Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
WealthThink
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 04:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ
ซื้อประกันแบบ Term แล้วเอาเงินส่วนต่างไปลงทุน สูตรสร้างตัว ที่ตำนานโคชการเงินแห่งสหรัฐฯ แนะนำ
นี่คือเหตุผลที่ทำให้หลายคนยอมจ่ายเบี้ยประกันตั้งแต่ปีละหลายหมื่นบาท ไปจนถึงหลักแสนบาท เพื่อซื้อประกันสะสมทรัพย์
เพราะได้ทั้งความคุ้มครอง ได้ลดหย่อนภาษี ได้ออมเงินไปในตัว และมีเงินคืนระหว่างทาง แถมเมื่อครบสัญญายังได้เงินก้อนกลับมาอีก
เนื่องจากมองว่าคุ้มกว่าการซื้อประกันที่จ่ายเบี้ยไปแล้วไม่ได้อะไรกลับคืนมา
แต่สำหรับ Dave Ramsey กูรูแก้หนี้และโคชการเงินชื่อดังแห่งสหรัฐอเมริกา เขากลับไม่แนะนำให้ซื้อประกันแบบนี้เลย
ทำไมกูรูด้านการเงินระดับโลก ถึงคิดสวนทางกับคนทั่วไป และเขามีคำแนะนำในการซื้อประกันอย่างไร เพื่อช่วยให้เราสร้างความมั่งคั่งได้มากขึ้น ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
สำหรับคนที่อาจจะยังไม่คุ้นชื่อ Dave Ramsey เขาคือกูรูด้านการเงินส่วนบุคคล ที่แทบทุกคนในสหรัฐอเมริกา จะรู้จักเขาในฐานะกูรูแก้หนี้
เขาเป็นผู้เขียนหนังสือขายดี เป็นพิธีกรรายการการเงินชื่อดัง The Ramsey Show และเป็นเจ้าของแนวคิด 7 Baby Steps ที่ช่วยให้คนนับล้านหลุดพ้นจากการเป็นหนี้
และเมื่อพูดถึงเรื่องประกันชีวิต Dave Ramsey จะย้ำเตือนผู้ฟังจนกลายเป็นกฎเหล็กข้อสำคัญเสมอว่า..
“อย่าใช้ประกันเป็นเครื่องมือในการลงทุนเด็ดขาด ให้แยกสองเรื่องนี้ออกจากกันอย่างชัดเจน”
เพราะในมุมมองของเขา ประกันสะสมทรัพย์ ประกันตลอดชีพ หรือประกันควบการลงทุน ต่างก็เป็นผลิตภัณฑ์ที่พยายามทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน
โดยนำค่าเบี้ยประกันที่เราจ่ายไปแยกเป็นสองส่วน
คือส่วนของความคุ้มครอง และส่วนของการลงทุน
ซึ่งโครงสร้างแบบนี้ มักจะมาพร้อมกับค่าธรรมเนียมที่ซ่อนอยู่ อีกทั้งผลตอบแทนที่บริษัทประกันนำไปลงทุนให้ก็มักจะต่ำกว่าการที่เราเอาเงินไปลงทุนเองโดยตรง แถมเงินยังไปจมอยู่เป็นเวลานานหลายปี
ดังนั้น ไม่ว่าประกันนั้นจะใช้ชื่อว่าอะไร ถ้ามีส่วนของการลงทุนรวมอยู่ด้วย Dave Ramsey ก็มักไม่แนะนำเลย
เพราะสำหรับเขา ประกันชีวิตมีหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือการโอนความเสี่ยงไปให้บริษัทประกัน เพื่อปกป้องความเสี่ยงของคนที่เรารัก
ส่วนหน้าที่ในการสร้างความมั่งคั่ง ทำให้เงินงอกเงย ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของการลงทุนโดยตรงดีกว่า
เขาจึงแนะนำให้ทุกคนซื้อประกันแบบ Term หรือประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา ที่คนไทยมักเรียกว่า ประกันชีวิตแบบจ่ายเบี้ยทิ้ง
ประกันประเภทนี้ไม่มีเงินคืน ไม่มีส่วนของการลงทุนเข้ามาเกี่ยวข้องเลย เบี้ยประกันที่เราจ่ายจะถูกนำไปซื้อความคุ้มครองเป็นหลัก
ทำให้เป็นประกันที่จ่ายเบี้ยถูก แต่ได้ความคุ้มครองสูงมาก จนสามารถซื้อความคุ้มครองหลักล้านบาทได้ ในราคาเบี้ยประกันแค่หลักพันต่อปีเท่านั้น
ถึงตรงนี้หลายคนก็อาจจะยังมีข้อสงสัยตามมาว่า..
1
แล้วถ้าเวลาผ่านไป 15 หรือ 20 ปี จนประกันแบบ Term หมดสัญญาลง เราจะไม่เสียผลประโยชน์ไปฟรี ๆ เหรอ ?
คำตอบของ Dave Ramsey คือ ไม่เลย..
เพราะเป้าหมายของประกันชีวิต คือการป้องกันความเสี่ยงในช่วงที่เรากำลังสร้างเนื้อสร้างตัว ยังมีภาระ และมีคนข้างหลังที่ต้องพึ่งพารายได้จากเรา
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภาระเหล่านี้ก็อาจค่อย ๆ ลดลง ลูกโตจนดูแลตัวเองได้ หนี้บ้านใกล้หมด จนไม่จำเป็นต้องพึ่งความคุ้มครองมากเหมือนเดิม
1
ซึ่งตลอดช่วงเวลานั้น ที่เราไม่ได้เอาเงินจำนวนมากไปจ่ายเบี้ยประกันราคาแพง แต่เลือกซื้อประกันแบบ Term ที่เบี้ยถูกกว่า แล้วนำเงินส่วนต่างในแต่ละเดือนไปลงทุนอย่างสม่ำเสมอ
หากสมมติว่า ลงทุนสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 10% ต่อปี ผ่านไป 20 ปี พอร์ตของเราก็อาจเติบโตเป็นเงินหลักล้าน จากพลังของดอกเบี้ยทบต้น
ถ้าประหยัดค่าเบี้ยได้เดือนละ 1,500 บาทแล้วนำไปลงทุน
จะมีพอร์ตการลงทุนประมาณ 1.14 ล้านบาท
ถ้าประหยัดค่าเบี้ยได้เดือนละ 3,000 บาทแล้วนำไปลงทุน
จะมีพอร์ตการลงทุนประมาณ 2.28 ล้านบาท
ถ้าประหยัดค่าเบี้ยได้เดือนละ 5,000 บาทแล้วนำไปลงทุน
จะมีพอร์ตการลงทุนประมาณ 3.80 ล้านบาท
ถ้าประหยัดค่าเบี้ยได้เดือนละ 10,000 บาทแล้วนำไปลงทุน จะมีพอร์ตการลงทุนประมาณ 7.60 ล้านบาท
นั่นเท่ากับว่า แม้ประกันแบบ Term จะหมดสัญญาลง เราก็ยังมีพอร์ตการลงทุนมูลค่าหลายล้านบาท ที่เติบโตขึ้นมาจากวินัยในการนำเงินส่วนต่างไปลงทุนของเราเอง
เบี้ยประกันที่จ่ายไปจึงไม่ใช่เงินที่เสียเปล่า เพราะมันเปรียบเสมือนค่าเช่า เพื่อซื้อความอุ่นใจในช่วงที่ยังมีภาระ พร้อม ๆ กับการปั้นพอร์ตการลงทุนให้ตัวเอง
โดย Dave Ramsey แนะนำให้เลือกความคุ้มครองประมาณ 15 ถึง 20 ปี เพราะมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ยาวพอ สำหรับการสร้างเนื้อสร้างตัว ผ่อนหนี้ และเลี้ยงดูลูกจนโตพอจะดูแลตัวเองได้
ส่วนทุนประกันชีวิตก็แนะนำที่ราว 10 ถึง 12 เท่าของรายได้ต่อปี เพื่อให้มั่นใจว่าหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น เงินก้อนนี้จะมากพอให้คนข้างหลังนำไปจัดการภาระต่าง ๆ และใช้ชีวิตต่อได้โดยไม่สะดุด
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงสูตรเบื้องต้นเท่านั้น เพราะแต่ละครอบครัวมีภาระและความจำเป็นไม่เหมือนกัน
โดยเราสามารถประเมินระยะเวลาความคุ้มครองและทุนประกันที่เหมาะสมของครอบครัวเรา ได้จากภาระค่าใช้จ่ายจริงที่กำลังแบกรับอยู่
เช่น ยอดหนี้สิน ค่าเล่าเรียนของลูกในอนาคต รวมถึงค่าใช้จ่ายจำเป็นสำหรับครอบครัว
แต่สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำก็คือ แนวคิดนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อเรานำเงินส่วนต่างไปลงทุนอย่างสม่ำเสมอและมีวินัยเท่านั้น
เพราะหากเราเลือกซื้อประกันที่เบี้ยถูกลง แต่กลับใช้เงินส่วนต่างจนหมด เมื่อความคุ้มครองสิ้นสุดลง เราก็อาจไม่เหลือทั้งประกันและพอร์ตการลงทุนมารับช่วงต่อ
ดังนั้น แก่นของคำแนะนำนี้จึงไม่ได้มีแค่การเลือกซื้อประกันที่ความคุ้มครองเท่ากันในราคาค่าเบี้ยที่ถูกลงเท่านั้น
สิ่งสำคัญคือ การใช้ประกันมาช่วยโอนย้ายความเสี่ยงในวันที่เรายังมีทรัพย์สินไม่มากพอ
ควบคู่กับการนำเงินส่วนต่างไปลงทุน เพื่อค่อย ๆ สร้างความมั่งคั่งของตัวเองขึ้นมาในระยะยาว
จนถึงวันที่แม้เราจะไม่มีความคุ้มครองจากประกันชีวิต เราก็ยังมีทรัพย์สินมากพอที่จะดูแลคนข้างหลังได้ต่อไป..
#WealthPreservation
#ประกัน
#ประกันชั่วระยะเวลา
References
-Life Insurance Is NOT an Investment - Dave Ramsey Rant ทางช่อง YouTube ของ The Ramsey Show Highlights
-
https://www.ramseysolutions.com/insurance/term-life-insurance?srsltid=AfmBOorclOPWJSyZiqFjHc2JS_mya6ty-EFej-pbMoMRhkF3iwOK8QV6&utm
หุ้น
การลงทุน
40 บันทึก
32
67
40
32
67
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย