤา
เสนออธิบายบุตรี ลาภไซ้
บูชิตเชษฐชินศรี เฉลาฉลัก หินเฮย
บุญส่งจงลุได้ เสร็จด้วยดั่งถวิล ฯ
๏ กุมารหนึ่งพึงฉลักตั้ง ติดผนัง
สถิตย์อยู่เบื้องหลัง พระไว้
คุณเสือสวาดิหวัง แสวงบุตร ชายเฮย
เฉลยเหตุธิเบศร์ให้ สฤษดิแสร้งแต่งผล ฯ
โคลงนี้เห็นไม่ใช่ฝีพระโอษฐกรมสมเด็จพระปรมานุชิต คงจะทำขึ้นทีหลัง และแปลออกว่าทำไมจึ่งย้ายเอาไปติดฝังไว้หลังพระอันเป็นที่ลับ ก็เพราะความในโคลงมีอยู่เช่นนั้น
ลายพระหัตถ์
เมื่อวันที่ ๑๐ ได้รับลายพระหัตถ์เวร ซึ่งลงวันที่ ๖ สิงหาคม โดยเรียบร้อย
ข้อดำริในเหตุที่คำมคธสังสกฤต เข้ามาปนอยู่ในภาษาเรามากนั้น เห็นว่าทรงพระดำริชอบ เห็นด้วยโดยกระแสพระดำริทุกประการ รู้สึกสะดุดใจที่ทรงยกคำ “ยกศัพท์อวดตุ๊กแก” มากล่าวด้วย ให้นึกขันด้วยได้โดยประสบเรื่องพัวพันกับคำนั้นมาหลายครั้งแล้ว ในมหาชาติทานกัณฑ์มียกศัพท์ว่า “กฏุก สาสนํ สุตฺวา” หมายความว่าได้ยินข่าวร้อน แต่คำ “กฏุก” นั้นเป็นร้อนพริกร้อนขิง หาใช่ร้อนข่าวไม่ อีกครั้งหนึ่งเมื่อสมเด็จกรมพระยาวชิรญาณทรงจัดให้มีมหาชาติเป็นงานหลวง เพื่อบำรุงพระเทศน์มหาชาติ
ให้จำเริญ ถึงนครกัณฑ์อันมีความว่า “กปฺปกา ชาวพนักงานเครื่องต้น ก็ถวายเจริญพระเกศมสุมงคลควรแก่ราชกิจ” หันพระพักตร์มาตรัสว่า “อึ๊ ตัดผมด้วยหรือ” เกล้ากระหม่อมจึงกราบทูลว่า “ดูอรรถ” ก็ทอดพระเนตรสมุดแล้วตรัสว่า “ไม่มี อาบน้ำแล้วก็แต่งตัวขึ้นช้างเท่านั้น” (สีสณฺหาโต สุจิวตฺโถ สพฺพาลงฺการภูสิโต ปจฺจยํนาคมารุยฺห ขคฺคพนฺธปรนฺตปํ) เหล่านี้เข้าทาง “ยกศัพท์อวดตุ๊กแก” ทั้งนั้น แล้วนึกได้อีกว่าพระราชสาส์นมีไปลังกา เรียกเรือกิ่งว่า “สาขนาวา” ก็ถูกดอก แต่ชาวลังกาจะเข้าใจได้ว่าอะไร
พระพุทธรูปสานในหอศาสตราคม ซึ่งทรงพระดำริคาดว่าเกล้ากระหม่อมคงเห็นนั้น ได้เห็นจริงๆ ซ้ำมีใครบอกด้วยแต่ลืมตัวเสียแล้ว ว่าทรงพระราชดำริจะใช้เชิญไปตั้งหัวแถวในการเลี้ยงพระ ให้เป็นว่ามีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน จึงโปรดให้สานด้วยไม้ไผ่แกนะปูนน้ำมันเพื่อให้เบาเชิญไปได้ง่าย แม้จะถูกส่วนอย่างคำนวณได้ตามหนังสือก็ดี เกล้ากระหม่อมก็ยังเห็นว่าโตมาก แม้เทียบกับคนก็เป็นยักษ์ พูดถึงยักษ์
นึกถึงวินัยได้ข้อหนึ่ง ในบุพพสิกขามีกล่าวว่าฆ่ายักษ์ต้องตายด้วยอาบัติถุลลัจจัย ทำให้นึกพิศวงว่าฆ่ายักษ์ก็ได้ง่ายๆ ไม่เหมือนในเรื่องวงศ์ๆ จักรๆ นั่นยักษ์เป็นเก่งหนักหนา มนุษย์สามัญดูทีเป็นจะฆ่ายักษ์ไม่ได้ แล้วมาคิดได้ภายหลังว่าฆ่ายักษ์ตายเพียงแต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย ไม่ถึงเป็นปาราชิกท่านย่อมรับว่ายักษ์ไม่ใช่คน คำถามในการบวชนาคว่า “มนุสฺโสสิ” อันมีคนหัวเราะกันอยู่มากว่าเห็นอยู่แล้วเป็นมนุษย์ถาม
ทำไม ข้อวินัยทำให้แปลความได้ว่า คำที่ท่านเรียกมนุษย์นั้นหมายถึงรู้จักผิดจักชอบ ไม่ได้หมายถึงรูปร่างอย่างคน พระพุทธรูปของกรมพระเทเวศร์เกล้ากระหม่อมก็ได้เห็น ช่างไม่ถูกใจเสียเลย ได้นึกว่าการทำรูปเป็นคนเราไม่เคยทำกันมาแต่ก่อนเลย ฝ่าพระบาทเสด็จไปเมืองพม่ามาตรัสเล่าว่าที่นั้นเขาทำรูปคนกัน ทำมาเก่าแก่ตั้งแต่ครั้งเมืองพุกามยังจำเริญ ให้อยากเห็นว่าเขาทำอย่างไรกัน ก็พอดีได้ทรงฉายรูปกษัตริย์ซึ่งเขาทำที่เมืองพุกามมาประทานด้วย เห็นก็เข้าใจได้ว่าเขาทำเป็นรูปภาพ
ตามธรรมดารูปภาพนั่นเอง เป็นแต่อุทิศว่าทำให้ใครเท่านั้น ก็อย่างเดียวกับเราทำพระพุทธรูปพระเทวรูปสนองพระองค์กันนั่นเอง ในการทำรูปให้เป็นคน ทางเราดูเหมือนจะมีขึ้นในรัชกาลที่ ๓ เป็นประเดิม มีรูป “ท่านขรัวตอบ” เป็นต้น รูปที่บรรจุพระอัฐิอยู่ในหอพระนาคก็ไม่เห็นทำเป็นรูปคน ชะรอยจะเกิดขึ้นภายหลังเมื่อสมเด็จพระสังฆราชพระองค์นั้นสิ้นพระชนม์ไปนานแล้ว เข้าใจว่าทำเอาอย่างฝรั่ง น่าจะค้นได้ว่าที่เราทำรูปเป็นคนนั้นเกิดขึ้นเมื่อไร
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๒๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๓
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
ลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๑๓ สิงหาคม มาถึงหม่อมฉันแล้วโดยเรียบร้อย คราวนี้เขาส่งแต่วันศุกร์ที่ ๑๖ เวลาบ่าย
ทูลสนองความในลายพระหัตถ์
๑) อธิบายคำ” โล้” ที่ประทานเพิ่มเติมมาทำให้ออกขบขัน ด้วยแต่แรกเราจะค้นรวม “ธาตุ” ของคำโล้ มาได้ความกลับทำให้กระจายห่างออกไป เช่นอธิบายอย่าง ๑ หมายว่า “เครื่องทำให้แล่น” มาได้ความอีกอย่าง ๑ ว่าเป็นเครื่อง “บังตัว” ธาตุต่างกันทีเดียว น่าจะเกิดแต่เสียงผันวรรณยุกต์เป็นมูลดังทรงพระดำริ ลองคิดดูแม้ตามที่ใช้ในคำพูดภาษาไทย คำ “โล” นั้นต่างวรรณยุกต์ ความก็ต่างกันทั้ง ๕ เสียง
โล เป็นคำแผลงเจ้านายชอบตรัส หมายความว่าเห็นแก่โลกามิสหรือโลภเจตนา
โหล่ หมายความว่าอยู่สุดท้าย
โล่ หมายความว่าเครื่องบังตัว
โล้ หมายความว่าลากให้ไป
โหล หมายความว่า กลวง หรือชุดละ ๑๒
เพราะฉะนั้นการที่จะหากำหนดโดยธาตุเห็นจะยาก
๒) เมื่อก่อนหญิงจงจะมาเธอส่งรูปฉายของเธอ และบอกถึงหญิงพูนให้ช่วยแจ้งความแก่พนักงานตรวจคนทางนี้ว่าเธอเคยออกฝีดาษแล้ว ไปบอกเขาก็สำเร็จดังประสงค์ไม่ต้องตรวจตรา มาได้โดยสะดวก
๓) พระรูปสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่ฝรั่งเศสทำนั้น หม่อมฉันได้โดยเห็นหลายรูป เหลวทั้งนั้น มีค่อยยังชั่วรูปเดียวแต่ทำพระรูปเมื่อเสด็จสีหบัญชร (พระที่นั่งธัญญมหาปราสาท) รับราชทูตฝรั่งเศส ทรงพระชฎาและฉลองพระองค์ครุย แต่พระพักตร์ก็เป็นอย่างแขกดำ ไม่เป็นภาพที่จำนงจะทำให้เหมือนจริง ที่ฝรั่งชอบทำรูปสมเด็จพระ
นารายณ์นั้น คงเกิดแต่พระเจ้าหลุยที่ ๑๔ โปรดให้แต่งหนังสือเรื่องทูตไทยไปเฝ้าขึ้นเฉลิมพระเกียรติเรื่อง ๑ เป็นสมุด ๓ เล่ม หม่อมฉันได้มาไว้ในหอพระสมุดชุด ๑ พวกบาทหลวงขออนุญาตเอาไปแปลพิมพ์ไว้ในหนังสืออุโฆษสมัย ฝรั่งเศสตื่นหนังสือเรื่องนั้น พวกช่างจึงชอบคิดเดาเขียนรูปสมเด็จพระนารายณ์ไปต่าง ๆ
๔) ขอได้โปรดตรัสขอบใจชายงั่วแทนหม่อมฉันด้วย ที่เธออุตส่าห์ไปคัดโคลงเรื่องคุณเสือขอลูกที่วัดพระเชตุพนมาให้ อันตัวผู้แต่งโคลง ๒ บทนั้น หม่อมฉันยังเห็นว่ากรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ ทรงแต่ง แม้สำนวนโคลงไม่เยี่ยมถึงอย่างดีของท่าน ถ้อยคำและกระบวนความก็อยู่ในเค้าพระนิพนธ์ ของกรมสมเด็จปรมาฯ จะทูลต่อออกไปยิ่งกว่านั้นอีก หม่อมฉันเห็นว่าไม่มีใครอื่นนอกจากกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ ที่จะสามารถแต่งโคลงนั้น จะเลยทูลเป็นเรื่องบรรเลงต่อไปในสัปดาห์นี้
เรื่องประวัติของคุณเสือนั้น ตัวชื่อแว่นเป็นชาวเวียงจันทน์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้มาเป็นบาทบริจา แต่เมื่อยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เสด็จเป็นจอมพลขึ้นไปตีเมืองเวียงจันทน์ เธอมีความภักดีในการปฏิบัติชอบพระราชอัธยาศัย จึงได้เป็นอุปฐากอยู่กับพระองค์มาแต่ก่อนเสวยราชย์ เมื่อเสวยราชย์ก็ได้เป็นพระสนมเอกอยู่กับพระองค์และอาจจะเพ็ดทูลได้ผิดกับพระ
สนมคนอื่นๆ เพราะเหตุที่เธออยู่ประจำพระองค์เสมอ เวลาพระเจ้าลูกเธอที่ยังทรงพระเยาว์ขึ้นเฝ้าจึงอยู่ในความดูแลของเธอ บางทีก็เห็นจะขู่ลู่ เจ้านายเด็กเหล่านั้นพากันกลัวเกรงจึงเรียกกันว่า “คุณเสือ” อย่างว่าเป็นชื่อเด็กตั้ง แต่คนอื่นเอามาเรียกบ้าง ครั้นสิ้นรัชกาลที่ ๑ คุณเสือก็สิ้นวาสนา ได้ยินว่าไปสมัครสมานอยู่กับเจ้าฟ้ากุณฑล เพราะเป็นเชื้อชาวเวียงจันทน์ด้วยกัน และช่วยเลี้ยงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอที่เจ้าฟ้ากุณฑลเป็นพระมารดา มาจนถึงอสัญกรรมในรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า
เจ้าอยู่หัว และทูลกระหม่อมไม่ทรงเคยคุ้นกับคุณเสือทั้ง ๒ พระองค์ เพราะพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ก็ไม่เคยเสด็จอยู่ในพระราชวังจนได้เสวยราชย์ ทูลกระหม่อมก็เสด็จเข้าไปอยู่ในพระราชวังเมื่อชันษาได้ ๕ ขวบเมื่อคุณเสือสิ้นวาสนาแล้ว แต่กรมสมเด็จพระปรมานุชิตประสูติในพระราชวังและเสด็จอยู่ในวัง ได้เคยคุ้นและเกรงกลัวคุณเสือ มาจนทรงผนวชเป็นสามเณรเมื่อตอนปลายรัชกาลที่ ๑ ว่าโดยย่อในสามพระองค์นั้น กรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ ทรงรู้จักคุณเสือดีกว่าพระองค์อื่น
ส่วนรูปเด็กสองคนที่จำหลักด้วยศิลานั้น จะเป็นของคุณเสือสร้างถวายก็ตาม หรือกราบทูลขอให้สร้างก็ตาม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า คงเป็นแต่มีรับสั่งให้เอาไปติดผนังเป็นเครื่องประดับไว้ในวิหารพระโลกนาถ คงจะไม่ดำรัสเล่าให้ใครฟังว่าเป็นรูปอธิษฐานของคุณเสือด้วยอยากมีลูก แม้แต่เพียงว่ารูปทั้ง ๒ นั้นสร้างเพื่อคุณเสือก็น่าจะไม่รู้กันแพร่หลาย คดีเรื่องคุณเสืออธิษฐานขอลูกเป็นแต่อย่างว่า “สอดรู้”
กันที่ในวังแล้วเล่ากันต่อมา เมื่อตัวคุณเสือสิ้นวาสนาและถึงอสัญกรรมแล้ว ก็ไม่มีใครนำพาต่อรูปภาพเด็ก ๒ รูปนั้นก็ติดเป็นเครื่องประดับอยู่ตลอดรัชกาลที่ ๒ และรัชกาลที่ ๓ ถึงเมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพน แม้ทรงทราบเรื่องเดิมของรูปทั้ง ๒ นั้น ก็คงไม่ทรงเห็นเป็นสลักสำคัญจึงไม่แตะต้อง เพราะฉะนั้นในหนังสือแต่งพรรณนาการปฏิสังขรณ์ แม้พรรณนาอย่างละเอียดจนถึงชื่อช่างเขียนก็ไม่มีกล่าวถึงรูปเด็ก ๒ คนในวิหารพระโลกนาถ
มูลเหตุที่จะมีโคลง ๒ บทนี้เกิดขึ้นในรัชกาลที่ ๔ เป็นแน่ไม่มีที่สงสัย และเชื่อได้ว่าเกิดขึ้นเมื่อทูลกระหม่อมทรงขนานนามพระพระพุทธรูปสำคัญอันเป็นพระประธานในวิหารทิศ เรื่องนี้สอบได้ในศิลาจารึกเรื่องสร้างวัดพระเชตุพนเมื่อรัชกาลที่ ๑ มีนามเดิมเรียกพระพุทธรูปต่างๆ ตามวิหารทิศว่ากระไร และผิดกับนามที่จารึกติดไว้หน้าฐานพระอย่างไร นามคงอยู่ตามรัชกาลที่ ๑ แต่พระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถองค์ ๑ กับพระโลกนาถศาสดาจารย์ อันเป็นพระนามเดิมมาแต่กรุง
ศรีอยุธยา องค์ ๑ นอกนั้นเพิ่มเติมแก้ไขหมดดังจะอ้างแต่องค์ ๑ พอเป็นตัวอย่าง คือ พระประธานวิหารทิศตะวันออกห้องนอกตามจารึกในรัชกาลที่ ๑ ว่า “ถวายพระนามว่า พระเจ้าตรัสในควงไม้พระมหาโพธิ” ตามพระนามที่มีอยู่เดี๋ยวนี้ว่า “พระพุทธมารวิชัย อภัยปรปักษ อัครโพธิรมย์อภิสมพุทธบพิตร” ดังนี้ พระประธานในวิหารอื่นก็เป็นทำนองเดียวกัน สังเกตสร้อยพระนามที่ถวายใหม่ เป็นสำนวนกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ ทั้งนั้น
ที่แต่งโคลงเรื่องคุณเสือขอลูกขึ้นในคราวนั้น คงเป็นเพราะทูลกระหม่อมเสด็จไปทอดพระเนตรเห็นรูปเด็ก ๒ คนนั้น ทรงปรารภถึงเรื่องเดิมเห็นไม่ควรจะให้สูญเสีย จึงทรงอาราธนากรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ ให้แต่งโคลง เพราะได้เคยคุ้นกับคุณเสือและทรงทราบเรื่องเดิมมาด้วยพระองค์เอง หม่อมฉันคาดว่าเรื่องคงจะเป็นมาดังนี้
๕) เรื่องยกศัพท์อวดตุ๊กแก หม่อมฉันเคยคิดว่ามูลจะมาแต่อะไรเห็นว่าจะมาแต่ประเพณีเทศนา แต่โบราณก่อนสมัยชอบเทศน์ปกิรณกกถาประเพณีเทศน์ชั้นเดิมมีพระธรรมกถึกองค์ ๑ ขึ้นนั่งธรรมาศน์ และมีพระอนุจร ๔ องค์ขึ้นนั่งบนสังเคตสำหรับสวดสาธยายพระบาลี เริ่มต้นพระธรรมกถึกให้ศีลบอกศักราช และกล่าวความเบิกหน้า
ธรรมาศน์แล้วพระอนุจร ๔ องค์ก็สวดพระบาลี เปรียบว่าเทศน์ธรรมจักกัปปวัตนสูตร ก็สวดตั้งต้นแต่ เอวมฺเม สุตํ ไปจน อโหสีติ คราวนี้ถึงวารพระธรรมกถึกเทศน์แปลบาลีพระสูตรที่พระอนุจรสวดนั้น ด้วยดูหนังสืออัตถ ยกศัพท์ในอัตถเพื่อบอกว่าเทศน์ตรงไปในพระบาลิดังตั้งต้นยกศัพท์ว่า เอวมฺเม สุตํ แล้วเทศน์แปลความในพระสูตรไป
จนถึงเมื่อพระพุทธเจ้าจะเริ่มสอนพระปัญจวัคคี ก็ยกศัพท์ว่า เทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตา หมายความว่าเทศน์มาถึงตรงนั้น ในพระบาลี ดูก็เป็นประเพณีที่ดี หรือจะว่าจำเป็นก็ได้ การเกลื่อนกลาดชั้นแรกเกิดแต่เทศน์ไม่มีพระสวด พระธรรมกถึกจะสวดพระบาลีตลอดทั้งสูตรและแปลความออกเทศน์ด้วยลำบากนัก จึงย่อพระบาลีลงเป็นนิกเขปบท ถึงกระนั้นเทศน์ตามพระบาลีไปถึงไหนยกศัพท์ขึ้นเป็นสำคัญก็ยังเป็นคุณทั้งแก่ผู้เทศน์และผู้ฟัง การเทศนาจึงมียกศัพท์พระบาลีเป็นประเพณีฟังกันจนเจนหู การ
ยกศัพท์อย่างว่าอวดตุ๊กแก เกิดแต่เทศน์อย่างอื่นนอกจากแปลพระบาลี เช่นเทศน์มหาชาติและเทศน์เรื่องพงศาวดารเป็นต้น ท่านผู้เทศน์หรือแม้จนผู้ฟังมักเข้าใจว่าเทศน์จำต้องมียกพระบาลี มิฉะนั้นก็ไม่เป็นเทศน์ จึงต้องหาศัพท์มายกเป็นบาลี เช่นในเทศนาเรื่องพงศาวดารของกรมสมเด็จพระปรมาฯ มักใช้ศัพท์ สกฺกราเตเชน ยกเป็นบาลี และผู้อื่นก็ฉวยศัพท์อะไรต่ออะไรยกเป็นบาลี ทูลกระหม่อมจึงตรัสเรียกว่ายกศัพท์อวดตุ๊กแก หรือว่าตามภาษาที่เราชอบพูดก็ว่ายกศัพท์ไม่มีมูล
๖) ข้อปัญหาว่ายักษ์กับมนุษย์ผิดกันอย่างไรนั้น เข้าวินิจฉัยที่หม่อมฉันเคยคิด แต่ความเห็นของหม่อมฉันอยู่ข้างกว้างสักหน่อย เห็นว่ามีคติชาวอินเดียถือกันมาแต่ก่อนพุทธกาล ว่าสัตวชาติในโลกนี้ต่างกันเป็น ๓ อย่าง คือ มนุษย์อย่าง ๑ อมนุษย์อย่าง ๑ ติรัจฉานอย่าง ๑ หรือว่าอีกอย่าง ๑ เอาคำภาษาไทยเข้าช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น สัตวชาติมีคนอย่าง ๑ กับติรัจฉานอย่าง ๑
คนนั้นแบ่งเป็นมนุษย์พวก ๑ อมนุษย์พวก ๑ มนุษย์ตั้งบ้านเรือนอยู่กลางชมพูทวีป คือมัชฌิมประเทศ พวกอมนุษย์ตั้งบ้านเรือนอยู่นอกมัชฌิมประเทศทั้ง ๔ ทิศ อมนุษย์ที่อยู่ทางทิศตะวันออก มนุษย์ชาวมัชฌิมประเทศเรียกว่าคนธรรพ์ ที่อยู่ทางทิศใต้เรียกว่ากุมภัณฑ์ ที่อยู่ทางทิศตะวันตกเรียกว่านาค ที่อยู่ทางทิศเหนือเรียกว่ายักษ์ มนุษย์กับอมนุษย์เป็นคนด้วยกัน ถ้าเปรียบอย่างเห็นได้ง่ายๆ ต่างว่าไทยเป็น
มนุษย์ ญวนเป็นคนธรรพ์ มลายูเป็นกุมภัณฑ์ ฮินดูเป็นนาค และจีนเป็นยักษ์ รูปร่างเป็นคนด้วยกัน แต่ขนาดและลักษณะต่างกัน พูดภาษาและถือขนบธรรมเนียมต่างกัน นิสัยใจคอก็ต่างกัน แต่อาจจะไปมาหากันและหัดพูดภาษาให้เข้าใจกัน แม้จนสามารถสมพงศ์กัน แต่คนพวกมนุษย์กับอมนุษย์จะอยู่ด้วยกันโดยปกติไม่ได้ เพราะนิสัยใจคอต่างกัน วินิจฉัยที่ว่ามานี้มีที่อ้าง
ในอาฏานาฏิยสูตรว่า อมนุษย์ทั้ง ๔ พวกได้เข้าไปเผ้าพระพุทธเจ้าถึงเขาคิชฌกูฏ ณ เมืองราชคฤหในมัชฌิมประเทศ และมีในเรื่องชาดกและนิทานเช่นในคัมภีร์ธรรมบทปรากฏว่า พวกอมนุษย์เข้าไปหากินในแดนมนุษย์ เช่นในเรื่องยักขินีจะกินเด็ก ไล่ไปจนถึงพุทธสำนักได้ฟังพระพุทธโอวาทจึงละพยศ เรื่องที่ปรากฏว่ามนุษย์ไปถึงเมืองอมนุษย์ก็มีดังปรากฏในเรื่องวิธูรชาดกเป็นต้น
ที่มนุษย์กับอมนุษย์อาจสมพงษ์กันนั้น ดังปรากฏในเรื่องชาดกภูริทัตเป็นต้น แต่พึงสังเกตไว้อย่างหนึ่ง ว่าไม่มีที่จะอยู่กันได้เป็นปกติเหมือนมนุษย์ต่อมนุษย์ คงเป็นเพราะนิสัยใจคอผิดกัน มีตัวอย่างข้อนี้เห็นชัดอยู่ในนิทานเรื่อง “ติสฺโสนาโค” ที่ว่านาคมานพแปลงตัวเข้าไปขอบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุในสำนักพระดิศเถร พอ
พระสงฆ์รู้ว่าเป็นคนพวกอมนุษย์ แม้มีความศรัทธาก็ไม่ยอมให้บวชเพราะเห็นว่าจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ ข้อที่ในอุปสมบทกรรมมีคำถามว่า “เป็นมนุษย์หรือ” ก็คือใคร่จะให้แน่ใจว่าจะอยู่ด้วยกันได้เป็นปกติหรือไม่ คำถามข้ออื่นก็เพื่อประโยชน์อันเดียวกัน ถ้าว่าเฉพาะอมนุษย์จำพวกที่เรียกว่ายักษ์ รูปร่างคงเติบใหญ่ใจคอก็เหี้ยมโหด ถึง
สามารถจะกินเนื้อมนุษย์ได้เป็นต้น ในนิทานที่อ้างถึงจึงมักว่ายักษ์ร้ายกาจต่างๆ นามที่เรียกว่ายักษ์จึงใช้ตลอดไปถึงอมนุษย์ดุร้าย แม้อยู่ทางทิศอื่นไม่เฉพาะแต่ข้างฝ่ายเหนือมัชฌิมประเทศ เช่นพวกทศกัณฐ์อยู่เกาะลังกาก็เรียกว่ายักษ์ แขกชาวเกาะมักกะสันเคยอพยพเข้ามาอาศัยเมืองไทย มาเป็นขบถขึ้นเมื่อในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ฯ ก็เลยได้นามเรียกกันว่า “ยักษ์มักกะสัน” เพราะทารุณร้ายกาจในเวลาเมื่อเป็นขบถนั้น
๗) ข้อที่ในคัมภีร์พระวินัยว่า พระภิกษุฆ่ายักษ์เป็นอาบัติถุลลัจจัยนั้น หม่อมฉันคิดดูออกจะอ้นอั้นตันปัญญา ข้อพุทธบัญญัติที่ว่า ถ้าพระภิกษุฆ่ามนุษย์ต้องอาบัติปาราชิกนั้นเข้าใจได้ดี ถึงข้อที่ว่าฆ่าสัตว์เดรฉานต้องอาบัติปาจิตตีย์ก็พอเข้าใจได้
คือ ห้ามมิให้ฆ่ามนุษย์เป็นอันขาด ไม่เลือกว่ามีเหตุอย่างใด แม้โจรจะมาฆ่าถ้าพระภิกษุฆ่าโจรก่อนเพื่อป้องกันชีวิตตน ก็ไม่พ้นเป็นปาราชิก ส่วนสัตว์เดรฉานมีมากมายนัก และมีวิสัยเบียดเบียนมนุษย์ด้วยประการต่างๆ ชวนให้เกิดโทษะจะห้ามใจได้ยาก จึงผ่อนอาบัติให้เบาลง แต่ข้อที่ฆ่ายักษ์ คืออมนุษย์ อันพระภิกษุอาจจะหลบหนีได้
เหมือนมนุษย์ และไม่ทำความรำคาญด้วยขบกัดไต่ตอมยั่วโทษะเหมือนเช่นสัตว์เดรฉาน การที่วางอัตราอาบัติเพียงถุลลัจจัย พิเคราะห์โดยนัยดูเหมือนหนึ่งว่า ถ้ายักษ์จะทำร้าย พระภิกษุชิงฆ่ายักษ์เสียก่อนต้องอาบัติเพียงถุลลัจจัย เปรียบว่าเมื่อนางยักขินีในเรื่องธรรมบทไล่จะกินเด็กเข้าถึงพระเชตวัน ถ้ามีพระภิกษุพุทธสาวกองค์ ๑ วิ่งออกไปฆ่านางยักขินีนั้น พระภิกษุนั้นจะต้องอาบัติถุลลัจจัยหรืออย่างไร อธิบายคำว่าฆ่าตามพระบาลีก็ตรงกับนิตินัย ต้องประกอบด้วยองค์ต่างๆ เจตนาจะฆ่า ได้ฆ่าและ
ฝ่ายโน้นตายจึงเป็นฆ่า ถ้าไม่ครบองค์เหล่านี้ เปรียบว่าพระภิกษุต่อสู้มนุษย์เพื่อป้องกันตัวให้พ้นภัยและทำให้มนุษย์นั้นตาย ถ้ามิได้ตั้งใจจะฆ่าก็ไม่ต้องอาบัติถึงปาราชิก แต่ทำแก่ยักษ์นั้นถึงเจตนาจะฆ่า ได้ฆ่า และยักษ์ตาย ก็ไม่เป็นอาบัติปาราชิก พิเคราะห์ดูคดีมันไปตกอยู่ว่าต่อฆ่ามนุษย์อันอยู่ด้วยกันได้จึงเป็นอาบัติปาราชิก ถ้าฆ่าคนพวกอื่น อันนับว่าเป็นอมนุษย์ก็ไม่ถึงเป็นอาบัติปาราชิกดังนี้ จะเป็นพระพุทธบัญญัติ หรืออรรถกถาธิบาย หม่อมฉันออกจะลังเลไม่แน่ใจ
๘) เรื่องรูปปั้นบุคคลนั้นอธิบายจะต้องแบ่งรูปเป็น ๓ อย่าง คือรูปสมมติ เช่นทำแต่เป็นพระพุทธรูปหรือเทวรูป อุทิศเฉพาะต่อบุคคลอย่าง ๑ รูปต่างตัว คือทำเป็นรูปของบุคคลผู้นั้น รู้ได้แต่ด้วยเครื่องหมายเป็นสำคัญอย่าง ๑ รูปเหมือนตัว คือตั้งใจทำให้เหมือนตัวบุคคลอย่าง ๑ สังเกตรูปที่ได้เห็นมาดูเป็นดังกล่าวต่อไปนี้
แต่โบราณชอบทำแต่รูปสมมติเป็นพื้น เช่นพระรูปฉลองพระองค์พระเจ้าแผ่นดินขอมและพระเจ้าแผ่นดินไทย ก็ทำเป็นเทวรูปพระอิศวรบ้าง พระนารายณ์บ้าง ต่อมาเปลี่ยนไปทำเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง บุคคลพวกอื่นก็ชอบทำเป็นพระพุทธรูป เรียกกันว่า “พระเท่าตัว”
รูปอย่างต่างตัวนั้นมีน้อย แต่ก็มีมาแต่โบราณ มีรูปพราหมณ์พวกขอมทำด้วยศิลาไว้ที่ปราสาทเมืองพิมาย เดี๋ยวนี้อยู่ที่พิพิธภัณฑสถานในกรุงเทพฯ เป็นตัวอย่าง รูปจำพวกนี้ที่ทำในกรุงรัตนโกสินทร์มักทำแต่รูปพระพระมหาเถระและรูปสมภารเจ้าวัดของหลวงสร้างในรัชกาลที่ ๓ มีรูปสมเด็จพระสังฆราช (ศุข ไก่เถื่อน) กับรูปสมเด็จ
พระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) เป็นรูปขนาดเล็ก อยู่ที่ในหอพระเจ้า และรูปสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) ขนาดเขื่องอยู่ที่วัดโมลีโลก อีกองค์ ๑ แห่งอื่นที่ได้เคยเห็นที่วัดรัชฎาธิฐาน กับวัดกลางเมืองสุมทรปราการ มีหอพระไว้รูปหล่ออย่างต่างตัวสมภารที่ล่วงไปแล้วทุกองค์ทั้ง ๒ วัด ที่วัดอื่นก็เห็นจะมีอีก
รูปอย่างเหมือนตัวนั้นมีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา มีรูปสมเด็จพระสังฆราช (แตงโม) ครั้งรัชกาลพระเจ้าเสือเป็นตัวอย่างอยู่ที่วัดใหญ่เมืองเพชรบุรี แต่ที่สร้างในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ดูเหมือนพระรูปสมเด็จพระสังฆราช (ศุข ญาณสังวร) ที่บรรจุอัฐิไว้ ณ วัดราชสิทธาราม จะเป็นองค์แรกที่ทำขึ้นเมื่อรัชกาลที่ ๒ เพราะลดพระปรางค์ตอบ
เข้าไปจะให้เหมือนพระองค์ พวกเจ้านายยังทรงพระเยาว์เห็นผิดกับพระพักตร์พระอื่นๆ จึงตรัสเรียกว่า “ท่านขรัวตอบ” ต่อมาถึงรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้จำลองแบบพระรูปองค์นั้นหล่อขึ้นอีกองค์ ๑ เดิมเอาไว้ในวัดพระแก้ว ถึงรัชกาลที่ ๔ ทูลกระหม่อมโปรดให้แห่ไปประดิษฐานไว้ ณ วัดมหาธาตุ ใน
รัชกาลที่ ๔ โปรดให้ทำรูปอย่างเหมือนตัวท้าวศรีสัจจา (เจ้าคุณประตูดิน) ไว้ที่ซุ้มใต้บันไดขึ้นพระที่นั่งบุษบกมาลาพระมหาปราสาทอีกรูป ๑ ตั้งแต่เดิมมาจนถึงชั้นนี้ บรรดารูปบุคคลที่สร้างกันมา จะเป็นอย่างรูปสมมติก็ดี รูปต่างตัวก็ดี รูปเหมือนตัวก็ดี ล้วนสร้างเมื่อตัวบุคคลถึงมรณภาพแล้วทั้งนั้น ไม่มีที่จะสร้างแต่เมื่อตัวบุคคลยังมีชีวิตอยู่ คงเป็นเพราะรังเกียจว่า การสร้างรูปอยู่ในวิชากฤตยาคมสำหรับทำร้ายตัวบุคคลที่ถูก “ปั้นรูป” นั้น
มาปรากฏการสร้างรูปบุคคล แต่เมื่อตัวยังอยู่เป็นครั้งแรก เมื่อทูลกระหม่อมดำรัสสั่งให้ทำพระบรมรูปของพระองค์เอง องค์แรกทำขนาดย่อมที่เมืองปารีส องค์หลังทำขนาดเท่าพระองค์ที่ในกรุงเทพฯ แต่ก็ถูกทัดทานมิให้เอาพระบรมรูปเข้าไฟหล่อหลอมด้วยเห็นเป็นอัปมงคล จึงเป็นแต่ปั้นด้วยปูนน้ำมันประสานสี รูปทำเหมือนตัวมาชอบกันแพร่หลายต่อเมื่อรัชกาลที่ ๕ ตั้งแต่หล่อพระบรมรูปสมเด็จพระอดีตมหาราช
เจ้า ๔ พระองค์ และรูปสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ถึงกระนั้นก็ยังเป็นรูปผู้ถึงมรณภาพแล้ว เห็นจะมาสิ้นรังเกียจทำรูปบุคคลแต่ยังเป็น เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงโปรดให้สร้างพระบรมรูปของพระองค์ในเงินตราเป็นเยี่ยงอย่างสืบมา พิจารณาดูเห็นว่าจะเป็นมาเช่นนี้
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๔๘๓
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
เบ็ดเตล็ด
๑) การที่ทรงลงเลขในลายพระหัตถ์นั้นดี หาเรื่องเป็นเรื่องๆ ไปได้ง่าย แต่นี้ไปจะทำบ้าง
๒) เมื่อวันที่ ๑๖ ได้รับของสองอย่าง คือแฟ้มหนังสือเรื่องพิธีตรุษ กับเรื่องช้าลูกหลวงอย่างหนึ่งกับสมุดจดกันลืมอย่างหนึ่ง เข้าใจว่าประทานฝากหม่อมเจิมเข้าไป แต่ยังไม่ได้พบตัวหม่อมเจิม หนังสือเรื่องพิธีตรุษและช้าลูกหลวงนั้นยังไม่ทันได้อ่าน สมุดจดกันลืมเข้าใจว่าเป็นผลเกิดแต่ที่กราบทูลบ่นมาในหนังสือเวรเรื่องลืม เป็นพระเดชพระคุณเหลือล้นทุกๆ อย่างที่ทรงพระเมตตา เรื่องลืม ชายงั่วแกแนะนำเหมือนกันว่าให้จดไว้อย่างสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ แต่ก็ชาๆ ไป พูดถึงจดกันลืม
นึกขึ้นมาได้ถึงแม่วงษ์ เจ้าคุณเทเวศรสั่งอะไรแกมาแกกลัวจะลืมเสียก็ควักเอาแป้งมาเขียนจดไว้บนกระจกที่โต๊ะแต่งตัว เพื่อตื่นนอนแต่งตัวจะได้เห็นที่จดไว้ ทำให้นึกได้ไม่ลืมเสีย หญิงปลื้มจิตรเห็นเข้าก็สนุกที่จดไว้ว่ากระไรนั้นลบเสีย จดลงไปให้ใหม่
ว่า “ไข่เจียว” และอะไรต่ออะไรอันไม่เป็นสาระ แม่วงษ์ก็คว้าน้ำเหลว แล้วก็นึกขึ้นมาได้อีกถึงกรมขุนพิทยลาภฯ นั่นท่านทำตามวิธีฝรั่ง มีกิจอะไรที่จะกันลืมท่านขอดชายผ้าซับพระพักตร์ไว้ ครั้นกลับไปถึงวังก็ต้องถามพระองค์เองว่าขอดทำไม ในการจดถ้าไม่ถูกแปลงสารก็ดีกว่าขอดเป็นอันมาก
แม่โตบอกว่าหม่อมเจิมเอากะปิสิงคโปร์มาฝาก แต่แกก็ไม่ได้พบตัวเหมือนกัน เกล้ากระหม่อมไม่เคยเห็น แกว่าอร่อย แล้วแกก็ให้ไปเอามาให้ดู กะปินั้นใส่มาในขวดเหล้าฝรั่ง แกเปิดขึ้นมันก็อืดล้นปากขวดขึ้นมา กลับปิดจุกลงไปอย่างเดิมไม่ได้ ต้องไปเอาถ้วยมาถ่ายออกเสีย แล้วมันก็อืดล้นขึ้นมาอีก ตกลงต้องปาดออกจนเต็มถ้วย เกล้ากระหม่อมก็บอกว่าไม่กิน ด้วยนึกถึงเคยพูดกับเจ้าพระยาพิชเยนทร์ ว่าด๊อกเต
อวูติงฟางพูดไว้ว่า คนเราถ้ากินแต่สิ่งที่ควรกินและกินแต่พอสมควร ไม่จำเป็นจะต้องตายภายใน ๒๐๐ ปี ท่านถามว่าสิ่งใดที่ไม่ควรกิน เกล้ากระหม่อมนึกได้โดยปัจจุบันก็บอกท่านว่าของดอง กะปิสิงคโปร์นั้นเป็นของดองจึงคิดว่าไม่ควรกิน นึกถึงพระเจ้าซาร์แห่งรุสเซีย เมื่อครั้งเสด็จเข้ามาเมืองไทย สิ่งใดซึ่งเป็นของกลักแล้วไม่เสวยเลย คงจะทรงถือว่าเป็นของไม่บริสุทธิ์ อย่างเดียวกับที่เกล้ากระหม่อมคิดเห็นกะปิสิงค์โปร์ ฉะนั้น ของกลักยังดีกว่ากะปิสิงคโปร์อีกที่ไม่อืด
๓) เรื่องโคลง “คุณเสือขอบุตร” ซึ่งคัดมาถวายคราวก่อนนั้น ไม่ได้กราบทูลว่าเป็นหินสองแผ่นเอาฝังต่อกันเข้าไป ด้วยเห็นว่าได้ทอดพระเนตรเห็นความเป็นไปอยู่แต่ก่อนแล้ว ที่โคลงจารึกเป็นหินสองแผ่นนั้น จะต้องแยกติดฝังไว้ห่างกันตามรูปภาพ งามจะ
ทำขึ้นทีหลังอย่างกระแสพระดำริ ที่งัดเอาไปฝังติดกันไว้ใหม่ที่หลังพระนั้น ทำไปด้วยเข้าใจผิด ความในโคลงพูดถึงรูปภาพ ไม่ได้พูดถึงโคลง เดิมทีที่เอารูปภาพผิดฝังไว้หลังพระนั้นพอจะคาดได้ ว่าเป็นพระราชประสงค์จะไม่ให้เห็นประเจิดประเจ้อ แต่ก็เป็นปัญหาที่ทำให้เกิดความสงสัยขึ้นหลายข้อดั่งจะกล่าวต่อไปนี้
ก) คุณเสือต้องการลูกผู้หญิงหรือผู้ชาย หรืออะไรก็เอาทั้งนั้น
ข) รูปภาพนั้นเดิมอยู่หลังพระ ย้ายเอาไปติดฝังไว้ข้างประตูซ้ายขวาพระเมื่อไร
ค) ได้กราบทูลแล้ว ว่าฝีปากที่แต่งโคลงนั้น สังเกตเห็นว่าไม่ไช่ฝีพระโอษฐ์กรมสมเด็จพระปรมานุชิต จะต้องเป็นภายหลังเมื่อท่านสิ้นพระชนม์แล้ว ตกเป็นได้ฝังโคลงจารึกนั้นในรัชกาลที่ ๔ แต่ไม่ก่อน พ.ศ. ๒๓๙๖ หรือจะมีมาแต่ครั้งรัชกาลที่ ๑ พร้อมกับรูปภาพก่อนกรมสมเด็จกรมพระปรมานุชิตฯ ทรงรุ่งโรจน์ในการแต่งโคลง
ฉันท์ แต่ก็ขัดในคำว่า “คุณเสือ” หรือจะได้โดยสมญานั้นก็จะมีมาแต่รัชกาลที่ ๑ แล้ว ด้วยพระเจ้าลูกเธอหลานเธอเรียกกันเช่นนั้นก็รู้กันดีอยู่แล้ว อีกประการหนึ่งโคลงที่จารึกไว้นั้น ก็เขียนในวิธีแปลกไปจากที่เคยเขียนใช้กันในรัชกาลที่ ๔ แต่จะทรงกวดขันขึ้นในการเขียนหนังสือเมื่อไรก็ยังหาเคยทราบไม่
รูปภาพที่ว่านั้นลงสีทับบนศิลาด้วย เช่นผ้านุ่งเขียนเป็นผ้าลาย จะลงสีมาแต่ก่อนหรือลงทีหลังไม่ทราบ เรื่องลงสีบนหินนั้นได้เคยสงสัยมาแล้ว เพราะเห็นที่ปรางค์พระมหาธาตุลพบุรี กับรูปภาพฉลักที่ระเบียงพระนครวัด ลางแห่งก็เห็นมีสีดินแดงทาไว้ที่พื้นในที่ลับ แต่จะทาเก่าหรือใหม่ไม่ทราบ ได้เคยถามความเห็นศาสตราจารย์ เซเดส์
ว่าเวลาปราสาทหินรุ่งเรืองอยู่นั้นเขาลงสีทับหรือไม่ แกเห็นว่าไม่ลง แต่ได้ไปเห็นพระระเบียงปราสาทหินที่เขาพนมรุ้ง ก่อด้วยหินทรายเขียวต่อกับหินทรายแดงกลางคัน จะเป็นด้วยทาหินอย่างเดียวกันไม่ได้ หรืออย่างไรไม่ทราบ แต่เห็นว่าถ้าไม่ลงสีแล้วก็ดูไม่ได้ มีใครคนหนึ่งได้เคยถามเกล้ากระหม่อมอย่างนั้นเหมือนกันแต่ลืมตัวเสียแล้ว เกล้ากระหม่อมก็ต้องตอบว่าไม่ทราบ
ลายพระหัตถ์
๔) ลายพระหัตถ์เวรลงวันที่ ๑๓ สิงหาคม ได้รับแล้วเมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคมโดยเรียบร้อย จะกราบทูลสนองต่อไปนี้
๕) ข้อที่ทรงสันนิษฐานถึงเรื่องเขียนจิงโจ้นั้น เห็นชอบว่าทรงพระดำริถูกเป็นแม่นมั่นทุกประการ เป็นแน่ว่าช่างเขียน “หงายท้อง” ถึงต้องเรียน มีคนเขาว่าเครื่องเรือนเรียกว่าจิงโจ้ เกล้ากระหม่อมก็ลาไม่เคยทราบเลยที่จักไม้ไผ่แขวนเปลเด็กเป็นพวงเรียกว่าจิงโจ้ เห็นว่า ตั้งใจจะทำรูปแมงมุมชนิดที่ยงโย่ยงหยกอยู่บนหลังน้ำเป็นแน่นอน
๖) พระดำรัสอ้างถึงทศกัณฐ์ ในเรื่องเขียนรูปพงศาวดารนั้น เป็นการต้องขนดที่เกล้ากระหม่อมเกลียดกวีอันมีปากพูดตามใจ จึงจะเพ้อกราบทูลในเรื่องทศกัณฐ์ไปอีก อันรูปทศกัณฐ์ซึ่งเราเขียนกันอยู่นั้นเขียนตามโขน หน้าโขนทศกัณฐ์นั้นเห็นว่าเขาคิดดีเต็มที ที่ทำมีหน้าใหญ่ให้เหมือนกับยักษ์สามัญตนหนึ่ง ส่วนที่มีหลายหน้านั้นทำซ้อนกันขึ้นไปแต่อยู่ในทรงชฎา ไม่ผิดจากที่กวีมีปากกล่าวไว้ แต่แขนก็เขียนเป็น
สองตามโขน เพิ่งจะเขียนครบ ๒๐ ครบตามกวีว่า เมื่อเขียนระเบียงวัดพระแก้วในรัชกาลที่ ๕ นี้เอง แขน ๑๐ นั้นถ้าเป็นรูปเขียนก็พอเขียนบังๆ กันไปได้ แต่ถ้าเป็นรูปปั้นแล้วก็หงายท้อง ต้องมีไหล่หนากว่าธรรมดา ๑๐ เท่าแขนจึงจะออกได้ ถ้าทำฝากกันไว้ก็เป็นแขนติ่งกระดิกไม่ได้ สหัสเดชะยิ่งไปใหญ่ มีหัวพันหนึ่ง มือสองพัน ทำไม่ได้เป็นอันขาดทั้งเขียนทั้งปั้น ที่ทำหน้าโขนกันก็เอาอย่างหน้าทศกัณฐ์ แต่เพิ่มขึ้นเป็น ๔ ชั้น มากกว่าทศกัณฐ์ขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง แม้กระนั้นยังขาดจำนวนพันอยู่มาก
๘) เรื่องเรือราวเทียน ที่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์แต่งหนังสือว่าเอาอย่างเรือหยวกเกล้ากระหม่อมก็ได้เคยอ่าน ที่ท่านว่ามาแต่รางสรงน้ำพระสงฆ์ก็เป็นอันหนึ่งในทางคิดเทียบเหมือนกัน แต่จะอย่างไรก็ดี เกล้ากระหม่อมได้ไปเห็นเข้าที่วัดเก่าในเมืองไชยา ชื่อว่าวัดอะไรจำไม่ได้อีกลำหนึ่ง เขาทำด้วยไม้นึกให้ใส่น้ำในลำเรือ เพื่อว่าเทียนหมดหรือเผากันล้มจะได้ดับไปเองเพราะตกน้ำ ได้จำมาทำไว้ที่ปฐมบรมราชานุรณ์ ๔ ลำ จะถูกแบบเดิมหรือไม่นั้นไม่คำนึงถึง
๙) ราชยานมีจำลองในกฎมนเทียรบาลนั้น เป็นของช่างเขาคิดทำ จะนั่งสบายหรือไม่สบายนั้นไม่ใช่ธุระของผู้ขี่ ถ้ารูปร่างเหมือนกูบช้างก็ตรงกับวอสีวิกานั่นเอง เสลี่ยงหิ้วเดิมก็คงเล็ก ที่เราเห็นคงขยายใหญ่แล้ว สำหรับหามโกศ ช่างไม่เหมาะเสียจริง ๆ ที่หามสองคน
๑๐) เรื่องหยุดนาฬิกาครั้งกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ นั้น ออกจะไม่ผิด ได้ยินเขาเล่าถึงเฮาส์ ออฟ ปาลิเมนต์ อังกฤษ ก็มีหยุดนาฬิกากันเหมือนกัน อนึ่งคำว่า “วิกาล” ทำไมมาตีเส้นกันเป็นว่าย่ำเที่ยง เกล้ากระหม่อมเห็นเป็นค่ำ เพราะมีคำพระท่านเทศน์บอกอุโบสถว่า “รตฺตึ ภุญเชถ วิกาลโภชนํ” แปลว่ากินเวลาค่ำเป็นวิกาลโภชน์ ตรงกับคำว่า “กินข้าวค่ำ” ที่เราพูดกัน ข้อนี้ได้เคยตั้งใจจะไปเถียงกับสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ ทีแรกไปตั้งกระทู้ถามท่านว่า “วิกาล” เป็นเวลาไร ท่านบอกว่าค่ำ เลยไม่
ได้เถียงกัน พระสาสนโสภณ (แจ่ม) ท่านก็เห็นว่าค่ำ ท่านบอกตัวอย่างว่าในภิกขุนีปาติโมกข์ก็มีว่า ภิกขุนีเข้าบ้านในเวลาวิกาลต้องอาบัติปาจิตตีย์ สังเกตเห็นเป็นเวลาค่ำ เป็นเวลาที่ใกล้อันตราย อย่างน้อยก็นินทา ถ้าความเห็นนี้เป็นถูก กรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ เสวยพ้นเวลาเที่ยงไปก็ไม่เป็นผิดเลย อันกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ นั้น
ปกติของท่านเป็นผู้ที่เรียบร้อยดุจคำว่า “ผ้าพับไว้” เป็นแน่นอน เคยยินกรมสมเด็จพระยาบำราบฯ ตรัสเล่าว่า ท่านเสด็จออกมาที่ประตูตำหนักพบหม้อตุ้งก่าเข้า ใครเอาไปทิ้งไว้ก็ไม่ทราบ ตรัสถามว่า “นี่เรไรของใคร”
๑๑) ไปเผาศพพระยาราชโกษา (จันทร์) พระยาอนุรักษ์เขามาต้อนรับที่รถจึงทักทายเขา และพูดถึงศพว่าเอาไว้นานเต็มที เขาบอกว่าเขาไม่เคยเห็นหน้าเลย ก็เป็นการไม่ประหลาด คนที่เป็นพระยาราชโกษาต่อพระยาอุทัยธรรม (หรุ่น) ในรัชกาลที่ ๖ นั้น
ทราบว่าชื่ออุ่น เป็นสกุลอื่นจริง แต่พระยาราชโกษาคนเดี๋ยวนี้คงเป็นลูกพระยาอุทัยธรรม (หรุ่น) พี่ชายพระยาอนุรักษ์ ตามพระดำรัสเรียกว่า บัตรดำ ทำให้นึกถึงเรื่องคุณมนตรี เมื่อออกไปเป็นข้าหลวงอยู่เมืองภูเก็ต พระยารัษฎาฯ (ซิมบี้) เคยเล่านิทานให้ฟังถึงเรื่องคุณมนตรีในครั้งนั้นหลายเรื่อง แต่ล้วนเป็นเรื่องเข้าใจผิดในคำพูดทั้งนั้น
เรื่องหนึ่งว่ากรมการเมืองภูเก็ตเขาจัดคนมาไว้ให้รับใช้คนหนึ่ง ชื่อนายศรีแก้ว วันหนึ่งคุณมนตรีจะแกงไก่ บอกนายศรีแก้วว่า “อ้ายศรีแก้ว ไปหามะพร้าวมาใบไป๊” นายศรีแก้วรับว่า “พ้ม” แล้วก็ไปลากเอาทางมะพร้าวมาให้ คุณมนตรีก็ฉุนว่าจะเอาลูกนิวิ่งไปเอาใบมาให้ ฝ่ายนายศรีแก้วก็ฉุน ว่าจะเอาลูกนิพูดว่าใบ เกล้ากระหม่อมนึกตัดสินในใจว่า ที่เราเรียกลูกมะพร้าวว่า “ใบ” นั้นพูดผิด แต่ที่ตรัสเรียกบัตรดำ เกล้ากระหม่อมเรียกใบดำนั้นไม่ผิด เพราะบัตรหรือใบก็หมายถึงแผ่นแบนๆ ด้วยกัน
๑๒) การคุ้นที่ตรัสถึงในการดับไฟมืดนั้น เป็นการจริงดั่งที่ตรัส ทูลกระหม่อมแดงเคยตรัสเล่าว่าเสด็จไปไหนที่ยุโรปก็ลืมเสียแล้ว ตรัสสั่งให้เขาหาที่ประทับไว้ถวาย เขาไปได้ที่ประทับใกล้ทางรถราง เสด็จไปพักอยู่ก็ฉุน เพราะเสียงดังโครมๆ ไปทุกเวลา จึงทรงจัดการหาที่ประรับทับใหญ่๑ แต่ในระหว่างซึ่งหาที่ประทับใหม่ยังไม่ได้นั้น ก็เลยคุ้นกับเสียงโครมๆ ไปเลยไม่ต้องย้าย
๑๓) ตามลายพระหัตถ์ซึ่งตรัสสั่งให้บอกขอบใจแม่โต ในการที่ส่งของออกมาถวายนั้นได้บอกแล้ว
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
๑. ต้นฉบับเป็นเช่นนี้ ↩
วันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ดร
บ้านซินนานอน ปีนัง
วันที่ ๒๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๓
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์เวรฉบับ ลงวันที่ ๒๐ สิงหาคม แล้ว คราวนี้เขาเอามาส่งวันเสาร์ที่ ๒๔ เวลาเช้า
สนองความในลายพระหัตถ์
๑) ที่หม่อมฉันส่งสมุดจดกันลืมไปถวายนั้น เป็นด้วยอ่านพระปรารภลืมมาในลายพระหัตถ์ถูกดังทรงคาด ว่าถึงลักษณะลืมดูต่างกันเป็น ๓ อย่าง
อย่างที่ ๑ ลืมสนิท อย่างนี้เห็นจะเป็นมีมาก ยกตัวอย่างที่ได้แก่ตัวหม่อมฉัน เพิ่งรู้สึกตัวเมื่อเร็วๆ นี้เรื่อง ๑ หม่อมฉันนึกปรารภที่ปีนังนี้เนืองๆ ว่าน่าจะรวมคำเด็กไทยร้องเล่นเช่น “จิงโจ้มาโล้สำเภา” เป็นต้น พิมพ์เป็นเล่มอย่างอังกฤษเรียกว่า Nursery Rhymes ของไทย นึกเสียดายที่ไม่ได้ทำเมื่อยังเป็นนายกราชบัณฑิตยสภา เมื่อ
หม่อมฉันเขียนวิจารณ์บทช้าลูกหลวงได้ขอบทเห่กล่อมที่หม่อมฉันเคยให้พิมพ์แล้วต่อพระยาอนุมาน เขาส่งออกมาอีกเล่ม ๑ ล้วนเป็นคำเด็กร้องเล่นทั้งนั้น เห็นในคำนำซึ่งหม่อมฉันเขียนไว้เอง จึงนึกได้ว่าหม่อมฉันได้เคยปรารภ และได้ให้รวมคำเด็กร้องเล่นพิมพ์ในสมุดเล่มนั้นแล้ว แต่เมื่อยังเป็นนายกหอพระสมุด ควรหรือลืมสนิทได้ถึงเพียงนั้น
อย่างที่ ๒ ลืมเพียงบางสิ่ง ซึ่งน่าจะเป็นด้วยกันโดยมากเหมือนกัน เช่นนึกถึงเรื่องอะไรเรื่อง ๑ จำโครงเรื่องได้บกพร่องแต่พลความ ครั้นจะสอบก็เกิดลืมว่าเคยเห็นในหนังสือไหน คิดค้นไม่ออกจนทอดธุระ บางทีจนช้านานจึงนึกได้ หรือไปค้นพบว่าอยู่นี่เอง เมื่อสิ้นกิจที่จะต้องการรู้เสียแล้ว
อย่างที่ ๓ ลืมศัพท์คือลืมชื่อคนเป็นต้น มีตัวอย่างเช่นกรมพระนเรศฯ ตรัสเล่าว่าท่านพบเจ๊สัวหญิงล้อม รู้ว่าเป็นใครแต่นึกชื่อไม่ออก ลืมอย่างนี้ก็มีแก่หม่อมฉัน เมื่อเร็วๆ นี้นึกถึงหลวงชัยอาญาที่เป็นพะทำมะรงทรงคุณอย่างวิเศษ อยู่เมืองนครปฐม หม่อม
ฉันเคยใช้สอยแกอยู่ช้านาน แต่เมื่อนึกขึ้นแล้วลืมชื่อตัว พยายามคิดค้นสักเท่าใดก็มีแต่คำอื่นโผล่ขึ้นในญาณ แต่รู้ว่าแกไม่ได้ชื่อนั้น จนต้องเลิกคิด ต่อมาในวันนั้นเองเวลาเข้านอนคำ “โพธิ” โผล่ขึ้นในญาณเฉยๆ โดยมิได้คิดค้น ดูก็น่าพิศวง แต่วิธีกันลืมนั้นจดลงไว้เป็นดีกว่าอย่างอื่นหมด
๒) ที่หม่อมเจิมเขาเอากะปิสิงคโปร์ไปฝากคุณโตนั้นหม่อมฉันไม่ทราบ แม้จนว่าทำกะปิที่เมืองสิงคโปร์ เห็นแต่เมื่อเตรียมจะกลับหาของกินและอะไรต่ออะไรไปหลายอย่าง หม่อมฉันก็ไม่ได้เอาใจใส่ไต่ถาม ในเรื่องของในท้องตลาดในเมืองปีนัง พวกผู้หญิง แม้ที่เป็นแขกมาพักเพียงสัปดาห์เดียวรู้ดีกว่าหม่อมฉันก็ว่าได้ เพราะเขาชอบ
เที่ยวตลาด ไปกันไม่เว้นวัน ไปวันละหลายหนก็มี แต่หม่อมฉันไม่ชอบไปตลาดจึงไม่รู้ว่ามีอะไรแปลกกับกรุงเทพฯ การกินนั้นหม่อมฉันก็เห็นพ้องกับพระดำริ ว่าคนสูงอายุไม่ควรชอบกินของแปลกและกินน้อยดีกว่ากินมากเกินไป ใช้สังเกตด้วยท้องเป็นประมาณ ถึงปากยังอยากท้องอิ่มก็ไม่กินต่อไป
๓) เรื่องโคลงคุณเสือขอลูกนั้น หม่อมฉันได้เขียนบันทึกความเห็นทูลบรรเลงถวายไปแล้วในจดหมายเวร ฉบับที่ผ่านกับลายพระหัตถ์ฉบับนี้ จะทูลเพิ่มเติมแต่ว่าหม่อมฉันเคยเห็นแผ่นศิลาจารึกโคลงนั้นติดอยู่ที่ใต้รูปภาพเด็ก น่าที่จะเคยหลุดตกเพราะ
คนไปแตะต้อง เห็นจะเป็นท่านมงคลเทพฯ (ใจ) ที่เอาไปติดเสียข้างหลังพระโลกนาถให้สูงพ้นมือคน แต่ตัวรูปภาพนั้นตามโคลงว่าเป็นเด็กชายรูป ๑ เด็กหญิงรูป ๑ เพราะฉะนั้นแสดงความว่าจะได้แต่ลูกชายหรือลูกหญิง หรือได้ทั้งลูกชายลูกหญิงก็ยินดีทั้งนั้น รูปภาพทั้ง ๒ นั้น หม่อมฉันเห็นว่าคงติดอยู่ตรงที่ติดเดี๋ยวนี้มาแต่รัชกาล
ที่ ๑ เพราะดูเหมาะกว่าที่อื่น และทำเป็นคู่จึงติดไว้ข้างพระฝ่ายละตัวให้คนเห็นง่าย ทั้งมีข้อสำคัญที่จะต้องให้ท่านผู้เป็นเจ้าของชื่นชมอนุโมทนาด้วย หม่อมฉันอยากจะเดาต่อไปอีกสักหน่อย ว่าชะรอยจะมีคนเชื่อกันมาแต่ในกรุงศรีอยุธยา ว่าอาจจะขอลูกต่อพระโลกนาถได้ คุณเสือคงอยากมีลูกมาก่อนสร้างวัดพระเชตุพนนานแล้ว ครั้นประสบเหตุที่เชิญพระโลกนาถมาประดิษฐานไว้ในวัดพระเชตุพนจึงกราบทูลปรารภที่จะขอลูกต่อพระโลกนาถ การที่สร้างรูปเด็ก ๒ รูปนั้น อาจจะเป็นพระราชดำริทรง
แนะนำก็เป็นได้ อย่างไรก็ดีเรื่องให้สร้างรูปเด็ก ๒ ตัวนั้น คงคิดกันแต่ในระหว่างพระราชดำริกับคุณเสือไม่มีใครอื่นเข้าไปเกี่ยวข้อง และไม่ได้อ้างโดยเปิดเผยว่าเป็นของคุณเสือสร้างขอลูก มีเรื่องทำนองเดียวกันปรากฏเมื่อรัชกาลที่ ๔ ว่าเจ้าจอมพุ่มไปอธิษฐานขอลูกต่อพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นพระพุทธชินราช กลับมามีพระราชธิดา ทูลกระหม่อมจึงพระราชทานนามว่า “พุทธประดิษฐา” แต่ออกทรพิษสิ้นพระชนม์เสียเมื่อต้นรัชกาลที่ ๕
๔) ปัญหาว่าลายจำหลักปราสาทหินที่เมืองเขมรลงสีหรือไม่นั้น เมื่อหม่อมฉันไปดูพระนครวัด เดินไปในระเบียงนึกสงสัยขึ้นด้วยฝ้าเพดานก่อน เพราะสังเกตหินที่วางเหลื่อมเข้าไปเป็นหลังคาดูครุคระไม่มีรอยทำให้เกลี้ยงเกลาอย่างไร จนไปเห็นฝ้า
เพดานทำด้วยไม้จำหลักประสานสีปิดทองมีอยู่ห้อง ๑ จะเป็นของทำใหม่หรือของเดิมเหลืออยู่รู้ไม่ได้แน่ แต่ลวดลายเข้ากับปราสาทหิน เห็นได้ว่าถ้าเป็นของใหม่ก็คงสร้างตามแบบเดิม จึงลงเนื้อเห็นว่าระเบียงพระนครวัดเดิมคงมีฝ้าเพดานทำด้วยไม้ ต่อนั้นไปเห็นภาพจำหลักที่บางแห่งดูเหมือนที่ซุ้มจระนำมีรอยสีติด แต่ก็รู้ไม่ได้ว่า
ใครจะไปลงสีในภายหลัง หรือลงสีแต่เดิม ทางสันนิษฐานก็มีเป็น ๒ นัย นัย ๑ ว่าแห่งใดเป็นที่ตากแดดกรำฝน แห่งนั้นทิ้งไว้เป็นเนื้อหิน แห่งใดอยู่ในร่มลงสีลวดลายจำหลักให้ดูงามขึ้น แต่ถ้าเป็นโดยนัยนี้ คราบสีคงยังเหลืออยู่ตามรูปภาพที่ผนังระเบียงมากกว่าที่มีอยู่จึงเห็นอีกนัย ๑ ว่าภาพจำหลักหินแม้อยู่ในร่มก็ทิ้งไว้เป็นเนื้อหินมิได้ลงสีมาแต่เดิม เพราะประสงค์จะอวดฝีมือจำหลักหิน ถ้าลงสีก็จะไปเหมือนกับภาพเขียนหรือปั้นซึ่งทำได้ง่ายๆ ปัญหาจึงอยู่เพียงขบไม่แตก
๕) รูปภาพเรื่องรามเกียรติ์ที่ระเบียงวัดพระแก้วนั้น เดิมเขาก็ไม่ได้เขียนทศกัณฐ์หรือภาพอื่นหลายแขนหลายมือ เว้นแต่ตรงตัวภาพทำปาฏิหาริย์เฉพาะตัว หม่อมฉันยังจำได้ว่าสมเด็จพระราชบิตุลาเป็นผู้สั่งให้เขียนแขนและมือมาก เมื่อท่านเป็นแม่กองการเขียนพระระเบียง ครั้งจะฉลองพร้อมกับงานสมโภชพระนครอายุครบ ๑๐๐ ปีในรัชกาลที่ ๕ ท่านเคยตรัสเล่าว่า ไปจำนนเมื่อเขียนรูปภาพสหัสเดชะ ช่างมิรู้ที่จะเขียน
แขน ๑๐๐๐ ได้อย่างไร ท่านจึงเอาคำ “พันธุ์” มาให้เขียนเป็นมือคนฝ่าย ๑ นิ้วครุฑฝ่าย ๑ คิดดูมันก็ไปเข้าเรื่องภาพสมมติ ดังหม่อมฉันเคยทูลไปแล้ว ถ้าปลงใจเสียว่าเขียนภาพสมมติก็อาจจะเขียนได้ทั้งให้งาม และให้ถูกใจคนดู แต่ที่จะให้เป็นทั้งภาพสมมติและให้เหมือนธรรมชาติด้วยมันพ้นวิสัยที่จะเป็นได้ ก็ชักยุ่งพาให้ภาพเลวลงเท่านั้น
๖) เรื่อง “วิกาล” จะหมายว่าเวลาบ่ายหรือเวลาค่ำนั้น ดูเหมือนพระเถรที่ได้พิจารณาหาหลักฐานในพระบาลี จะเห็นว่าเวลาค่ำทุกองค์ นอกจากข้อวินิจฉัยต่างๆ ที่ประทานมาในลายพระหัตถ์ ถ้าหม่อมฉันจำได้ถูกแม้ในนิทานปฐมบัญญัติสิกขาบทวิกาลโภชน์ก็เกิดแต่พระภิกษุเข้าไปบิณฑบาตในเวลาค่ำ มิใช่บ่าย แต่ที่ไม่มีพระเถระองค์ใดกล้ายกปัญหาเรื่องวิกาลขึ้นพิจารณานั้น เป็นเพราะเกิดเหตุครั้งต้องทำทุติย
สังคายนาเมื่อ พ.ศ. ๑๐๐ ด้วยภิกษุสงฆ์พวกวัชชีคามจะแก้พระวินัย ๑๐ วัตถุ จะให้พระฉันได้จนค่ำเป็นวัตถุอัน ๑ ใน ๑๐ วัตถุนั้น พระสงฆ์เกิดเห็นต่างกัน พวกพระสงฆ์ฝ่ายคณะพุทธสาวก อันเป็นชีต้นของนิกายหินยานลงเนื้อเห็นว่าวัตถุ ๑๐ ประการเป็นมิจฉาทิฐิ ยืนยันว่าบ่ายเป็นวิกาล ก็เหมือนปิดประตูวินิจฉัยมาแต่นั้น แม้สมเด็จพระมหาสมณกล้าทรงแก้ไขครั้ง ๑ ก็ไม่ตรงกับวินิจฉัยศัพท์วิกาล ทรงบัญญัติว่า “ภิกษุไข้ฉันอาหาร (เพื่อป้องกันความตาย) ได้ทุกเวลา”
๗) พระยาราชโกษา (จันทร์ วัชโรทัย) หม่อมฉันเคยได้ยินเรื่องประวัติของแกและยังจำได้เป็นเงาๆ อยู่แปลก ดูเหมือนจะเคยหลบเร่ออกไปอยู่มณฑลอีสานนาน พระยาอุทัยธรรม (หรุ่น) ก็ได้ไปกับบิดาแต่เมื่อยังเป็นเด็ก อยู่มาในกรมภูษามาลาไม่มีตัวเชื้อสายพระยาอุทัยธรรม (เพ็ชร์) ต้นสกุลวัชโรทัย ซึ่งเป็นผู้เชิญพระกลด พระบาท
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมาแต่ก่อนเสวยราชย์ ทูลกระหม่อมจึงโปรดให้ไปเที่ยวติดตามเอาตัวพระราชโกษา (จันทร์) กลับเข้ามารับราชการ หม่อมฉันจำได้ว่าเรื่องเป็นทำนองนี้ ถ้าท่านตรัสถามพระยาอุทัยธรรม (หรุ่น) ก็เห็นจะจดเล่าถวายด้วยความยินดี ดูเป็นเรื่องน่าเขียนรักษาไว้
ทูลเรื่องลืมเพิ่มเติม
๘) หม่อมฉันเขียนวิจารณ์ช้าลูกหลวง หม่อมฉันว่าไม่เคยเห็นฉันท์กล่อมเจ้าฟ้าซึ่งมีอยู่ในนั้น เมื่อส่งหนังสือนั้นไปแล้วนึกเฉลียวใจขึ้นมา ว่าในหนังสือประชุมฉันท์ดุษฎีสังเวยที่หม่อมฉันได้รวมให้หอพระสมุดฯ พิมพ์ไว้แต่ก่อน ดูเหมือนจะมีคำฉันท์กล่อม
ลูกหลวง จึงเขียนจดหมายไปขอหนังสือนั้นที่พระยาอนุมานราชธน เขาส่งมาให้ถึงหม่อมฉันเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๖ นี้ เปิดดูก็จริงๆ และความเดียวกันกับที่หม่อมฉันเขียนวิจารณ์ทูลเป็นตัวอย่าง ลืมอย่างที่ ๒ ที่ทูลอธิบายข้างต้นจดหมายนี้จึงต้องเขียนวิจารณ์แก้ใหม่ถวายมากับจดหมายนี้ ขอให้ทรงเปลี่ยนกระดาษเอาหน้า ๗๒ ของเดิมออกฉีกเสีย เอาใบที่ถวายใหม่เข้าแทน
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย