14 ส.ค. เวลา 10:28 • หนังสือ

บทที่ 15 เสิ่นอี้หมินกลายเป็นคนดำมืด

บทที่ 15 เสิ่นอี้หมินกลายเป็นคนดำมืด
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของผู้คนที่มองมา เสิ่นถิงเหวินก็รู้สึกใจหวิว
ใช่ว่าเขาไม่เคยเผชิญหน้ากับสายตามากมายขนาดนี้ แต่เขาเพิ่งเคยต้องตะโกนเรียกลูกค้าต่อหน้าคนจำนวนมากเป็นครั้งแรก
เมื่อสังเกตเห็นว่าเขากำลังประหม่า หลีเยว่ซูจึงยื่นมือไปลูบศีรษะเขาเบา ๆ
“ค่อย ๆ ทำไป พวกเราอยู่กับเจ้า”
เมื่อเห็นรอยยิ้มอ่อนโยนของนาง เสิ่นถิงเหวินก็รู้สึกเหมือนได้รับพลังบางอย่างขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะตะโกนออกไป
“มาดูกันก่อนครับ! ของอร่อยแปลกใหม่ เนื้อนุ่มละมุน นี่เรียกว่าอาหารพะโล้ครับ! ท่านลุง มาดูสักหน่อยสิครับ สะอาดและอร่อย ซื้อไปไม่มีขาดทุนแน่นอน!”
โลกใบนี้ยังไม่มีอาหารพะโล้มาก่อน ทั้งกลิ่นหอมเย้ายวนและชื่อที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน จึงดึงดูดผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้อย่างรวดเร็ว
“หอมจัง! อาหารพะโล้คืออะไรหรือ?”
“นี่มันก็แค่ตีนหมูไม่ใช่หรือ? แล้วยังมีหัวเป็ดอีก เนื้อสักนิดก็ไม่มี ใครจะเอาของพวกนี้มาขายกัน!”
“กลิ่นหอมดีเหมือนกันนะ เจ้าหนู ของที่เจ้าพะโล้อยู่นี่ขายอย่างไร?”
……
เสิ่นทิงเหวินตอบด้วยรอยยิ้ม “นี่เป็นสูตรลับเฉพาะของครอบครัวเราครับ ยี่สิบเหวินต่อหนึ่งชั่ง แต่ถ้าซื้อสามชั่ง เหลือเพียงห้าสิบเหวินครับ”
ทันทีที่ได้ยินราคา ก็มีคนร้องออกมาด้วยความตกใจ
“อะไรนะ?! เนื้อหมูยังขายแค่สิบห้าเหวินต่อหนึ่งชั่ง แต่เจ้ากลับขายกระดูกไร้ประโยชน์พวกนี้ตั้งยี่สิบเหวิน เจ้าจะปล้นเงินกันหรือไง!”
เสิ่นถิงเหวินหยิบห่อกระดาษน้ำมันที่เตรียมเอาไว้ออกมา ภายในบรรจุอาหารพะโล้ชนิดต่าง ๆ ที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เรียบร้อยแล้ว
“ถ้าทุกท่านไม่ซื้อก็ไม่เป็นไรครับ พวกเราเตรียมไว้ให้ชิมฟรี ทุกคนสามารถลองชิมได้ครับ”
เสิ่นถิงเหวินมีใบหน้าหล่อเหลาได้รูป เมื่อยิ้มแล้วก็ดูน่าเอ็นดูเป็นพิเศษ ยิ่งมีของให้ชิมฟรี ผู้คนจึงไม่ได้รีบเดินจากไป
หลีเยว่ซูคอยช่วยอยู่ด้านข้างตลอด โดยไม่พูดอะไรสักคำ แต่สายตากลับไม่เคยละไปจากเสิ่นทิงเหวิน
เด็กคนนี้มีพรสวรรค์จริง ๆ
เมื่อวานนางจำลองสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นเอาไว้มากมาย แต่การที่เด็กคนหนึ่งจะสามารถจดจำทั้งหมดและนำมาปรับใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว ต่อให้เป็นผู้ใหญ่ก็ใช่ว่าจะทำได้
ไม่นาน ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็พากันเข้ามาล้อมวงชิมของฟรี
รสชาติหวานหอมและนุ่มละมุนแผ่ซ่านไปทั่วปาก ทำให้ทุกคนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
“สวรรค์! นี่ทำมาจากของที่มีแต่หนังกับกระดูกจริง ๆ หรือ? อร่อยเกินไปแล้ว!”
“ตีนไก่นี่แค่ดูดก็ละลายแล้ว กระทั่งกระดูกยังนุ่มขนาดนี้! เอามาให้ข้าหนึ่งชั่ง!”
“ข้าด้วย เอาให้ข้าหนึ่งชั่ง!”
“ข้าจะเอาสามชั่ง!”
……
คนส่วนใหญ่ที่ได้ลองชิมต่างก็ใจเต้น อยากซื้อจนควักเงินออกมาจ่าย ทำให้มีคนเข้ามารุมล้อมมากขึ้นเรื่อย ๆ
เพียงไม่นาน บริเวณหน้าตะกร้าใบเล็ก ๆ ก็แทบจะถูกผู้คนล้อมจนแน่น แม้แต่พ่อค้าแผงข้าง ๆ ยังอดใจไม่ไหวและซื้อไปหนึ่งชั่ง
เสิ่นถิงเหวินมือไม้พันกันไปหมด โชคดีที่มีหลีเยว่ซูคอยช่วยอยู่ด้านข้าง แม้แต่เสิ่นเว่ยก็ยังนั่งยอง ๆ ช่วยห่อของ
ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม อาหารพะโล้หลายสิบชั่งก็ขายหมดเกลี้ยง
คนไม่น้อยที่ซื้อไม่ทันต่างพากันเสียดาย
“เจ้าหนู พรุ่งนี้พวกเจ้าจะมาอีกหรือไม่?”
เสิ่นถิงเหวินหันไปมองหลีเยว่ซูโดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นนางพยักหน้า เขาก็รีบตอบด้วยรอยยิ้ม
“มาครับ พรุ่งนี้ก็ยังอยู่ที่เดิม!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้คนจึงค่อย ๆ แยกย้ายกันไป บางคนก่อนจากไปยังอุตส่าห์กำชับว่าพรุ่งนี้ต้องมาให้ได้
เสิ่นถิจขกทงเหวินกอดเงินก้อนหนักอึ้งเอาไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มราวกับเจ้าหนูน้อยผู้คลั่งไคล้เงินทอง
แต่หลังจากกอดมันอยู่ครู่หนึ่ง เขากลับส่งเงินทั้งหมดให้หลีเยว่ซู
คนที่เคี่ยวอาหารพะโล้ สอนเขาว่าควรตอบคำถามลูกค้าอย่างไร และคอยช่วยอุดช่องโหว่ตอนที่เขารับมือไม่ไหวก็คือหลีเยว่ซู เงินเหล่านี้ควรเป็นของนาง
แววตาของหลีเยว่ซูเต็มไปด้วยความพอใจ นางไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงยื่นมือรับเงินมา
นางเก็บตะกร้าสะพายหลังให้เรียบร้อย
“ไปซื้อของที่ต้องใช้พรุ่งนี้กัน อาอี้หมินต้องเลิกเรียนตอนยามเซิน ตอนนี้ยังมีเวลาอีกมาก”
หากคำนวณตามเวลาในยุคปัจจุบัน โรงเรียนจะเลิกตอนสี่โมงเย็น ยังเหลือเวลาอีกหลายชั่วยามกว่าจะถึงตอนนั้น
เดิมทีนางคิดว่าของมากมายขนาดนี้คงต้องใช้เวลาขายจนถึงช่วงสาย หลังจากกินอาหารกลางวันแล้วค่อยซื้อของอีกเล็กน้อย จากนั้นจึงค่อยไปรับเด็กกลับจากโรงเรียน
แต่ไม่คิดเลยว่าจะขายหมดเร็วขนาดนี้
ดังนั้น หลีเยว่ซูจึงพาเด็กโตหนึ่งคนและเด็กเล็กสามคนไปซื้อวัตถุดิบสำหรับวันรุ่งขึ้น ฝากให้หลิวเหล่าฮั่นช่วยขนกลับบ้าน จากนั้นจึงพาพวกเขาไปกินอาหารกลางวัน
หลังจากกินอาหารกลางวันแล้ว หลีเยว่ซูก็พาทุกคนไปสอบถามค่าใช้จ่ายต่าง ๆ สำหรับการซ่อมบ้าน รวมถึงราคาคร่าว ๆ ของเครื่องเรือน
เสิ่นเว่ยไม่เข้าใจอะไรเลย เขาจึงเดินตามหลีเยว่ซูต้อย ๆ อย่างว่าง่าย ร่างสูงใหญ่ของเขาให้ความรู้สึกปลอดภัยโดยไม่รู้ตัว
เสิ่นจืออวี้จับมือหลีเยว่ซูเอาไว้แน่น เขาไม่ค่อยได้ออกจากบ้าน เมื่อมาอยู่ในสถานที่ที่วุ่นวายจึงทั้งอยากรู้อยากเห็นและหวาดกลัว
ส่วนแฝดชายหญิงเองก็อารมณ์ดีไม่น้อย เพียงแต่บางครั้งสายตาที่มองไปยังหลีเยว่ซูก็เต็มไปด้วยความลังเล
เมื่อถึงยามเซิน ทั้งหมดก็มาถึงหน้าสำนักศึกษา
สำหรับคนธรรมดา การมีลูกหลานคนหนึ่งได้ร่ำเรียนหนังสือถือเป็นเรื่องน่ายินดีและเป็นเกียรติแก่ครอบครัว โดยเฉพาะสถานที่ที่ในเมืองนี้มีสำนักศึกษาเพียงแห่งเดียว
เมื่อถึงวันหยุด จะมีผู้คนจำนวนไม่น้อยมายืนรอรับเด็กที่หน้าสำนักศึกษา
เด็กทั้งสามดูเหมือนจะคิดถึงพี่ใหญ่เป็นอย่างมาก พวกเขายืดคอชะเง้อมอง รอคอยด้วยความกระตือรือร้น
แต่เมื่อนักเรียนคนสุดท้ายเดินออกมาจากประตู พวกเขากลับยังไม่เห็นเงาของเสิ่นอี้หมิน
จำนวนนักเรียนในสำนักศึกษาไม่ได้มากนัก อีกทั้งพวกเขาทั้งห้าคนก็ยืนอยู่ในตำแหน่งที่โดดเด่นที่สุด เสิ่นอี้หมินไม่น่าจะมองไม่เห็นพวกเขา
ไม่รู้เพราะเหตุใด หลีเยว่ซูจึงรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเล็กน้อย นางก้าวเท้าเข้าไปในสำนักศึกษา
เมื่อนักเรียนกลับกันไปหมดแล้ว ภายในสำนักศึกษาจึงดูเงียบเหงาลงอย่างมาก
หลีเยว่ซูตามหาอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็พบอาจารย์เฒ่าคนหนึ่ง
เมื่อได้ยินว่าพวกนางมาหาเสิ่นอี้หมิน อาจารย์เฒ่าก็มีสีหน้าประหลาดใจ
“เสิ่นอี้หมินไม่ได้กลับไปตั้งแต่เมื่อวานช่วงบ่ายแล้วหรือ? เพื่อนร่วมห้องของเขาบอกว่า ที่บ้านมีเรื่องด่วน เขาจึงขอลากลับไป แม้แต่ใบลาก็ยังให้คนอื่นช่วยยื่นให้ หากไม่ใช่เพราะปกติเขาแสดงผลงานได้ดีเยี่ยม สำนักศึกษาคงไม่อนุญาตให้ทำเช่นนี้”
หลีเยว่ซูขมวดคิ้ว
“เพื่อนร่วมห้องของเขาคือใคร?”
นางจำได้ว่าเสิ่นอี้หมินให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก ต่อให้ต้องรับมือกับแม่เลี้ยงใจร้ายและต้องหาเงินมาเลี้ยงดูน้อง ๆ เขาก็ยังไม่ยอมละทิ้งโอกาสที่จะได้เรียนในสำนักศึกษา
หากที่บ้านไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เขาไม่มีทางกลับไปกะทันหันเช่นนี้แน่นอน
อาจารย์เฒ่าตอบว่า
“เพื่อนร่วมห้องของเขาชื่อจางหยาง”
จางหยาง?
ชื่อนี้ฟังดูคุ้น ๆ แต่ชั่วขณะหนึ่งหลีเยว่ซูกลับนึกไม่ออกว่าเคยได้ยินจากที่ไหน
หลังจากสอบถามอาจารย์เฒ่าจนรู้ว่าจางหยางอยู่ที่ไหน นางก็เตรียมจะไปถามเขาต่อหน้า
แต่ยังเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็มีร่างหนึ่งเข้ามาขวางทางพวกนางเอาไว้
เด็กชายอายุราวเจ็ดแปดขวบคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า เขาสวมเสื้อคลุมตัวยาวที่ซักจนสีซีดและเต็มไปด้วยรอยปะ แต่ทั้งตัวกลับสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบเรียบร้อย
เขาประสานมือคารวะทุกคนอย่างสุภาพ
“ขอถามท่านทั้งหลาย พวกท่านคือครอบครัวของพี่เสิ่น เสิ่นอี้หมินใช่หรือไม่?”
หลีเยว่ซูมองสำรวจเขาด้วยความสงสัย ก่อนจะพยักหน้า
“ใช่ แล้วเจ้าคือ?”
เด็กชายดีใจขึ้นมาทันที รีบตอบว่า
“ข้าเป็นเพื่อนร่วมชั้นของพี่เสิ่น เมื่อครู่นี้ข้าได้ยินบทสนทนาระหว่างฮูหยินกับอาจารย์ เกรงว่าพี่เสิ่นอาจกำลังตกอยู่ในอันตราย”
หัวใจของหลีเยว่ซูหล่นวูบ
“พูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”
เด็กชายมีสีหน้าร้อนรน แต่ก็ไม่ได้พูดอ้อมค้อม
“จางหยางอิจฉาความสามารถและรูปร่างหน้าตาของพี่เสิ่นมาโดยตลอด หลายวันก่อนเขายังพูดข่มขู่ออกมาอย่างรุนแรง หากพี่เสิ่นมีเรื่องด่วนจริง แล้วจะให้เขาช่วยยื่นใบลาได้อย่างไร!”
ทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้ จู่ ๆ ในสมองของหลีเยว่ซูก็ผุดข้อความตอนหนึ่งจากนิยายต้นฉบับขึ้นมา
เสิ่นอี้หมินจะกลายเป็นขันที เพราะตอนเด็กถูกขายเข้าโรงน้ำชาแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นครึ่งเดือนจึงหลบหนีออกมาได้ แต่กลับไม่สามารถมีบุตรได้ตลอดชีวิต
ในวันเข้าสอบขุนนาง เรื่องนี้ถูกเปิดโปงจนเขาถูกไล่ออกจากสนามสอบ
ต่อมา เสิ่นอี้หมินจึงตัดสินใจตอนตัวเองเข้าวัง และก้าวขึ้นทีละขั้นจนกลายเป็นขันทีใหญ่ผู้มีอำนาจสูงสุด รองเพียงคนเดียวจากผู้มีอำนาจสูงสุดในราชสำนัก แม้แต่องค์ชายยังต้องให้ความเคารพและหลีกทางให้เขาสามส่วน
หลังจากเสิ่นอี้หมินกุมอำนาจไว้ในมือ เขาก็ตามหาคนที่เคยทำร้ายเขาในปีนั้น ก่อนจะส่งคนผู้นั้นเข้าไปในวังหลวง กลายเป็นของเล่นของเหล่าขันทีทั้งหมด
หลีเยว่ซูจำได้ว่าในนิยายต้นฉบับ เสิ่นอี้หมินเคยพูดประโยคหนึ่งว่า
“จางหยาง ของขวัญชิ้นใหญ่ที่เจ้ามอบให้ข้าในปีนั้น ข้าจะคืนให้เจ้าร้อยเท่า”
หรือว่าจางหยาง เพื่อนร่วมห้องคนนี้ ก็คือคนที่ทำร้ายเสิ่นอี้หมินจนกลายเป็นคนดำมืดในนิยายต้นฉบับ?!
ความไม่สบายใจอย่างรุนแรงพลุ่งพล่านขึ้นในใจของหลีเยว่ซู
เสิ่นอี้หมินหายตัวไปหนึ่งวันแล้ว หรือว่า……
โฆษณา