5 ชั่วโมงที่แล้ว • ธุรกิจ

ความมั่นใจไม่ใช่หลักฐานว่าเราคิดถูก ยิ่งฉลาด อาจเสี่ยงตัดสินใจพลาด เผยกับดักทางจิตวิทยาที่ทำให้คนเก่งล้มเหลว

🧠 หลายครั้งทำไมคนไอคิวสูงถึงมักตกม้าตายกับการตัดสินใจที่นำไปสู่ความผิดพลาด ?
ความฉลาดคือแต้มต่อชั้นดีในโลกการทำงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ใครก็อยากมีกันทั้งนั้น แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นกับดักที่น่ากลัวที่สุดได้เหมือนกัน
บ่อยครั้งที่การตัดสินใจที่ไม่เวิร์ก จนทำให้บริษัทระดับโลกต้องพังพินาศ หรือทำให้ความสัมพันธ์ดี ๆ ต้องจบลง สิ่งนี้ไม่ได้เกิดจากความไม่รู้ หรือการไม่ได้คิด แต่เกิดจากการที่เราคิดอย่างหนักแน่นเต็มที่ แต่อยู่ในทิศทางที่ผิด โดยคิดด้วยความมั่นใจเต็มร้อย และไม่มีใครรอบตัวกล้าเดินเข้ามาขัดจังหวะ เพราะหลายครั้ง ยิ่งคนเราฉลาดมากขึ้น ยิ่งเก่งในการสร้างเหตุผลที่น่าเชื่อสำหรับสิ่งที่ตัวเองอยากเชื่ออยู่แล้ว นับเป็นความเชื่อที่อันตรายอย่างมาก
ริชาร์ด ไฟน์แมน (Richard Feynman) นักฟิสิกส์ทฤษฎีเจ้าของรางวัลโนเบลที่ขึ้นชื่อเรื่องความฉลาดเคยกล่าวไว้ว่า
" The first principle is that you must not fool yourself and you are the easiest person to fool "
หลักการแรกคือคุณต้องไม่หลอกตัวเอง และตัวคุณเองนั่นแหละคือคนที่หลอกง่ายที่สุด และเขายังเขียนไว้อีกว่า ผมฉลาดพอที่จะรู้ว่าตัวเองโง่
ปัญหาในความเป็นจริงก็คือ ระบบการศึกษาและสังคมหล่อหลอมให้เราต้องเป็นฝ่ายถูกในทุกกรณีมาตลอดหลายสิบปี โรงเรียนให้รางวัลกับคนที่สร้างข้อโต้แย้งได้คมคายที่สุด คนที่ปกป้องแนวคิดของตัวเองได้ดีที่สุด และคนชนะการโต้วาที แต่แทบไม่มีใครให้คุณค่ากับการที่เราสังเกตเห็นว่า ‘เฮ้ย... เราอาจจะคิดผิดก็ได้นะ’
ผลลัพธ์ก็คือ ยิ่งคนเราฉลาดขึ้นเท่าไหร่ เรายิ่งใช้เวลาไปกับการฝึกทักษะหาข้ออ้างเข้าข้างตัวเอง จนเชี่ยวชาญ และแทบไม่ได้ใช้เวลาไปกับการฝึกทักษะการตั้งข้อสงสัยในตัวเองเลย
🧠 ยิ่งฉลาด ยิ่งเสี่ยงตัดสินใจพลาด เปิด 2 กับดักทางจิตวิทยาที่ทำให้คนเก่งล้มเหลวได้อย่างไม่น่าเชื่อ
🚨 กับดักที่ 1 การใช้เหตุผลเพื่อสนองตัวเอง (Motivated Reasoning)
ความฉลาดไม่ได้ทำให้เราค้นหาความจริงเก่งขึ้น มันทำให้เราสร้างเหตุผลเก่งขึ้น นักจิตวิทยาเรียกกระบวนการนี้ว่า การใช้เหตุผลเพื่อสนองตัวเอง (Motivated Reasoning) และผลวิจัยในหลาย ๆ งานวิจัยยืนยันตรงกันว่า คนที่มีความสามารถทางความคิดสูงมักมีอคติรุงแรงเมื่อไอเดียนั้นเข้ามาท้าทายจุดยืนตัวเอง จึงเกิดอีโก้ (Ego) ที่เชื่อว่าหลายคนเคยเจอ
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราอยากจะซื้อสินทรัพย์สักอย่างที่ราคาแพงเกินจริง หรืออยากลงทุนในไอเดียที่แย่มาก ๆ สมองซีกที่ฉลาดของเราจะทำหน้าที่เหมือนทนายความที่คอยแก้ต่างให้จำเลยที่ทำผิดจริง จังหวะนั้นคุณจะขุดตรรกะและเครื่องมือทางความคิดชั้นยอดทั้งหมดมาใช้รับใช้อารมณ์ความอยากได้ของตัวเองอย่างเต็มที่ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเจ้าทนายตัวนี้กำลังคอยแก้ต่างให้กิเลสที่เรามีนั่นเอง
และนี่เองก็คือสาเหตุที่คนฉลาดมักป่วยเป็นโรค Domain-Specific Blindness ซึ่งเป็นอาการที่ผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิหรือผู้ที่มีความสามารถสูงในสาขาหนึ่ง กลับตัดสินใจผิดพลาดหรือมองไม่เห็นปัญหาในเรื่องที่อยู่นอกเหนือความเชี่ยวชาญของตนเอง โดยเผลอนำความมั่นใจและตรรกะจากสายงานตัวเองไปใช้แบบผิด ๆ ในชีวิตประจำวัน
🚨 กับดักที่ 2 ภาพลวงของความถูกต้อง (The Illusion of Validity)
ความมั่นใจเป็นแค่ความรู้สึก ไม่ใช่ความจริง คุณ Daniel Kahneman นักจิตวิทยาเจ้าของรางวัลโนเบล ผู้เขียน Thinking, Fast and Slow เรียกสิ่งนี้ว่า ภาพลวงของความถูกต้อง (Illusion of Validity) มันคือความรู้สึกปักใจเชื่ออย่างรุนแรงว่าเราควบคุมสถานการณ์ได้
โดยคุณ Daniel Kahneman ได้เขียนไว้ในหนังสือ Thinking, Fast and Slow ว่า ความมั่นใจวัดแค่ว่าเรื่องที่เล่าให้ตัวเองฟังรู้สึกจริงแค่ไหน ไม่ใช่ว่ามันเป็นความจริงหรือเปล่า
ความมั่นใจวัดได้แค่ว่า เรื่องราวที่คุณเล่าให้ตัวเองฟังมันสมเหตุสมผลสำหรับเราไหม แต่มันไม่ได้วัดว่าเรื่องนั้นถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่ คนฉลาดมักสร้างแบบจำลองความคิดที่สวยงามขึ้นมาในหัว แต่กลับตกม้าตายในเรื่องที่สำคัญที่สุดเพราะความมั่นใจที่มากเกินไป
ยิ่งถ้าคุณเป็นนักลงทุนที่ทายถูกติดต่อกัน 3 ครั้ง หรือเป็นคนทำงานที่ปล่อยแคมเปญหรือโปรดักต์ปัง ๆ 2-3 ครั้งติด สมองจะรีบสร้างทฤษฎีสุดหรูหราอธิบายทันทีว่ามันคือทักษะพิเศษของคุณ ทั้งที่บางทีมันอาจเป็นแค่ความบังเอิญ
เหมือนที่ในหนังสือ Fooled by Randomness ของ Nassim Nicholas Taleb มนุษย์มักเข้าใจผิดว่า ‘โชคคือความสามารถ’ โดยสับสนระหว่างความสำเร็จที่เกิดจากความฟลุ๊ค กับการตัดสินใจที่มีเหตุผล โดยมองข้ามความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่จนกว่าจะเกิดวิกฤต และเมื่อเราเชื่อว่ามันคือฝีมือ รอบต่อไปเราจะลงเดิมพันที่ใหญ่ขึ้น... จนนำไปสู่ความเสี่ยงที่อาจพังในที่สุด
🧠 เมื่อเข้าใจกับดักแล้ว ก็ต้องมีคาถาแก้ทางเช่นกัน! สิ่งที่ควรเริ่มเลยก็คือ ฝึกสงสัยตัวเองก่อนที่ความจริงจะมาตบหน้านั่นเอง
หมายความว่าเราต้องสร้างนิสัยสงสัยตัวเองก่อนที่ความจริงจะทำแทน เพราะทางรอดเดียวจากกับดักนี้คือสิ่งที่เรียกว่า Self-Suspicion (การฝึกตั้งข้อสงสัยในตัวเอง) และนี่คือ 2 เครื่องมือจากยอดคิดระดับโลกที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที
🔸 พลิกวิธีคิดแบบกลับด้าน หรือการคิดย้อนกลับ
Inversion โดย Charlie Munger โดยคุณชาร์ลี มังเกอร์ คู่หูในตำนานของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ มีกฎในการทำงานที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังมาก คือแทนที่จะมองหาว่า ‘ทำอย่างไรถึงจะสำเร็จ’ ให้เปลี่ยนมาโฟกัสว่า ‘ทำอย่างไรเราถึงจะพังพินาศ’ แล้วจงหลีกเลี่ยงการทำสิ่งนั้น คุณมังเกอร์เคยกล่าวไว้ว่า
“ มันน่าทึ่งมากที่พวกเราได้เปรียบในระยะยาวอย่างมหาศาล
เพียงเพราะเราพยายามทำตัวไม่ให้โง่อย่างสม่ำเสมอ
แทนที่จะพยายามทำตัวให้ฉลาดล้ำเลิศ ”
🔸 จินตนาการความล้มเหลวก่อนตัดสินใจ หรือการคิดล่วงหน้า
หนึ่งในเทคนิคทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Premortem โดย Daniel Kahneman พูดถึงการให้เราทุกคนสมมติว่า โปรเจกต์ที่จะทำนั้นได้ล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิงในอนาคต แล้วให้ย้อนกลับมาหาเหตุผลว่าเพราะอะไรมันถึงพัง
จากนั้นให้เขียนลงกระดาษว่า มันพังเพราะสาเหตุอะไรได้บ้าง? นี่คือการบังคับให้สมองของเราได้ฝึกสร้างกล้ามเนื้อความอ่อนน้อมถ่อมตน (Humility) รวมไปถึงลดอคติ เพื่อแก้ไขปัญหาโลกสวยเกินจริง และความมั่นใจในแผนตัวเองมากเกินไป
โดยสรุปแล้วเราปฎิเสธไม่ได้เลยว่าใคร ๆ ก็อยากฉลาด อยากเป็นคนเรียนรู้ได้เร็ว มีสติปัญญาที่เอาไปคิดงานสร้างสรรค์ได้ตลอดเวลา แต่แน่นอนว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่มากเกินไปจะดีเสมอไป เพราะในวันที่มันมากเกินไปก็อาจส่งผลกระทบได้มากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นยาถอนพิษที่ดีที่สุดไม่ใช่การทำตัวให้ฉลาดขึ้น แต่คือการกล้าที่จะมองข้ามความเฉลียวฉลาดของตัวเองบ้าง แล้วเปิดรับความจริงอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่อย่างที่เราอยากให้มันเป็น!
ที่มา:
• The surprising reason smart people make terrible decisions - https://www.fastcompany.com/91567328/smart-people-make-terrible-decisions-surprising-reason
• Known Unknowns in Motivated Reasoning: A Closer Look at Three Open Questions - https://online.ucpress.edu/collabra/article/11/1/147252/214710/Known-Unknowns-in-Motivated-Reasoning-A-Closer
โฆษณา