11 ส.ค. เวลา 02:53 • ธุรกิจ

🦐 อุตสาหกรรมกุ้งไทย: จากผู้นำตลาดโลก สู่โจทย์ใหญ่ของการปรับตัว

🔑 Key Takeaways:
• การส่งออกกุ้งไทยเริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะกุ้งแปรรูปที่หดตัวในช่วงต้นปี 2026 ตามความต้องการจากญี่ปุ่นที่ลดลง ขณะที่จีนยังเป็นตลาดสำคัญของกุ้งแช่แข็ง
• ไทยแข่งขันด้านราคาได้ยากขึ้น เนื่องจากเอกวาดอร์ อินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม มีต้นทุนต่ำกว่าและผลิตได้ในปริมาณมากกว่า
• มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและการตรวจสอบย้อนกลับกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการส่งออก แต่ปัจจุบันฟาร์มกุ้งไทยไม่ถึง 1% ได้รับการรับรองมาตรฐาน ASC
• การระงับนำเข้ากุ้งไทยชั่วคราวของมาเลเซียอาจทำให้กุ้งล้นตลาดและกดดันราคา โดยเกษตรกรในภาคใต้มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากที่สุด
• อนาคตของกุ้งไทยอาจไม่ได้อยู่ที่การผลิตให้มากที่สุดหรือขายให้ถูกที่สุด แต่อยู่ที่การยกระดับคุณภาพ สร้างสินค้ามูลค่าเพิ่ม และขยายตลาดใหม่
ครั้งหนึ่ง คุณภาพคือเหตุผลที่ทำให้ตลาดโลกเลือกกุ้งไทย
แต่วันนี้ คุณภาพเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกกุ้งรายสำคัญของโลก มีมูลค่าการส่งออกมากกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี และได้รับการยอมรับทั้งด้านคุณภาพ ความปลอดภัยทางอาหาร และความสามารถในการแปรรูป
แต่วันนี้ สภาพการแข่งขันเปลี่ยนไปแล้ว
เพราะผู้ซื้อไปไกลถึง "กุ้งตัวนี้มาจากไหน เลี้ยงอย่างไร และกระบวนการผลิตส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด"
เมื่อคู่แข่งสามารถผลิตได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่า ขณะที่ตลาดโลกให้ความสำคัญกับมาตรฐานความยั่งยืนมากขึ้น โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่เพียงว่าจะส่งออกได้มากเหมือนเดิมหรือไม่ แต่คือจะสร้างจุดแข็งใหม่อย่างไรในโลกที่การแข่งขันไม่ได้วัดกันแค่ปริมาณการผลิตอีกต่อไป
📉 การส่งออกเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว
ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า การส่งออกกุ้งแปรรูปของไทยแทบไม่เติบโตในปี 2025 ก่อนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงต้นปี 2026 โดยมีสาเหตุสำคัญจากความต้องการของตลาดญี่ปุ่นที่อ่อนแอลง
ในทางกลับกัน การส่งออกกุ้งแช่แข็งยังได้รับแรงหนุนจากตลาดจีน ทำให้ภาพการส่งออกของไทยเริ่มแตกต่างกันมากขึ้นในแต่ละตลาด
แม้จีนจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในช่วงที่ผ่านมา แต่ญี่ปุ่นยังคงเป็นตลาดพรีเมียมที่มีบทบาทต่อสินค้าซึ่งไทยมีความเชี่ยวชาญ เช่น กุ้งแปรรูปและผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม ดังนั้น การชะลอตัวของญี่ปุ่นจึงส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยโดยตรง
💰 การแข่งขันด้วยต้นทุนทำได้ยากขึ้น
ไทยกำลังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากเอกวาดอร์ อินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งมีทั้งต้นทุนการผลิตต่ำกว่าและกำลังการผลิตมากกว่า
สมาคมกุ้งไทยระบุว่า กุ้งไทยมีราคาสูงกว่ากุ้งจากเอกวาดอร์และอินเดียประมาณ 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากโรคระบาดในฟาร์ม เช่น โรคตายด่วน โรคจุดขาว โรคขี้ขาว และโรคหัวเหลือง ที่ทำให้ผลผลิตลดลงและต้นทุนการเลี้ยงเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ซบเซาและค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ทำให้ผู้นำเข้าระมัดระวังเรื่องราคามากขึ้น ส่วนความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ก็ผลักดันให้ผู้ส่งออกอินเดียเร่งขยายตลาดในจีนและประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย
กุ้งไทยจึงต้องเผชิญแรงกดดันทั้งจากอุปสงค์ที่ชะลอตัวและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในเวลาเดียวกัน
🌱 เมื่อมาตรฐานไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์อีกต่อไป
เมื่อการแข่งขันด้านราคาทำได้ยากขึ้น การยกระดับมาตรฐานจึงกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการสร้างความแตกต่าง
ผู้ซื้อในญี่ปุ่นและยุโรปให้ความสำคัญกับการผลิตอย่างยั่งยืนและการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น การรับรองมาตรฐานสากล เช่น Aquaculture Stewardship Council (ASC) จึงมีผลต่อการตัดสินใจสั่งซื้อ โดยเฉพาะในตลาดพรีเมียม
อย่างไรก็ตาม สมาคมการเพาะเลี้ยงกุ้งไทยระบุว่าฟาร์มกุ้งไทยไม่ถึง 1% ได้รับการรับรองมาตรฐาน ASC ซึ่งอาจกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการขยายตลาดในอนาคต
จากเดิมที่การแข่งขันวัดกันด้วยราคาและคุณภาพ วันนี้ผู้ผลิตจำเป็นต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ากระบวนการเลี้ยงมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม และสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าได้อย่างโปร่งใส
🚧 ความเสี่ยงจากการค้าระหว่างประเทศ
นอกจากการแข่งขันในตลาดโลกแล้ว ความไม่แน่นอนด้านการค้าระหว่างประเทศยังเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันที่อุตสาหกรรมกุ้งไทยต้องเผชิญ
ในเดือนมิถุนายน 2026 มาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้งห้าชนิดจากไทยเป็นการชั่วคราว หลังไทยเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบปลากะพงขาวจากมาเลเซีย เนื่องจากพบสารเคมี ยาปฏิชีวนะตกค้าง และปัญหาด้านการตรวจสอบย้อนกลับ
มาเลเซียนำเข้ากุ้งไทยประมาณ 70,000 ตันต่อปี และเป็นหนึ่งในสี่ตลาดส่งออกกุ้งรายใหญ่ที่สุดของไทย โดยมีความสำคัญต่อเกษตรกรในภาคใต้ เนื่องจากเป็นตลาดที่อยู่ใกล้และมีความต้องการกุ้งสดจากไทยสูง
หากไม่สามารถหาตลาดอื่นมารองรับได้ กุ้งที่เคยส่งออกอาจกลับเข้าสู่ตลาดภายในประเทศ ทำให้อุปทานเพิ่มขึ้น กดดันราคา และกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน ไม่ว่าจะเป็นโรงงานแปรรูป ผู้ผลิตอาหารสัตว์ ห้องเย็น และผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์
🔄 ทางออกอาจไม่ใช่การผลิตให้มากกว่าเดิม
นอกจากคุณภาพและมาตรฐานแล้ว อีกปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันคือ "การเข้าถึงตลาด"
หลังไทยสูญเสียสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) การส่งออกกุ้งไปยังสหภาพยุโรปลดลงจากประมาณ 60,000 ตันต่อปี เหลือเพียงประมาณ 200 ตัน
หากการเจรจา FTA ไทย–สหภาพยุโรปประสบความสำเร็จ อาจช่วยให้การส่งออกฟื้นกลับมาอยู่ที่ประมาณ 30,000–40,000 ตัน ขณะที่การเจรจา FTA กับแคนาดาและเกาหลีใต้ก็อาจช่วยเปิดโอกาสทางการค้าเพิ่มเติม
แม้อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน แต่ไทยยังมีจุดแข็งทั้งด้านความปลอดภัยทางอาหาร ระบบห่วงโซ่ความเย็น ความเชี่ยวชาญด้านการแปรรูป และชื่อเสียงด้านคุณภาพ
ในวันที่คู่แข่งสามารถผลิตได้ถูกกว่า การแข่งขันของกุ้งไทยจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การผลิตให้มากที่สุด แต่คือการทำให้กุ้งแต่ละตัวมีมูลค่ามากขึ้น
ตลาดโลกยังต้องการกุ้งคุณภาพดี แต่ปัจจุบันผู้ซื้อไม่ได้ตัดสินใจจากราคาเพียงอย่างเดียว หากยังพิจารณามาตรฐานการผลิต ความยั่งยืน ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ และความน่าเชื่อถือของผู้ผลิตควบคู่กันไป
หากไทยสามารถต่อยอดจุดแข็งด้านคุณภาพ ยกระดับมาตรฐานความยั่งยืน พัฒนานวัตกรรม และขยายตลาดส่งออกให้หลากหลายขึ้น อุตสาหกรรมกุ้งไทยก็ยังมีโอกาสรักษาบทบาทในตลาดโลกได้ แม้รูปแบบการแข่งขันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เรื่อง: พรปวีณ์ ธรรมวิชัย Economist, Bnomics
ภาพประกอบ: บริษัท ก่อการดี มีเดีย จำกัด
════════════════
Making Economics Easy for Everyone
เปลี่ยนเรื่องเศรษฐกิจให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน
════════════════
#อุตสาหกรรมกุ้ง #กุ้ง #ส่งออก #เศรษฐกิจไทย #ธนาคารกรุงเทพ #Bnomics #BBL #BangkokBank
โฆษณา