11 ส.ค. เวลา 22:47 • หนังสือ

วิจารณ์เห่ช้าลูกหลวง

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์
เมื่อครั้งข้าพเจ้ายังเป็นตำแหน่งนายกหอพระสมุดสำหรับพระนคร ได้รวบรวมบทกลอนสำหรับเห่กล่อมพระเจ้าลูกยาเธอที่ยังทรงพระเยาว์ให้พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙ เล่ม ๑ ต่อมาได้รวมบทกลอนสำหรับกล่อมเด็กในพื้นเมืองพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๓ อีกเล่ม ๑ แต่นั้นมาจนถึงบัดนี้นับเวลาได้ ๒๐ ปี มาพบบทกลอนสำหรับ​เห่กล่อมอีกพวกหนึ่งซึ่งยังไม่เคยพิมพ์ เรียกว่า “ช้ากล่อมลูกหลวง” สำหรับเห่กล่อมพระเจ้าลูกยาเธอที่ยังทรงพระเยาว์เหมือนกัน แต่เป็นบทชั้นเก่าก่อนบทเห่ที่รวมพิมพ์
ไว้ แต่งเป็นกาพย์สั้นเพียงบทละคำก็มี เป็นกาพย์ยาวอย่างเดียวกับที่พิมพ์แล้วก็มี แต่งเป็นฉันท์อย่างดุษฎีสังเวยก็มี เผอิญในคราวเดียวกับพบบทเห่กล่อมที่ว่ามา ข้าพเจ้าพบหนังสือเก่าอีกเรื่อง ๑ เรียกว่าตำรา “พิธีสมโภชเจ้าฟ้าขึ้นพระอู่” เมื่อประสูติแล้วได้เดือนหนึ่ง สังเกตดูเป็นแบบพิธีกรุงกรุงศรีอยุธยา อันมีบทเห่ช้ากล่อมลูกหลวงอยู่ในตำรานั้นด้วย ๒ บทเข้าเค้าเดียวกับบทเห่ที่พบใหม่ สังเกตเห็นประวัติของบทเห่ทั้งปวงจึงเขียนวิจารณ์ต่อไปนี้
พิธีสมโภชขึ้นพระอู่
สิทธิการิยะ ตำราสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอจะขึ้นพระอู่ทอง ให้เจ้าพนักงานแต่งเสาพระอู่่ทอง ยอดเสาเม็ดนั้นลงรักปิดทอง ลำเสาแลฐานนั้นทาชาดเอามาส่งให้ชาววัง ๆ ยกเข้าไปตั้งในที่เสด็จขึ้นพระอู่นั้น แล้วเจ้าพนักงานชาวในไปเชิญเอาพระอู่ทองมาจากเจ้าพนักงานมาแขวนที่เสาพระอู่ สายแขวนสายชักแล้วด้วยไหม ๓ เกลียว แล้ว
พนักงานแต่งบายศรีทอง ๒ สำรับเครื่องบายศรีครบแล้วตั้งแว่นเวียนเทียนเครื่องนมัสการบูชา ได้เพลาฤกษ์ดีแล้วให้ชีพ่อพราหมณ์โหราพฤฒาจารย์อ่านพระเวทพระมนต์ บูชาเทวดา ​แล้วจึงเชิญเสด็จพระราชกุมารพระราชธิดา ขึ้นพระอู่ทอง แล้วให้พระพี่เลี้ยง พระแม่นม ช้าข้างละ ๗ ท่า ช้ากล่อมข้างละ ๗ คำ บทต้นว่าคนละคำว่า
“หลับไม้หลับไล่ หลับพระไพรใบเขียว”
“หลับพระเนตรผู้บุญเรือง หลับเขาพระสุเมรุราช เอย”
“หลับไม้หลับไล่ หลับพระไพรใบเขียว”
“หลับพระเนตรแต่พระองค์ผู้เดียว หลับเขาพระสุเมรุราช เอย”
แล้วให้สมโภชเวียนเทียนโดยทักขิณาวัฎ ๗ รอบ ๙ รอบ ๑๑ รอบ แล้วให้เชิญพระราชกุมาร พระราชกุมารี ลงจากพระอู่ เชิญเสด็จขึ้นพระอู่ผ้า แกว่งช้าไปตามประเพณีบูราณเถิด ธรรมเนียมบูราณราชประเพณีโหราและพราหมณ์ ให้รับพระราชทานผ้าขาวคนละผืนเงินคนละ ๖ (บาท) ตามประเพณีแต่ก่อน แล.
บทเห่ช้าลูกหลวงแบบกรุงศรีอยุธยา
บท “เห่ช้ากล่อม” ที่ปรากฏในตำราสมโภช เป็นตัวอย่างบทเห่กล่อมลูกหลวงเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา แต่งเป็นกาพย์อย่างสั้นๆ เสมอคำละบท บทเห่กล่อมที่ข้าพเจ้าพบใหม่ มีแต่งเป็นกาพย์อย่างสั้นๆ เหมือนกับบทเห่ครั้งกรุงศรีอยุธยาอยู่พวก ๑ เห็นได้ว่าเป็นบทเห่แบบเก่ากว่าเพื่อน ดังรวมมาลงไว้เป็นเบื้องต้นต่อไปนี้
​อย่างแต่งด้วยกาพย์ยานี
๑ พระยอดเยาวเรศ เสด็จประเวศสีขริน
ฝูงวิหคโบยบิน ถวายโฉมพระทูลกระหม่อม เอย
๒ พระยอดเยาวราช เสด็จประพาสหิมวา
ชมฝูงมยุรา ถวายพระทูลกระหม่อม เอย
๓ ขึ้นเขาสูงสุด พบพระยาครุฑทั้งคู่
ยืนเยี่ยมหยัดอยู่ ทั้งคู่พระทูลกระหม่อม เอย
๔ ข้ามห้วยเหวผา พบพระยาสุบัณ
ทรงเครื่องรังสรรค์ ค้อนเนตรพระทูลกระหม่อม เอย
๕ พระยอดเยาวเรศ เสด็จประเวศขึ้นรถ
พบพระดาบส ถวายพรพระทูลกระหม่อม เอย
๖ พระยอดเยาวลักษณ เสด็จหยุดพักร่มไทร
พระพายชายไป สำราญพระทัยทูลกระหม่อม เอย
๗ พระยอดเยาวเรศ เสด็จประเวศรถทรง
ชมนกไม้ไพรระหง สั่งดงพระทูลกระหม่อม เอย
๘ พระทูลกระหม่อม จะถวายกล่อมให้บรรทม
ไสยาสน์เสวยนม บรรทมที่เหนือพระกรง เอย
๙ บรรทมให้หลับ จะเอาพัดมาอยู่งาน
กล่อมเกลี้ยงเสียงหวาน แสนสำราญพระทูลกระหม่อม เอย
​๑๐ พระทูลกระหม่อม พร้อมหน้าถวายพร
จงเจริญพระชนม์ก่อน ถวายพรพระทูลกระหม่อม เอย
๑๑ พระทูลกระหม่อม พร้อมหน้าถวายชัย
จงเจริญพระชนม์ไป ถวายชัยพระทูลกระหม่อม เอย
๑๒ พระทูลกระหม่อม พระมังสังหอมเหมือนลูกอิน
จูบแล้วมิรู้สิ้น ลูกอินพระทูลกระหม่อม เอย
๑๓ พระทูลกระหม่อม พระมังสังหอมเหมือนลูกจันทน์
จูบแล้วก็รับขวัญ กลิ่นจันทน์พระทูลกระหม่อม เอย
๑๔ พระทูลกระหม่อม พระมังสังหมอเหมือนเนื้อไม้
จูบแล้วมิรู้หาย เสียดายพระทูลกระหม่อม เอย
๑๕ พระยอดมิ่ง แม้ฟ้ามีกิ่งจะวางไว้
น้อยใจด้วยฟ้าหามีไม่ แสนเสียดายพระทูลกระหม่อม เอย
๑๖ พระยอดเยาวนารี สถิตย์ที่พระกรงทอง
ทรงสดับซึ่งขับร้อง แซ่ซ้องพระทูลกระหม่อม เอย
๑๗ พระยอดเยาวธิดา เสด็จไสยาให้ชื่นบาน
ข้าบาทจะขับขาน แสนสำราญพระทูลกระหม่อม เอย
๑๘ พระเยาวแน่งน้อย พระนมคอยประคององค์
พี่เลี้ยงเคียงพระกรง ถนอมพระทูลกระหม่อม เอย
๑๙ พระยอดเยาวยุพิน พร้อมสิ้นตุ๊กตา
ข้าบาทจัดเอามา คอยท่าพระทูลกระหม่อม เอย
๒๐ พระยอดสมรมิ่ง มีทุกสิ่งต่างต่างกัน
บรรทมตื่นจะชื่นหรรษ์ เกษมสันต์พระทูลกระหม่อม เอย
๒๑ พระยอดเยาวอนงค์ ที่ในกรงล้วนปักษา
น่ารักนั้นนักหนา เสียงจ้าพระทูลกระหม่อม เอย
๒๒ พระทรามสงวน ประคองนวลมิให้หมอง
ผงนิดไม่ติดต้อง ค่อยประคองพระทูลกระหม่อม เอย
๒๓ พระสุดสวาดิ แสนฉลาดอยู่ทั้งองค์
ได้ชมชิดก็พิศวง รูปทรงพระทูลกระหม่อม เอย
๒๔ พระยอดกษัตรีย์ มิได้มีสิ่งใดขัด
งามสิ้นสารพัด สันทัดพระทูลกระหม่อม เอย
๒๕ พระสุดที่รัก วงพระพักตร์ดังดวงเดือน
หาไหนจักได้เหมือน อย่างเดือนพระทูลกระหม่อม เอย
๒๖ พระสายสมร แดดร้อนอย่าจรลี
พระพักตร์จะหมองศรี พันปีทูลกระหม่อม เอย
๒๗ พระเยาวฤาสาย เวลาบ่ายจึงเที่ยวเล่น
ลมเรื่อยมาเฉื่อยเย็น เที่ยวเล่นทูลกระหม่อม เอย
๒๘ พระยอดขัติยาหญิง ชมมิ่งไม้ดก
บ้างผลิผลหล่นตก นกจิกพระทูลกระหม่อม เอย
๒๙ พระยอดยุพเยาว์ ชมเสาวคนธชาติ
ที่ดอกแดงเดียรดาษ ขาวสะอาดพระทูลกระหม่อม เอย
​๓๐ พระเยาวชาเยศ ทอดพระเนตรชมนกไม้
เย็นลงไรไร กลับเข้าไปพระทูลกระหม่อม เอย
๓๑ พระงามประเสริฐ สรงน้ำเสียเถิดให้สบาย
พระญาติทั้งหลาย ประคองกายพระทูลกระหม่อม เอย
๓๒ พระสุดถนอม พร้อมด้วยมโหรี
โทนทับกระจับปี่ เฉลิมศรีพระทูลกระหม่อม เอย
๓๓ พระทูลกระหม่อม พร้อมกันถวายพร
ศรีสวัสดิสถาวร ลือขจรพระทูลกระหม่อม เอย
๓๔ พระโฉมเฉลาเอย เสด็จมาเนาในวังเวียง
สาวสุรางค์เรียงรายถวายเสียง ส่งสำเนียงแสนเสนาะเพราะพริ้ง เอย
๓๕ พระยอดเยาวหญิง สรรพสิ่งจะงามพิศ
อย่าอ้อนองค์ทรงปทมภิรมย์สนิท ในพระอู่อันวิจิตรกระจกจำหลัก เอย
๓๖ พระภาคิไนยหลวง กำเนิดในดวงดอกสารภี
แสนสนิทชิดชมประสมศรี พระวงศานารียินดี เอย
๓๗ พระเยาวลักษณ ประไพพักตร์เพียงศศิธร
งามขนงวงเนตรพระเกษกร เหมือนอัปสรไกรลาศยาตรมาเอย
​๓๘ พระยอดเยาวอนงค์ อย่าวิโยคโศกทรงกรรแสงเศร้า
ประทมตื่นแล้วจะได้ขึ้นเฝ้า พระเกล้าของทูลกระหม่อม เอย
๓๙ พระศรีสวัสดิ์ งามพระรูปจำรัสเจริญครบ
ในสรวงสวรรค์ชั้นฟ้าเที่ยวหาจบ ไม่งามลบพระทูลกระหม่อม เอย
๔๐ พระสายสมร ซึ่งทรงอาวรณ์จงวายเว้น
ลดพอสุริยาเพลาเย็น จะทรงเล่นกับข้าหลวง เอย
๔๑ พระยอดเยาวเรศ เฉลิมเนตรฝูงอนงค์
เสด็จมาให้ชมสมประสงค์ พระญาติวงศ์แวดล้อมถนอม เอย
๔๒ เชิญประทมภิรมย์ถนอม สดับช้ากล่อมกลอนประทาน
พระโปรดประดิษฐ์ลิขิตสาร ทรงบรรหารให้มาร้องฉลอง เอย
อย่างแต่งด้วยกาพย์ฉบัง
๔๓ พระพายพัดเรื่อยเฉื่อยมา หอมกลิ่นมาลา
ถวายพระทูลกระหม่อม เอย
๔๔ วิหคร้องก้องในดง อีกทั้งฝูงหงส์
ถวายองค์พระทูลกระหม่อม เอย
๔๕ นกแก้วจับจิกลูกจันทน์ โอฐแดงแสงฉัน
เกษมสันต์พระทูลกระหม่อม เอย
​๔๖ ทอดพระเนตรเห็นนกโนรี ยกพระหัตถ์ตรัสชี้
อึงมี่พระทูลกระหม่อม เอย
๔๗ สัตว์สิงห์วิ่งวุ่นว่อนไป จับได้จะถวาย
ชอบพระทัยทูลกระหม่อม เอย
๔๘ ชะนีโหนห้อยปล่อยตัว เสียงสั่นระรัว
น่ากลัวพระทูลกระหม่อม เอย
๔๙ เรไรร้องเรื่อยเฉื่อยฉ่ำ ฟังเหมือนเสียงลำนำ
เพราะล้ำพระทูลกระหม่อม เอย
๕๐ จิ้งหรีดกรีดกริ่ง เหมือนโทนทับกรับฉิ่ง
เพราะจริงพระทูลกระหม่อม เอย
๕๑ จักจั่นครั่นครื้นเสียงเสนาะ เหมือนไม้บัณเฑาะ
เพราะจริงพระทูลกระหม่อม เอย
๕๒ แม่ม่ายลองในเซ็งแซ่ ฟังเหมือนเสียงแตร
เพราะแท้พระทูลกระหม่อม เอย
๕๓ ดุเหว่าเร่าร้องอยู่รอนรอน คืนเข้าพระนคร
สถาวรพระทูลกระหม่อม เอย
๕๔ ทูลกระหม่อมพร้อมด้วยดนตรี ปี่พาทย์มโหรี
สมโภชพระทูลกระหม่อม เอย
​๕๕ ขึ้นไสยาสน์เหนืออาสน์กรงทอง พี่เลี้ยงเคียงประคอง
เป็นสองทั้งพระนม เอย
๕๖ ทูลกระหม่อมจอมราชบุตรี บรรทมตื่นขึ้นจะชี้
อึงมี่พระทูลกระหม่อม เอย
๕๗ ศรีสวัสดิ์พิพัฒนมิ่งมง คลยศยิ่งยง
แก่องค์พระทูลกระหม่อม เอย
วิจารณ์บทเห่กล่อมแบบกรุงศรีอยุธยา
พิจารณาดูเห่กล่อมอย่างบทละคำ ทั้งตัวอย่างในตำราและที่รวมมาพิมพ์ไว้ตอนนี้ แต่งด้วยถ้อยคำสัมผัสอย่างตื้นๆ และมักว่าซ้ำกันคล้ายกับกลอนสด มิใช่สำนวนกวี น่าสงสัยว่าจะเป็นบทผู้หญิงชาววังแต่งโดยมาก เพราะการเห่กล่อมพระเจ้าลูกเธอที่ยังทรงพระเยาว์เป็นการฝ่ายในพระราชวัง ผู้ชายหามีกิจที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องพ้องพานไม่ อีกประการ ๑ น่าจะเป็นเพราะคนไกวพระอู่มักอยู่ในพวกที่ไม่รู้หนังสือ
จึงแต่งบทเห่สั้นๆ ให้ท่องจำได้ง่ายๆ คงมีใครในพวกผู้หญิงชาววังที่รู้จักบทกลอนแต่งขึ้นให้เห่ เห่แห่งหนึ่งแล้วคนอื่นก็จำเอาไปเห่ที่อื่นทั้งบทบ้าง หรือเอาไปแก้ให้ผิดกันเสียบ้าง คิดแต่งขึ้นใหม่ตามทำนองเดียวกันบ้าง ถ้อยคำจึงมักซ้ำกัน หรือความละม้ายคล้ายคลึงกัน ​สังเกตถ้อยคำที่ใช้ดูเป็นสำนวนแต่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้ทั้งนั้น ใช่แต่เท่านั้นมีคำปรากฏในเห่บางบทส่อให้เห็นว่าแต่งจนในรัชกาลที่ ๔ ก็มี และคำในบางบทส่อว่าเห่กล่าวทั้งเจ้านายวังหลวงและวังหน้า พึงสังเกตได้ในบท
หมายเลขที่ ๓๖ เรียกเจ้านายว่าพระ “ภาคิไนย” อันหมายความว่าลูกของน้อง ต้องเป็นเจ้านายวังหน้า อีกบทหนึ่งซึ่งหมายเลขที่ ๓๘ วรรคท้ายปล่อยว่างไว้ในระหว่างคำ “พระ” กับคำ “เกล้า” สำหรับจะใช้คำ “จอม” ว่าพระจอมเกล้า หรือใช้คำ “ปิ่น” ว่าพระปิ่นเกล้า ก็ได้ดังนี้ จึงยุติได้เพียงว่าบทเห่อย่างบทละคำชนิดนี้ เป็นแบบเห่ช้ากล่อมลูกหลวงครั้งกรุงศรีอยุธยา ใช้กล่อมเจ้านายต่อมาในกรุงรัตนโกสินทร์หลายรัชกาล
บทเห่แบบกรุงรัตนโกสินทร์
มีบทเห่ช้ากล่อมลูกหลวงอีกชนิดหนึ่ง แต่งด้วยกาพย์เหมือนบทเห่แบบกรุงศรีอยุธยา แต่ขยายให้ยาวออกไปตั้งแต่เป็นบทละ ๔ คำ จนถึงบทละกว่า ๒๐ คำก็มี เห็นได้ว่าล้วนแต่งในกรุงรัตนโกสินทร์และเป็นสำนวนกวีผู้ชายแต่งเป็นพื้น ที่เป็นกวีผู้หญิงแต่งก็เห็นจะมีบ้าง บทเห่พวกนี้กระบวนความที่แต่งกันเป็น ๒ อย่าง อย่าง ๑ แต่งเป็นอย่างชมพระเกียรติสำหรับกล่อมแต่​เจ้านาย อีกอย่าง ๑ ด้วยเอาความอื่นเช่นเรื่องนิทานมาแต่งเป็นบทเห่ บางเรื่องถ้อยคำใช้ได้แต่เห่กล่อมเจ้า แต่โดยมาก
แต่งเป็นกลาง จะใช้เห่กล่อมเจ้าหรือมิใช่เจ้าก็กล่อมได้ ในบทเห่พวกนี้แต่งเป็นกาพย์แทบทั้งนั้น พบแต่งเป็นกลอนแปดบทเดียว เห็นจะเป็นเพราะกลอนแปดไม่เหมาะกับกระบวนเห่เหมือนเช่นแต่งเป็นกาพย์ ได้รวมบทเห่แบบกรุงรัตนโกสินทร์ ทั้งที่เคยพิมพ์แล้วและที่พบใหม่ พิมพ์ไว้ด้วยกันในตอนนี้ แต่เป็นบทที่รวบรวมได้มาจากที่ต่างๆ และจดตามคำที่มีผู้จำไว้ได้ก็มาก บทที่ขาดไปและถ้อยคำที่จำไว้ผิดกับคำเดิมก็คงมีบ้าง จะยืนยันว่าบริบูรณ์ไม่ได้
บทเห่แบบกรุงรัตนโกสินทร์
บทเห่กล่อมชมพระเกียรติ
๑ เห่เอยพระหน่อนาถ พระเยาวราชอดิศร
หน่อเนื้อพระชินวร จำเริญสวัสดิมงคล
เทพเชิญเจริญพักตร์ พระยอดรักมาปฏิสนธิ์
ฝูงญาติและฝูงชน ก็ชื่นชมแลสมปอง
หมายพึ่งพระเดชา อยู่ในใต้ฝ่าธุลีสนอง
เชิญเสด็จลงอู่ทอง ไสยาสน์สำราญพระวรกาย
​พี่เลี้ยงและนางนม บังคมบาทกล่อมถวาย
พร้อมเพรียงอยู่เรียงราย บำเรอพระราชเยาวพา
บ้างก็เข้าประคองซ้าย บ้างก็ย้ายประคองขวา
ดังเดือนดาวในเวหา มาแวดล้อมพระจันทร
เชิญผธมให้หลับสนิท อย่าหงุดหงิดพระทัยถอน
อย่ายกพระบาทกร ขึ้นกวัดแกว่งอยู่ไปมา
อย่าทรงพระกรรแสงกริ้ว จะเผือดผิวพระมังษา
เชิญหลับพระนัยนา นิทราสำราญพระองค์ เอย
๒ เห่เอยพระโฉมเฉิด ดังแก้วเกิดในดวงประทุม
เทพชวนกันชุมนุม ประชุมเชิญให้ลงมา
ลากทิพพิมานทอง อันเรืองรองรจนา
พระเอกอรรคชายา นารีเลิศประเสริฐวงศ์
จะแลไหนวิไลลักษณ พระกรพักตร์ก็สมทรง
พวกพระญาติประยุรวงศ์ ก็ปลงปลื้มลืมเกรียมกรม
เพลิดเพลินเจริญรัก อยู่พร้อมพรักภิรมย์สม
ทั้งพี่เลี้ยงแลนางนม ต่างชื่นชมทุกคืนวาร
ก็อวยชัยถวายพร จงถาวรเกษมสานต์
พระโรคภัยอย่าแผ้วพาน ให้สำราญพระองค์ เอย
​๓ เห่เอยเห่กล่อม พระทูลกระหม่อมจะบรรทม
ข้าบาทขอบังคม ขับประสมดนตรี
ฟังเสนาะเพราะสำเนียง ประสาานเสียงดีดสี
ขับไม้มโหรี รายรอบพระกรงทอง
ฝ่ายพี่เลี้ยงจะชักช้า นางกัลยาจะกล่าวสนอง
ถนอมในพระกรงทอง ให้พระบรรทมให้สำราญ
สาลิกาในกรงกรอง ก็ส่งซ้องเสรียงหวาน
แขกเต้าเล่าประสาน ก็ขับขานกับโนรี
เบญจวรรณรำพรรณพรอด ส่งเสียงสอดกับปักษี
ถวายเสียงสกุณี ระเรื่อยรี่ดังเรไร
ให้เพลิดเพลินเจริญรส หายระทดพระหฤทัย
ดังดนตรีปี่ไฉน มากล่อมให้บรรทม เอย
๔ เห่เอยพระเยาวลักษณ ประเสริฐศักดิ์กว่าสุริวงศ์
เทพเชิญดำเนินองค์ ลงมาจากฟากตรึงศ์ไตร
พระวรโฉมประโลมเลิศ ประเสริฐพร้อมละม่อมละไม
ดังแท่งทองมาทอดไว้ ในพระอู่ดูน่าชม
พระกรรณเกศเนตรขนง พระวรองค์ก็งามสม
ดังช่างกลึงมาเกลากลม ประสงค์สมในลำทรง
​เชิญเถิดพระหน่อนาถ ไสยาสน์หลับพระเนตรลง
พร้อมเหล่าประยุรวงศ์ ประจงกล่อมถนอมนวล
ทั้งนางนมแลพี่เลี้ยง ประคองเคียงให้เสสรวล
บรรทมเถิดพระทรามสงวน เวลาก็จวนจะเลยไป
อย่าทรงเล่นให้ล่วงเวลา เชิญนิทราสำราญฤทัย
ให้แคล้วคลาดนิราศภัย พระชนม์ได้สักร้อย เอย
๕ พระเอยพระเยาวราช พระหน่อนาถจอมสกล
เทพเชิญให้ปฏิสนธิ์ ในมณฑลธิบดินทร์
จำเริญเรืองพระเดชา ทั่ววงศามาพร้อมสิ้น
ประชาชนพระจอมนรินทร์ ก็ยินดีอำนวยพร
สวัสดีอย่ามีทุกข์ จำเริญสุขสโมสร
จงสถิตย์สถาวร ขจรทั่วทั้งธาตรี
ให้พร้อมพรั่งทั้งเกียรติยศ ทั้งชนบทชาวกรุงศรี
ให้นบนอบชอบฤดี มาอัญชลีพึ่งเดชา
อย่ามีพระโรคัน จำเริญมั่นพระชันษา
วรรณสุขพลา จงบริบูรณ์พูนสุข เอย
๖ เห่เอยเฉลยฉลอง เสนาะสนองน่าชื่นเชย
พระหน่ออนงค์ทรงสะเบย บรรทมหลับแล้วอับภิวันท์
บรรดาหญิงทั้งมิ่งหม่อม ก็หยุดกล่อมลงพร้อมกัน
​พระมิ่งสมรอัปสรสวรรค์ เสวยสวัสดิสัตถาวร
เนาในเขตนิเวศวง ประเสริฐทรงสโมสร
เป็นศรีวังอลังกรณ์ เปรื่องปรากฏพระยศ เอย
บทเห่กล่อมชมจันทร์
๗ เห่เอยวันเพ็ง พระจันทร์ก็เปล่งปลั่งลอย
เหลืองแฉล้มแช่มช้อย เคลื่อนคล้อยลอยลม
แจ่มแจ้งแสงส่อง สว่างห้องพระบรรทม
น้ำค้างลงพร่างพรม ชำเลืองชมพระจันทรา
ที่กลางเดือนเหมือนกระต่าย คล้ายคล้ายยายกับตา
ลอยเลื่อนเลื่อนคลา ทุกเพลาราตรี
ดาวดวงช่วงโชติ รุ่งโรจน์รัศมี
ร่อนเร่ในเมฆี จรลีเลื่อนลอย
แสนรักจักใครได้ ไม่มีใครจะช่วยสอย
เรียงรายพรายพร้อย น้ำค้างย้อยเย็นใจ
ที่ดวงเด่นเป็นเอก ดั้นเมฆอยู่ไรไร
ดาวสำเภาเสาใบ ลอยอยู่ในนภา
ดาวเต่าดาวจรเข้ ขึ้นร่อนเร่ในเวหา
ดาวธงอยู่ตรงหน้า ดาวพระยาอัศดร
โชติช่วงดวงเด่น ดังจะเผ่นโผนจร
​ดาวไถก่งโง้งงอน ขึ้นลอยร่อนรายเรียง
ปักษาการะเวก แฝงเมฆมองเมียง
ร่อนร่องซ้องเสียง สำเนียงเสนาะเพราะเพลง
ไก่สวรรค์ขันเอ๊ก แว่ววิเวกวังเวง
ดังเทวัญบรรเลง ซอเจ้งจับใจ
เสียงจิ้งหรีดกรีดกริ่ง หริ่งหริ่งเรไร
ดังดนตรีปี่ไฉน มากล่อมให้ไสยา
รวยรินกลิ่นกลั่น จวงจันทน์กฤษณา
ลมเชยรำเพยพา ให้ไสยาเย็น เอย
๘ เห่เอยพระจันทร์เพ็ง ดูปลั่งเปล่งวิมลโฉม
เคลื่อนคล้อยลอยโพยม ดูน่าประโลมละลานใจ
ทรงกลดดูหมดเมฆ แลวิเวกนภาลัย
งามเพลินเจริญใจ จะหายไปกับนัยน์ตา
ดูดวงเดือนก็เลื่อนลอย แช่มช้อยดังเลขา
ดูน่ารักลักขณา พระจันทราช่างงามจริง
ดวงเดือนช่างเหมือนพักตร์ นรลักษณ์พระองค์หญิง
พริ้งเพริศประเสริฐยิ่ง น่าประวิงใจ เอย
๙ เห่เอยดาวพยับ ดังใครประดับในเวหา
เป็นรูปสัตว์ดังจัดแจง กระจ่างแจ้งในนภา
​ดูน่าเพลินเจริญใจ แลวิไลในเมฆา
งามระยับจับตา ด้วยดาราพร่างพราย
เวหากระจ่างเมฆ ลิ่ววิเวกไม่ระคาย
ห้อมล้อมบุหลันฉาย เพริศพรายจะพรรณนา
พระจันทร์ท่านกรงกลด ชักรถครรไลลา
ดูลอยเลื่อนในนภา พระจันทราท่านงาม เอย
๑๐ เห่เอยเห่ช้า พวกผกาสุมาลัย
เคลื่อนคล้อยลอยไป สักเมื่อไรจะลอยมา
คลายคลายสายสมุทร แลก็สุดสายตา
สร้อยสุคนธ์มณฑา แย้มผกามลิขจร
บานแบ่งแสงสด ระรินรสเกสร
ภุมรินบินร่อน ว่ายว่อนเวียนวน
เกลือกกลั้วมัวเมา ไซ้สร้อยเสาวคนธ์
หอมฟุ้งปรุงปน รสสุคนธ์สุมาลัย
สาธุสะพระพาย ช่วยเชยชายมาชื่นใจ
ระรื่นรินกลิ่นใกล้ สักเมื่อไรจะได้เชย
แสนรำลึกดึกดื่น รสรื่นรำเพย
พวงมาลีเจ้าพี่เอ๋ย จะลอยเลยลับตา
เย็นน้ำค้างพร่างพรม ระรื่นลมพัดพา
​หอมแต่กลิ่นจำปา มลิลาลำดวน
สายหยุดสาวสวาดิ พุทชาดหอมหวน
นางแย้มแช่มชวน ให้รัญจวนจิตใจ
แก้วกุหลาบซาบทรวง ไม่เหมือนพวงสุมาลัย
หอมบุหงารำไป ชื่นฤทัยทุกเวลา
หอมกลิ่นอินจันทน์ อังกาบกรรณิกา
รสสุคนธ์มณฑา ชื่นวิญญาในอารมณ์
ดอกฟ้าเจ้าข้าเอ๋ย ยังไม่เคยเชยชม
กลิ่นกลบตลบลม แต่สุกรมและยมโดย
ระรวยรินกลิ่นโบก เกสรโศกโบกโบย
รื่นรื่นชื่นโชย ร่วงโรยโปรยปราย
พวงพยอมหอมกรุ่น กลิ่นพิกุลฟุ้งขจาย
น้ำค้างพร่างพราย พระพายชายเฉื่อยมา
หอมหวนอวลอบ พิกุลตลบโลกา
ชื่นพระทัยไสยา ระรื่นรสมาลัย เอย
๑๑ เห่เอยพระสุริยง จะลับลงในเหลี่ยมผา
ให้อาลัยในทวีป ไม่เร่งรีบรถคลา
อาลัยมิใคร่จะจร ค่อยรอนรอนเวลา
ดวงแดดก็แผดเผือด ดูคล้ายเลือดมารา
ทั้งดวงพระพักตร์ลักขณา ก็โรยราแรมยล
ให้อาลัยในสมร มิใคร่จะจรก็จำจน
น่าสงสารพระสุริยน มิใคร่จะสนธยา เอย
บทเห่เรื่องอิเหนา
๑๒ สวมชีพบังคมบาท พระเยาวราชธิเบนทร์สูร
ภุชพงศ์วงศ์ประยูร อิศรราชเรืองเดชา
พระยอดเยาวยุพิน หน่อภูมินทร์แม้นอมรา
เชิญเสด็จขึ้นไสยา บรรทมสุขสำราญรมย์
พระอู่เอกเอี่ยมสะอาด ยี่ภู่ลาดสอดสีสม
พระสูตรรูดบังลม ล้วนลายทองกรองเครือวัลย์
ข้าน้อยนางอนงค์ พร้อมเฝ้าองค์อัญเชิญขวัญ
บรรเลงเพลงโอดพัน นิพนธ์ขับกล่อมการ
จะร่ำเรื่องระเด่นวงศ์ เทเวศร์ทรงปรีชาชาญ
โอบอ้อมยอดเยาวมาลย์ โฉมบุษบาพาจรลี
รีบรถเร่งอัสดร พาดวงสมรเฉิดโฉมศรี
ออกนอกพระบุรี แล้วจึงมีพระบัญชา
เจ้าพี่ผู้ดวงเนตร อย่าแค้นเทวศทรงโศกา
​ใช่องค์ระตูมา ลักพาน้องอย่าอาวรณ์
พี่เองมาเชิญชวน ให้นิ่มนวลอนงค์จร
เจ้าแม่ผู้งามงอน เชยเงยพักตร์ขึ้นพาที
บัดองค์สุดาสดับ สุรศัพท์คดี
ทราบเหตุว่าภูมี ระเด่นเดชมาปลอมแปลง
อัดอกสะอื้นอ้อน พระกรข้อนอุรแรง
โศกทรงพระกรรแสง ระทวยทอดพระกายา
ทรุดองค์ลงจากเพลา พลางหยิกเอาพระเชษฐา
ข่วนซ้ำไม่นำพา อาลัยละพระภูธร
อิเหนาถนอมสอด พระกรกอดพระพธูสมร
อ้าแม่อย่าอาวรณ์ ภูธรปลอบถนอมชม
๑๓ เห่เอยระเด่นวงศ์ อิศวรวงศ์อสัญหยา
กับระเด่นบุษบา สถิตย์ถ้ำแท่นสุวรรณ
เย็นย่ำน้ำค้างหยัด รำพายพัดกลิ่นสุคันธ์
แจ่มแจ้งด้วยแสงจันทร ขึ้นหมดเมฆดิเรกดวง
ดาราระดาดาษ ห้องอากาศดังเงินยวง
อ้าแม่เสมอทรวง จงเชิญชมศศิธร
นวลจันทร์แพ้นวลเจ้า ไม่นวลเท่านวลสมร
​จันทรกระจ่างกลางอัมพร พระบังอรกระจ่างใจ
บัวทิพย์ยังอายถัน ถนอมขวัญต้องบังใบ
บัวนางนี้อายใคร จึงบ่มผิวด้วยริ้วทอง
ปรางประพระสุคนธ์ ถึงปรางผลก็แพ้น้อง
บุบผามาลากรอง ไม่รื่นรินเท่ากลิ่นนาง
เชิญเถิดประทมที่ สุจนี่ยี่ภู่วาง
ตกยากมาจากปราง เขนยทองยังรองทรง
หยิบพัดกระพือลม คลี่คลุมประทมประทับองค์
ขวัญอ่อนมานอนดง ไร้อนงค์จำเรียงราย
อ้าพี่จะเห่กล่อม งามละม่อมอย่าตื่นสาย
เชิญพระองค์วงศ์นารายณ์ สำราญราชบรรทม เอย
๑๔ เห่เอยตัวพี่ องค์ปันหยีสุกาหรา
ติดตามวนิดา มาปะมิสาอุณากรรณ
เหลือบไปก็คล้ายคลึง ประหนึ่งเจ้าสาวสวรรค์
ทอดสนิทติดพัน สำคัญว่าองค์อนงค์นวย
ทอดกรอ่อนพักตร์ นรลักษณ์ก็สรสวย
สงสารเจ้ารูปรวย นวยนาดดังสตรี
เทเวศร์เข้าดลจิตร ให้พระคิดคนึงศรี
​แม้นเจ้าเปนสตรี ตัวพี่จะละอย่าสงกา
๑๕ เห่เอยเข้าไสยาสน์ เทวศหวาดในวิญญา
ยอกรก่ายพักตรา แล้วจินตนาคนึงใน
จึงเผยสุวรรณบัญชร ทุรนร้อนในฤาทัย
เห็นแสงพระจันทร์เธอดั้นไข ส่องถึงในช่องแกล
บริสุทธิผุดผาด สุสะอาดนัยน์ตาแล
พี่หมายน้องเหมือนปองแข เฝ้าชะแง้ชะเง้อคอย
โอ้บุหลันวันเพ็ง อันปลั่งเปล่งครรไลลอย
สุดจะเหาะไปเสาะสอย ให้เคลื่อนคล้อยจากโพยม
พินิจเดือนไม่เหมือนมาด ยิ่งร้อนราชฤทัยโทรม
มณฑาไทวิไลโฉม เมื่อไรจะโน้มมาถึงกร
เหลือที่มาดสวาดิหวัง เจียนชีวังจะม้วยมรณ์
ด้วยรสรักกำเริบร้อน จะผันผ่อนฉันใดดี
เหมือนหนึ่งว่ายในสายชล อันกว้างพ้นพันทวี
แม้นดวงยิหวาไม่ปราณี ก็เห็นที่จะมรณัง
เหมือนต้องศรสหัสจักร มากรึงปักสริรังค์
เหลือจะทนพ้นกำลัง ในทรวงดังเป็นกองไฟ
อกเอ๋ยเมื่อยามเข็ญ ไม่เล็งเห็นท่านผู้ใด
ช่วยดับทุกข์ครั้งนี้ได้ ไม่เห็นใครก็จำจน
อาวรณ์หวนครวญคร่ำ กินแต่น้ำอัสสุชล
ตึกกำดัดสงัดคน ประมาณจนสักสองยาม
เสียงไก่ขันสนั่นแจ้ว วิเวกแว่วหทัยหวาม
สำคัญว่าพงางาม มาร้องถามก็ยินดี
พลางรับขัญสมรมิ่ง ว่ายอดหญิงได้ปราณี
แม่มาแล้วฤาแก้วพี่ เชิญมานี่เถิดสายใจ
พี่ตั้งหน้าคอยท่าน้อง ยิ่งหม่นหมองหฤทัย
อย่าเขินขามเลยทรามวัย ปลื้มอาลัยของพี่ยา
แล้วเยี่ยมแกลแลลอด พลางก็ทอดทัศนา
แลเขม้นไม่เห็นมา หวาดผวาสกลกาย
เออนี่แล้วมิละเมอ ครั้นแจ้งก็เก้อคิดละอาย
จนดาวเคลื่อนเดือนก็บ่าย ไม่เหือดหายความรัญจวน
พระพายพาสุคนธมาศ รุกขชาติอันหอมหวน
กลิ่นตลบอบอวล แต่ครวญจนหลับไป เอย
บทเห่เรื่องโคบุตร
๑๖ เห่เอยเห่ถวาย ถึงเรื่องนิยายแต่ปางหลัง
ให้พระองค์ทรงฟัง เมื่อแรกตั้งโลกา
มีพระมิ่งมงกุฎ ชื่อโคบุตรสุริยา
​ได้ข่าวพระธิดา ตรึกตราตรอมใจ
องค์อำพันขวัญเนตร เนานิเวศน์วังใน
แม้นรู้ที่จะไป มอบไมตรีนาง
นิ่งนึกตรึกเกรง จะทรงเพลงยาวพลาง
พอเป็นคำนำทาง ให้สว่างวิญญา
เขียนสารใส่ตอง ให้ขุนทองปักษา
ซ้ำสั่งสกุณา ให้พาสารตรารีบไป
ให้เจ้าสาวสวรรค์ องค์อำพันพิศมัย
ฤาลูกน้อยกลอยใจ นอนอยู่ในวัง เอย
บทเห่เรื่องจับระบำ
๑๗ เห่เอยเห่สวรรค์ เมื่อวสันต์ฤดูฝน
นักขัตฤกษ์เบิกบน ให้มืดมนเมฆา
เทวาวลาหก ให้ฝนตกลงมา
ฝูงเทพเทวา กับนางฟ้าฟ้อนรำ
เล่นฝนตีโทนทับ ร้องรับจับระบำ
เปนคู่เคียงเรียงรำ ระทวยทำท่วงที
เทพไทไขว่คว้า นางฟ้าฟ้อนหนี
​เรียงล่อรอรี รำตีวงเวียน
กรีดกรายปลายหัตถ์ ฉวยวัดฉวัดเฉวียน
บทแบบแนบเนียน ผลัดเปลี่ยนท่าทาง
คลอเคล้าเพราพริ้ง รำเป็นสิงห์เล่นหาง
หงษ์ร่อนกรกาง ทำนองกวางเดินดง
รำท่าม้าคลี ไล่หนีตีวง
กินรินบินลง เอี้ยวองค์อ่อนเอียง
มังกรช้อนฟอง ประคองคลอเคียง
ยิ้มพรายชาม้ายเมียง รอเรียงเคียงนาง
รำนารายณ์กรายศร มังกรกินหาง
ท่าพระรามตามกวาง ทำนองนางมโนรา
กรีดเล็บเทพนม รำเปนพรหมสี่หน้า
เมียงชม้ายชายตา ไขว่คว้านารี
หลีกเลี้ยวเกี่ยวกระหวัด ป้องปัดสลัดหนี
ล่อไล่ในที ซิกซี้ปรีดา
รำร่ายย้ายย่าง กินรกางปีกรา
กรีดกรายซ้ายขวา เปนมัจฉาชมชล
ท่าพระรทโยนสาร สอดสังวาลกุณฑล
ชดช้อยสร้อยสน แกมกลกุมกร
​นางสวรรค์เยื้องกราย รำนารายณ์โก่งศร
เหลือบชำเลืองเคืองค้อน งามงอนอ่อนกาย
เทวัญกั้นหน้า นางฟ้าเอียงอาย
ไว้จังหวะประปราย รำลอยชายเข้าวัง
ฉวยชิดติดพัน นางสวรรค์หันหลัง
หลีกเลี่ยงเบี่ยงบัง เวียนระวังว่องไว
เทวบุตรยุดหัตถ์ นางสะบัดสไบ
สุขเกษมเปรมใจ ที่ในเชิงไกรลาส เอย
๑๘ เห่เอยนางเอก มณีเมขลา
ลอยเร่ในเมฆา ถือจินดาดังดวงดาว
โยนเล่นเห็นแก้ว สว่างแวววามวาว
ลอยฟ้าเวหาหาว รูปราวกับกินรี
ทรงเครื่องเรืองจำรัส อร่ามรัศมีฉวี
ชูช่วงดวงมณี เลื่อนลอยลีลามา
เลียบรอบขอบทวีป อยู่กลางกลีบเมฆา
เชยชมยมนา เฝ้ารักษาสินธู
ครั้นปัจฉิมคิมหันต์ ถึงวสันตฤดู
ฟ้าคำรนฝนฟู เสียงซู่ซู่สาดเซ็น
ลอยล่องละอองอาบ กระสินธุ์ซาบทรวงเย็น
​เคยรำระบำเป็น ล่อเล่นกับเทวัญ
ชูแก้วแววสว่าง รำด้วยนางสาวสวรรค์
ล่อเลี้ยวเกี่ยวพัน พวกเทวัญกั้นกาง
ฉวยฉุดยุดหยอก สัพยอกเย้านาง
โยนแก้วแววสว่าง ให้เนตรพร่างพราย เอย
๑๙ เห่เอยเห่นาม เทพรามสูรมาร
มีมือถือขวาน อยู่วิมานมณีนิล
หน้าเขียวเขี้ยวงอก สีเหมือนดอกอินทนิล
เมืองสวรรค์ชั้นอินทร์ เกรงสิ้นทุกเทวา
เลี้ยวรอบขอบพระสุเมรุ ตรวจตระเวนเวหา
เห็นนางเอกเมขลา โยนจินดาดังเปลวเพลิง
กับสุรางค์นางสวรรค์ ฝูงเทวัญบันเทิง
จับระบำทำเชิง รื่นเริงบันเทิงใจ
คิดจะใคร่ได้แก้ว เลิศแล้วแววไว
แขว่งขวานชาญไชย โลดไล่เทวา
ต่างวิ่งทิ้งกรับ โทนทับรำมะนา
กลัวยักษ์นักหนา หลบหน้าหนีไป
เมขลากล้าแกล้ว ล่อแก้วแววไว
โยนสว่างเหมือนอย่างไฟ ปลาบนัยน์เนตรมาร
​หน้ามืดฮืดฮาด กริ้วกราดโกรธทะยาน
แค้นนางขว้างขวาน เปรี้ยงสะท้านโลกา
ฤทธิแก้วแคล้วคลาด ยิ่งกริ้วกราดโกรธา
โลดไล่ไขว่คว้า เมขลาล่อเวียน
ยักษ์โถมโจมโจน นางก็โยนวิเชียร
หลีกลัดฉวัดเฉวียน ล่อเวียนวงวน
เปรี้ยงเปรี้ยงเสียงขวาน ก้องสะท้านสากล
ไล่นางกลางฝน มืดมนในเมฆา
นวลนางนั้นช่างล่อ รั้งรอร่อนรา
เวียนระไวไปมา ในจักรราษี เอย
บทเห่เรื่องกากี
เห่เอยเห่กล่าว ถึงเรื่องราวสกุณา
ครุฑราชปักษา อุ้มกากีบิน
ล่องลมชมทวีป ในกลางกลีบเมฆิน
ข้ามคิรีศีขรินทร์ มุจลินท์ชโลทร
ชี้ชมพนมแนว นั่นเขาแก้วยุคันธร
สัตภัณฑ์สีทันดร แลสลอนล้วนเต่าปลา
งูเงือกขึ้นเกลือกกลิ้ง มัดมงคลมัจฉา
​จรเข้และเหรา ทั้งโลมาและปลาวาฬ
โผนเผ่นเล่นระลอก ชลกระฉอกฉาดฉาน
นาคาอันกล้าหาญ ขึ้นพ่นพล่านคงคา
หัสดินบินฉาบ ก็คาบขึ้นบนเวหา
ในทะเลเภตรา บ้างแล่นมาแล่นไป
ลำนิดนิดจิ๊ดจิ๋ว เห็นหวิวหวิวอยู่ไรไร
ชมชื่นหฤทัย ก็ลอยไปในเมฆา
อุ้มแอบแนบชิด ถนอมสนิทเสนหา
ปีกอ่อนร่อนรา กระพือพาเผ่นทะยาน
ลอยรอบขอบพระสุเมรุ บริเวณจักรวาฬ
ชมป่าหิมพานต์ เชิงชานพระสุเมรุธร
สินธพตลบเผ่น สิงโตกิเลนและมังกร
ราชสีดูมีหงอน แก้วกุญชรและฉัททันต์
นรสิงหแลลิงค่าง อีกเซี่ยวกางแลกุมภัณฑ์
ยักษ์มารชาญฉกรรจ์ ทั้งคนธรรพ์วิเรนทร
นักสิทธิ์วิทยา ถือคทาธนูศร
กินรินแลกินร รำฟ้อนร่อนรา
ห่านหงส์หลงเกษม อยู่ห้องเหมคูหา
พระฤๅษีชีป่า หาบผลาเลียบเนิน
คนป่าทั้งม่าเหมี่ยว ก็จูงกันเที่ยวดุ่มเดิน
​ลอยลมชมเพลิน พนมเนินแนวธาร
มีหุบห้องปล่องเปลว ดูห้วยเหวรโหฐาน
ลดหลั่นเป็นชั้นชาน เงื้อมตระหง่านเมฆี
บ้างเขียวขาวดูวาววาม เรืองอร่ามรัศมี
ชมพลางทางชี้ บอกคดีนีรมล
ที่สูงเยี่ยมเทียมฟ้า นั่นต้นนารีผล
รูปร่างเหมือนอย่างคน ดูงามพ้นคณนา
ยิ้มย่องผ่องภักตร์ วิไลยลักษณ์ดังเลขา
น้อยน้อยย้อยระย้า เพทยาธรคอย
ที่มีฤทธิปลิดเด็ด อุ้มระเห็จเหาะลอย
พวกนักสิทธิ์ฤทธิ์น้อย เอาไม้สอยเสียงอึง
บ้างตะกายป่ายปีน เพื่อนยุดตีนตกตึง
ชิงช่วงหวงหึงส เสียงอื้ออึงแน่นนัน
ที่ไม่ได้ก็ไล่แย่ง บ้างทิ่มแทงฆ่าฟัน
ที่ได้ไปไว้นั้น ถึงเจ็ดวันก็เน่าไป
พระบอกนางทางพา ลอยฟ้าสุราลัย
เที่ยวชมเล่นให้เย็นใจ แล้วกลับไปวิมาน เอย
โฆษณา