Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
หนู Love 💞 ตามกระแส
•
ติดตาม
14 ส.ค. เวลา 08:25 • หนังสือ
บทที่ 10 พ่อค้าผู้มั่งคั่งใจบุญเลื่องชื่อไปทั่วหล้า
บทที่ 10 พ่อค้าผู้มั่งคั่งใจบุญเลื่องชื่อไปทั่วหล้า
เสิ่นถิงเหวินกลอกตาไปมา ก่อนจะยิ้มอย่างใสซื่อไร้พิษภัย “ท่านลุงค้าขายก็ไม่ง่าย แต่หมูป่าราคาสูง แถมตัวก็หนัก อย่างน้อยก็น่าจะขายได้สามตำลึง แต่ท่านลุงให้พวกเราสองตำลึงก็พอ เงินที่เหลือถือเป็นค่าเหนื่อยของท่านลุง อาเหวินจะเลี้ยงอาหารดี ๆ ท่านลุงเอง!”
เสิ่นถิงเหวินพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจและจริงจัง ประกอบกับใบหน้าหล่อเหลา ใครเห็นก็ต้องใจอ่อน
ทั้งที่กำลังต่อรองราคาอยู่แท้ ๆ แต่คนขายเนื้อกลับไม่คิดจะต่อรองแม้แต่น้อย “ฮ่า ๆๆ! ได้ เอาตามที่เจ้าว่าเลย!”
คนขายเนื้อควักเงินออกมาอย่างใจกว้าง แล้วยื่นให้เสิ่นถิงเหวิน “เจ้าตัวเล็กนี่ค้าขายเก่งจริง ๆ โตไปต้องเป็นเถ้าแก่ใหญ่แน่!”
คำพูดของเขาทำให้ดวงตาของเสิ่นถิงเหวินเป็นประกาย ก่อนจะร้องเสียงหวาน “ขอบคุณท่านลุง”
หลิวเหล่าฮั่นถึงกับมึนงง เขาไม่คิดเลยว่าเพียงพูดเพิ่มไม่กี่ประโยค เงินหนึ่งตำลึงจะกลายเป็นสองตำลึงได้ในพริบตา
ส่วนเสิ่นเว่ยกับเสิ่นถิงอี๋กลับไม่มีปฏิกิริยาอะไร พวกเขามัวแต่เป็นห่วงหัวไหล่ที่บาดเจ็บของหลีเยว่ซู่อยู่ จึงคิดเพียงอยากรีบพานางไปหาหมอ
หลีเยว่ซู่อดหัวเราะไม่ได้ ราวกับมองเห็นหางจิ้งจอกที่กำลังส่ายอยู่ด้านหลังเสิ่นถิงเหวิน
หมูป่าหนึ่งตัวขายสองตำลึง แม้จะถือว่าคุ้มค่ามาก แต่คนขายเนื้อต้องลงมือชำแหละเอง อีกทั้งยังต้องตัดส่วนที่ใช้ไม่ได้ออกไป เขาเองก็ไม่ได้กำไรมากนัก
แต่ดูจากท่าทางของเขาแล้ว เห็นได้ชัดว่าเต็มใจอย่างยิ่ง
หลีเยว่ซู่พลันเข้าใจแล้วว่าเหตุใดในนิยายต้นฉบับ เสิ่นถิงเหวินจึงได้รับฉายาว่า ‘จิ้งจอกหน้าหยก’
เมื่อได้เงินมาแล้ว ทุกคนจึงมุ่งหน้าไปยังร้านหมอ
เสิ่นถิงเหวินกอดเงินที่พองแน่นอยู่ตรงหน้าอกเอาไว้ ในใจครุ่นคิดว่าจะเก็บเงินเหล่านี้อย่างไรดี
ขอเพียงพวกเขามีเงินอยู่ในมือ ผู้หญิงคนนี้จะต้องแย่งไปแน่นอน แต่หมูป่าตัวนี้เป็นของพ่อ อีกทั้งนางยังเสี่ยงอันตรายช่วยน้องสามเอาไว้ เขาจึงยอมจ่ายเงินเพื่อรักษาบาดแผลให้นาง
แต่ถ้าคิดจะมาแย่งเงินไปล่ะก็ ไม่มีทางเสียหรอก!
ทันใดนั้น หลีเยว่ซู่ก็เอ่ยขึ้นว่า “อาเหวิน ต่อไปเจ้าอยากเป็นพ่อค้าหรือไม่?”
เสิ่นถิงเหวินชะงักไปครู่หนึ่ง ยังตั้งตัวไม่ทันกับคำถาม
หลีเยว่ซู่เดินไปพลางพูดไปพลาง “ในยุคนี้มีลำดับขั้นนักปราชญ์ ชาวนา ช่างฝีมือ และพ่อค้า สถานะของพ่อค้าถือว่าต่ำที่สุด”
นางจำได้ว่าในนิยายต้นฉบับเคยกล่าวถึงเรื่องนี้ แม้ภายหลังเสิ่นถิงเหวินจะกลายเป็นพ่อค้าผู้มั่งคั่งมีชื่อเสียง แต่แทบไม่มีใครในใต้หล้าให้ความเคารพเขา
เสิ่นถิงเหวินไม่รู้ว่านางถามเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม เขาครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนตอบว่า “ถ้าวันหนึ่งข้ามีเงินมากกว่าทุกคน ต่อให้พวกเขาจะคิดอย่างไรในใจ อย่างน้อยก็ไม่มีใครกล้าพูดต่อหน้าข้า แล้วข้าจะต้องสนใจทำไม?”
หลีเยว่ซู่ประหลาดใจเล็กน้อย ไม่คิดเลยว่าเด็กตัวเล็ก ๆ จะคิดได้อย่างทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้
หลีเยว่ซู่ยื่นมือข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บไปลูบศีรษะของเขา “ไม่เสียแรงที่เป็นลูกชายของแม่ มีความคิดดีนี่!”
เสิ่นถิงเหวินรีบหลบมือ แล้วถลึงตาใส่นางอย่างแรง ทว่าใบหูกลับแดงขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ
หลีเยว่ซู่อดหัวเราะไม่ได้ “อาเหวินอยากค้าขาย แม่สนับสนุนเจ้า แต่แม่หวังว่าสิ่งที่จะเลื่องลือไปทั่วหล้าพร้อมกับความมั่งคั่งของเจ้า จะต้องมีชื่อเสียงด้านการทำบุญทำกุศลของเจ้าด้วย”
“อาเหวินฉลาดขนาดนี้ ต้องสามารถทำลายคำกล่าวที่ว่า ‘คนรวยไร้คุณธรรม คนมีคุณธรรมยากจะร่ำรวย’ ได้แน่นอน และกลายเป็นพ่อค้าผู้มั่งคั่งที่มีเมตตาเลื่องชื่อไปทั่วหล้า”
หัวใจของเสิ่นถิงเหวินเต้นแรงขึ้นหลายครั้ง มือที่กุมเงินเอาไว้แน่นคลายออกเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว
เสิ่นเว่ยฟังไม่เข้าใจว่าหลีเยว่ซู่กำลังพูดอะไร เพียงแต่จ้องมองนางอย่างเหม่อลอย ราวกับมองเห็นแสงจาง ๆ เปล่งออกมาจากร่างของนาง
……
ไม่นานนัก ทั้งหมดก็มาถึงร้านหมอที่ใหญ่ที่สุดในเมือง
เมื่อเห็นสภาพที่เต็มไปด้วยเลือดของหลีเยว่ซู่ คนที่อยู่รอบ ๆ ซึ่งกำลังรอตรวจหรือรับยาต่างพากันหลีกทางให้โดยไม่รู้ตัว
หมอที่นั่งตรวจอยู่มีผมและหนวดเคราขาวโพลน เมื่อเห็นหลีเยว่ซู่แม้จะอยู่ในสภาพมอมแมม แต่กลับยืนตัวตรงอย่างไม่หวั่นไหว เขาก็อดชะงักไม่ได้
หลิวเหล่าฮั่นรีบเดินเข้าไปหา “หมอเฉิน ท่านรีบดูนางหน่อย นางถูกหมูป่าใช้เขี้ยวข่วนที่หัวไหล่ ระหว่างทางเลือดไหลออกมาตั้งเยอะ!”
หลีเยว่ซู่ “……”
นางห้ามเลือดไปนานแล้วต่างหาก เลือดที่ไหลตลอดทางเป็นเลือดของหมูป้าชัด ๆ
หมอเฉินมองออกในทันทีว่าคนกลุ่มนี้มาจากชนบท เขาตกใจ รีบลุกขึ้นตรวจบาดแผลของหลีเยว่ซู่
เสียเลือดมากเกินไปอาจถึงตายได้!
แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือ แม้บาดแผลของหญิงสาวจะดูน่ากลัว ทว่าเลือดกลับหยุดไหลไปนานแล้ว เหลือเพียงจัดการพันแผลเท่านั้น
เมื่อเห็นสายตาประหลาดใจของหมอเฉิน หลีเยว่ซู่จึงอธิบายว่า “ข้าจัดการเบื้องต้นแล้ว แต่คนในบ้านไม่วางใจ ยืนกรานว่าจะต้องมาที่ร้านหมอให้ได้”
โดยเฉพาะเสิ่นถิงอี๋ ลูกสาวคนที่สาม ตลอดทางสายตาแทบจะติดอยู่ที่หัวไหล่ของนางอยู่แล้ว
หมอเฉินประหลาดใจ “ฮูหยินรู้วิชาแพทย์หรือ?”
หลีเยว่ซู่พยักหน้า “พอรู้บ้าง ดังนั้นถึงได้ขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรหาเงินช่วยเหลือครอบครัว ใครจะคิดว่าจะเจอหมูป่าเข้า”
พูดจบ นางก็ดึงตะกร้าสะพายหลังที่อยู่บนตัวเสิ่นเว่ยลงมา “นี่เป็นสมุนไพรที่ข้าเก็บมาด้วยตัวเอง ไม่ทราบว่าหมอเฉินรับซื้อหรือไม่?”
หมอเฉินก้มมองเข้าไปในตะกร้า ก็เห็นสมุนไพรที่ยังติดดินอยู่ไม่น้อย แม้จะดูยุ่งเหยิง แต่สามารถมองออกได้อย่างชัดเจนว่าทั้งหมดผ่านการจัดการมาแล้ว เหลือเพียงส่วนที่สามารถนำไปใช้ได้เท่านั้น
เขามองหญิงสาววัยเยาว์ที่ไว้ผมแบบสตรีออกเรือนตรงหน้าอย่างตกตะลึง
ใบหน้าของนางซีดขาวไร้สีเลือด แต่กลับยังสามารถพูดคุยเรื่องขายสมุนไพรกับเขาอย่างสงบนิ่ง อีกทั้งแม้บาดแผลจะลึกจนแทบเห็นกระดูก นางก็ไม่แสดงอาการเจ็บปวดออกมาแม้แต่น้อย
นี่เป็นสตรีชนบทจริง ๆ หรือ?
จากวิธีจัดการสมุนไพรเหล่านี้ เห็นได้ชัดว่านางไม่ได้เพียงแค่ ‘รู้วิชาแพทย์นิดหน่อย’ อย่างที่พูด
ส่วนบุรุษที่อยู่ข้างกายนาง แม้จะมีร่างกายสูงใหญ่กำยำ แต่สีหน้ากลับดูเหม่อลอยเหมือนคนไม่รู้เรื่องรู้ราว
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาพิจารณาของเขา หลีเยว่ซู่กลับวางตัวอย่างสงบนิ่ง ยิ่งทำให้หมอเฉินรู้สึกว่านางไม่ธรรมดา
“พูดตามตรง ร้านยาของเรามีช่องทางรับสมุนไพรเป็นของตัวเองอยู่แล้ว หากไม่ใช่สมุนไพรที่หายากมาก ปกติเราจะไม่รับซื้อสมุนไพรจากชาวบ้าน”
หลีเยว่ซู่ไม่ได้ตอบ รู้ว่าเขายังพูดไม่จบ
เป็นไปตามคาด หมอเฉินเปลี่ยนเรื่องทันที “แต่ข้าเห็นว่าฮูหยินเองก็เป็นคนเรียนแพทย์เช่นกัน นับว่ามีวาสนาต่อกัน ข้าจะยกเว้นให้สักครั้ง”
“ขอบคุณท่านหมอเฉิน”
หลีเยว่ซู่ไม่คิดเลยว่าหมอผู้นี้จะพูดง่ายถึงเพียงนี้
คิดว่าคงเป็นเพราะเขารักวิชาแพทย์จริง ๆ เพียงเห็นว่านางก็รู้วิชาแพทย์ จึงยอมผ่อนปรนให้เป็นพิเศษ
หมอเฉินยิ้มบาง ๆ “ฮูหยินเข้าไปกับข้าก่อน ข้าจะจัดการบาดแผลให้ ส่วนสมุนไพรในตะกร้า เดี๋ยวข้าจะให้คนตรวจสอบและคิดราคาให้”
หลีเยว่ซู่ย่อมไม่ปฏิเสธ
ท้ายที่สุด หลีเยว่ซู่จัดการบาดแผลที่ร้านหมอเรียบร้อย นอกจากจะไม่ต้องจ่ายค่าตรวจรักษาแล้ว ยังขายสมุนไพรได้ราคาดีอีกด้วย
เสิ่นถิงเหวินมีเงินเต็มกระเป๋า จนตอนเดินแทบจะลอยได้อยู่แล้ว
เขารู้สึกเหมือนตัวเองไม่ได้จับเงินมากมายขนาดนี้มาหลายปีแล้ว
หลีเยว่ซู่มองท่าทางเจ้าหนูตะกละเงินของเขาแล้วอดขำไม่ได้ “อาเหวิน แม่ว่าจะซื้อของสักหน่อย เดี๋ยวเจ้ารับหน้าที่จ่ายเงิน”
เสิ่นถิงเหวินพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว
ขอเพียงไม่ใช่การแย่งเงิน จะซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่เป็นไร
แต่ไม่นาน เสิ่นถิงเหวินก็รู้ว่าความคิดของตัวเองผิดไปมากเพียงใด
หลีเยว่ซู่ให้หลิวเหล่าฮั่นขับเกวียนวัวไปรอที่ทางเข้าเมืองก่อน ส่วนตัวเองพาเสิ่นถิงเหวินกับเสิ่นเว่ยไปซื้อเกลือ ซื้อข้าว ซื้อเครื่องปรุง แล้วยังไปที่ร้านตีเหล็กเพื่อซื้อมีดอีกสองเล่ม
เงินสองตำลึงหายวับไปในพริบตา เหลือเพียงเหรียญทองแดงไม่กี่เหรียญ แม้แต่เงินยิบย่อยจากการขายสมุนไพรก็ไม่เหลือ
เสิ่นถิงเหวินเจ็บปวดใจจนแทบร้องไห้ “พอแล้ว ๆ ซื้อเยอะพอแล้ว!”
หลีเยว่ซู่อดหัวเราะไม่ได้ “ยังมีของสำคัญกว่านั้นที่ยังไม่ได้ซื้ออีกนะ!”
สีหน้าของเสิ่นถิงเหวินแข็งค้าง “ยัง…ยังมีอะไรอีก?”
หลีเยว่ซู่ดึงคอเสื้อของเขา “อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ เสื้อผ้าสำหรับฤดูหนาวก็ต้องซื้อไม่ใช่หรือ? เสื้อผ้าที่พ่อของเจ้าใส่อยู่ก็ยังเป็นของที่ยืมมาจากลุงหลิว จะให้ยืมของคนอื่นไปตลอดได้อย่างไร?”
เสิ่นถิงเหวินชะงัก มือที่กำเหรียญทองแดงแน่นขึ้นอีก “แม่เลี้ยงจะซื้อเสื้อผ้าให้พ่อด้วยหรือ?”
เสิ่นเว่ยที่เงียบมาตลอดดวงตาเป็นประกายขึ้นทันที เต็มไปด้วยความคาดหวัง
“ไม่ใช่แค่เขา พวกเจ้าทั้งสี่คนก็ด้วย อีกไม่นานอาอี้กลับมาจากสำนักศึกษา เขาก็ต้องมีเสื้อผ้าชุดใหม่ใส่เหมือนกัน” หลีเยว่ซู่พูดอย่างจนใจ “วางใจเถอะ แม่ยังมีเงินอยู่”
เสิ่นถิงเหวินยืนมองนางอย่างเหม่อลอย รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังหูฝาด
ผู้หญิงคนนี้…ถึงกับคิดจะซื้อเสื้อผ้าให้พวกเขาด้วย?
ทันใดนั้น เสียงอึกทึกครึกโครมก็ดังมาจากไม่ไกลนัก
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย