Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
KOBAYASHI MARU : The Engineer's Vision
•
ติดตาม
11 ส.ค. เวลา 14:59 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
Ep.25 : ไอน์สไตน์ผู้นำทางหุ่นยนต์จิ๋ว และเคล็ดลับจากหลุมดำ
อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจากเพจFacebook SCIWAYS
https://www.facebook.com/share/p/1DWWpstbkZ/
คุณเคยมองดูฝุ่นละอองที่ลอยอยู่ในอากาศไหมครับ ?
ฝุ่นเล็กจิ๋วที่ผ่านระบบลมหายใจเราเข้าไปอย่างง่ายดาย จนทำให้เราฮัดชิ้วออกมา
ลองจินตนาการดูว่า ถ้าเราสามารถสร้าง "หุ่นยนต์" ที่มีขนาดเล็กกว่ากับฝุ่นพวกนั้น แล้วส่งมันเข้าไปในร่างกายมนุษย์ เพื่อวิ่งตามหลอดเลือดไปทำลายเซลล์มะเร็ง, ซ่อมแซมเส้นประสาทที่เสียหาย หรือปล่อยยารักษาในจุดที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ โลกของการแพทย์จะเปลี่ยนไปขนาดไหน?
ความฝันเรื่อง "หุ่นยนต์จิ๋วระดับนาโน" อยู่คู่กับวงการแพทย์และวิศวกรรมมาตลอดหลายทศวรรษ แต่จนถึงวันนี้ มันก็ยังเป็นได้แค่ความฝัน เพราะเราดันไปชนกับ "กำแพงทางฟิสิกส์" ขนาดมหึมาที่ไม่มีวันเอาชนะได้
หากท่านใดเคยผ่านตาบทความของผมใน Ep.18 : Photonics อาจจะพอจำเรื่อง "ข้อจำกัด 2 นาโนเมตร" ของชิปประมวลผลกันได้ นี่แหละครับคือตัวการสำคัญ การสร้างหุ่นยนต์ขนาดจิ๋วที่มีกลไกสามารถตัดเนื้อร้าย หรือปล่อยยาได้อย่างแม่นยำ อาจจะเป็นไปได้ในอนาคตอันใกล้นี้ แต่ปัญหาโลกแตกคือ เราจะ "บังคับทิศทาง" เจ้าหุ่นจิ๋วนี่ภายในร่างกายมนุษย์ได้ยังไง ?
ในสเกลที่เล็กระดับนั้น มันไม่มีพื้นที่เหลือให้เราติดตั้งสมองกล แบตเตอรี่ หรือเซนเซอร์นำทางเข้าไปในตัวหุ่นยนต์ได้เลย การจะคาดหวังให้หุ่นยนต์พวกนี้ เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เดินหน้า ถอยหลัง ลัดเลาะไปตามหลอดเลือดและเนื้อเยื่ออันซับซ้อนของร่างกายมนุษย์ราวกับมี "ระบบ GPS" ฝังอยู่ในตัว เป็นเรื่องที่แทบจะ "เป็นไปไม่ได้" ในทางวิศวกรรม
The Biological Kobayashi Maru
เมื่อเจอกับทางตันแบบนี้ วิศวกรจึงต้องเจอกับสถานการณ์แบบ "Kobayashi Maru" หรือแบบทดสอบที่ไม่มีทางชนะ ซึ่งเรามีทางเลือกอยู่ 2 ทาง
ทางเลือกที่ 1: ยอมจำนนกับกฎของระบบ
นั่นคือการดันทุรังพยายามย่อส่วนระบบนำทางและชิปประมวลผลให้เล็กลงไปอีก เพื่อยัดมันลงไปในหุ่นยนต์จิ๋วให้ได้ ซึ่งการันตีความล้มเหลว 100% เพราะมันขัดกับกฎทางฟิสิกส์พื้นฐาน (ชิปที่เล็กเกินไป อะตอมจะกระโดดข้ามกำแพงได้ ที่เรียกว่า Quantum Tunneling)
ทางเลือกที่ 2: เปลี่ยนกฎของเกม
ในเมื่อเรายัด "ระบบนำทาง" ลงไปในตัวหุ่นยนต์ไม่ได้ เราก็เปลี่ยน "สิ่งแวดล้อมรอบตัวมัน" ให้กลายเป็นเส้นนำทางแทนซะเลย
และผู้ที่มามอบกุญแจไขปริศนานี้ให้พวกเรา ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) อัจฉริยะผู้โด่งดังนั่นเอง
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)
สัมพัทธภาพทั่วไป และ Interstellar
คุณอาจจะสงสัยว่าแล้วทฤษฎีระดับจักรวาลของ ไอน์สไตน์ ไปเกี่ยวอะไรกับหุ่นยนต์จิ๋ว?
คำตอบซ่อนอยู่ใน "ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป" (General Relativity) อันโด่งดังของไอน์สไตน์
ทฤษฎีนี้ระบุไว้ว่า แรงโน้มถ่วง ไม่ใช่แรงดึงดูดแบบที่เราเคยเข้าใจ แต่เป็น ผลของการโค้งงอของกาลอวกาศ (spacetime) กาลอวกาศเป็นเหมือน ผืนผ้ายืดหยุ่นขนาดใหญ่ เมื่อเอาสิ่งของหนักๆ เช่น ดาวเคราะห์ หรือ ดวงอาทิตย์ วางลงไป ผืนนั้นจะบุ๋มลง เกิดความโค้ง
วัตถุอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ ก็เลยเคลื่อนที่ตามเส้นทางโค้งนั้น ไม่ใช่เพราะมีแรงดึงอะไรลึกลับ แต่เพราะมัน "ไหลไปตามความโค้ง" ของกาลอวกาศเอง วัตถุที่มีมวลมหาศาล (เช่น ดวงดาว หรือ หลุมดำ) จะทำให้อวกาศรอบๆ ตัวเกิดการ "โค้งงอ" เหมือนเราเอาลูกเหล็กไปวางบนเตียงสปริง
ไม่เว้นแม้กระทั่ง "เวลา" ก็หลีกหนีความโค้งงอนี้ไปไม่ได้เช่นกัน ในบริเวณที่กาลอวกาศถูกบิดโค้งงอมากๆ เช่น ใกล้หลุมดำหรือวัตถุที่มีมวลมาก เวลาเองก็จะ "ไหลช้าลง" เวลาจะเดินช้าลงเมื่อเทียบกับบริเวณที่แรงโน้มถ่วงน้อยกว่า (คนที่อยู่ใกล้หลุมดำ จะสัมผัสเวลาไม่เหมือนคนที่อยู่ไกลออกมา)
การโค้งงอของกาลอวกาศ (Spacetime Curvature)
และเมื่อแสงเดินทางข้ามจักรวาลมาเฉียดบริเวณนี้ แสงจะเลือกเดินทางในเส้นทางที่สั้นที่สุดเสมอ เรียกว่า เส้นจีโอเดสิก (Geodesic) ปรากฏการณ์นี้ทำให้เรามองเห็นแสงถูก "ดัดให้โค้ง" ไปตามแรงโน้มถ่วง
สำหรับเส้นจีโอเดสิกบนผิวโลกที่มีชื่อเรียกว่า เกรทเซอร์เคิล (Great Circle) มันคือเส้นทางที่สั้นที่สุดระหว่างจุดสองจุด จุดที่ว่านี้ก็คือระยะห่างระหว่างสองสนามบินใดๆบนพื้นโลก ซึ่งมันจะถูกกำหนดให้เป็นเส้นทางบินหลักโดย เนวิเกเตอร์ (Navigator) หรือผู้นำทางของสายการบินที่มักจะบอกให้นักบินได้เลือกใช้เส้นทางบินนี้
ถ้าคุณรู้สึกว่าหลักการนี้มันคุ้นๆจัง ใช่เลยครับ มันคือหลักการเดียวกับภาพหลุมดำ "Gargantua" (กาแกนทัว) ในภาพยนตร์เรื่อง Interstellar เป๊ะๆ วงแหวนแสงสว่างจ้าที่เราเห็นโอบล้อมทั้งด้านบนและด้านล่างของหลุมดำ แท้จริงแล้วคือแสงจากก๊าซด้านหลังของหลุมดำ ที่ถูกแรงโน้มถ่วงมหาศาล "ดัด" ให้โค้งอ้อมมาเข้าตาเรานั่นเอง นี่คือความสมจริงระดับมาสเตอร์พีซที่อิงหลักฟิสิกส์ล้วนๆ
"Gargantua" - Interstellar (2014)
Microscopic General Relativity : จับไอน์สไตน์มาย่อส่วน - จากจักรวาลวิทยาสู่ห้องแล็บ
ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย (University of Pennsylvania) จึงได้นำคอนเซปต์ระดับจักรวาลเรื่องการโค้งงอของแสงในอวกาศนี้ มาย่อส่วนลงในห้องทดลอง
พวกเขาเปลี่ยนตัวหุ่นยนต์จิ๋วให้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ (มีแผงโซลาร์เซลล์ที่หัวและท้าย) จากนั้นก็สร้าง "แผนที่แสง" (Light Map) หรือกาลอวกาศเทียมขึ้นมา
ความเจ๋งของคอนเซปนี้คือ การเอาทฤษฎีของสิ่งที่ "ใหญ่ที่สุดในจักรวาล" (หลุมดำและกาลอวกาศ) มาใช้กับสิ่งที่ "เล็กที่สุด" (หุ่นยนต์จิ๋ว) ซึ่งดันเข้ากันเป๊ะกับคอนเซปปรัชญาหยิน-หยาง "ความมืดและแสงสว่าง" ที่คราวนี้ลงไปเล่นกันในสเกลเล็กจิ๋วระดับนาโนเมตรเลยล่ะครับ
1) จุดเป้าหมาย จะถูกทำให้ "มืดสนิท" ทำหน้าที่เสมือน "หลุมดำ" ที่มีแรงโน้มถ่วงคอยดึงดูด
ความมืด (หยิน) = หลุมดำ/แรงดึงดูด : จุดหมายปลายทางจะถูกทำให้เป็นจุดที่มืดที่สุด (เปรียบเสมือนหลุมดำที่มีแรงโน้มถ่วงมหาศาล)
2) กำแพงหรือสิ่งกีดขวาง จะถูกฉายแสงให้ "สว่างจ้า" ทำหน้าที่เป็นแรงผลัก
ความสว่าง (หยาง) = กำแพง/แรงผลัก : แผงโซลาร์เซลล์เปลี่ยนแสงเป็นแรงขับ (Electrokinetic) เมื่อฝั่งหนึ่งของหุ่นยนต์โดนแสงสว่างจ้า มอเตอร์ฝั่งนั้นจะหมุนแรงกว่า ทำให้ตัวหุ่นยนต์หักเลี้ยวหนีแสงโดยอัตโนมัติ
หุ่นยนต์จะถูกสภาพแวดล้อมที่สว่างกว่า "บีบ" ให้มันค่อยๆ ไถลลงไปสู่จุดที่มืดที่สุดโดยสัญชาตญาณทางฟิสิกส์
เมื่อปล่อยหุ่นยนต์ลงไป มันจะไม่ได้คิดอะไรเลย มันแค่พยายามพุ่งไปข้างหน้า แต่ด้วยความแตกต่างของแสงและเงา จะทำให้มอเตอร์ซ้ายขวาทำงานไม่เท่ากัน
ผลก็คือ ตัวหุ่นยนต์จะค่อยๆ ถูก "ดัดทิศทาง" ให้หักเลี้ยวหลบสิ่งกีดขวาง ลื่นไหลไปตามเส้นทางแสงและเงา จนพุ่งตกลงสู่จุดที่มืดที่สุด (หลุมดำเป้าหมาย) ได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องมีชิปประมวลผลเลยแม้แต่ตัวเดียว
ลองจินตนาการถึงอนาคตที่หมอฉีดหุ่นยนต์พวกนี้เข้าร่างกาย แล้วใช้ "แสงเลเซอร์" ฉายนำทางผ่านผิวหนัง เพื่อสร้างบ่อแรงโน้มถ่วงเทียม ดึงดูดให้หุ่นยนต์วิ่งไปทำลายเซลล์มะเร็งได้เองโดยไม่ต้องมีรีโมทบังคับ นี่มันเทคโนโลยีสุดล้ำระดับหนัง Sci-Fi ชัดๆเลยล่ะครับ
บทสรุป Ep.25 สไตล์ Kobayashi Maru
นี่คือวิวัฒนาการของความงดงามทางวิศวกรรมอย่างแท้จริง มันคือการประยุกต์ใช้ "ความรู้ข้ามสายพันธุ์" (Cross-Domain Transfer) และ "ความสร้างสรรค์แบบผสมผสาน" (Combinatory Creativity) โดยนำเอาทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ มาแก้ปัญหาคอขวดให้กับวิศวกรระดับไมโครได้อย่างลงตัว"
มันสอนให้เรารู้ว่า บางครั้งเมื่อเราเจอกำแพงที่ข้ามไม่ได้ การ "เปลี่ยนสภาพแวดล้อม" อาจจะง่ายกว่าการพยายามเปลี่ยนตัวเองก็ได้นะ (ฮา...🤣)
อภิธานศัพท์ Ep.25 | Kobayshi Maru Glossary
1) การโค้งงอของอวกาศ (Spacetime Curvature)
ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ไอน์สไตน์เสนอว่าอวกาศและเวลาไม่ได้เป็นฉากหลังที่แบนราบและว่างเปล่า แต่เป็นโครงสร้างที่เรียกว่า "กาลอวกาศ" (Spacetime)
วัตถุที่มีมวลมหาศาลจะทำให้ผืนกาลอวกาศนี้ยุบตัวหรือโค้งงอ คล้ายกับการวางลูกตุ้มน้ำหนักลงบนผืนผ้าใบที่ขึงตึง ความโค้งงอของโครงสร้างนี้เองที่เราสัมผัสและเรียกมันว่า "แรงโน้มถ่วง"
2) เส้นจีโอเดสิก (Geodesic)
โดยปกติแล้วเส้นทางที่สั้นที่สุดในอวกาศที่แบนราบ เส้นทางที่สั้นที่สุดระหว่างจุดสองจุดก็คือเส้นตรง คล้ายที่เราเคยเรียนเรื่อง "การกระจัด" ในฟิสิกส์ม.ปลายนั่นแหละครับ
แต่เมื่ออวกาศถูกทำให้โค้งงอเนื่องจากมวลมหาศาล แสงหรือวัตถุที่เดินทางผ่านบริเวณนั้นจะเคลื่อนที่ไปตามความโค้งของอวกาศตามธรรมชาติ (กลายเป็นวิถีโค้ง) แม้ว่าในมุมมองของแสงเอง มันกำลังเดินทางเป็นเส้นตรงอยู่ก็ตาม นึกภาพคล้ายๆกับเครื่องบินที่บินเป็นเส้นตรงจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง แต่เมื่อดูบนลูกโลก จะเห็นว่าเส้นทางการบินนั้นโค้งไปตามความโค้งของขอบโลกนั่นเอง
เทคโนโลยี
อวกาศ
ความรู้รอบตัว
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย