14 ส.ค. เวลา 05:26 • หนังสือ

บทที่ 3 เสิ่นเว่ยกลับมาแล้ว

บทที่ 3 เสิ่นเว่ยกลับมาแล้ว
หลีเยว่ซูเปิดประตูออกมา อารมณ์หงุดหงิดหลังถูกปลุกให้ตื่นที่ยังคงกดเอาไว้ ทำให้ท่าทางของนางดูน่ากลัวอยู่ไม่น้อย จนหญิงชราที่มาเคาะประตูเผลอถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
หลีเยว่ซูขมวดคิ้ว “มีอะไร?”
หญิงชรากลืนน้ำลาย “เสิ่น... เสิ่นเว่ยกลับมาแล้ว”
หลีเยว่ซูยังนึกไม่ออกว่าเสิ่นเว่ยคือใคร ก็ได้ยินเสียงตื่นเต้นดีใจสองเสียงดังขึ้นจากด้านหลังเสียก่อน
“ท่านพ่อกลับมาแล้วหรือ?”
“ท่านพ่อยังมีชีวิตอยู่หรือ?”
ตอนนั้นเองหลีเยว่ซูจึงนึกขึ้นได้ว่า เสิ่นเว่ยคือสามีในนามของเจ้าของร่างเดิม
แต่คนผู้นี้ไม่ใช่ว่าตายไปตั้งแต่หนึ่งปีก่อนแล้วหรอกหรือ?
เมื่อหนึ่งปีก่อน เสิ่นเว่ยขึ้นเขาไปล่าสัตว์แล้วหายตัวไป หลี่เจิ้งพาคนออกตามหานานหนึ่งวันหนึ่งคืน แต่พบเพียงเศษเสื้อผ้าที่เปื้อนเลือด ทุกคนจึงคิดว่าเขาคงถูกสัตว์ป่าบนภูเขากินไปแล้ว
ตระกูลเสิ่นไม่ต้องการเลี้ยงเด็กทั้งสี่คน จึงใช้เงินซื้อเจ้าของร่างเดิมมา แล้วแยกครอบครัวบ้านสามออกไป
เจ้าของร่างเดิมเพิ่งถึงวัยปักปิ่นก็ต้องแต่งงานกับคนตาย ทั้งยังต้องเลี้ยงเด็กติดมาถึงสี่คน ทั้งครอบครัวสามีและครอบครัวเดิมต่างหลีกหนีนางราวกับเห็นงูพิษ นางจึงระบายความคับแค้นและความโกรธทั้งหมดลงกับเด็กทั้งสี่คน
หลีเยว่ซูขมวดคิ้ว
นางเอกของนิยายต้นฉบับคือหลีเซียงหรู ผู้เขียนไม่ได้บรรยายเรื่องของตัวละครอื่นมากนัก ดังนั้นนางจึงไม่รู้ว่าในนิยายมีเหตุการณ์ที่เสิ่นเว่ยฟื้นคืนชีพกลับมาหรือไม่
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิด หลีเยว่ซูและฝาแฝดชายหญิงก็เดินตามหญิงชราไปยังถนนใหญ่ที่มีผู้คนจำนวนมากเบียดเสียดกันอยู่
ยังไม่ทันเดินเข้าไปใกล้ นางก็ได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังขึ้น
“ลูกสาม ลูกของแม่! ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเจ้าไปอยู่ที่ไหนมา? แม่เป็นห่วงเจ้าแทบตาย!”
ท่ามกลางฝูงชน มารดาของเสิ่นเว่ยกำลังจับตัวชายร่างสูงใหญ่ที่เนื้อตัวสกปรกมอมแมมเอาไว้ พลางร้องไห้ด้วยความเสียใจอย่างหนัก
ข้าง ๆ กันมีชายฉกรรจ์อีกคนหนึ่งกำลังเช็ดน้ำตาด้วยความตื่นเต้น คนผู้นี้ก็คือเสิ่นว่าง บุตรชายคนโตของมารดาเสิ่นเว่ย
“น้องสาม ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเจ้าไปอยู่ที่ไหนมา? ท่านแม่เป็นห่วงเจ้าจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ คนผอมลงไปตั้งเยอะ”
หลีเยว่ซูเหลือบมองมารดาเสิ่นเว่ยที่แต่งตัวหรูหราที่สุดในฝูงชนและได้รับการเลี้ยงดูจนมีรูปร่างอวบอ้วน ก่อนจะอดกลอกตาไม่ได้
ฝาแฝดชายหญิงไม่ได้สนใจสถานการณ์รอบข้างเลย พวกเขาวิ่งตรงเข้าไปหาเสิ่นเว่ยทันที แล้วคว้ามือของเขาไว้คนละข้าง
เสิ่นทิงเหวินมีน้ำตาคลออยู่ในดวงตา “ท่านพ่อ พี่ใหญ่รู้ว่าท่านกลับมาแล้ว เขาต้องดีใจมากแน่ ๆ!”
เสิ่นทิงอี๋ดวงตาแดงก่ำ “ท่านพ่อ ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ท่านไปอยู่ที่ไหนมา? พวกเราเป็นห่วงท่านมากเลยนะ”
เสิ่นเว่ยก้มตาลง เอียงศีรษะมองเด็กทั้งสองคน แต่ไม่ได้พูดอะไรและไม่ได้ขยับตัวเช่นกัน
หลีเยว่ซูเห็นภาพตรงหน้าแล้วรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติอยู่เล็กน้อย
ราวกับสัมผัสได้ถึงสายตาของนาง เสิ่นเว่ยจึงเงยหน้าขึ้นมองมา แววตาของเขาใสกระจ่าง ทั้งยังเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ทันทีที่สายตาทั้งสองคู่สบกัน หัวใจของหลีเยว่ซูก็เต้นแรง
ในเวลานี้ ภรรยาของเสิ่นว่างอย่างหยางซื่อพลันเอ่ยขึ้นว่า “ท่านพี่ น้องสามีทำไมถึงไม่พูดอะไรเลยล่ะ?”
เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนั้น ทุกคนจึงเพิ่งนึกขึ้นได้
มารดาเสิ่นหยุดร้องไห้ ก่อนหันไปมองชายชราคนหนึ่งที่อยู่ด้านข้าง ซึ่งกำลังลากเกวียนวัวและพาเสิ่นเว่ยกลับมา
“ท่านผู้เฒ่าหลิว ท่านไปพบลูกสามของข้ามาจากที่ไหน?”
สีหน้าของผู้เฒ่าหลิวดูแปลก ๆ “วันนี้ข้าเข้าเมืองไปส่งของ เห็นคนทะเลาะกันอยู่ในแหล่งรวมตัวของพวกขอทาน ก็เลยบังเอิญเห็นลูกสามของบ้านเจ้าเข้า”
พูดมาถึงตรงนี้ เขาก็ถอนหายใจ “ตอนนั้นตัวเขาเต็มไปด้วยเลือด ข้าจึงพาเขาไปหาหมอที่โรงหมอ ผลปรากฏว่าหมอบอกว่าสมองของเขาเคยได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้กลายเป็นคนสติไม่สมประกอบแล้ว ข้าออกเงินซื้อยาให้สองตำลึง แต่หมอบอกว่ามีเพียงหมอในเมืองหลวงเท่านั้นที่พอจะมีความหวังรักษาได้”
“อะไรนะ? สองตำลึง!” มารดาเสิ่นร้องเสียงหลง “ท่านผู้เฒ่าหลิว อย่าบอกนะว่าท่านเห็นว่าตระกูลเสิ่นของเรามีเงิน เลยจงใจหลอกข้า!”
สีหน้าของผู้เฒ่าหลิวพลันหม่นลง เขากำลังจะอ้าปากพูด แต่คนรอบข้างกลับส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาเสียก่อน
“หรือว่าเมื่อหนึ่งปีก่อนเสิ่นเว่ยได้รับบาดเจ็บที่สมองบนภูเขา เขาถึงได้ไม่กลับมาเสียที?”
“ก็มีความเป็นไปได้นะ ตระกูลเสิ่นเองก็โชคร้าย เสิ่นเว่ยเป็นคนที่หาเงินเก่งที่สุดในหมู่บ้านของเรา ทำให้ตระกูลเสิ่นมีบ้านหลังคากระเบื้องสีเขียวเพียงหลังเดียวในหมู่บ้านแท้ ๆ แต่กลับเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นเสียก่อน พอหาเขากลับมาได้ กลับกลายเป็นคนสติไม่สมประกอบไปเสียแล้ว!”
“แล้วถ้ากลายเป็นคนสติไม่สมประกอบแล้วอย่างไร? ตลอดสองปีที่เสิ่นเว่ยกลับมา เขาหาเงินให้ตระกูลเสิ่นไม่น้อยเลยนะ จะเลี้ยงคนสติไม่สมประกอบสักคนไม่ได้เชียวหรือ?”
“...”
“ใครบอกว่าตระกูลเสิ่นจะต้องเลี้ยงเขา!” เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยของคนรอบข้าง หยางซื่อก็รีบตะโกนโต้แย้งทันที “ครอบครัวบ้านสา แยกออกไปแล้ว ถ้าจะเลี้ยงก็ต้องให้หลีเยว่ซูเป็นคนเลี้ยง!”
ทันทีที่คำพูดนี้ออกมา ทุกคนก็หันไปมองหลีเยว่ซูที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน
เสิ่นว่างรีบพูดสมทบเสียงดัง “ใช่ ๆ ๆ ต้องให้หลีเยว่ซูเลี้ยง! นางเป็นภรรยาของน้องสาม ก็ควรเป็นคนเลี้ยง!”
ดวงตาของมารดาเสิ่นเป็นประกาย รีบหันไปพูดกับเสิ่นเว่ยว่า “ลูกสาม นี่คือภรรยาที่แม่หาให้เจ้า ต่อไปนางจะดูแลเจ้าและดีกับเจ้าเอง”
ฝูงชนเงียบลง
หลีเยว่ซูเป็นคนอย่างไร คนในหมู่บ้านต่างรู้กันดี
นางทั้งตีทั้งดุด่าเด็ก ๆ แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรว่าจะดีกับเสิ่นเว่ยที่กลายเป็นคนสติไม่สมประกอบ?
ฝาแฝดชายหญิงเองก็นึกถึงเรื่องนี้ได้เช่นกัน พวกเขากระชับมือที่จับเสิ่นเว่ยแน่นขึ้น ในใจอดโทษตัวเองไม่ได้ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าตนเองไร้ความสามารถ
เสิ่นเว่ยเองดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของเด็กทั้งสอง สายตาของเขาจึงมองตามทุกคนไปยังหลีเยว่ซู
ดีกับเขา?
ทุกคนต่างตีเขา ด่าว่าเขาเป็นคนโง่ ไม่มีใครดีกับเขาเลย แล้วนางจะดีกับเขาหรือ?
หลีเยว่ซูยังคงสงบนิ่งมาตั้งแต่ต้นจนจบ เมื่อต้องเผชิญกับสายตาของทุกคน นางจึงค่อย ๆ เอ่ยขึ้นว่า “ข้าพาเสิ่นเว่ยกลับไปได้ แต่ข้ามีเงื่อนไขหนึ่งข้อ”
สีหน้าของมารดาเสิ่นเปลี่ยนไป “เจ้าเป็นภรรยาของลูกสาม ก็ควรดูแลเขาอยู่แล้ว ยังจะมีเงื่อนไขอะไรอีก!”
หยางซื่อเองก็ช่วยพูดเสริมจากด้านข้าง “น้องสะใภ้ พวกเราแยกบ้านกันแล้ว น้องสามีก็มีทั้งภรรยาและลูก จะมีเหตุผลอะไรที่ยังต้องให้ครอบครัวเดิมดูแลอีก?”
“แยกบ้านงั้นหรือ? หึ!”
หลีเยว่ซูไม่ปิดบังน้ำเสียงเยาะเย้ยแม้แต่น้อย “พวกเจ้าอาศัยอยู่ในบ้านหลังคากระเบื้องสีเขียว ส่วนข้าที่เป็นผู้หญิงคนเดียวกลับต้องพาเด็กสี่คนมาอยู่ในบ้านเก่าที่ลมก็เข้า ฝนก็รั่ว กินไม่อิ่ม สวมเสื้อผ้าไม่อบอุ่น แล้วจะให้ข้าดูแลเสิ่นเว่ยได้อย่างไร?”
การแยกครอบครัวจำเป็นต้องไปให้หลี่เจิ้งเขียนเอกสารรับรอง ตอนที่เจ้าของร่างเดิมถูกซื้อกลับมา มารดาเสิ่นก็เขียนเอกสารเอาไว้เรียบร้อยแล้ว นอกจากโฉนดบ้านเก่า ผ้าห่มนวมเก่าหนึ่งผืน และชามแตก ๆ อีกไม่กี่ใบแล้ว พวกเขาไม่ได้ให้อะไรมาอีกเลย
เจ้าของร่างเดิมเคยไปโวยวายถึงบ้านตระกูลเสิ่นเพราะเรื่องนี้ แต่ทั้งสู้เสิ่นว่างไม่ได้ ทั้งด่าหยางซื่อไม่ชนะ แถมยังมีมารดาเสิ่นซึ่งเป็นผู้อาวุโสคอยกดหัวอีก นางจึงต้องกลับมาชนกำแพงทุกครั้ง
ด้วยเหตุนี้ เจ้าของร่างเดิมจึงยิ่งเกลียดเด็กทั้งสี่คนมากขึ้น และหาวิธีต่าง ๆ มาทรมานพวกเขา
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้คนรอบข้างต่างมองสมาชิกทั้งสามคนของตระกูลเสิ่นด้วยสายตาแปลก ๆ
เมื่อหลีเยว่ซูพูดเช่นนี้แล้ว เรื่องที่ตระกูลเสิ่นทำก็ไม่ถูกต้องจริง ๆ
ก่อนหน้านี้พวกเขาเอาแต่คิดว่าหลีเยว่ซูเป็นคนไม่ดี แต่เมื่อลองคิดดูตอนนี้ หากตระกูลเสิ่นยื่นมือเข้าช่วยสักหน่อย เด็กทั้งสี่คนก็คงไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากถึงเพียงนี้
สีหน้าของมารดาเสิ่นเปลี่ยนไปทันที “นังสารเลว! เจ้าพูดอะไรของเจ้า! ข้าซื้อเจ้ากลับมาก็เพื่อให้เจ้าดูแลลูกสามกับลูก ๆ ของเขา เจ้าคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์อะไรมายุ่งเรื่องของตระกูลเสิ่น!”
หลีเยว่ซูมองนางด้วยสีหน้าเย็นชา “ในเมื่อเจ้าบอกว่าซื้อข้ากลับมา แล้วหนังสือสัญญาขายตัวเล่า?”
สีหน้าของมารดาเสิ่นแข็งค้าง
นางอ่านหนังสือไม่ออกแม้แต่ตัวเดียว แต่ตอนนั้นก็ยังฝืนใจควักเงินหนึ่งตำลึงซื้อผู้หญิงคนนี้กลับมา เพียงต้องการรีบโยนตัวถ่วงทั้งสี่คนออกไป นางจะไปสนใจเรื่องหนังสือสัญญาขายตัวได้อย่างไร
หลีเยว่ซูรู้เรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว จึงมองมารดาเสิ่นด้วยสายตาเยาะเย้ย “ในเมื่อไม่มีหนังสือสัญญาขายตัว ข้าก็เป็นราษฎรอิสระ หากข้าไปแจ้งความที่ว่าการอำเภอว่าพวกเจ้าลักลอบซื้อขายคน เจ้าคิดว่าทางการจะจับเจ้าหรือไม่?”
“เจ้ากล้าหรือ!” หยางซื่อตะโกนออกมาโดยไม่ทันคิด
ลูกชายของนางยังเรียนหนังสืออยู่ที่สำนักศึกษาในเมือง หากเกิดเรื่องจนต้องขึ้นโรงขึ้นศาลขึ้นมาไม่ได้เด็ดขาด!
หลีเยว่ซูรู้เรื่องนี้ดี นางจึงกล้าพูดเช่นนี้ออกมา
และเป็นไปตามที่คาด แม้หยางซื่อจะลดน้ำเสียงลง แต่สีหน้ากลับดูย่ำแย่อย่างยิ่ง “เจ้าต้องการอะไร?”
มุมปากของหลีเยว่ซูยกขึ้นเล็กน้อย “ง่ายมาก พวกเจ้าก็แค่นำสิ่งของที่ควรแบ่งให้ครอบครัวบ้านสามออกมาให้ครบ ไม่อย่างนั้นก็พาเสิ่นเว่ยกลับไปที่ตระกูลเสิ่น ดูแลเขาเอง และคืนค่ารักษาที่ผู้เฒ่าหลิวออกให้ไปก่อน หรือไม่ก็... เราไปพบกันที่ศาล!”
โฆษณา