7 ชั่วโมงที่แล้ว • ธุรกิจ

บทเรียน Kongō Gumi ธุรกิจครอบครัวที่สืบทอดกันมา 1,400 ปี แต่จบลงด้วยการเป็นหนี้ท่วมหัว จากวิกฤติฟองสบู่

เชื่อไหมว่าในโลกนี้ มีบริษัทหนึ่ง ที่ก่อตั้งขึ้นมา ตั้งแต่ตอนที่เมืองโบราณศรีเทพ ยังมีคนอาศัยอยู่ อย่างเจริญรุ่งเรือง
แต่ในขณะที่ปัจจุบันนี้ เมืองศรีเทพ เหลือแต่ซากโบราณสถาน และถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ให้ทุกคนได้ไปเที่ยวชม
บริษัทที่เราจะพูดถึงในวันนี้ กลับยังคงทำธุรกิจอยู่ โดยไม่เคยหยุดมาตั้งแต่ตอนนั้น
2
นั่นคือ Kongō Gumi บริษัทรับเหมาก่อสร้างซ่อมแซมวัดและปราสาท ผู้สร้างอาคารสำคัญในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น เช่น ปราสาทโอซากะ ที่ตระกูลคงโง (Kongō) เป็นผู้ก่อตั้งและอดีตเจ้าของ
แต่จะเห็นได้ว่า เราใส่คำว่า “อดีต” ไว้ข้างหน้าคำว่าเจ้าของ เพราะหนึ่งในบริษัทที่เก่าแก่ที่สุดในโลกแห่งนี้ ไม่ได้อยู่ในมือของตระกูลคงโง ผู้ก่อตั้งอีกแล้ว
นั่นก็เป็นเพราะว่า พวกเขาได้เสียบริษัทแห่งนี้ไป จากวิกฤติฟองสบู่แตกของประเทศญี่ปุ่น ในช่วงทศวรรษ 1980 นั่นเอง
แล้วบริษัทที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกินกว่า 1,400 ปี ทำไมถึงตกไปอยู่ในมือของคนอื่นได้ ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ช่างไม้ 3 คนจากอาณาจักรแพ็กเจ ซึ่งต่อมาจะกลายมาเป็นประเทศเกาหลีในปัจจุบัน ได้ข้ามน้ำข้ามทะเลมายังเกาะญี่ปุ่น
1
เพื่อสร้างวัดพุทธขึ้นมาตามคำสั่งของเจ้าชายโชโตกุ ผู้เลื่อมใสในพุทธศาสนา ทว่าไม่สามารถหาช่างไม้ในแผ่นดินญี่ปุ่น ที่มีฝีมือมากพอจะสร้างวัดพุทธที่ซับซ้อน
1
ซึ่งหนึ่งในช่างไม้ 3 คนนั้นก็คือ คุณคงโง ชิเงมัตสึ (Kongō Shigematsu) ผู้ก่อตั้งบริษัท Kongō Gumi และตระกูลคงโง นั่นเอง
1
หลังจากผลงานการสร้างวัดพุทธแห่งแรก อย่างวัดชิเทนโนจิ ในจังหวัดโอซากะ
1
คุณชิเงมัตสึก็ได้เห็นโอกาสทางธุรกิจ จากความต้องการในการสร้างวัดขึ้นทั่วแผ่นดินญี่ปุ่น จึงตั้งบริษัท Kongō Gumi ขึ้นในปี ค.ศ. 578
1
ซึ่งตอนนั้นแผ่นดินไทยของเรา ยังอยู่ในสมัยอารยธรรมทวารวดี ที่ปัจจุบันนี้มีแหล่งโบราณคดีกระจายอยู่แทบจะทั่วประเทศไทย
1
โดยหลังจากนั้นบริษัทก็ได้รับงานก่อสร้างสำคัญ ๆ เช่น วัดโฮริวจิ ในจังหวัดนารา วัดโคยะซัง ในจังหวัดวากายามะ
1
และหนึ่งในงานที่ใหญ่ที่สุดคือการสร้างปราสาทโอซากะ สำหรับคุณโทโยโตมิ ฮิเดะโยชิ หนึ่งในสามวีรบุรุษผู้รวบรวมญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่น
โมเดลรายได้ของ Kongō Gumi นั้น นอกจากการสร้างวัด ศาลเจ้า หรือปราสาท ขึ้นมาใหม่
1
ก็คือการซ่อมแซมบูรณะเหล่าวัดที่เริ่มทรุดโทรมตามรอบเวลา รวมถึงการสร้างขึ้นมาใหม่ เมื่อถูกทำลายจากภัยธรรมชาติ หรือสงคราม
1
บริษัทผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนาน โดยรุ่งเรืองเป็นอย่างมากในสมัยโชกุนโทกูงาวะ ซึ่งกินเวลานานกว่า 260 ปี
1
โดยโชกุนตระกูลโทกูงาวะ เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และถวายปัจจัยสนับสนุนวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศอยู่เสมอ งานสร้างและซ่อมแซมวัดของ Kongō Gumi จึงมีอย่างไม่ขาดสาย
1
จนถึงช่วงยุคเมจิ ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงรัชกาลที่ 5 ในประเทศไทย ที่ต้องการให้ลัทธิชินโต เป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งทำให้เงินสนับสนุนวัดต่าง ๆ ลดน้อยลง
1
รวมไปถึงช่วงปี ค.ศ. 1927 ที่เกิดวิกฤติการเงินโชวะ ตามด้วยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ทำให้บริษัทต้องปรับตัวจากการสร้างวัด ไปทำโลงศพขายอยู่ช่วงหนึ่ง
1
ก่อนจะกลับมามีงานล้นมือ จากการซ่อมแซมวัด ศาลเจ้า และปราสาทที่เสียหาย เมื่อสงครามจบลง
2
ซึ่งสิ่งที่ทำให้บริษัทญี่ปุ่นเช่น Kongō Gumi สามารถอยู่รอดในหลากหลายวิกฤติได้นานขนาดนี้ หลัก ๆ แล้วก็มาจาก 3 สิ่งนั่นก็คือ
1. ทำในสิ่งที่ตนเองถนัด
โดยในเวลาปกติ บริษัท Kongō Gumi จะรับงานก่อสร้างเพียงแค่วัดและศาลเจ้า ที่ต้องการงานไม้อย่างประณีตเท่านั้น
1
ทำให้บริษัท สามารถโฟกัสไปที่คุณภาพของการทำธุรกิจได้อย่างเต็มที่ อย่างเช่น การฝึกปรือช่างไม้บางคน ที่อาจจะใช้เวลาเป็นเด็กฝึกงานนานเป็น 10 ปี ถึงจะถูกเลื่อนขั้นให้เป็น ช่างไม้ตัวจริง
1
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า บริษัทจะไม่เปิดรับเทคโนโลยีหรือทิศทางการทำธุรกิจใหม่ ๆ เลย
เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา บริษัทก็มีการปรับตัวอยู่บ่อยครั้ง
เช่น เริ่มก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยและสำนักงาน ในยุคสมัยเมจิ ที่รัฐบาลไม่ได้สนับสนุนศาสนาพุทธ
1
หรือการใช้เทคนิคสร้างอาคารด้วยปูนผสมไม้เป็นแห่งแรกในญี่ปุ่น รวมถึงเป็นบริษัทแรก ๆ ในญี่ปุ่น ที่ออกแบบการสร้างวัด ผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์
1
ซึ่งก็ล้วนเป็นการปรับกระบวนการทำงาน และนำเทคโนโลยีมาใช้ ในขณะที่ยังรักษาสิ่งที่ตัวเองถนัดโดยตลอดมา นั่นก็คือ การเป็นบริษัทก่อสร้างมาตรฐานสูง
1
2. เลือกผู้สืบทอดด้วยความสามารถ
1
เมื่อเทียบกับหลาย ๆ ธุรกิจครอบครัว บริษัท Kongō Gumi นั้นมีความยืดหยุ่นอย่างมากในการเลือกผู้สืบทอด
1
อย่างเช่น คุณคงโง โยชิซาดะ (Kongō Yoshisada) ผู้นำตระกูลรุ่นที่ 32 ก็ส่งต่อตำแหน่งผู้นำตระกูลให้กับน้องชายแทน เมื่อมองว่าลูกชายของตัวเอง ไม่เหมาะที่จะรับช่วงต่อ
1
หรือคุณคงโง โยชิเอะ (Kongō Yoshie) ผู้นำตระกูลรุ่นที่ 38 ผู้นำตระกูลหญิงคนแรกและคนเดียว ตลอด 1,400 ปีของบริษัท โดยเธอเป็นภรรยาที่มารับตำแหน่งต่อจากสามีที่เป็นผู้นำตระกูลคนก่อนหน้า
2
และสามารถพาบริษัทรอดพ้นจากภาวะข้าวยากหมากแพง ตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ พร้อมปรับโครงสร้างบริษัท
1
หรือผู้นำตระกูลรุ่นที่ 39 อย่างคุณคงโง โทชิทากะ (Kongō Toshitaka) ซึ่งเป็น “มุโคโยชิ” หรือเขยแต่งเข้าตระกูล ที่จะถูกเปลี่ยนสถานะเป็นลูกบุญธรรม พร้อมรับนามสกุลคงโง เพื่อสืบทอดกิจการต่อ
1
3. ส่งต่อเคล็ดลับการทำธุรกิจอย่างเป็นระบบ
เมื่อความรู้ของคนนั้น สามารถลืมเลือนไปได้ การจดบันทึกความรู้และภูมิปัญญาของผู้นำคนก่อนหน้าที่ได้ลองผิดลองถูกมาและสำเร็จ จึงเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับธุรกิจครอบครัว
1
โดยคุณโยชิซาดะ ผู้นำตระกูลรุ่นที่ 32 ก็ได้บันทึกคัมภีร์ประจำตระกูลไว้ ที่มีบทบัญญัติในการทำธุรกิจมากถึง 16 ข้อ ให้สมาชิกในครอบครัวยึดถือตลอดมา
หนึ่งใน 16 ข้อที่ว่านั้นก็คือ “เมื่อต้องทำเรื่องที่ไม่สามารถตัดสินใจด้วยตัวเอง ให้ปรึกษาคนในครอบครัว และตัดสินใจไปด้วยกัน”
3
ถึงตรงนี้ก็ดูไม่มีท่าที ที่บริษัทนี้จะหลุดมือไปจากตระกูลซึ่งสืบทอดมาอย่างยาวนานได้เลย
จนกระทั่งในช่วงทศวรรษ 1980 เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่เฟื่องฟูนั้น ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์เติบโตอย่างบ้าคลั่งตามไปด้วย จากแรงเก็งกำไร
คุณโทชิทากะ ผู้นำตระกูลรุ่นที่ 39 ก็กระโดดเข้าไปร่วมวงด้วย ผ่านการใช้บริษัทกู้เงินมาเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ เพื่อหารายได้ให้บริษัทเพิ่มเติม นอกเหนือจากการก่อสร้าง
แต่สุดท้ายในช่วงปลายของทศวรรษนั้น ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของญี่ปุ่นก็แตกออก ส่งผลให้ขาดทุนอย่างมหาศาล
ซ้ำเติมด้วยความต้องการในการก่อสร้างและซ่อมแซมวัด ซึ่งคิดเป็น 80% ของรายได้บริษัท ณ ตอนนั้น ก็ลดลงเรื่อย ๆ จนรายได้หดตัวลง
จนสุดท้ายในปี ค.ศ. 2006 บริษัท Kongō Gumi ก็เข้าสู่ภาวะล้มละลาย จากการมีหนี้ท่วมหัวกว่า 850 ล้านบาท
ก่อนจะได้บริษัท Takamatsu Construction Group ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของญี่ปุ่น เข้ามาซื้อบริษัท เพื่อรักษาบริษัทระดับตำนานของชาติ
และปิดฉากการสืบทอดธุรกิจอันยาวนานเกินกว่า 1,400 ปี ที่คุณคงโง มาซาคาสุ (Kongō Masakazu) ผู้นำตระกูลรุ่นที่ 40
 
จะเห็นได้ว่า แม้บริษัท Kongō Gumi แทบจะทำทุกอย่างตามที่ตำราบริหารธุรกิจครอบครัวหลายแห่งแนะนำ
ตั้งแต่ยอมปรับตัวตามยุคสมัย โดยไม่ละทิ้งความเชี่ยวชาญของตนเอง เลือกผู้สืบทอดด้วยความสามารถ ไม่ใช่สายเลือด รวมถึงถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้นำรุ่นเก่าก่อนอย่างเป็นระบบ
แต่สุดท้าย ธุรกิจอายุ 1,400 ปีนี้ก็ต้องจบลง ด้วยการที่ผู้นำตระกูล ต้องหารายได้เพิ่มเพื่อสร้างการเติบโตให้กิจการ ในวันที่ความต้องการสร้างวัดลดน้อยลงเรื่อย ๆ
จนไปทำสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัดอย่างการกู้หนี้มาเก็งกำไร และมองข้ามบัญญัติที่สำคัญของครอบครัวที่ว่า
1
“เมื่อต้องทำเรื่องที่ไม่สามารถตัดสินใจด้วยตัวเอง ให้ปรึกษาคนในครอบครัว และตัดสินใจไปด้วยกัน”
ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณโทชิทากะ สารภาพว่ารู้สึกเสียใจ ที่ตัดสินใจกู้หนี้ยืมสินโดยไม่ปรึกษาใคร ในหนังสือที่ตีพิมพ์เพียงหนึ่งวันหลังจากเขาเสียชีวิต
เรื่องนี้เองคงเป็นบทเรียนเตือนใจ ให้กับเจ้าของธุรกิจมากมายได้ว่า ไม่ว่าธุรกิจจะยิ่งใหญ่แค่ไหน หรือส่งต่อกันมาได้สักกี่รุ่น
สุดท้ายก็ต้องมีวันที่ธุรกิจต้องล้มหาย หรือกลายเป็นของคนอื่นได้เสมอ
เจ้าของธุรกิจจึงควรมี “มรณานุสติ” ให้กับกิจการของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อให้มองโลกในแง่ร้าย แต่เพื่อยอมรับให้ได้ว่า สักวันหนึ่งธุรกิจของเราต้องมีวันจบลงเสมอ
2
และถามตัวเองว่าเรามีแผนรองรับหรือไม่ ที่จะทำให้ตัวเราเองและครอบครัวยังอยู่ต่อได้ ในวันที่ต้องยอมปล่อยธุรกิจที่สร้างมากับมือ..
#WealthTransfer
#ธุรกิจครอบครัว
#ญี่ปุ่น
โฆษณา