14 ส.ค. เวลา 08:23 • หนังสือ

บทที่ 7 เสียดายอาหารจานอร่อย

บทที่ 7 เสียดายอาหารจานอร่อย
ผู้คนจำนวนมากพากันบุกเข้ามาอย่างเอาเรื่อง แต่กลับเห็นหลีเยว่ซูกำลังอุ้มเสิ่นจืออี้วัยสามขวบ ร้องไห้จนใบหน้างดงามเต็มไปด้วยน้ำตา
“พวกท่านมาพอดีเลย ช่วยตัดสินให้ข้าหน่อยเถอะ ท่านแม่สามีคิดจะบีบให้ครอบครัวสามบ้านอย่างพวกเราตายหรืออย่างไร!”
แม่เฒ่าเสิ่นยังไม่ทันได้พูดอะไร หลีเยว่ซูก็เริ่มฟ้องเสียก่อน
“ข้าเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียว ต้องลำบากเลี้ยงลูกถึงสี่คน แถมยังมีเสิ่นโม่หยวนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอีกคน ครอบครัวสามีไม่เคยช่วยเหลือก็แล้วไป แต่ยังถึงกับมาหาเรื่องถึงบ้าน ขนาดลงมือผลักลูกชายคนที่สี่ของข้า!”
หลีเยว่ซูทำหน้าขุ่นเคือง น้ำตาไหลออกมาไม่หยุด ดูราวกับได้รับความไม่เป็นธรรมอย่างใหญ่หลวง จนชวนให้ผู้คนรู้สึกสงสาร
“เจ้าพูดเหลวไหล!” หยางซื่อรีบเอ่ยขึ้น “ข้ากับท่านแม่มาเยี่ยมน้องสามีแท้ ๆ แต่เจ้าไม่แยกแยะถูกผิด กลับลงมือทำร้ายแม่สามีของตัวเอง!”
แม่เฒ่าเสิ่นรีบร้องรับทันที “โอ๊ย ๆ เจ็บจะตายอยู่แล้ว กระดูกแก่ ๆ ของข้ากำลังจะถูกตีตายแล้ว!”
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า สายตาที่ชาวบ้านมองหลีเยว่ซูต่างเต็มไปด้วยการตำหนิ
“สะใภ้สาม เจ้าทำเกินไปแล้ว ต่อให้มีเรื่องอะไรก็ไม่ควรลงมือทำร้ายแม่สามีสิ!”
“สะใภ้สามไม่เคยเป็นคนดีอยู่แล้ว เมื่อก่อนก็เอะอะลงไม้ลงมือกับเด็ก ๆ ทำเรื่องแบบนี้ก็ไม่แปลกหรอก!”
“คนแบบนี้ควรไล่ออกจากหมู่บ้านไปเสีย อยู่ที่นี่ก็มีแต่ทำให้พวกเราอับอาย!”
ท่ามกลางเสียงตำหนิของผู้คน หลีเยว่ซูทำหน้าเหมือนได้รับความอยุติธรรม
“ข้าไม่ได้ทำ... ท่านแม่สามีบอกว่าข้าตีท่าน แล้วบาดแผลอยู่ตรงไหนหรือเจ้าคะ?”
“แน่นอนว่าต้องอยู่บนตัวข้า!” แม่เฒ่าเสิ่นรีบตอบ “หากพวกเจ้าไม่เชื่อ ข้าให้ตรวจบาดแผลได้!”
ไม้แต่ละทีที่หลีเยว่ซูฟาดลงบนตัวนางล้วนหนักหน่วงจริง ๆ จนนางเจ็บเสียจนเดินยังต้องให้ลูกสะใภ้คนโตประคอง นางมั่นใจว่าบนร่างกายจะต้องเต็มไปด้วยรอยช้ำแน่นอน
ดังนั้น เหล่าผู้ชายจึงถูกไล่ออกไป เหลือเพียงหญิงชราหลายคนอยู่ในบ้านเพื่อตรวจสอบบาดแผล โดยหนึ่งในนั้นก็คือป้าหลิว ภรรยาของลุงหลิว
หลีเยว่ซูก็ออกมาด้วยเช่นกัน นางเอาแต่เช็ดน้ำตา ทำท่าทางน่าสงสารจนคนที่เดิมคิดจะตำหนินางต่างพากันพูดไม่ออก
เด็กแฝดชายหญิงมองประตูที่ปิดสนิทอย่างกระวนกระวาย เพราะพวกเขาเห็นกับตาว่าผู้หญิงคนนี้ลงมือจริง ๆ และแรงที่ใช้ก็ไม่น้อยเลย
แต่หลีเยว่ซูผู้เป็นเจ้าตัวกลับไม่กังวลแม้แต่น้อย
ความรู้เรื่องร่างกายมนุษย์ของนางไม่ได้มีเพียงการจ่ายยาและฝังเข็มเท่านั้น
ไม้ที่นางฟาดใส่แม่เฒ่าเสิ่นเมื่อครู่นี้ดูเหมือนรุนแรง แต่แท้จริงแล้วล้วนลงไปตรงจุดฝังเข็มพอดี จึงไม่ทิ้งแม้แต่รอยบนผิวหนัง
และเป็นอย่างที่คิด
เมื่อประตูเปิดออก สีหน้าของแม่เฒ่าเสิ่นกับหยางซื่อก็แทบจะไม่สามารถใช้คำว่า “น่าเกลียด” มาบรรยายได้
ชาวบ้านที่รออยู่ด้านนอกต่างรู้สึกแปลกใจ จึงถามขึ้นว่า
“เกิดอะไรขึ้น? หลีเยว่ซูตีแม่สามีจริงหรือ?”
ป้าหลิวรีบตอบ “ตีอะไรกัน! บนตัวของยายเฒ่าเสิ่นไม่มีแม้แต่รอยยุงกัด! เมื่อครู่อยู่ในบ้านยังคิดจะติดสินบนพวกเรา ให้พวกเราช่วยใส่ร้ายคนอื่นอยู่เลย!”
หลีเยว่ซูเองก็ไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น นางกดมุมปากที่กำลังจะยกยิ้มลง ก่อนเงยดวงตาที่ “ร้องไห้” จนบวมขึ้นมองแม่เฒ่าเสิ่น
“ท่านแม่สามี ข้ารู้ว่าท่านอยากกินเนื้อไก่ แต่ไก่ตัวนั้นเป็นของขวัญที่ข้าตั้งใจมอบให้ลุงหลิว เพื่อขอบคุณที่ช่วยชีวิตเสิ่นโม่หยวน ส่วนไก่อีกตัวก็เป็นเสบียงเพียงอย่างเดียวของครอบครัวเราทั้งห้าคน ข้าให้ท่านไม่ได้จริง ๆ”
“แต่ข้าไม่คิดเลยว่าท่านจะใช้วิธีแบบนี้มาล้างแค้นข้า ท่านคิดจะบีบให้ครอบครัวเราตายหรืออย่างไร!”
กลยุทธ์ของดอกบัวขาวไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ใช้ได้ผลเสมอ
ชาวบ้านที่เมื่อครู่ยังตำหนิหลีเยว่ซูต่างรู้สึกผิดขึ้นมา และเปลี่ยนเป้าหมายไปตำหนิแม่เฒ่าเสิ่นแทน
“นังสารเลว! เจ้ากล้าหลอกข้าหรือ!”
ใบหน้าของแม่เฒ่าเสิ่นแดงก่ำด้วยความโกรธ นางไม่ทันคิดอะไรด้วยซ้ำก็ยกมือพุ่งเข้าใส่หลีเยว่ซู
แววตาของหลีเยว่ซูเย็นวาบ นางกำลังจะลงมือ แต่จู่ ๆ กลับมีร่างหนึ่งพุ่งเข้ามาขวางตรงหน้า
เสิ่นโม่หยวนคว้ามือของแม่เฒ่าเสิ่นเอาไว้ ใบหน้าสีคล้ำธรรมดาของเขากลับแผ่แรงกดดันจนแทบทำให้ผู้คนหายใจไม่ออก
“ห้ามตีภรรยาของข้า!”
ในชั่วขณะนั้น กลิ่นอายรอบตัวเขาราวกับกระบี่ที่พร้อมชักออกจากฝักได้ทุกเมื่อ ทำให้ผู้คนอดหวั่นใจไม่ได้
เมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้น แม้จะยังมีความไร้เดียงสาแบบเด็ก ๆ แต่กลับลึกล้ำจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง แม่เฒ่าเสิ่นรู้สึกราวกับมีน้ำเย็นสาดรดลงมาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
เจ้าตัวซวยนี่ก็กลายเป็นคนโง่ไปแล้วแท้ ๆ ทำไมยังน่ากลัวขนาดนี้!
คนแรกที่ได้สติกลับมาคือหยางซื่อ นางรีบเข้าไปดึงแม่เฒ่าเสิ่น
“ท่านแม่ ท่านไม่ได้บอกหรือว่าที่บ้านยังมีธุระอีกมาก? พวกเรารีบกลับกันเถอะ!”
แม่สามีและลูกสะใภ้พากันหนีกลับไปอย่างหงอย ๆ
ชาวบ้านต่างพากันถอนหายใจด้วยความเสียดาย ขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดต่อลีเยว่ซู
หลีเยว่ซูกลับแสดงท่าทีใจกว้าง บอกว่าเข้าใจพวกเขา และยังยกไก่ตุ๋นซีอิ๊วที่ทำเสร็จแล้วให้สามีภรรยาลุงหลิวต่อหน้าทุกคน
ในเมื่อพูดต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้านแล้วว่าเป็นของขวัญขอบคุณลุงหลิว นางย่อมไม่สามารถทำเป็นพูดแล้วไม่ทำได้
แต่สามีภรรยาลุงหลิวก็ไม่ยอมรับ ทั้งสองปฏิเสธอยู่หลายครั้ง สุดท้ายจึงอยู่กินข้าวด้วยกัน
หลังจากกินเสร็จ หลีเยว่ซูกลับยื่นไก่ที่ยังมีชีวิตอยู่อีกตัวให้ทั้งสองคน
“แบบนี้ได้อย่างไร พวกเราก็กินข้าวมาแล้ว!” ทั้งคู่รีบปฏิเสธ
“นั่นเป็นเพียงคำพูดที่ข้าใช้รับมือแม่สามีเมื่อครู่เท่านั้น จริง ๆ แล้วไก่ตัวนี้ตั้งใจเก็บไว้ให้พวกท่านอยู่แล้ว” หลีเยว่ซูพูดด้วยรอยยิ้ม “ลุงหลิวช่วยชีวิตเสิ่นโม่หยวน ส่วนป้าหลิวก็ช่วยพูดแทนข้าเมื่อครู่นี้ นี่เป็นสิ่งที่ข้าควรขอบคุณพวกท่าน”
เมื่อเห็นทั้งสองยังคงจะปฏิเสธ หลีเยว่ซูก็รีบพูดว่า
“ต่อไปข้ายังมีเรื่องที่ต้องขอให้ลุงหลิวกับป้าหลิวช่วยอีก หากพวกท่านยังเกรงใจแบบนี้ แล้วต่อไปข้าจะกล้ารบกวนพวกท่านได้อย่างไร”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งสองจึงไม่สะดวกจะปฏิเสธอีก
“บ้านของพวกเราอยู่ใกล้กัน ต่อไปมีอะไรก็เรียกพวกเราได้เลย!”
หลังจากส่งทั้งสองคนกลับไปแล้ว หลีเยว่ซูจึงกลับเข้าครัว
และเป็นอย่างที่คิด นางเห็นร่างเล็ก ๆ กำลังนั่งยอง ๆ อยู่ข้างเล้าไก่
ตอนกินข้าวเมื่อครู่นางสังเกตเห็นแล้วว่าอารมณ์ของเสิ่นจืออี้ไม่ค่อยดี แม้แต่ตอนกินไก่ตุ๋นซีอิ๊วแสนอร่อย ดวงตาของเขาก็ยังเหลือบมองไปทางเล้าไก่อยู่เป็นระยะ
หลีเยว่ซูเดินเข้าไปอุ้มเขาขึ้นมา
“อาจือ แม่จะฝังเจ้าตัวน้อยไปพร้อมกับเจ้านะ”
เสิ่นจืออี้กะพริบตาปริบ ๆ มองนาง ก่อนส่งเสียง “อืม” เบา ๆ แล้วเอนตัวพิงนาง
เห็นได้ชัดว่าเวลาไม่ถึงสองวัน เขาก็ลืมไปแล้วว่าแม่เลี้ยงคนนี้เคยทำอะไรกับเขาไว้บ้าง
หลีเยว่ซูใช้มือข้างหนึ่งอุ้มเขา อีกข้างหยิบซากลูกเจี๊ยบที่แข็งตัวแล้วขึ้นมา ก่อนขุดหลุมหลังบ้านเก่า
เสิ่นจืออี้ค่อย ๆ กลบดินไปทีละกำ มือเล็ก ๆ ของเขาสั่นนิด ๆ ริมฝีปากเบะออกเหมือนอยากร้องไห้แต่ก็พยายามกลั้นเอาไว้
เมื่อเห็นภาพนั้น หัวใจของหลีเยว่ซูก็แทบละลาย
ใครจะคิดว่าเด็กน้อยที่แค่เสียไก่เลี้ยงซึ่งเลี้ยงมาไม่ถึงหนึ่งวันก็ยังเจ็บปวดถึงเพียงนี้ ในอนาคตกลับกลายเป็นแม่ทัพใหญ่ที่ฆ่าคนราวกับผักปลา
หลีเยว่ซูพลันนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“อาจือ แม่ดีใจจริง ๆ ที่เห็นเจ้ามีจิตใจเมตตาเช่นนี้”
นี่เป็นโอกาสสั่งสอนที่ดีเลย!
เสิ่นจืออี้หันมามองนางด้วยสีหน้าไร้เดียงสา ไม่เข้าใจอะไรเลยสักนิด
หลีเยว่ซูอยากยื่นมือไปบีบแก้มเขาเหลือเกิน แต่เมื่อเห็นว่ามือของตัวเองเต็มไปด้วยดิน นางก็อดใจไว้
“อาจือ พวกเราควรมีความยำเกรงต่อชีวิต ไม่ควรทำร้ายชีวิตบริสุทธิ์โดยพลการ อย่างเจ้าตัวน้อยนี่ก็เป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน การที่ท่านย่าของเจ้าทำร้ายมันก็คือการทำชั่ว”
เสิ่นจืออี้ทำท่าคล้ายเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง เขาหันไปมองเนินดินที่ฝังลูกเจี๊ยบเอาไว้ ก่อนใช้ดวงตาใสซื่อเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นมองหลีเยว่ซู
“แต่ตอนเที่ยงพวกเราก็กินเนื้อไก่นี่นา!”
หลีเยว่ซู “……”
พลาดแล้ว!
“แค่ก ๆ! เอ่อ... ชีวิตทุกชีวิตล้วนมีความหมายของมันเอง เจ้าจำคำพูดของแม่เอาไว้ก็พอ”
หลีเยว่ซูรีบเปลี่ยนเรื่อง
“เอาล่ะ พวกเรามาส่งเจ้าตัวน้อยไปสู่สุคติกันเถอะ!”
พูดจบ นางก็ประนมมือแล้วท่อง “อมิตาภพุทธ” สามครั้งเสียงดัง
แม้เสิ่นจืออี้จะรู้สึกสงสัย แต่ก็ยังทำตามอย่างว่าง่าย
ในที่สุดหลีเยว่ซูก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
นางมองเนินดินเล็ก ๆ ตรงหน้า ก่อนอดจุ๊ปากอย่างเสียดายไม่ได้
น่าเสียดายจริง ๆ เลี้ยงต่ออีกสักหลายวัน ก็กลายเป็นอาหารจานอร่อยอีกจานแท้ ๆ
โฆษณา