13 ส.ค. เวลา 01:52 • ข่าวรอบโลก

⚠️ เป็นไงล่ะ “กุเตือนแล้วว่าฟองสบู่”

ค่ะ เตือนแล้ว แต่ขอถามหน่อยนะคะ เตือนตั้งแต่ดัชนีอยู่ตรงไหนคะซิส
สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้นิคกี้ขอเปลี่ยนโหมดเป็นนางมารอีกรอบ เพราะเห็นกราฟนี้แล้วอดใจไม่ไหวจริงๆ ค่ะ
ทุกครั้งที่ตลาดแดงสักสองสามวัน จะมีคนกลุ่มหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากใต้ดินพร้อมประโยคเดิม “เห็นมั้ย กุเตือนแล้ว” เหมือนตัวประกอบในละครที่โผล่มาแค่ฉากงานศพ พองานแต่งจัดยาว 4 ปี ไม่มา ไม่ทัก ไม่ยินดี พอมีคนสะดุดล้มปุ๊บ มาถึงพร้อมกล้อง
นิคกี้ไม่รู้จริงๆ นะคะว่าเตือนกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ทุกคนที่อ่านอยู่ตอนนี้ น่าจะพอเดาได้แหละค่ะ ว่ามันคือประโยคที่พูดซ้ำมาแล้วกี่พันครั้ง ตั้งแต่ดัชนีอยู่ที่เท่าไหร่ จนวันนี้ S&P 500 แม่มจะ 8 พันจุด อยู่แล้ว 😆
เตือนมาตลอดทาง ตั้งแต่ล่างจนบนสุด แล้วยังมีหน้ามาบอกว่าตัวเองถูก
🎯 คำเตือนที่ไม่มีวันที่ ไม่ใช่คำเตือนค่ะ มันคือคำบ่นของคนตกรถ
มาคุยกันตรงๆ นะคะ
การพูดว่า “ตลาดเป็นฟองสบู่” โดยไม่ระบุวันที่ ไม่ระบุระดับดัชนี ไม่ระบุว่าตัวเองถือเงินสดกี่เปอร์เซ็นต์ และไม่ระบุว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นถึงจะยอมรับว่าคิดผิด
มันไม่ใช่การวิเคราะห์ค่ะ
มันคือการซื้อล็อตเตอรี่ทุกงวด แล้วเก็บเฉพาะใบที่ถูกไว้อวด ส่วนใบที่ผิดอีกสองร้อยใบ ทิ้งลงถังไปเงียบๆ
เพราะสุดท้ายตลาดมันต้องลงอยู่แล้วค่ะ มันลงทุกปี ปีละหลายรอบ นั่นคือธรรมชาติของมัน คนที่ตะโกนว่าจะพังทุกวันเป็นเวลาสิบปี
วันหนึ่งเขาจะ “ถูก” แน่นอน เหมือนนาฬิกาที่ตาย มันก็ยังบอกเวลาถูกวันละสองครั้ง
แต่ไม่มีใครใส่นาฬิกาที่ตายไปทำงานนะคะ
📊 ทีนี้มาดูของจริงกันบ้าง
กราฟที่ทุกคนเห็นคือ US – S&P 500 – Bull & Bear Market Performance จาก MacroMicro แท่งเขียวคือกำไรสะสมของแต่ละรอบขาขึ้น แท่งแดงคือขาดทุนสะสมของแต่ละรอบขาลง
จ้องดีๆ นะคะ แล้วบอกนิคกี้หน่อยว่าเห็นอะไร
เห็นเขียวสูงลิบเป็นตึกระฟ้า กับแดงที่เตี้ยแบนติดพื้นเหมือนรอยขีดข่วนใช่ไหมคะ
นี่คือ 70 ปีของประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นสหรัฐ และมันบอกความจริงข้อเดียวที่คนขายความกลัวไม่อยากให้คุณเห็น คือ ขาขึ้นสูงกว่าและยาวกว่าขาลงเสมอ ไม่ใช่บางครั้ง ไม่ใช่ส่วนใหญ่ แต่ทุกครั้งค่ะ
📏 และรอบนี้ที่คุณกลัวจนตัวสั่นน่ะ มันยังตัวเล็กมากค่ะ
ตรงนี้แหละคือหมัดที่นิคกี้อยากให้ทุกคนจำกลับบ้าน
Bull Market รอบปัจจุบันเริ่มจากก้นเหววันที่ 12 ตุลาคม 2022 ที่ 3,577 จุด มาถึงวันนี้ราว 7,700 จุด แปลว่าขึ้นมาประมาณ 117% ใช้เวลาราว 46 เดือน
ทีนี้มาดูแท่งเขียวที่สูงที่สุดในกราฟนะคะ รอบที่จบลงมีนาคม 2000 หรือฟองสบู่ดอทคอมของแท้ รอบนั้นให้ผลตอบแทนสะสม เกือบ 580% กินเวลา 12 ปี
ส่วนแท่งรองลงมา รอบที่เริ่มจากซากปรักหักพังของซับไพรม์ในเดือนมีนาคม 2009 จนถึงโควิดกุมภาพันธ์ 2020 ให้ผลตอบแทน ราว 400% กินเวลาเกือบ 11 ปี
เอาละค่ะ คำนวณกันหน่อย
รอบนี้ให้ผลตอบแทนประมาณ หนึ่งในห้า ของรอบดอทคอม และใช้เวลาไปแค่ หนึ่งในสาม ของรอบนั้น
แล้วคุณจะมาบอกนิคกี้ว่านี่คือฟองสบู่ระดับปี 2000?
ค่ะ ถ้าอย่างนั้นช่วยอธิบายหน่อยนะคะ ว่าทำไมฟองสบู่รอบนี้ถึงตัวเล็กกว่ารอบนั้นห้าเท่า และอายุสั้นกว่าสามเท่า แต่ต้องแตกก่อน
เพราะการเอาคำว่า “ฟองสบู่” มาแปะเฉยๆ มันฟรีค่ะ แต่การอธิบายว่ามันจะแตกที่ระดับไหนและด้วยเหตุผลอะไร อันนั้นต้องใช้ความสามารถค่ะ
🔴 หมีที่คุณกลัวน่ะ ตัวเล็กกว่าที่โฆษณาไว้เยอะเลยค่ะ
มาดูกันว่าหมีตัวใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์หน้าตาเป็นยังไง
ดอทคอมปี 2000 ลงราว 49% กินเวลาสองปีครึ่ง ซับไพรม์ปี 2008 ลงราว 57% กินเวลา 17 เดือน ปี 2022 ที่หลายคนยังจำได้ ลงราว 25% กินเวลา 9 เดือน ส่วนโควิดปี 2020 ลงราว 34% แต่จบภายใน 33 วันทำการ
เห็นอะไรไหมคะ
หมีที่โหดที่สุดในรอบ 70 ปี ยังกินเวลาไม่ถึงสามปี ในขณะที่กระทิงที่ใหญ่ที่สุดวิ่งยาวสิบสองปี
คุณกำลังยืนอยู่ริมสระ ไม่ยอมลงน้ำมาสิบปี เพื่อหลบฉลามที่จะโผล่มาว่ายอยู่แปดเดือน
แล้วยังภูมิใจกับตัวเองอีกว่ารอบคอบ
💸 ประโยคที่แพงที่สุดในชีวิตนักลงทุนคือ “รอให้ชัดกว่านี้ก่อน”
นิคกี้จะบอกความจริงที่เจ็บนะคะ
การมองถูก กับการได้เงิน มันคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิงค่ะ
สมมติมีคนเตือนฟองสบู่ตั้งแต่ปี 2023 แล้วถือเงินสดมาตลอด วันหนึ่งตลาดปรับฐานลง 20% จริงๆ เขาจะได้อะไรคะ
เขาได้สิทธิ์โพสต์ว่า “กุบอกแล้ว” หนึ่งโพสต์
ส่วนคนที่นั่งเฉยๆ ถือกองทุนต่อไป ได้กำไรสะสม 117% แล้วโดนหักคืน 20% ก็ยังเหลือกำไรเป็นกอบเป็นกำ
ใครชนะคะ? คนที่มีแคปชั่นเท่ ๆ หรือคนที่มีเงิน?
ในตลาดนี้ การถูกทางแต่ผิดเวลา มีค่าเท่ากับผิดค่ะ ไม่มีใครเอาความรู้สึกว่า “ฉันเห็นมาก่อน” ไปจ่ายค่าเทอมลูกได้
และที่โหดกว่านั้น วันที่ตลาดเด้งแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่วนใหญ่เกาะกลุ่มอยู่ติดกับวันที่ตลาดร่วงแรงที่สุดค่ะ มันอยู่ในพายุลูกเดียวกัน คนที่ตกใจขายตอนแดงเข้ม แล้วรอ “ให้ชัดกว่านี้” ค่อยกลับเข้า มักจะกลับมาหลังวันเด้งใหญ่ผ่านไปแล้ว
รับความเจ็บครบ แต่ได้กำไรไม่ครบ นี่คือชะตากรรมของคนที่ฟังคำเตือนมากเกินไป และไม่มีใครทำคอนเทนต์เรื่องนี้ให้ดูหรอกค่ะ เพราะมันไม่ปัง
🎭 ทำไมพวกเขาถึงขายความกลัวได้ตลอดไป
เพราะมันฟรีค่ะ
เตือนผิด ไม่มีต้นทุน ไม่มีใครย้อนกลับไปเช็ค ไม่มีใครแคปหน้าจอเก็บไว้ ส่วนเตือนถูกครั้งเดียวในสิบปี ได้ยอด engagement ระเบิด ได้ตำแหน่ง “ผู้มองเห็นก่อนใคร” ไปตลอดชาติ
ในเมื่อผิดฟรี ถูกได้กำไร ทำไมจะไม่เตือนทุกวันล่ะคะ
บวกกับสมองมนุษย์ที่ให้น้ำหนักกับความเจ็บมากกว่าความสุขอยู่แล้ว พาดหัวว่า “เตรียมรับวิกฤตครั้งใหญ่” มันดึงสายตาได้มากกว่า “เศรษฐกิจยังขยายตัวปกติ” หลายเท่า
นิคกี้ถึงยืนยันมาตลอดว่า เราจะไม่เล่นเกมนี้ค่ะ เราไม่ขายความกลัว และเราก็ไม่ขายความโลภ เราวางตัวเลขลงบนโต๊ะ ใส่วันที่กำกับ แล้วให้ทุกคนตัดสินใจเอง
เพราะคอนเทนต์ที่ทำให้คุณกลัวจนไม่กล้าลงทุน ไม่ได้ทำร้ายคนเขียนค่ะ มันทำร้ายคุณคนเดียว
⚠️ แต่อย่าเพิ่งดีใจ นิคกี้ไม่ได้บอกว่าไม่มีความเสี่ยงนะคะ
ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วกำลังจะเปิดพอร์ตเทหมดหน้าตัก หยุดก่อนค่ะ
ความเสี่ยงที่มีอยู่จริงตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น Nvidia เพิ่งระดมทุนกับธนาคารแบบไพรเวทถึง 500,000 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้าง AI infrastructure ซึ่งเพิ่มระดับ leverage ในภาคส่วนนี้ ขณะที่ Intel ขยายแผนขายหุ้นเพิ่มอีก 5,000 ล้านดอลลาร์เป็น 20,000 ล้านดอลลาร์ และกรรมการ FOMC หลายท่านส่งสัญญาณว่าอาจขึ้นดอกเบี้ยในเดือนหน้า
จุดที่นิคกี้จับตาจริงๆ คือคำว่า leverage ค่ะ เพราะรอบก่อนหน้านี้ เงินที่ไหลเข้า AI ส่วนใหญ่คือกระแสเงินสดจากกำไรของบริษัท
ซึ่งทนแรงกระแทกได้ดี พอเริ่มมีหนี้เข้ามาในสมการ ความเปราะบางก็เพิ่มขึ้นทันที บวกกับ valuation ที่ไม่ถูก บวกกับความไม่แน่นอนเรื่องช่องแคบฮอร์มุซและราคาน้ำมัน
ความเสี่ยงมีจริงค่ะ นิคกี้ไม่ปฏิเสธ
แต่ “มีความเสี่ยง” กับ “ฟองสบู่กำลังจะแตกพรุ่งนี้” มันคนละประโยคกันนะคะ และคนที่แยกสองอย่างนี้ไม่ออก ไม่ควรมาสอนใครลงทุน
🧭 นิคกี้ขอวางเงื่อนไขไว้ตรงนี้ เผื่อวันหนึ่งนิคกี้ผิด จะได้ด่าได้ถูกจุด
นี่คือความต่างค่ะ นิคกี้จะบอกล่วงหน้าเลยว่าอะไรจะทำให้นิคกี้เปลี่ยนใจ
เรื่องแรกคือ credit spread หรือส่วนต่างผลตอบแทนหุ้นกู้เอกชนเทียบพันธบัตรรัฐบาล ถ้ามันถ่างออกอย่างมีนัยและต่อเนื่อง แปลว่าตลาดเครดิตเริ่มไม่เชื่อกระแสเงินสดของบริษัทแล้ว และตลาดหุ้นตามมาทีหลังเสมอ
เรื่องที่สองคือทิศทางการปรับประมาณการกำไร นิคกี้ดู Citi Earnings Revision Index อยู่ ถ้ามันพลิกลงต่ำกว่าศูนย์ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ แปลว่านักวิเคราะห์เริ่มหั่นกำไรกันจริง ไม่ใช่แค่ราคาแพงขึ้นเฉยๆ
เรื่องที่สามคือ market breadth ถ้าดัชนีทำ All-Time High ใหม่ได้ แต่จำนวนหุ้นที่ทำจุดสูงสุดใหม่ลดลงเรื่อยๆ นั่นคือลายเซ็นคลาสสิกของปลายรอบ
และเรื่องสุดท้ายคือราคา DRAM และ HBM ถ้าพลิกลงพร้อมสัญญาณสินค้าคงคลังสะสม แปลว่า demand จริงของ AI infrastructure เริ่มแผ่ว
ณ วันที่ 12 สิงหาคม 2026 ทั้งสี่ตัวยังไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมกันค่ะ
นี่คือสิ่งที่คนพูดว่า “กุเตือนแล้ว” ไม่เคยทำ คือการบอกล่วงหน้าว่าตัวเองจะยอมรับผิดตอนไหน
🎯 บทสรุปและมุมมองส่วนตัวของนิคกี้
นิคกี้มองว่าปัญหาของนักลงทุนตอนนี้ ไม่ใช่ไม่รู้ว่ามีความเสี่ยงค่ะ แต่คือถูกขู่วันละสิบครั้งจนขยับไม่ออก แล้วยืนดูดัชนีวิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ พร้อมปลอบตัวเองว่า “ก็มันจะพังนี่นา”
4-5 ปีผ่านไป ยังพังไม่เสร็จค่ะ แต่โอกาสของคุณเสร็จไปแล้ว
ภาพใหญ่จากกราฟนี้ชัดมาก คือรอบนี้ยังเตี้ยและยังสั้น เมื่อวัดทั้งความสูงและอายุเทียบกับสองรอบที่คนชอบหยิบมาขู่ นั่นไม่ได้แปลว่ามันจะไม่ลงนะคะ มันจะลงแน่นอน วันหนึ่ง
แต่การกลัวล่วงหน้า 4-5 ปีเพื่อหลบการปรับฐานไม่กี่เดือน มันคือการแลกที่ขาดทุนตั้งแต่วันแรก
ส่วนสิ่งที่นิคกี้อยากฝากจริงๆ คือ วิธีที่ทำให้คุณไม่ต้องเดาว่าฟองสบู่จะแตกเมื่อไหร่ ไม่ใช่การหนีออกจากตลาด แต่คือการทยอยลงทุนสม่ำเสมอ กระจายความเสี่ยงข้ามสินทรัพย์ ไม่ใช้ Leverage เกินตัว และทบทวน Asset Allocation ให้ตรงกับระยะเวลาลงทุนของตัวเอง
คนที่ทำสี่อย่างนี้ได้ ไม่ต้องกลัวคำว่าฟองสบู่เลยค่ะ เพราะแตกหรือไม่แตก แผนก็ยังเดินต่อได้เหมือนเดิม
และครั้งหน้าที่เห็นใครโพสต์ว่า “กุเตือนแล้วนะ” นิคกี้ขอให้ถามกลับสามข้อสั้นๆ ค่ะ
เตือนวันไหน ที่ระดับดัชนีเท่าไหร่ และตอนนั้นคุณถือเงินสดกี่เปอร์เซ็นต์
ถ้าตอบไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว ก็ปัดผ่านไปเถอะค่ะ เขาไม่ได้กำลังเตือนคุณ เขากำลังหาคนดูเฉยๆ ค่ะ 💅
อ้างอิงจากเพจ : Beauty Investor
โฆษณา